แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 4
1
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุย
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:50:01 AM »

กุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saiga tatarica Linnaeus
ในสกุล Bovidae
มีชื่อสามัญว่า saiga antelope
มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  saigae  Tataricae
เจอในที่ราบท้องทุ่งและก็ในที่สูงที่มีลมหนาวจัด และมักมีฝุ่นทรายกลาดเกลื่อนอยู่ ตั้งแต่ประเทศโปรแลนด์ไปถึงที่ราบสูงตอนใต้ของรัสเซียถึงทุ่งหญ้าที่ราบสูงในประเทศมองดูโกเลีย
ชีววิทยาของกุย
กุย เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กีบคู่ ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงก้นยาว ๑.๑0-๑.๔0 เมตร หางยาว 0.๘0-๑.๓0 เมตร  สูง  ๖0-๘0   ซม.   น้ำหนักตัว  ๒๓-๔0   โล   หัวใหญ่และก็อ้วน   ตัวเมียไม่มีเขา   เพศผู้มีเขารูปคล้ายพิณฝรั่ง   ยาว  ๒0-๒๖  ซม.   มีวงเป็นข้อนูนต่อเนื่องกันขึ้นไปจากโคนเขา   ถึงเกือบปลายเขา  ๑0-๑๖  วง   ระยะระหว่างวงนูนราว  ๒  ซม.   ปลายแหลม   สันจมูกครึ้มและก็โค้งงุ้ม   จมูกเหมือนกระเปาะพอง   มีสันตามยาว   รูจมูกเปิดออกทางด้านล่างข้างในรูจมูกมีองค์ประกอบพิเศษหลายชนิด   กระดูกเจริญดีมากและก็เรียงช้อนล้ำกัน  สมุนไพร ข้างในมีขนหนา   ต่อมและก็ร่องเมือก   สำหรับกรองฝุ่นละอองรวมทั้งทำให้อากาศที่หายใจเข้าไปอุ่นและเปียกชื้นขึ้น   มีประสาทดมกลิ่นดีมาก   นอกเหนือจากนี้ในรูจมูกยังมีถุงที่พองได้   ข้างในบุด้วยเยื่อเมือก   มีขนที่ใต้คอหนาเพื่อกันความหนาว   ในช่วงฤดูขนบนตัวจะสั้นสีน้ำตาลออกแดง   จมูกรวมทั้งหน้าผากสีน้ำตาลคล้ำกว่า   บนกระหม่อมมีลายสีออกเทา   รอบตูด   ใต้ท้อง   แล้วก็หางสีขาว   ในช่วงฤดูหนาวขนจะยาวรวมทั้งดกกว่า   มีขนรองครึ้ม   มีสีขาวเทาตลอดลำตัว   กุยมีขาเรียวยาว   ด้นหลังกีบกางออกบางส่วน   หางสั้นมาก   ใต้หางไม่มีขน สัตว์ชนิดนี้ถูกใจอยู่เป็นฝูงเล็ก   ในฤดูใบไม้ตก   มักรวมฝูงแล้วก็ย้ายถิ่นลงไป   ทางใต้ที่อบอุ่นกว่า   ในฤดูใบไม้ผลิ   (ราวเดือนเมษายน)   ตัวผู้ย้ายที่อยู่ขึ้นไปทางด้านเหนือก่อน   แล้วฝูงตัวเมียก็ย้ายที่อยู่ขึ้นไปสมทบ   เวลาวิ่งมักก้มหน้าต่ำ   แต่วิ่งได้เร็วถึงชั่วโมงละ   ๖0   กิโล   ชอบรับประทานใบไม้ตามพุ่มรวมทั้งใบหญ้า อดน้ำได้นาน

ประโยชน์ทางยา
เขากุยมีที่ใช้อีกทั้งในยาไทยแล้วก็ยาจีน จำนวนมากที่มีขายในร้านยาจีนมาจากทางภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศสหรัฐประชาชนจีน มีสีขาวๆถึงสีขาวอมเหลือง ราว ๑  ใน  ๓  ถึงกึ่งหนึ่งจากโคนเขามีเนื้อกระดูกที่แข็งและแน่นเมื่อคัดออกจะทำให้เขากลวง โปร่งใส เมื่อส่องกับแสงจะเห็นข้างในครึ่งหลังเขากุยมีช่องเล็กๆ  ทอดเป็นเส้นตรงยาวไปจนถึงปลายเขา เรียก รูทะลุปลายเขา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเขากุย
การเตรียมเขากุยสำหรับใช้เป็นยาทำเป็น  ๒  แนวทาง  คือ
๑.ทำเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งทำโดยเอาเขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว แช่น้ำอุ่นไว้เป็นเวลานานพอเหมาะพอควร คัดออกจากน้ำแล้วตัดตามแนวขวางเป็นชิ้นบางๆแล้วทำให้แห้ง
๒.ทำเป็นผงละเอียด โดยใช้เขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว นำไปบดเป็นผงละเอียด
หนังสือเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า
เขากุยเป็นยาเย็น มีรสเค็ม ใช้แก้ไข้สูง แล้วก็อาการอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงกับลักษณะของการมีไข้สูง เป็นต้นว่า หมดสติ ชัก เพ้อ บ้า ฯลฯ แก้โรคลมชัก
จีนว่ายานี้เป็นยาแก้ตับทำงานมากเหลือเกิน มีสรรพคุณกำจัดความร้อนและสารพิษต่างๆภายในร่างกาย เมื่อรับประทานเขากุยแล้วจะก่อให้ตัวเย็น รวมทั้งคุณประโยชน์นี้แรงกว่า เขากระบือราว  ๑๕  เท่า (อาจใช้เขากระบือแทนได้)

2
อื่นๆ / สัตววัตถุ พญาเเร้ง
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 06:06:16 PM »

พญาแร้ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarcogyps  calvus  (Scopoli) จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับอีแร้ง
เป็นตระกูล  Accipitridae
มีชื่อสามัญว่า  red-headded vulture หรือ king vulture
อีแร้งเจ้าพระยา หรือ นกแร้งหัวแดง (ลาว) ก็เรียก นกชนิดนี้เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๘๔  ซม. ขนทั่วตัวสีดำ หัว คอ และแข็งเป็นเนื้อสีแดง มีขนอุยสีน้ำตาลออกขาว มีแถบสีขาวตรงส่วนบนของอกและก็ที่ต้นขาทั้งสอง เมื่ออายุยังน้อยขนทั่วตัวมีสีน้ำตาล ใต้ท้องสีอ่อนกว่า และก็มีลักษณะเป็นลายเกร็ด ส่วนบนมีขนสีขาวทั่วๆไป
พญานกแร้งไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเสมือนอีแร้งธรรมดา พบบ่อยอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ แล้วก็ลวกินซากสัตว์ร่วมกับอีแร้งอื่นๆมั่นใจว่านกชนิดนี้เป็น “เจ้าแห่งอีแร้ง” จะต้องลงกินซากสัตว์ก่อนจำพวกอื่นๆแล้วก็เลือกรับประทานเฉพาะส่วนที่มีรสชาติยอดเยี่ยม ก็เลยเรียก“พญาแร้ง” ชอบอาศัยอยู่ตามชายป่าและก็ทุ่งนา มีเขตผู้กระทำระจายชนิดกว้างมากมาย ตั้งแต่ประเทศจีน  ประเทศอินเดีย  ลงมาทางใต้จนกระทั่งแหลมมลายู ในอดีตเคยพบชุกชุมอยู่ทั่วๆไปในประเทศไทย มักสร้างรังอยู่บนต้นไม้สูง ตามป่าเขาแล้วก็นา นากแล้ว ในประเทศไทยยังพบอีแร้งดำหิมาลัย (cinereous  vulture) อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Aegypius  monachus  (Linnaeus) เป็นนกที่อพยพเข้ามายังเมืองไทยในตอนนอกฤดูผสมพันธุ์ หรืออาจเป็นนกที่หลงเข้ามา แต่ว่าเป็นนกหายากและมีปริมาณน้อยมาก

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยตามต่างจังหวัดใช้หัวอีแร้งเผา ผสมเป็นยาแก้ไข้รอยแดง ไข้พิษ กระดูกอีแร้งเผาไฟเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งใน “ยามมหานิลแท่งทอง” (มอง  คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม  ๔  เครื่องยาธาตุวัตถุ) แก่ไข้พิษ ไข้รอยดำ ส่วนหางอีแร้งรวมทั้งหางอีกาเผาไฟ หนังสือเรียนโบราณมีรสเย็น เบื่อ บดผสมกวาวเครือแก้ซางชัก และใช้รมปีศาจร้ายแม่ซื้อที่ก่อกวนเด็กที่เป็นลมซางจำพวกนี้ ถ้าหากแก้เลือดเป็นพิษให้เข้า “ดีอีแร้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ยาแก้โลหิตทำพิษ เอาดีอีแร้ง เจาะไนดี แล้วเอาพริกไทยตำยัด   ใส่ให้เต็ม ตากให้แห้ง ถ้าหากจะแก้โลหิตทำพิษ ให้ฝนกับเหล้ารับประทานหายยอดเยี่ยมฯ พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “กระดูกนกแร้ง”  เป็นเครื่องยาด้วย มีอยู่ขนานหนึ่งเข้า “ศีร์ษะอีแร้ง” เป็นยากวาดซางแดงดังนี้ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ขนานหนึ่ง   ท่านให้เอาศีร์ษะงูเห่า  ๑  ศีร์ษะนกแร้ง  ๑  ศีร์ษะกา  ๑   หอยสังข์  ๑  รากดิน  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดินถนำ  ๑  บอแร็ก  ๑  น้ำหมึกหอม  ๑  นอแรด  ๑  เขากุย  ๑  มูลหมูดุร้าย  ๑  กฤษณา  ๑  กะลำภัก  ๑  ผลจันทร์  ๑  ดอกจันทร์  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวแรด  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กรามแรด  ๑  กรามช้าง  ๑   รวมยา  ๒๒  สิ่งนี้ เอาเท่าเทียม ทำเปณจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาว กวาดได้สารพัดทรางทั้งปวงหายดีเลิศนัก

3
อื่นๆ / สมุนไพรอำพัน หมายถึงอะไร
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2017, 07:07:36 PM »

สมุนไพรอำพัน
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในตระกูลPinaceae

มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เพราะว่าเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่แสดงว่ากระแสไฟฟ้า สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  ไม่สบายใจ  หลงๆลืมๆ ควรมายากลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบงก ๑  กรุงเฉมา  ๑  อำพัน  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะกินให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกลุ้มในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังไม่ได้รับประทานหายแล

4
อื่นๆ / สัตววัตถุเสือโคร่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2017, 03:00:54 PM »

เสือโคร่ง
เสือโคร่งเป็นสัตว์ประเภทแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รับประทานเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris (Linnaeus) จำพวกที่เจอในประเทศไทยเป็นชนิดย่อย Panthera tigris corbetti (Mazak) จัดอยู่ในวงศ์ Felidae เสือลายพาดกลอน ก็เรียก
ชีววิทยาของเสือโคร่ง
เสือโคร่งเมื่อโตเต็มที่มีความยาวลำตัวราว ๒๑๐ ซม. หางยาวราว ๑๐๕ ซม. สูงราว ๙๕ เซนติเมตร (วัดจากหัวไหล่) น้ำหนักตัว ๑๐๐-๒๑๐ กิโลกรัม ตัวผู้ที่โตเต็มที่บางทีอาจหนักได้ถึง ๓๐๐ กิโล มีเล็บแหลมคม แอบซ่อนได้ มีเขี้ยวบน ๒ เขี้ยว ข้างล่าง ๒ เขี้ยว หน้าสั้น มีหนวดแข็ง ตากลมโต แวววับ ขมเรียกตัวเป็นเส้นเล็กละเอียด สีเหลืองปนเทา หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลแดง ท้องสีขาว มีแถบลายดำพาดข้ามหลังลงมาด้านข้างลำตัวตลอดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง หางมีข้อสีดำสลับเหลือง ปลายหางสีดำ ข้างหลังใบหูมีสีดำ และมีจุดสีนวลใหญ่เห็นได้ชัด เสือโคร่งเป็นสัตว์ขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำหรือแช่น้ำมากมาย ปีนต้นไม้ได้ อาศัยในป่าได้แทบทุก สมุนไพร ชนิดที่มีของกิน น้ำ และแหล่งหลบแบบอย่างพอเพียง ได้แก่ ถ้ำ หลืบหิน ขอนไม้ใหญ่ ป่าที่รกทึบ ออกล่าเหยื่อตั้งแต่ตอนเย็นไปจนกระทั่งเช้า ของกินที่กินได้แก่ กวาง เก้ง หมูป่า โค ควาย และก็สัตว์อื่นๆเสือโคร่งชอบอยู่โดดเดี่ยว ยกเว้นตัวเมียที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน เหมือนเคยตัวเมียเป็นสัดทุก ๕๐ วัน แล้วก็เป็นสัดอยู่นาน ๕ วัน ตกลูกครอกละ ๑-๗ ตัว ท้องนาน ๑๐๕-๑๑๐ วัน เสือโคร่งในธรรมชาติ แก่ได้ ๒๐-๒๕ ปี เคยมีผู้ทำนองว่า ในประเทศไทยมีเสือโคร่งคงเหลือในธรรมชาติไม่เกิน ๕๐๐ ตัว พบในเทือกเขาตะทุ่งนาวศรี แนวเขาเพชรบูรณ์ เขาใหญ่ และในป่าดงดิบทางภาคใต้ ในเมืองนอกเจอได้ตั้งแต่ในไซบีเรียไปจนถึงทะเลสาบแคสเปียน ในประเทศอินเดียรวมทั้งภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ ในเกาะสุมาตรา ชวา แล้วก็บาหลี เสือโคร่งที่เลี้ยงกันทั่วๆไปในประเทศไทยเป็นเสือโคร่งเบงกอล อันเป็นเสือโคร่งชนิดย่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris (Linnaeus) เจอที่ประเทศอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ และพม่า ชนิดย่อยนี้ตัวโตกว่าเสือโคร่งประเภทย่อยที่พบในธรรมชาติในไทย
คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้ส่วนต่างๆของเสือโคร่งเกือบทุกส่วนเป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเสือโคร่ง เขี้ยว กระดูก หนัง ดีเสื้อ เอ็นเสือ ตาเสือ ไตเสือ และเนื้อเสือ แม้กระนั้นที่ใช้มากมายมี
๑. น้ำมันเสือ หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำมันเสือมีรสเผ็ด ใช้ต้มผสมกับเหล้า กินแก้อ้วกอ้วก แก้ผมหงอกก่อนวัย ใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ มียาขนานหนึ่ง เป็นขนานที่ ๖๙ สีปากบี้พระเส้น เข้า “น้ำมันเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย
๒. เขี้ยวเสือ โบราณว่ามีรสเย็น มีคุณประโยชน์ดับไข้พิษ ไข้รอยแดง แก้พิษร้อน พิษอักเสบ พิษตานซาง เขี้ยวเสือเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ดังเช่นว่า เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวหมาป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวตะไข้ เขี้ยวเลียงเขาหิน แล้วก็งาช้าง
๓. กระดูกเสือ ตำรายาโบราณว่ามีรสเผ็ดคาว เป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงไขข้อรวมทั้งเนื้อหนัง แก้ปวดบวมตามข้อ แก้โรคปวดข้อ เป็นยาระงับประสาท แก้โรคลมหวน แก้ปวดตามข้อ หัวเข่า กระดูก บำรุงกระเพาะอาหาร ยาขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์ไกษย ชื่อ “ยาเนาวหอย” เข้า “กระดูกเสือเผา” เป็นเครื่องยาด้วย

กระดูกเสือในยาจีน
กระดูกเสือเป็นเครื่องยาที่ใช้ในยาจีน หายากและราคาแพงแพง มีชื่อเครื่องยาในภาษาละตินว่า Os Tigris จีนเรียก หูกู่ (แมนดาริน) ได้จากกระดูกแห้ง (ทุกชิ้น) ของเสือโคร่ง Panthera tigris (Linnaeus) ตำราเรียนยาจีนว่า กระดูกเสือมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น มีสรรพคุณไล่ “ลม” รวมทั้งแก้ปวด ก็เลยใช้รักษาโรคลมจับโปง แล้วก็มีคุณประโยชน์เพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกและกล้มเนื้อ ใช้แก้อาการเพลียของกระดูกและกล้ามเนื้ออันเป็นผลมาจากตับและก็ไต “พร่อง” ขนาดที่ใช้คือวันละ ๓-๖ กรัม โดยมักตระเตรียมเป็นยาเม็ดลูกกลอน ยาผง และยาดองเหล้า ก่อนนำกระดูกเสือมาใช้เป็นเครื่องยา จำต้องละเนื้อออกให้หมด ตากให้แห้ง แล้วเลื่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆหรืออาจเอากระดูกชิ้นเล็กๆมาทอดด้วยน้ำมันไม่มีจะกินแล้วทำให้เย็นก่อนนำมาใช้ ด้วยเหตุว่ากระดูกเสือเป็นเครื่องยาหายากและก็ราคาแพงแพง จึงมีของปลอมขายในตลาดมากมาย ส่วนใหญ่เป็นกระดูกโค
๔. นมเสือ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่ามีรสมันร้อน มีสรรพคุณบำรุงกำลังแก้โรคหืด ดับพิษร้อน มียาหยอดตาขนานหนึ่งใน พระหนังสือปฐมจินดาร์ เข้า “น้ำนมเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ นมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงเพศผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้าง หยอดแก้สารพัดสารพันตานทรางทั้งหมดขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าสรรพคุณลิกานั้น สำหรับแก้ตานโจร เหล่านี้ต่อไป

5
อื่นๆ / สัตววัตถุวัว
« เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2017, 11:32:56 AM »

วัว
คำ “โค” เป็นคำที่แผลงมาจากคำไทยว่า “งัว” ส่วนคำ “โค” เป็นคำเรียกสัตว์ประเภทนี้ในภาษาบาลี (คำ“โค” นี้อาจหมายความว่าดวงตะวัน  อย่างเช่นในคำ“โคจร” ซึ่งแสดงว่า ทางเดินของดวงอาทิตย์ )
ชีววิทยาของวัว
วัวเป็นสัตว์บดเอื้อง กินต้นหญ้า มี ๔ เท้า และกีบเป็นคู่ เขากลวง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  Taurus (Linnaeus) จัดอยู่ในตระกูล Bovidae
โคบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  bos  Taurus  domesticus  Gmelin  วัวบ้านของไทยมีพัฒนาการมาจากโคป่าหรือวัวออรอกส์  (Aurochs)  ซึ่งเดี๋ยวนี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว  วัวป่าที่ยังคงพบในบ้านพวกเราคือวัวแดง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  javanicus  (D’Alton)  รู้เรื่องว่าวัวแดงนี้คงจะสืบทอดมาจากสชโคออคอยกส์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  ต่อมาโคแดงนี้ก็เลยสืบเชื้อสายมาเป็นโคบ้านของเมืองไทย ทำให้รูปร่างและก็สีสันของโคบ้านเหมือนโคแดงมาก แม้กระนั้นรูปร่างใหญ่กว่าแล้วก็สูงขึ้นยิ่งกว่า โคแดงมีความสูงที่ไหล่ราว ๑.๗๐ เมตร หรือกว่านั้น มีเขายาวราว ๗๐ เซนติเมตร วัวแดงมีสีน้ำตาลแกมแดงเสมือนโคบ้าน ตัวผู้เมื่อแก่มากๆสีบางทีอาจแปรไป วัวแดงเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว ๒๐-๓๕ ตัว มักมีตัวภรรยาแก่ๆเป็นผู้นำฝูง แต่ละฝูงมักมีตัวผู้เพียงแค่ตัวเดียว คอยปฏิบัติหน้าที่สืบพันธุ์เมื่อตัวเมียเป็นสัด

สรรพคุณทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้นมโค (นมโค) ขี้วัว (มูลโค) รวมทั้งน้ำมูตรโค (น้ำมูตรโค) น้ำมันไขข้อโค เป็นยา
๑. น้ำนมวัว ได้จากเต้านมของวัวเพศเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำนมวัวหรือน้ำนมโคมีรสหวาน มัน เย็น มีคุณประโยชน์ปิดธาตุ แก้โรคในอก บำรุงกำลังแล้วก็เลือดเนื้อ รุ่งเรืองไฟธาตุ แพทย์แผนไทยมักใช้นมวัวเป็นน้ำกระสายยา ดังเช่น “ยาแก้ลมโกฏฐาสยาวาตา” ใน พระคัมภีร์โรคนิทาน ใช้ “นมโค” เป็นน้ำกระสายยา ดังต่อไปนี้ลมโกฏฐาสยาวาตาแตกนั้น มักให้เหม็นกลิ่นคาวคอ ให้คลื่นไส้ ให้จุกเสียด ให้สวาปามในอกถ้าจะแก้ ให้เอาใบสลอดต้มกับเกลือให้สุกแล้วผึ่งแดดให้แห้ง ๑   ชะเอมเทศ ๑  รากเจตมูลเพลิงเเดง ๑  รากโคนงแตก ๑  รากจิงจ้อใหญ่ ๑  ลำพัน ๑  พริกล่อน ๑  ดีปลี ๑  ใบหนาด ๑  การะบูร ๑  เอาเท่าเทียม ทำเปนจุณ ละลาย นมวัว ก็ได้ น้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้ รับประทานหายแล
๒. ขี้วัว ตำรายามักเรียก น้ำมูลโค แพทย์แผนไทยใช้ขี้วัวปรุงเป็นยาบำบัดโรคทั้งข้างในรวมทั้งภายนอกหลายขนาน โดยมากใช้ขี้วัวดำ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขี้วัวดำมีรสขม เย็น มีคุณประโยชน์ดับพิษร้อน พิษไข้ พิษกาฬ ลางแบบเรียนว่าขี้วัวสดและก็แห้งผสมกับใบน้ำเต้าสดและก็เหล้า ตำคั้นเอาน้ำ ทาแก้เริม ไฟลามทุ่ง งูสวัด ลมพิษ   รวมทั้งแก้พุพอง ฟกบวม ทำลายพิษ
๓. น้ำมูตรวัว แบบเรียนยามักเรียกว่า น้ำมูตรวัว  รวมทั้งมักใช้น้ำมูตรวัวดำเป็นน้ำกระสายยา ตัวอย่างเช่น ยาสตรีขนานหนึ่งใน พระคู่มือมหาโชตรัต ใช้ “มูตรวัวดำ” เป็นกระสาย   ดังต่อไปนี้ ถ้าเกิดหญิงเลือดตกทางทวารหนักทวารเบา มิออกสะดวก ให้เอาขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ผลผักชีล้อม ๑ บดละลายด้วย มูตรโคดำ กินหายแล
๔. น้ำมันไขข้อโค พระหนังสือมุจฉาปักขันทิกา ให้ยาน้ำมันทาแก้ไส้กุดไส้ลุกลามและแผลฝีเน่าขนานหนึ่ง เข้า “น้ำมันไขข้อโค”   เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้
หากไม่ฟัง   พิษนั้นกล้านักมักเผาเอาเนื้อนั้นสุก สาวเข้าไปแม้กระนั้นปลายองคชาตทุกวี่วันๆก็ดีแล้ว   ท่านให้หุงน้ำมันนี้ใส่   ดับพิษทั้งรักษาเนื้อไว้   มิให้หนุ่มเข้าไปได้ ท่านให้เอามะพร้าวงอกบนต้นเขี้ยวน้ำมันให้ได้ถ้วย ๑  ก็เลยเอาใบกระเม็ง ๑ ใบยาดูดใหม่ๆ๑  เปลือกพันพาย ๑  เปลือกจิก ๑  เปลือกกรด ๑  ห้าลำโพง ๑  ใบเทียน ๑  ใบทับทิม ๑   ใบขมิ้นอ้อย ๑ ใบเลี่ยน ๑  ยาดังนี้เอาสิ่งละถ้วย ใส่ลงกับน้ำมันมะพร้าวหุงให้อาจจะแม้กระนั้นน้ำมัน แล้วเอาน้ำมันแมวดำชาตรีจอก ๑ น้ำมันขัดไก่จอก ๑   น้ำมันไขข้อวัวจอก  ๑   ปรุงใส่ลงเถอะยอดเยี่ยมนัก  น้ำมันนี้ท่านตีค่าไว้ตำลึงทองหนึ่งใช้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แลตานทรางสรรพพิษฝีเปื่อยรุ่น   แก้มิให้เป็นด่างเป็นแผลให้อาจคืนดีคนเก่า แลแก้ไส้กุดไส้ลุกลาม  ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมาแต่หนหลังหายสิ้นอย่าฉงนสนเท่ห์เลย  ได้ทำมามากแล้ว  แบบเรียนนี้ฝรั่งเอามาแม้กระนั้นเมืองยักกัตราแล

Tags : สัตววัตถุ

6
อื่นๆ / สัตววัตถุหมีที่พบเจอในประเทศไทย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2017, 08:29:21 AM »

หมีที่เจอในประเทศไทย
๑. หมีควาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier)
มีชื่อพ้อง Ursus  thibetanus  G. Cuvier
ชื่อสามัญว่า Asiatic black  bear
ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๒๐-๑.๕๐ เมตร หางยาว ๖.๕-๑๐ ซม. น้ำหนักตัว ๖๐-๑๐๐ กิโลกรัม หัวค่อนข้างแบน แคบ ปากยาวกว่าหมีสุนัข ขนรอบจมูก คาง และรอบๆเหนือตามีสีขาว ใบหูใหญ่ ขอบกลมมน ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ อกมีขนสีขาวรูปตัววี  (V)  แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่โค้ง ปลายแหลม   ไม่หดกลับ หมีควายชอบออกหากินโดยลำพังในเวลากลางคืน  ยกเว้นในฤดูสืบพันธุ์  ช่วงกลางวันมักแอบอยู่ในโพรงดิน ตามโคลนรากของต้นไม้ใหญ่หรือตามโพรงหิน ลางครั้งออกมาหากินผลไม้สุกหรือรังผึ้งในตอนกลางวัน ปีนต้นไม้เก่ง เดินด้วยขาทั้งยัง ๔ ข้าง เมื่อสู้กับศัตรูจะยืนด้วยขาหลังทั้งสองขา แล้วก็ใช้ฝ่าตีนของขาหน้าตะครุบศัตรู  อาหารที่รับประทานเป็นผลไม้ น้ำผึ้ง กวาง เก้ง หมูป่า ปลา หมีควายโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุราว ๓ ปี มีท้องนาน ๗-๘ เดือน  ตกลูกครั้งละ ๑-๒ ตัว คลอดในถ้ำ หรือในโพรงไม้   อายุยืนราว ๓๐ ปี พบในทุกภาคของไทย ในต่างถิ่นเจอที่เขมร เวียดนาม ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ประเทศทิเบต เกาหลี  จีน  ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน
๒. หมีสุนัข
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helarctos  malayanus  (Raffles)
มีชื่อพ้อง  Ursus  malayanus  Raffles
ชื่อสามัญว่า  Malayan  sun  bear
หมีคน ก็เรียกเป็นหมีจำพวกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑-๑.๔๐ เมตร  หางยาว ๓-๕ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๓๐-๔๐กิโลกรัม หัวกลม   ปากสั้น ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ ทรวงอกมีขนสีขาวหรือสีขาวอมเหลืองเป็นรูปตัวยู (U) แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่ โค้ง ปลายแหลม ไม่หดกลับ มีเต้านม ๔ เต้ารอบๆอกรวมทั้งพุง หมีหมาถูกใจออกหากินเป็นคู่ในกลางคืน   ลางครั้งเจอในกลางวันบ้าง ปีนต้นไม้ได้แคล่วคล่องว่องไว สร้างรังนอนโดยดึงกิ่งไม้ กาบไม้   มาวางไว้ใต้ท้อง   แล้วปลดปล่อยขาห้อยคร่อมก้านไม้ไว้ โดยเอาคางเกยไว้ตรงง่ามไม้   ยืนด้วย ๒ ขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยากมองดูในระยะไกลหรือมองหาศัตรู เวลาเข้ารังควานจะส่งเสียงร้องราวกับสุนัข อาหารที่รับประทานเป็นพวกผลไม้ แมลง ผึ้ง ปลวก ใบไม้ สัตว์ขนาดเล็ก หมีหมาโตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เมื่ออายุราว ๓-๕ ปี ท้องนานราว ๙๕ วัน คลอดลูกครั้งละ ๑-๒ ตัว อายุยืนราว ๒๐ ปี เจอในทุกภาคของไทย  แม้กระนั้นพบบ่อยมากมายทางภาคใต้ ในเมืองนอกพบที่ลาว เขมร เวียดนาม เมียนมาร์ บังกลาเทศ   จีน   มาเลเชีย แล้วก็อินโดนีเชีย
ดีหมีในยาจีน
ดีหมีเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้ในยาจีน มีราคาแพงมากรวมทั้งหายาก เครื่องยานี้มีชื่อภาษาละตินตามตำรายาว่า Fel  Ursi มีชื่อสามัญว่า bear  gall  จีนเรียก สงต่าน  (สำเนียงแมนดาริน) ได้จากถุงน้ำดีของหมี ๒ จำพวกเป็นหมีควาย Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier) และหมีสีน้ำตาล หรือ brown bear (Ursus  arctos  Linnaeus) ตระกูล Ursidae ประเภทข้างหลังไม่พบในธรรมชาติในประเทศไทย ดีหมีที่ได้จากเขตยูนนาน ส่วนใหญ่เป็นดีของหมีควาย จัดเป็นดีหมีที่มีคุณภาพดีเยี่ยมที่สุด ในทางการค้า เรียก อวิ๋นต่าน  (ดีจากยูนนาน) แต่ดีหมีที่มีขายในตลาดมักมากจากหมีที่พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยเฉพาะเขตเฮย์หลงเจียงและบริเวณจี๋หลิน จำนวนมากได้จากหมีสีน้ำตาล ในทางการค้าขายเรียก ตงต่าน  (ดีจากภาคตะวันออก) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า
รูปแบบของดีหมี
ดีหมีแห้งมีรูปร่างกลม ยาวรูปไข่  ส่วนบนเรียวรวมทั้งกลวง ส่วนล่างเป็นถุงใหญ่  ยาว ๑๐-๒๐ ซม.  กว้าง ๕-๑๐ เซนติเมตร (ข้างล่าง) เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลอมดำ หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาล เป็นเงานิดหน่อย ส่วนบนใส มองดูได้เกือบจะทะลุผิวบางรวมทั้งร่น เมื่อฉีกให้ขาดจะเห็นเป็นเส้นใย ในถุงน้ำดีมีน้ำดีที่แห้งแล้วเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด บางครั้งก็เป็นผุยผงหรือก้อนเหนียวๆสีเหลืองทองคำ เป็นเงาเงา เปราะ ดีหมีที่มีสีเหลืองทองคำคล้ายสีอำพัน เนื้อบาง เปราะ เป็นมันเงา มักเรียก ดีหมีสีทองคำ หรือ ดีหมีสีทองแดง ชนิดทีมีสีดำหรือสีเขียวอมดำ แข็ง มีลักษณะเป็นแผ่น มักเรียก ดีหมีสีดำ  หรือ ดีหมีสีเหล็ก ส่วนจำพวกที่มีสีเขียวอมเหลืองเนื้อเปราะ มักเรียก ดีหมีสีกะหล่ำดอกเมื่อเรียกลอง  ดีหมีมีรสขมก่อน ถัดมาจะรู้สึกหวาน กลิ่นหอมหวนเย็นๆหรือ คาวเล็กน้อย อมในปากจะละลายจนถึงหมด ดีหมีที่มีคุณภาพดีควรจะมีรสขม  เย็น ไม่ติดฟัน  ก้อนน้ำดีสีเหลืองทองวาวเงา รสขมช่วงแรก  แล้วหวานตามหลัง
ของแท้หรือของที่ไม่ใช่ของจริง
เนื่องมาจากดีหมีเป็นเครื่องยาที่หายาก จึงมีของที่เป็นของปลอมขายมากมายในหลายแบบอย่าง อาทิเช่น เลียนแบบด้วยดีหมู ดีวัว หรือดีแกะ แม้กระนั้นอาจตรวจสอบดีหมีแท้ได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้
๑. วิธีการตรวจทางกายภาพ บางทีอาจทำได้ด้วยการดูลักษณะทั่วไปด้านนอก และก็ผิวและรูปร่าง ตรวจตรารูเปิดของถุงน้ำดีแล้วก็บริเวณที่ผูก มองจำนวนของน้ำดีแห้ง (ถ้าเกิดมีมากแล้วก็เต็มอาจเป็นของเลียนแบบ) ตรวจทานน้ำหนักของดี (ถ้าเกิดมีน้ำหนักมากเกินความจำเป็น อาจเป็นของปนปลอมด้วยโลหะลางอย่างเช่นตะกั่ว หรือเหล็กผสมทราย) ตรวจด้วยการเอาผงดีหมีนิดหน่อยวางบนนิ้วชี้ หยดน้ำลงไป ๑ หยด แล้วขยี้ด้วยนิ้วโป้งมือ (ถ้าหากเป็นของแท้จะมีกลิ่นหอมเย็น) น้ำดีที่เป็นของแท้จะเปราะ แตกง่าย ได้ผลึกรูปหลายเหลี่ยม   (หากเป็นของเลียนแบบจะเหนียวและแข็ง ไม่เป็นเงา) อย่างไรก็ดี กรรมวิธีการนี้จึงควรอาศัยประสบการณ์และก็ความเก่งมาก
๒. แนวทางเผาไฟ เอาเข็มเขี่ยๆผงดีหมีบางส่วน   เผาไฟ ถ้าเป็นของแท้จะปุดเป็นฟอง  แม้กระนั้นถ้าเป็นของเลียนแบบจะติดไฟหรือเยิ้มเหลว หรืออาจมีปุดเป็นฟองแต่มีกลิ่นไม่ปรารถนา
๓. แนวทางตรวจด้วยน้ำ เพิ่มน้ำลงในแก้วน้ำ ความจุราว ๓ ใน ๔ แก้ว เอาเกล็ดดีหมีน้อยใส่ลงเบาๆบนผิวน้ำ เกล็ดดีหมีนั้นจะหมุนอย่างเร็วชั่วประเดี๋ยว ขณะหมุนอยู่ก็จะละลายไปเรื่อยแล้วจมลงในน้ำ ทำให้เห็นเป็น “เส้นเหลือง” ลงสู่ตูดแก้ว เส้นเหลืองนี้ดำรงอยู่นานกว่าจะหายไป ถ้าหากที่ผิวน้ำมีฝุ่นละอองบางส่วนเมื่อใส่เกล็ดดีหมีลงบนผิวน้ำ   ผงดีหมีจะหมุนอย่างรวดเร็วและก็ผลักฝุ่นผงที่ผิวน้ำให้กระจายออก นอกเหนือจากนี้ แนวทางนี้ยังคงบางทีอาจใช้เหล้าขาวแทนน้ำ จะเกิดเส้นเหลืองให้เห็นเช่นเดียวกัน
๔. แนวทางตรวจทางเคมี ทำเป็นโดยตรวจสาระสำคัญในดีหมีซึ่งไม่พบในดีของสัตว์อื่นเป็นกรดเออร์โซเดสออกศสิวัวลิก (ursodesoxycholic acid)  ดังเช่น ด้วยแนวทางรงคเลขผิวบาง  (thin-layered  chromatography) หรือด้วยแนวทางรงคเลขของเหลวความสามารถสูง  (high  performance  liquid  chromatography  หรือ  HPLC)

คุณประโยชน์และขนาดที่ใช้
หนังสือเรียนจีนว่า ดีหมีมีรสขม ฤทธิ์เย็น ใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการชัก บำรุงสายตา ใช้เป็นยาเจริญอาหารแล้วก็ยาตอบแทนน้ำดี เป็นยาช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยที่สลบเพราะเหตุว่าไข้สูง ใช้หยอดตา ทาหัวริดสีดวงทวารหนักที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดบวม ใช้รับประทานเป็นยาแก้โรคตับอักเสบ โรคความดันเลือดสูง โรคบิดเรื้อรัง ใช้ทีละ ๐.๖-๑.๕ กรัม   โดยชงน้ำดื่ม   หรือทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ละลายน้ำบางส่วนเป็นยาใช้ภายนอก หรือใช้ทำเป็นยาตาก็ได้
ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้ดีหมีเป็นทั้งยังเครื่องยารวมทั้งกระสายยา ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าดีหมีมีรสขม หวาน มีสรรพคุณดับพิษร้อนภายใน แก้พิษบ้าคลั่ง สติลอย เหม่อลอย บำรุงน้ำดี ขับรถยาให้แล่นทั่วตัว ใช้ดีหมีเป็นยากระจายเลือดลิ่มสำหรับบุคคลที่ซ้ำซอกเนื่องจากตกต้นไม้หรือตกจากที่สูง หรือถูกของแข็งชน ทำให้บวมช้ำ นอกเหนือจากดีหมีแล้ว แพทย์แผนไทยยังรู้จักใช้ “เขี้ยวหมี” เป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ยกตัวอย่างเช่น ยาปรับปรุงแก้ไขขนานหนึ่งใน พระหนังสือมหาโชตรัต ดังนี้ สิทธิการิยะ หากผู้ใดกันเปนไข้แลให้ร้อนด้านในให้อยากน้ำนัก แลตัวผู้เจ็บป่วยนั้นให้แข็งกระด้างดุจดังขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเปนเหน็บชาไปทั่วทั้งยังกายหยิกไม่เจ็บ ท่านว่าเกิดกาฬภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมห่อเหี่ยวให้เปนต่างๆนั้น   ท่านว่ารอยแดงผุดออกยังไม่สิ้นยังอยู่ในหัวใจนั้น   ถ้าเกิดจะแก้ให้เอารากกะตังบาย ๑   จันทน์ทั้ง ๒   สนเทศ ๑   ท้อม ๑   เพ่งพิศที่นาศ ๑   รากแตงโหดร้าย ๑   รากหมูปลดปล่อย ๑   หัวมหากาฬ ๑   หัวกะเช้าตรู่ผีมด ๑   รากไคร้เครือ ๑   ใบหยุด ๑   ใบภิมเสน ๑   ใบเฉพร้าหอม ๑   ใบทองพันชั่ง ๑   เขากวาง ๑   งา ๑   เขี้ยวเสือ ๑   เขี้ยวหมี ๑   เขี้ยวจระเข้ ๑   เขี้ยวหมูป่า ๑   เขี้ยวแรด ๑   กรามพญานาค ๑   เขี้ยวปลาพยูน ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้ง ๗   ผลสมอพิเภก ๑   เทียนดำ ๑   ใบสทายใจ ๑   เปลือกไข่เป็ดสด ๑   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน ๑   รวมยาดังนี้เอาเสมอภาค   ทำผง   แล้วจึงบดปั้นแท่งไว้   ฝนด้วยน้ำดอกไม้   รับประทานทั้งยังพ่น   แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวข้างต้นมานั้น   หายแล อนึ่ง “เขี้ยวหมี”   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว”   หรือ “เนาวเขี้ยว”   ดังเช่น   เขี้ยวหมูป่า   เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ   เขี้ยวแรด   เขี้ยวหมาป่า   เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวตะไข้  เขี้ยวแกงเลียงหน้าผา   และงา

