แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเหลือม
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:36:08 AM »

งูเหลือม
งูเหลือมเป็นงูไม่มีพิษมีขนาดใหญ่แล้วก็ยาวที่สุดในโลก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า python retculatus (schneider)
จัดอยู่ในวงศ์ Boidae
วงศ์ย่อย pythoninae
มีชื่อสามัญว่า reticulated python หรือ regal python
ชีววิทยาของงูเหลือม
งูเหลือมมีลำดับตัวยาว หนา บางทีอาจยาวได้ถึง ๑๐ เมตร ใจกลางลำตัวป่องออกมีเกล็ดปกคลุม โดยทั่วไปเกล็ดมีสีเหลืองหรือสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีเกล็ดสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองเป็นขอบใน และมี เกล็ดสีน้ำตาลผสมเทาอญุ่ด้านในอีกครั้งหนึ่ง ขอบนอกของเกล็ดมีสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองทองสดกว่ารอบๆอื่น บริเวณภายในข้างลำตัวมีแถบเกล็ดสีดำ ข้างในมีเกล็ดสีขาวเป็นแถบ เกล็ดข้างลำตัว บริเวณที่ติด กับเกร็ด ท้อง มีสีดำสลับกับขาวไม่มีระเบียบ เกล็ดท้อง สีนวลหรือสีเหลืองอ่อน แถวๆศีรษะมีสีเหลืองปนน้ำตาล มีเส้นสีดำเล็กๆพาดผ่านกึ่งกลางหัว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของงูเหลือม ที่ใช้จำแนก จากงูประเภทเดียวกันชนิดอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน ( ดังเช่นงูหลาม) ดวงตาสีเหลืองหรือสีเหลืองเข้ม มีแถบสีดำเล็กๆภาพถ่านจากตาถึงมุมปาก งูเหลือมบางทีอาจ
งูเหลือม
วางขายได้ถึงเวลาละ๑๒๔ฟอง  แม่งูรอดูแลจนถึงไข่ฟักเป็นตัว ลูกงูเหลือมที่ฟักออกมาใหม่ยาวราว  ๕๕ ซม.
งูเหลือมพบได้ในทุกภาคของประเทศ ทั้งในป่าดงดิบและป่าเสีย พบบ่อยหาเลี้ยงชีพบนพื้นดิน โดยการดักรอเหยื่อ เมื่อเหยื่อผ่านเข้ามาในระยะใกล้ก็จะฉกกัด รวมทั้งม้วนตัวรัดเหยื่อจนตาย แล้วจึงกลืนรับประทานเหยื่อที่ตายแล้ว
งูหลาม
ลวดลายแถวๆศีรษะของงูเหลือม งูหลาม และงูหลามปากเป็ดงูหลาม(rook python)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าpython molunis bivittatus schiegel  เป็นงูที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้น ๓ ของโลก รองจากงูเหลือม รวมทั้งงูแอนะคอนด้า | anaconda ชื่อวิทยาศาสตร์ Eunectes murinus (Linnaeus) ในสกุล Boidel มักพบในป่าโปร่ง ท้องทุ่ง เว้นเสียแต่ทางภาคใต้ (มีเฉพาะจังหวัดชุมพร)งูนี้ มีลักษณะ อ้วน ครึ้ม ลำตัวสั้นกว่างูเหลือมมาก ยาวเต็มที่ไม่เกิน ๗ เมตร มีลวดลายแตกต่างจากงูเหลือม โดยที่ลำดับตัวมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลรวมทั้ง มีแผลสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นเหลี่ยมไม่แน่นอน เกล็ดท้องสีขาวหรือสีนวล ลักษณะเด่นอยู่ที่ลวดลายแถวๆหัว ซึ่งมีลาย3สีน้ำตาลเข้ม เป็นรูปลูกศรอยู่กลางหัว ด้านข้างหัวมีแถบสีน้ำตาลเข้มด้วยเหมือนกัน ในตามีสีน้ำตาลเข้ม งูหลามตกไข่คราวละ ๓๐-๕๐ ฟอง แม่งู รอดูแลไข่โดยใช้ลำตัวออกรอบ ลูกงูหลามที่ฟักออกมามีความยาว ราว ๕๐- ๘๐ ซม. งูหลามอีกเรียบงูหลามปากเป็ด (blood python) มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า python curtus schiegel เป็นงูที่มีขนาดเล็กที่สุดในวงศ์งูเหลือม พบในป่าดงดิบรอบๆริมน้ำ เนื่องจากว่าเป็นงูที่ถูกใจน้ำว่ายได้ มักพบงูจำพวกนี้ในน้ำ ซุกตัวอยู่ตามโคลนหรือตามพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำเพื่อดักรอเหยื่อ เจอเฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไป งูนี้มีความยาวเต็มตัวที่ราว ๒.๕ -๓ เมตร รูปร่างสั้นและดกกว่าประเภทอื่น หัวมีขนาดออกจะเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว พื้นลำตัวสีน้ำตาลอมสีส้มจนกระทั่งสีแดงคล้ำ สีจะเข้มที่สุดทางด้านบนลำตัว ข้างๆมีสีอ่อน กว่า ด้านบนลำตัวมีแถบสีน้ำตาลเหลืองหรือสีน้ำตาล ยาวบ้างสั้นบ้างไม่แน่นอนกระจัดกระจายตามสันหลัง ข้างๆลำตัวมีเกล็ดสีขาว หรือสีนวลเรียงกันแบบสลับฟันปลา ไม่เรียบร้อย ข้างล่างของเส้นนี้มีเกร็ดสีดำ ท่อนหัวมีสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นสีแก่เล็กๆลากผ่าน หัวคล้ายงูเหลือม งูหลามปากเป็ดออกไข่คราวละ ๑๐-๑๕ ฟอง ลูกหมูที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆมีความยาวราว ๓๕ซม.

คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] แพทย์แผนไทยใช้ดีงูงูเหลือมกระดูกงูงูเหลือมและก็น้ำมันงูเหลือมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ดีงูงูเหลือมเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้มากมายในยาไทยใช้แทรก เป็นกระสายยาและก็เป็นเครื่องยา ได้จากถุงน้ำดีของงูเหลือมเอามาผึ่งจนกว่าจะแห้งสนิท ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ช่วยให้ตัวยา แล่น เร็ว ดับพิษ ตานซางในเด็ก ใช้ฝนกับยาหยอดตา แก้ตาเฉอะแฉะตามัวตาฝ้าตาแดงรวมทั้งแก้ปวดตาได้ หนังสือฉันทศาสตร์อันเป็นตำราเรียนแพทย์ที่เรียบเรียงและก็แต่งลางส่วน โดยพระยาวิชยาธิบดี (กล่อม) เจ้าผู้ครองเมืองเมืองจันท์เดี๋ยวนี้เอ่ยถึงไข้ป่วง๘ ประการแล้วก็ยาบำบัด มีเรื่องมีราวที่เกี่ยวกับการใช้ดีงูเหลือมเป็นกระสายยาดังนี้ จะอภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฏเคยสำเหนียก ส้มมะขามแฉะฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมปกติบอระเพ็ด จู๋ม ขมเป็นจอม ดีงูเหลือม เผ็ดพอเพียงเอื้อม ขิง ดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกเว้นแต่ เกลือ รู้ไว้เผื่อแก้ไม่หยุดมุตร์มนุษย์เปลือกลำภู สองสิ่งรู้เหอะเค็มกร่อยอ่านเป็นประจำให้จำได้ จะได้ใช้แซก จูงยาในแบบเรียนป่วง เป็ด ประการตามตำราโบราณซึ่งท่านแต่ก่อนกล่าวเอย ภาพคัมภีร์ปฐมจินดาร์ อันเป็นแบบเรียนแม่บทของหมอแผนไทยที่ว่าด้วยแม่รวมทั้งเด็กให้ยาหลายขนานที่ใช้ดีงูงูเหลือม มีอยู่ขนานหนึ่งที่ใช้ดีงูงูเหลือมเป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาทาหละ ขนานนี้ท่านให้เอาชาดหรคุณ ๑พิมเสน ๑ใบนมจิตร์ ๑ใบมะระใบแมลงสาบดีงูเหลือม รวมยา๖ สิ่งนี้เอาส่วนเสมอกันตามเป็นผุยผงทำแท่งไว้เอาเกลือรำฝึกฝนทาหละแลยอดทราง ที่ขึ้นลิ้นนั้นหายดีนักกระดูกงูเหลือมตำราสรรพคุณ ยาโบราณว่ากระดูกงูงูเหลือมมีรสเย็น เมาเบื่อมีคุณประโยชน์ดับพิษรอยแดง แก้ปวดเมื่อยแก้ร้อนใน กระสับกระส่ายใช้เป็นเครื่องยาในไทยหลายขนาน ยกตัวอย่างเช่นยาขนานหนึ่งในพระหนังสือไกษย มีบันทึกไว้ว่า ยาแก้ลมไกษย เอาหินปูน 1 กระดูกงูงูเหลือม 1 หอยกาบเผา 1 ละลายเหล้ารับประทาน ถ้าเกิดมิฟังยานี้ แล้ว ก็เป็นกรรมของผู้นั้นตายแลอย่าฉงนเลย
๓. น้ำมันงูเหลือมตระเตรียมไว้โดยการเอาไปเปลวมัน ในตัวงูเหลือมใส่ขวดผึ่งแดดจัดจัด กระทั่งเปลวมันละลายใส่เกลือไว้ตูดขวดบางส่วนเพื่อการเหม็นเน่าแพทย์แผนไทยว่าน้ำมันงูเหลือมมีรสร้อน ใช้ทายาแก้เคล็ดลับ ขัดยอกแรงรอบฉายคาดหัวนวดเพื่อให้เอ็นอ่อนรวมทั้งหย่อนยานได้ ในคู่มือชวดารให้ยา 2 ๒ขนานที่เข้า “น้ำมันงูเหลือม” เป็นเครื่องยาด้วย ขนานหนึ่งมีบันทึกไว้ดังต่อไปนี้ ลมพวกหนึ่งเข้าในไส้ใหญ่ไส้น้อย ผูกให้ช่างมือชักที่วางแขนงอจะเปิบเข้าก็ไม่ได้ จะจับสิ่งอันใดก็ไม่ได้สมมติเรียกว่าลงตะคิว เอาน้ำมันหมู ๑ บาทหัวดองดึง ๑บาท พริกไท ๒๐ บาทใส่หม้อฝังไว้ใต้ดิน ๓ วันแล้วเอาขึ้นหุงให้อาจแต่ว่าน้ำมัน ก็เลยเอาการะบูร ๑ พิมเสน ๑ กระวาน ๑  กานพลู ๑น้ำมันงูเหลือม ๑ ใส่ลงทา ตากแดด สำหรับรมเท้าตาย หายแล ยิ่งไปกว่านั้นหนังงูเหลือมที่ฟอกดีแล้วใช้ทำรองเท้าสายรัดเอวกระเป๋าเนื้องูเหลือมกินได้ชาวจีนถูกใจรับประทานแต่หาเลี้ยงชีพยากรวมทั้งมีราคาแพง

2
อื่นๆ / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 04:56:50 PM »

หมาร่า
หมาร่า เป็นแมลงชนิดต่อหรือแตน แต่ว่าทำรังรูปร่างไม่เหมือนกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวคละเคล้าทราย ติดอยู่กับกิ่งไม้หรือวัสดุอื่นภายนอกบ้านเมือง หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ทั้งนี้สุดแต่ประเภทของสุนัขร่า ซึ่งมีอยู่จำนวนมากหลายประเภท ในตระกูล sphecidae รวมทั้งตระกูล Eumenidae หมาร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ก็เลยเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่รวมกลุ่มกันเป็นแบบสังคม เสมือนต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นประเภท social  wasp
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกึ่งกลาง ทางภาคทิศตะวันออก อย่างเช่น เมืองจันท์ ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น สุนัขร่า สุนัขล้า หรือ สุนัขล้า ทางภาคตะวันตกได้แก่   กาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือเป็นต้นว่า จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกตัวอย่างเช่น บุรีรัมย์   จังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์  จังหวัดศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม จังหวัดนครพนม จังหวัดอุดรธานี กาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ สุนัขไน ส่วนตอนใต้ อย่างเช่น ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต   นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา เรียก หมาบ้า หรือ สุนัขแมงบ้า