Tags : สัตววัตถุ

7
อื่นๆ / สมุนไพรผลิตภัณฑ์จากพืช
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2017, 02:37:47 PM »

สมุนไพรชนิดผลผลิตจากพืช
กระทิง -น้ำมันจากเม็ด แก้ปวดตามกรรมข้อแล้วก็กระดูก
กะถุงลาย -น้ำมันจากเมล็ด แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ
กำยาน -ขับเยี่ยว บำรุงหัวใจ แก้โรคปอดแล้วก็หลอดลมอักเสบ สมานแผล
 คนทีเฉมา – ยาง ขับเลือดแล้วก็ลงให้กระจัดกระจาย
 
คำฝอย – น้ำมันจากเม็ด แก้อัมพาต
 
งิ้ว – ยาง แก้ท้องร่วง แก้เมนส์ตกหนัก บำรุงโลหิต
 
จาก -น้ำตาล สมานหัวริดสีดวงทวารหนัก
 
จำปา -ยาง แก้ริดสีดวงพลวก
 
ตาตุ่ม – ยาง แก้หนองและก็ลม ถ่ายพรรดึก กัดทำลาย
 
ตีนเป็ดน้ำ – น้ำมันเมล็ดใน แก้หวัด หิดเหา
 
ทองกวาว – ยาง แก้ท้องเสีย
 
นุ่น -น้ำมันจากเม็ด ขับฉี่ ระบายอ่อนอ่อนๆ
 

มะม่วงหิมพานต์ – ยาง ทำลายตาปลาหรือเป็นปุ่มโต แก้รัตตะปิตตะโรค
 
ว่านหางจระเข้ – ยาง ถ่าย ขับฉี่ ขับระดูแก้รัตตะปิดตาโรค
 
สบู่ขาว – ยาง แก้ปากเปื่อยพุพอง ลิ้นเป็นฝ้าเป็นละออง
 
หมีเหม็น – ยาง แก้บาดแผล แก้บอบช้ำ

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ เม่น
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2017, 09:31:26 AM »

เม่น
เม่นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
จัดอยู่ในสกุล Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒  ชนิด  ยกตัวอย่างเช่น
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix  brachyuran  Linnaeus
ชื่อสามัญว่า  Malayan  porcupine
เม่นประเภทนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐  เซนติเมตร หางยาว ๖ – ๑๐ ซม. น้ำหนักตัว  ๓-๗ กก. ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ป้องกันภัย  หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ รอบๆลำตัว คอ และไหล่  มีขนแข็ง  สั้น  สีดำ  ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่หลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนและปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนเหมือนหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นประเภทนี้ชอบออกหากินตามลำพังในช่วงเวลากลางคืน รักสงบ เวลาพบศัตรูจะวิ่งหนี พอจวนตัวจะหยุดกึกแล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่หลังมาอย่างเร็วหากหยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ รวมทั้งถ้าเกิดศัตรูใช้ตีนตะปบก็จะโดนขนเม่นตำด้วยเหมือนกัน  ได้รับความปวดเจ็บมากมาย เมื่อศัตรูหนีจากไปแล้ว  เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่งอกขึ้นมาแทนที่ เม่นประเภทนี้รับประทานผัก หญ้าสด หน่อไม้ เปลือกไม้ ผลไม้ และกระดูกสัตว์  เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี มีท้องนาน  ๔  เดือน  ตกลุกครั้งละ  ๑ -๓  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นแรกเกิดมีขนที่อ่อน  แต่เมื่อถูกอากาศด้านนอกขนจะเบาๆแข็งขึ้น  อายุราว ๒๐ ปีพบทางภาคใต้ของเมืองไทย ในต่างชาติพบที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus  macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า  bush-tailed  porcupine
เม่นประเภทนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง  ๔๐ – ๕๐  ซม. หางยาว ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕  โล จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งและก็ปลายแหลมมากมาย  เหมือนหนาม  ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่บริเวณกึ่งกลางหลังขนแบน  มีร่องยาวอยู่ด้านบน ช่วงกลางหางไม่ค่อยมีขน แต่เป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนขึ้นดกครึ้มเป็นกระจุก มองเป็นพวง ขนดัตระหนี่ล่าวแข็งและก็คม ส่วนขนที่หัวบริเวณขา ๔ แล้วก็บริเวณใต้ท้อง แหลม แม้กระนั้นไม่แข็ง ขาออกจะสั้น ใบหูกลมและก็เล็กมากมาย เล็บเท้าเหยียดหยามตรง ทู่ รวมทั้งแข็งแรงมากมาย  เหมาะกับขุดดิน เม่นจำพวกนี้ออกหากินในเวลากลางคืน  ตอนกลางวันมักซ่อนตัวอยู่ในโพรงดิน  ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง  ใช้ขนเป็นอาวุธป้องกันภัย รับประทานหัวพืช หน่อไม้  กาบไม้  รากไม้  ผลไม้  แมลง เขาและก็กระดูกสัตว์  คลอดลูกทีละ ๓- ๕  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย  ลูกเม่นทารกมีขนอ่อนนุ่ม แต่จะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี เจอในทุกภาคของประเทศไทย ในเมืองนอกพบทางภาคใต้ของจีน แล้วก็ที่ลาว เวียดนาม  เขมร มาเลเซีย  แล้วก็อินโดนีเซีย

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง  แก้พิษรอยแดง  พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะอาหารของเม่นใช้ปรุงเป็นยากินบำรุงน้ำดี ช่วยให้ลำไส้มีกำลังบีบย่อยของกิน พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาใช้ภายนอกตัวเด็ก ดังต่อไปนี้ ภาคหนึ่งยาทาตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งปวง และก็จะจับไข้อภิฆาฏดีแล้ว  โอปักกะไม่กาพาธดีแล้ว ท่านให้เอาใบมะขวิด คราบงูเห่า หอมแดง สาบนกแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง  บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมวัว ทาตัวกุมาร ชำระความมัวหมองโทษทั้งหมดดีนัก

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาพะยูน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2017, 02:46:39 PM »

ปลาพะยูน
ปลาพะยูนเป็นสัตว์เลือดอุ่น อาศัยอยู่ในน้ำไม่ใช่ปลาจริงๆแต่เนื่องจากอยู่ในน้ำและก็มีรูปร่างเหมือนปลาคนประเทศไทยจึงเรียกรวมเป็น”ปลา”
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dugong dugon(MuBer)
จัดอยู่ในวงศ์ Dugongidae
ชื่อสามัญว่า dugong sea
บางถิ่นเรียกว่า พะยูน โคสมุทรหรือหมูสมุทรก็เรียก มีลำตัวเพรียว ขนาดตัววัดจากหัวถึงโคนหาง ยาว ๒.๒๐ -๓.๕๐ เมตรหางยาว ๗๕.๘๕ ซม.ตัวโตสุดกำลังหนัก ๒๘๐ ถึง ๓๘๐ กก.รูปกระสวยหางแยกเป็น๒แฉกขนานกับพื้นในแนวยาวไม่มีครีบภายหลังอยู่ตอนล่างของส่วนแม่ริมฝีปากบนเป็นก้อนเนื้อหนาลักษณะเป็นเหลี่ยมคล้ายจมูกหมูเมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีออกขาวแม้กระนั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำตาลเมื่อโตเต็มวัย เป็นประจำถูกใจอยู่รวมกันเป็นฝูงหลายๆฝูงหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่รับประทานพืชพวกหญ้าสมุทรตามพื้นทะเลชายฝั่งเป็นของกินโตเต็มที่พร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๑๒-๑๓ปีมีท้องนาน๑ปีออกลูก ทีละ ๑ ตัว เคยพบบ่อยตามชายฝั่งทะเลของเมืองไทยแต่ว่าตอนนี้เป็นสัตว์หายากและก็ใกล้สิ้นพันธุ์ยังเจอในอ่าวไทยที่จังหวัดระยองชลบุรีตราดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และก็ชายฝั่งทะเลอันดามันแถบจังหวัดภูเก็ต พังงากระบี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอซุกซุมที่สุดรอบๆอุทยานแห่งชาติหาดทรายเจ้าไหม-เกาะลิบลิ่วงจังหวัดตรังในต่างประเทศพบได้ตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกาทะเลแดงตลอดแนวริมฝั่งของห้วงสมุทรประเทศอินเดียไปจนถึง ถึงประเทศฟิลิปปินส์เกาะไต้หวันถึงภาคเหนือของทวีปออสเตรเลีย

ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งแต่เพื่ออนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้ซึ่งหายากมากมายแล้วจึงไม่ควรใช้ยานี้อีกต่อไป เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในพิกัดยาไทยที่เรียกว่า”นวขี้ยว” หรือ”เนาวเขี้ยว” ได้แก่เขี้ยวหมูเขี้ยวหมีเขี้ยวเสือ เขี้ยวจระเข้เขี้ยวเลียงเขาหิน และงาช้าง (ดูคู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม ๑น้ำกระสายยา)

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเพะ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 01:02:26 PM »

แพะเป็นสัตว์กินนม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra hircus Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์ Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  goat
ชีววิทยาของแพะ
แพะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแกะ  แต่มีลักษณะที่ไม่เหมือนกันที่เห็นได้ชัด  เป็น
๑.แพะมีหนวดเคราใต้คาง ส่วนแกะไม่มี
๒.แพะตัวผู้มีต่อมกลิ่นสาบที่ใต้โคนหาง กลิ่นสาบจะกระจัดกระจายจากต่อมนี้ไปทั่วตัว เรียกกันว่า “กลิ่นแพะ” ส่วนแกะไม่มีต่อมกลิ่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
๓.แพะไม่มีต่อมกลิ่นที่หว่างกีบ แต่แกะมีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวมาแล้ว
๔.แพะมักมีเขาคล้ายดาบ โค้งไปข้างหลัง แกะมักมีเขาม้วนกลับไปใต้หู แต่ก็ไม่เป็นแบบนี้เสมอไป
๕.แพะมักมีขนเป็นเส้นตรงๆ โดยมากเป็นขนสั้นๆแต่ลางจำพวกที่เลี้ยงไว้บนที่สูงอาจมีขนยาว แต่แกะมีขนม้วนดกไปตลอดตัว
 แพะบ้านที่เลี้ยงกันทั่วๆไปมีพัฒนาการมาจากแพะป่า ( wild  goat)  ซึ่งมีความสูง  ๗๐-๑๐๐  เซนติเมตร เขายาวโค้งไปข้างหลัง  ยาวราว  ๘๐-๑๓๐  เซนติเมตร  โค้งด้านบนคมและก็หยักเป็นคลื่น ตัวเมียมีเขาสั้น ยาวราว  ๒๐-๓๐  เซนติเมตร เขาโค้งนิดหน่อย เพศผู้มีหนวดเคราใต้คาง ไม่พบว่าตัวเมียมีเคราใต้คาง เจอแพร่ระบาดตามเกาะต่างๆของประเทศกรีซ ถึงประเทศตุรกี อิหร่าน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน โอมาน ประเทศปากีสถาน แล้วก็บริเวณใกล้เคียงในประเทศอินเดียในตอนนี้มีการเลี้ยงแพะบ้านกันในหลายประเทศ  บางประเทศเลี้ยงเพื่อเอาขน แต่ว่าจำเป็นต้องเลี้ยงบนที่ราบสูงที่มีอากาศหนาวเย็น บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานนม บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานเนื้อ ชาวอิสลามถูกใจกินเนื้อแพะมาก

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เขาแพะรวมทั้งนมแพะเป็นเครื่องยา บางขนานใช้นมแพะเป็นน้ำกระสายยาน้ำนมแพะได้จากเต้านมของแพะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำนมแพะมีรสหวาน ฝาด เย็น มีคุณประโยชน์แก้โลหิต แก้หืดไอ แก้ท้องเสีย

11
อื่นๆ / สัตววัตถุเลียผา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 05:14:56 PM »

แกงเลียงหน้าผา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า capricornis  sumatraensis (Bechstein)
จัดอยู่ในตระกูล  Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  serow
ชีววิทยาของแกงเลียงผา
แกงเลียงเขาหินเป็นสัตว์บดเอื้อง  มี ๔  กระเพาะ  รูปร่างเหมือนแพะ  ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๔๐ – ๑.๕๐  เมตร  หางยาว ๑๐ – ๑๕  เซนติเมตร  น้ำหนักตัว  ๕๐ – ๗๐ กก.  ขนบนลำตัวหยาบคาย ยาว สีดำ มีขนยาวสีดำเป็นแผงอยู่ในแนวสันหลังตั้งแต่ท้ายทอยถึงโคนหาง ใบหูยาว  มีเขาตลอดตัวผู้และก็ตัวเมีย  เขาสีดำ  โค้ง  ปลายแหลม ยาว  ๑๗.๕ –  ๒๕  ซม. รอบๆโคนเขาขึ้นไปมีรอยหยักเป็นวงโดยรอบ ปลายเขากลมและเรียวโค้งไปทางด้านหลัง  ขา ๔ มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ขนบริเวณเหนือกีบสีน้ำตาล  กีบสั้น  สีดำ รอบๆหน้ามีรูต่อมน้ำมันอยู่ใต้ตา ข้างสันจมูก รวมทั้งขับน้ำมันสีขาวออกมาตลอดระยะเวลา หางสั้น เลียงผาถูกใจอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าผาหรือโคนหินชัน  มีชะง่อนผากำบังเพียงพอ  ขวยเขิน จะดุเมื่อเจ็บหรือจนตรอก  วิ่งไต่ไปตามหน้าผาได้อย่างกระชุ่มกระชวย หาเลี้ยงชีพอย่างโดดเดี่ยวในช่วงเวลาเช้าตรู่หรือตอนค่ำ กลางวันมักหลบนอนพักอยู่ตามป่าละเมาะตามชะง่อนผา หรือในถ้ำ อดน้ำได้นาน ว่ายน้เก่ง  ประสาทตา หู แล้วก็จมูก ดีมาก กินผลไม้  หญ้า ใบไม้ หน่อไม้  เป็นอาหาร  โตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เม่ออายุได้  ๓  ปี หลังสืบพันธุ์  ตัวเมียจะแยกออกไปอยู่ต่างหาก  ท้องนานราว  ๘  เดือน ออกลูกครั้งละ ๑ ตัว ลูกเลียงเขาหินอยู่กับแม่นานราว  ๑  ปีจึงจะแยกออกไปหากินตามลำพังทลาย เลียงเขาหินอายุยืนราว ๑๕   ปี เลียงผาที่พบในประเทศไทยมี  ๒ ประเภทย่อย คือ จำพวกย่อย  Capricornis  sumatraensis  sumatraensis  (Bechstein)  ซึ่งมีเท้าสีดำ เจอบริเวณเขาหินปูน  ทางภาคใต้ กับชนิดย่อย  Capricornis  sumatraensis  millneedwardsi  David  ซึ่งมีเท้าสีออกแดง เจอทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยใช้เขาเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยา เขาเลียงผาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก  “สัตตเขา”  ดังเช่น  เขาโค  เขาควาย  เขาวัวกระทิง  เขากวาง  เขาแกะ เขาแพะ และก็เขาแกงเลียงผา นอกเหนือจากนี้ หมอพื้นเมืองลางที่ใช้ “น้ำมันแกงเลียงผา” สำหรับเตรียมยาน้ำมัน โดยผสมสมันพนาลัยอื่นๆอีกหลายแบบ  ว่าเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ลมจับโปง (rheumatism) บำรุงข้อ บำรุงกระดูก

12
อื่นๆ / สัตววัตถุหมูหริ่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 01:29:59 PM »

หมูหริ่ง
หมูหริ่งเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่กินพืชและก็เนื้อ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arctonyx collaris  F. Cuvier
จัดอยู่ในวงศ์ Mustelidae
มีชื่อสามัญ hog badger
ชีววิทยาของหมูหริ่ง
ลำตัวและก็จมูกเหมือนหมู ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๕-๑๐๔ ซม. หางยาว ๑๒-๑๗ เซนติเมตร หูยาว ๓.๕-๔ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๗-๑๔ กก.   ขนหยาบ หางสั้น คอสีขาว เล็บยาวโค้งแหลม อุ้งเท้าใหญ่ เหมาะสำหรับการขุดคุ้ยดิน ขนตามลำตัวสีออกเหลือง เทา แล้วก็ดำ จะแปรไปตามฤดูกาล โดยมีแถบสีดำดาดลงมาจากส่วนหู ผ่านตา ๒ ข้างลงมาถึงจมูก มีแถบสีขาวจากหน้าผากลงมาถึงขอบปากบน และมีแถบสีขาวอีกจุดหนึ่งตรงแก้ม คอแล้วก็ขนที่ขอบหูสีขาว เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นตัวแรงมาก จมูกไว กระปรี้กระเปร่า เหมือนปกติถูกใจออกหากินค่ำคืน ศูนย์กลางวันซ่อนตัวตัวตามโพรงดินหรือโพรงไม้ ชอบตะกุยดินหาอาหารด้วยจมูกรวมทั้งเล็บเท้า   หมูหริ่งเป็นสัตว์ดุร้าย ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในฤดูหนาวถึงฤดูร้อน ตั้งท้องนานราว ๑๘๐ วัน คลอดลูกทีละ ๒-๔ ตัว ตอนแรกๆลูกๆจะอยู่ในโพรงดิน กระทั่งจะแข็งแรงเพียงพอจึงจะออกมาหาเลี้ยงชีพพร้อมด้วยแม่  อายุยืน ๖-๗ ปี  ของกินเป็นพวกผลไม้ หน่อไม้ หนู กิ้งก่า แมลง และไส้เดือน ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือและก็ภาคใต้ ในต่างแดนเจอที่อินเดีย จีน ประเทศพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเชีย แล้วก็อินโดนีเชีย

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ “น้ำมันหมูหริ่ง” อันเป็นน้ำมันที่ได้จากการต้มมันเปลวหมูหริ่ง เป็นยาพื้นสำหรับในการจัดแจงยาน้ำมันหรือยาขี้ผึ้ง ยกตัวอย่างเช่นในตำรับยาขนานที่ ๖๙ สีผึ้งบี้พระเส้น

Tags : สัตว

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเรด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2017, 10:50:37 AM »

เเรด
แรดเป็นสัตว์เลือดอุ่นกรุ๊ปหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์ Rhinocerotidae เป็นสัตว์ป่าใกล้สิ้นซาก  ทั่วทั้งโลกมีสัตว์เหล่านี้คงเหลือเพียง  ๕  ชนิด  เป็นแรดที่พบในทวีปเอเชีย  ๓  ชนิดหมายถึงกระซู่ แรดชวา แล้วก็แรดอินเดีย เจอในทวีปแอฟริกา ๒ จำพวกหมายถึงแรดขาวและแรดดำ
ชีววิทยาของแรด
๑.กระซู่
มีชื่อวิทยาสาสตร์ว่า Dicerorhinus sumatrensis (fischer)
มีชื่อสามัญว่า asian two-horned  rhinoceros  หรือ  Sumatran  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่  คือ  มีเล็บ  ๓  เล็บ  ทั้งยังเท้าหน้าแล้วก็เท้าหลัง  มี  ๒  นอ  เมื่อโตเมที่มีความสูงที่ไหล่  ๑-๑.ค๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๑  ตัน  มีหนังหนาและก็มีขนปกคลุมทั่วตัวโดยเฉพาะในตัวที่แก่น้อย  ขนนี้จะลดน้อยลงเมื่อแก่เยอะขึ้น  โดยทั่วไปลำตัวสีเทาเหมือนสีเถ้าถ่านหรือสีน้ำตาลเข้ม  ด้านหลังของลำตัวมีรอยพับของหนังเพียงพับเดียวอยู่ที่บริเวณด้านหลังของขาคู่หน้า  กระซู่  ๒  เพศมมีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๒๕  เซนติเมตร  ส่วนนอหลังมักยาวไม่เกิน  ๑๐  เซนติเมตร  หรือบางทีอาจเป็นเพียงแต่ตุ่มนูนขึ้นมาในตัวเมียกระซู่เป็นสัตว์ที่ปีนป่ายเขาเก่ง  มีประสาทรับกลิ่นดีเลิศ  หาเลี้ยงชีพตอนกลางคืน  กินใบไม้  ก้านไม้  รวมทั้งผลไม้ป่าเป็นของกิน  เป็นประจำใช้ชีวิตอย่างสันโดษ  นอกจากในฤดูผสมพันธุ์  หรือช่วงที่ตัวเมียเลี้ยงลูกอ่อน  คลอดลูกครั้งละ  ๑  ตัว  ระยะตั้งท้อง  ๗-๘  เดือน  แก่ยืน  ๓๒  ปี
กระซู่มีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์ตั้งแต่เมืองอัสสัมของประเทศอินเดีย   แล้วก็ในบังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม  มาเลเซีย  รวมทั้งอินโดนีเซีย  มักอาศัยตามชายเขาสูงที่มีหนามรกทึบ  แต่ว่าลงมาอยู่ในป่าที่ราบต่ำช่วงท้ายฤดูฝน  ซึ่งมักมีปลักแล้วก็น้ำอยู่ทั่วๆไป  ในตอนนี้กระซู่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนใน  ๑๕  ประเภทของไทย
๒. แรดชวา  (เขมรเรียกระมาด)
มีชื่อวิทยาศาสตร์  Rhioceros  sondaicus  Desmarest
มีชื่อสามัญว่า  lesser  one-horned  rhinoceros  sinv  Javan  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่ หมายถึง มีเล็บ  ๓  เล็บ  ทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง  มีนอเดียว  เมื่อโตเต็มกำลังมีความสูงที่ไหล่  ๑.๖๐-๑.๘๐  เมตร  น้ำหนักตัว  ๑.๕-๒  ตัน  มีหนังดกแล้วก็มีขนขึ้นห่างๆ ลำตัวสีเทาออกดำ  ข้างหลังของลำตัวมีรอยพับของหนัง  ๓  รอย  ตรงแถวๆศีรษะไหล่  ข้างหลังของขาคู่หน้า  และด้านหน้าของขาคู่ข้างหลัง  แรดเพศผู้มีนอเดียว  มีความยาวไม่เกิน  ๒๕  ซม.  ส่วนตัวภรรยานั้นมองเห็นเป็นเพียงแค่ตุ่มนูนขึ้นมา แรดชวาเคยเป็นสัตว์ที่ทำมาหากินอยู่รวมกันเป็นฝูง  แม้กระนั้นตอนนี้พบหากินกระโดดๆ หรืออยู่เป็นคู่ในฤดูสืบพันธุ์  รับประทานใบไม้  กิ่งไม้  แล้วก็ผลไม้ป่าที่หล่นอยู่บนพื้นดินเป็นของกิน  ตกลูกครั้งลพ  ๑  ตัว  ระยะตั้งท้องนาน  ๑๖  เดือน มีเขตการกระจายชนิดตั้งแต่ในประเทศบังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม  เขมร  มาเลเซีย  รวมทั้งอินโดนีเซีย  พบได้ทั่วไปในป่าดงดิบชื่นที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์  หรือป่าทึบริมฝั่งทะเล  โดยมากหาเลี้ยงชีพอยู่ตามป่าที่ราบ  ไม่พบอยู่ตามเทือกเขาสูง  เดี๋ยวนี้แรดชวาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนประเภทหนึ่งใน  ๑๕  จำพวกของไทย
๓. แรดอินเดีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Rhinoceros  unicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  Indian  rhinoceros
เป็นแรดใหญ่จำพวกนอเดียว  สูงราว  ๒  เมตร  หนัก  ๒-๓  ตัน  ตามตัวมีหนังหนาคล้ายโล่ที่ไหล่  ที่สะโพก  หนังเป็นปุ่มนูนกลมเห็นได้ชัด  ไม่มีขนมากนักนอกจากที่ขอบหูรวมทั้งปลายหาง  มีหนังพับผ่านข้างหลัง  ๒  แห่ง เป็น ที่ด้านหลังของไหล่และก็ที่ข้างหน้าของสะโพก  แม้กระนั้นไม่มีพับหนังข้ามคอ  หางสั้นอยู่ในหลืบพักของสะโพก  ตั้งท้องนานราว  ๑๙  เดือน  อายุยืนราว  ๕๐  ปี  แรดประเทศอินเดียอาศัยอยู่ในป่าลุ่มริมแม่น้ำ  เคยพบได้บ่อยในหุบเขาแม่น้ำสินธุ  ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา  ช่องเขาแม่น้ำพรหมบุตร  แล้วก็บริเวณตีนเขาหิมาลัยตั้งแต่ประเทศปากีสถานถึงเมืองอัสสัมอินเดีย
๔. แรดขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Ceratotherium  simum  Burchell
มีชื่อสามัญว่า  white  rhinoceros  หรือ  square-lipped  rhinoceros
มีขนาดใหญ่กว่าแรดอื่นๆ สูงราว  ๑.๖๐-๒  เมตร  ขนาดวัดจากหัวถึงโคนหาง  ๓.๖๐-๕  เมตร  หนัก  ๒.๓ – ๓  ตัน  มีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๖๐  เซนติเมตร  แม้กระนั้นบางตัวนอยาวถึง  ๑.๕๐  เมตร  หัวยาว  ปากกว้าง  หูยาวกว่าแรดดำ  รวมทั้งปลายหูแหลม  หน้าผากลาด  แล้วก็มนกว่าแรดดำ  หัวไหล่นูนเป็นก้อน  ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ  ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเขา  ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน  ยกเว้นขนที่ปลายหูรวมทั้งขนหาง  ริมฝีปากบนมีรูปร่างเหมือนสี่เหลี่ยมจัตุรัส  แรดชนิดนี้ชอบกินหน้ามากกว่าใบไม้  มีหัวยาวเพื่อก้มลงกินต้นหญ้าได้ง่าย  บนไหล่มีโหนกสูง  มีจมูกดี  แต่ตาแล้วก็หูไม่ดี  ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ราว  ๔—๕  ตัว  แม้กระนั้นบางทีอาจเจอได้ถึงฝูงละ  ๑๘  ตัว  ไม่ดุมากแรดขาวเคยอาศัยอยู่บริเวณภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา  บริเวณหุบเขาลุ่มแม่น้ำไนล์  แม้กระนั้นในขณะนี้ได้สิ้นซากไปจากรอบๆนี้  พบในแอฟริกากึ่งกลางรอบๆทะเลสาบชาดกับแม่น้ำไนล์ขาว  แล้วก็ในแอฟริกาใต้  ทางตอนใต้ของแม่น้ำออเรนจ์ไปทางทิศตะวัยตก  จนกระทั่งภาคตะวันออกของประเทศนามิเบีย  แรดขาวโตถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ  ๗-๑๐  ปี  ตั้งครรภ์นาน  ๑๘  เดือน  ตามปรกติออกลูกเพียงแต่ตัวเดียว  เมื่ออายุ  ๑ เดือนก็เดินตามแม่ได้แล้ว  อายุ   ๑  สัปดาห์เริ่มรับประทานต้นหญ้า  มีอายุยืน   ๓๐-๔๐  ปี
๖.แรดดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Diceros  bicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  hook-lipped rhinoceros  หรือ   African  black  rhinoceros
เป็นแรดที่มีรูปร่างใหญ่   เทอะทะหนังหนา  สีน้ำตาลอ่อนผสมเทาหรือเทาแก่   ตามลำตัวไม่มีขน  ยกเว้นรอบๆใบหูแล้วก็ปลายหาง  ไม่มีต่อมเหงื่อ  ตาเล็ก  ริมฝีปากบนเป็นติ่งหรือจะงอยแหลมเล็กน้อย  ยืดหดได้  ใช้รั้งกิ่งไม้เข้าปากได้  มี  ๒  นอ  นออันหน้าใหญ่ใจโตและก็ยาวกว่าอันข้างหลัง  หางสั้น  แข็ง  ใบเครื่องทอผ้าลม  ไม่มีทั้งยังฟันตัดรวมทั้งฟันเขี้ยว  เท้ามี  ๓  เล็บ  ขนาดลำตัวยาวราว  ๓.๓๐  เมตร  ความสูงถึงไหล่ราว  ๑.๗๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๒  ตัน  ตัวเมียมีเต้านม  ๒  เต้า  ตามปรกติแรดดำถูกใจอยู่ตัวคนเดียว  จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในช่วงเวลาผสมพันธุ์  ออกหากินช่วงเวลากลางคืน  ชอบหาเลี้ยงชีพตามท้องทุ่งรวมทั้งบริเวณชายเขา  เกลียดชังเข้าไปหาเลี้ยงชีพในป่าลึก  นิสัยดุ  หูและจมูกไว  แรดดำโตเป็นหนุ่มสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว  ๗  ปี  ตั้งครรภ์นาน  ๑๕-๑๖  เดือน  ออกลูกครั้งละ  ๑  ตัว  ลูกแรดกินนมแม่อยู่นานราว  ๒  ปี  และก็อยู่กับแม่นาน  ๓-๔  ปี แรดที่พบในบ้านเรามีเพียงแต่  ๒  ชนิดแรก  คือ   กระซู่และก็แรดชวา

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยเคยใช้นอแรดเข้ามาเป็นเครื่องยาในยาโบราณหลายขนาน  แต่ในปัจจุบันใช้ลดน้อยลง  เพราะว่าหายากรวมทั้งแพงแพง นอแรดเป็นสิ่งแข็งเสมือนเขาสัตว์  ตัน  ผลิออกขึ้นมาเหนือจมูกของสัตว์พวกแรด  นอแรดที่ดีจะต้องมีผิวนอกดำไหม้  สีค่อยจางไปที่โคน  จนกระทั่งเป็นสีเทาอมน้ำตาล  เนื้อในมีสีเทาปนขาว  มีจุดสีเทาดำ  แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  นอแรดมีกลิ่นหอมเย็น  ไม่คาว  มีรสเปรี้ยวเค็มเย็น  มีสรรพคุณแก้ไข้สูง  แก้พิษร้อน  แก้อาเจียนเป็นเลือด  แก้ถ่ายเป็นเลือด  เป็นยาระงับประสาท  โดยใช้บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำกิน  เป็นยาขมเจริญอาหาร  แก้อาการเกร็งเพื่อเป็นการรักษาสัตว์เหล่านี้ไว้  จึงไม่สมควรใช้หรือช่วยเหลือให้ใช้  เครื่องยาที่ใช้แทนกันได้เป็นเขาควาย  (ควาย)  แม้กระนั้นต้องใช้ในจำนวนมากกว่าหลายเท่า

Tags : สัตววัตถุ

14
อื่นๆ / สมุนไพรเครืองปรุง(คณาเภสัช)
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2017, 12:45:16 PM »

สมุนไพรเครื่องปรุง(คณาเภสัช)
ชนิดส่วนเดียวกันของพืชมากยิ่งกว่า ๑ ประเภทใช้ด้วยกัน เครื่องปรุงนี้ส่วนใหญ่เป็น “จุลพิกัด”โบราณแบ่งจุดพิกัดออกเป็น ๕ ชนิดหมายถึงจำพวกมีชื่อแบบเดียวกันแต่ว่าต่างถิ่นที่เกิด ประเภทมีชื่อเช่นเดียวกันผิดแผกสีกัน จำพวกมีชื่อเหมือนกันแต่ต่างขนาดกัน จำพวกมีชื่อเหมือนกันแตกต่างกันจำพวกกัน แล้วก็จำพวกมีชื่อเช่นเดียวกันแต่ต่างรสกัน

(คณาเภสัช)
ครอบอีกทั้ง ๓ – ต้น บำรุงโลหิตรวมทั้งขับลม
ครอบถัง ๓ – ใบ บ่มหนองให้แตกเร็ว
รอบทั้งยัง ๓ – ราก แก้ลมแล้วก็ดี บำรุงธาตุ แก้มุตกิด แก้ไอ แก้ไข้ผอมบางเหลือง บำรุงกำลัง
ชบาอีกทั้ง ๒ – ราก แก้ฝี แก้ฟกบวม ขับน้ำย่อยของกิน ทำให้ของกินมีรส
ตุๆมกาทั้งยัง ๒ – เถา แก้ไข้เพื่อเสลด บำรุงธาตุไฟ ให้รู้รสของกิน ขับลมผาย ทำให้อุจจาระงวด แก้ริดสีดวง
ตุมกา ๒ – ราก แก้พิษงู ถอนพิษงู
ตุมกาทั้งยัง ๓ – เปลือกต้น แก้พิษงู ถอนพิษงู
เถามวกอีกทั้ง๒ – เถา แก้ท้องร่วง แก้ลงแดง บำรุงเลือด
มะแว้ง ๒ – ผล แก้เสลด และก็ขับเสลดให้ตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสลด ขับเยี่ยว
เสม็ดทั้งยัง ๒ – ใบ แก้กลยุทธ์ยฟกบวม แก้ปวดท้อง หางกระรอกอีกทั้ง ๓ – ราก แก้พิษงูขบกัด
หางไหลทั้ง๒ – เถา ถ่ายเส้น ถ่ายลม ถ่ายเสลดและก็เลือด

15
อื่นๆ / สัตววัตถุโหรามิคสิงคี
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2017, 09:19:23 AM »

โหรามิคสิงคี
โหรามิคสิงคี หรือที่เรียกใน หนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์ว่า “โหราอำมิคสิงคี” เป็นเขากวางสุม (ให้เป็นถ่าน) คำ มิค หมายความว่า กวาง ส่วนคำ สิงคี มีความหมายว่าสัตว์มีเขาได้จากกวางเปอร์เซีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dama dama Linnaeus
ในสกุล Cervidae
มีชื่อสามัญว่า   fallow  deer
กวางอิหร่านนี้มี  ๒  ประเภทย่อย  เป็น
๑.ชนิดย่อยซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  mesopotamica  (Brooke)
มีชื่อสามัญว่า Iran  fallow  deer
๒.จำพวกย่อยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  dama  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า South  Turkey  fallow  deer
กวางเปอร์เซียเป็นกวางขนาดกลาง ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางยาวราว ๑.๕0  เมตร หางยาว  ๒0-๒๕  ซม. น้ำหนักตัว  ๓0-๓๕  กรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาลแกมเหลือง มีจุดขาวอยู่กึ่งกลางข้างหลังหรือข้างลำตัว มีขนแถบสีดำทอดยาวจากกึ่งกลางหลังไปจนถึงตะโพก ข้างล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบ บางรวมทั้งแนบติดกับลำตัว   ในฤดูหนาวขนตามลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทารวมทั้งจุดขาวตามลำตัวจะเลือนไป ขายาว ลำตัวอ้วนล่ำ หัวค่อนข้างสั้น คอหนา ตัวผู้มีลูกกระเดือกนูนออกมา บริเวณตูดวงรอบก้นมีสีขาวขอบสีดำ
กวางชนิดนี้รับประทานหญ้า ใบไม้ รวมทั้งผลไม้เป็นของกิน ถูกใจอยู่กันเป็นฝูงในฤดูร้อน เพศผู้ที่โตสุดกำลังจะแยกออกจากฝูง ทิ้งตัวภรรยาและลูก แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะกลับเข้ามาผสมพันธุ์กับตัวเมีย กวางประเภทนี้โตเต็มกำลังรวมทั้งผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ราว ๑๘  เดือน ตั้งท้องราว  ๒๓0  วัน คลอดลูกทีละ  ๑  ตัว อายุยืนราว  ๒0  ปี
เคยพบกวางเปอร์เซียในป่าโดยรอบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนรวมทั้งในตะวันออกกลาง ดังเช่น ในประเทศประเทศอิหร่านรวมทั้งอิรัก ตอนนี้อาจสิ้นพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ว่ายังคงมีเลี้ยงอยู่บ้างตามสวนสัตว์หลายที่
ตำราสรรพคุณโบราณว่า โหรามิคสิงคีเป็นยาถอนพิษ แก้ปวดตามข้อ ปวดเอว ใน ตำราพระยาพระนารายณ์  มีตำรับยาขนานหนึ่งเข้า “โหราอำมิคสิงคี”  เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยาทรงเขี่ย ให้เอาโหราเดือยไก่ โหราอมฤตย์ โหราอำมิคสิงคี โหราบอนโหราเท้าสุนักข์ โหราเขาควาย โหราใบกลม โกฏกัยี่ห้อ ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน  กานพลู พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี  มหาหิงคุ์ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว หอมแดง ชาตรี ยาดังนี้สิ่งละเฟื้อง ฝิ่นสลึง ๑  ทองคำเปลว  ๑0  แผ่น น้ำมะนาวเป็นกระสาย   บดทำแท่ง ตากในร่ม ฝนด้วยน้ำมะนาว น้ำท่า เมื่อเขี่ยแล้วนั้น ถึงเป็นฝีฟกทูมภรรยา ขึ้นเป็นเม็ดเป็นเปาเป็นปมก็หาย ถ้าหากจับไข้เจ็บ ให้สับกระหม่อมสับต้นคอ ทาหาย แก้ลมขึ้นสูงด้วย หากงูเพ่งดูม์ ตะขาบ แมลงป่องขบ ฝนด้วยน้ำมะนาวก็ได้ สุราก็ได้ ทั้งยังกินอีกทั้งยา หาย  ฯ
ผลดีทางยา
ยาไทยใช้เขากวางเป็นยาขนานหนึ่ง แบบเรียนยาคุณประโยชน์ยาโบราณ เขากวางเป็นยาเย็น ดับพิษทุกสิ่งทุกอย่าง มีสรรพคุณแก้ร้อน ทำลายพิษสำแดง หมอแผนไทยมักเอามาคั่วให้ไหม้เกรียม หรือสุมให้ดำไหม้เกรียม รวมทั้งก็เลยเอามาผสมเข้าในตำรับยา
ในพระตำราโบราณอันเป็นต้นแบบของยาแพทย์แผนไทยนั้น มีตำรับยาที่ เข้า  “เขากวาง” หลายขนาน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาขนานหนึ่งใน  พระคู่มือมหาโชตรัต ดังนี้สิทธิการิยะ ถ้าเกิดใครกันแน่ไม่สบายแลให้ร้อนด้านในให้อยากน้ำนัก แลตัวผู้ป่วยนั้นให้กระด้าง เหมือนกับท่อนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเป็นเหน็บชาไปทั่วทั้งยังกายหยิกไม่เจ็บ   ท่านว่าเกิดกาฬ  ภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมหดหู่ให้เป็นต่างๆนั้น ท่านว่ารอยแดงผุดออกยังไม่สิ้น ยังอยู่ในหัวใจนั้น ถ้าหากจะแก้ให้เอา รากกะตังบาย  ๑  จันทร์  ๒  สนเทศ  ๑  ท้อถอยม  ๑  เพ่งดูนาศ  ๑  รากแตงรุนแรง  ๑  รากหมูปล่อย  ๒  หัวมหากาฬ  ๑  หัวกะยามเช้าผีมด  ๑  รากไคร้เครือ  ๑  ใบยับยั้ง  ๑  ใบพิมเสน  ๑  ใบเฉพร้าหอม  ๑  ใบทองพันชั่งน้ำหนัก  ๑  เขากวาง ๑  งา  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมูป่า  ๑   เขี้ยวแรด  ๑   กรามนาคราช  ๑   เขี้ยวปลาพะยูน  ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้งยัง  ๗   ผลสมอพิเภก  ๑   เทียนดำ  ๑   ใบสเดา  ๑   เปลือกไข่เป็ดสด  ๑   ผลจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน  ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเสมอภาค   ทำผงแล้วจึงบดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ ทั้งยังกินทั้งยังพ่น แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวข้างต้นมานั้น หายแล

หน้า: [1] 2 3 4