3
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมงมุม
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 11:45:34 AM »

แมงมุม
แมงมุมเป็นชื่อเรียกสัตว์จำพวกแมงหลากหลายประเภทในวงศ์ ทุกชนิดจัดอยู่ในอันดับ  Araneae  มีชื่อสามัญว่า spider รับประทานสัตว์เป็นของกิน มีขนาดต่างๆนาๆตามแต่ชนิด  พวกที่หนขนาดเล็กอาจมีลำตัวยาวเพียงแต่ ๐.๗  เซนติเมตร ส่วนพวกที่มีขนาดใหญ่อาจมีลำตัวยาวถึง ๙ เซนติเมตร พวกที่พบตามบ้านเรือนรวมทั้งก่อความเลอะเทอะรกมักเป็นแมงมุมที่อยู่สกุล Pholcus หลายอย่าง (วงศ์  pholcidae )
แมงกับแมลง
ในทางกีฏวิทยา คำ “แมง” กับ “แมลง” สื่อความหมายแตกต่างกัน แล้วก็มักเรียกสับสนกัน คำ “แมง”ใช้เรียกชื่อสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังหลายประเภท ซึ่งเมื่อเติบโตเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ ท่อนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่ง กับส่วนท้องอีกส่วนใดส่วนหนึ่ง มีขา ๘  หรือ ๑๐ ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก ได้แก่ แมงมุม  แมงป่อง แมงดาทะเล ส่วนคำ “แมลง” ใช้เรียกชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายอย่าง ซึ่งเมื่อเติบโตเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนอย่างเห็นได้ชัดหมายถึงท่อนหัว ส่วนอก รวมทั้งส่วนท้อง  มีขา ๖ ขา เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังเพียงแต่พวกเดียวที่มีปีก อาจมีปีก ๑ หรือ ๒ คู่  หรือเปล่ามีปีกเลยก็ได้ เป็นสัตว์ที่มีมากมายชนิดที่สุดในโลก ดังเช่นว่า แมลงสาบ แมลงวัน
ชีววิทยาของแมงมุม
แมงมุมมีลำตัวแบ่งออกเป็น  ๒  ส่วน  ส่วนหัวกับส่วนอกชิดกันเป็นส่วนเดียวปกคลุมด้วยแผ่นแข็งอีกทั้งข้างหลังและข้างล่าง มีตาเล็กๆข้างละหลายตา ลางประเภทอาจมีได้ถึง  ๘  ตา อยู่ใกล้ๆกัน  (เว้นเสียแต่แมงมุมลางจำพวกที่ไม่มีตา ซึ่งมักเป็นแมงมุมที่อาศัยอยู่ในที่มืด เป็นต้นว่าในถ้ำ)  ที่ปากมีเขี้ยวเป็นอวัยวะคู่  มีรูปร่างเหมือนปากคีบหรือคีมคีบใช้คีบ  จับ  หรือยึดเหยื่อเป็นของกินได้  ประกอบด้วยบ้องฐานปล้องเดียว ส่วนปลายอาจมีรูปล่อยพิษซึ่งเชื่อมต่อถึงต่อมพิษที่ฐานปาก  นอกจากที่ปากยังมีอวัยวะคู่ทรงเหมือนขา แต่ว่าสั้นกว่าและมักแบนกว่า (มักรุ่งเรืองดีและก็เห็นได้ชัดในเพศผู้ที่ยังไม่โตเต็มที่รวมทั้งในตัวเมีย) แมงมุมไม่มีหนวด  มีขา ๔ คู่  ที่ขามักมีส่วนประกอบพิเศษให้ใช้ถักใยได้ ยกตัวอย่างเช่น มีแผ่นแบนอยู่ระหว่างง่ามเล็บ ส่วนท้องอาจกลมหรือยาวสุดแท้แต่จำพวกของแมงมุมที่ปลายมีท่อเป็นรูเปิดสำหรับปล่อยใยได้  บริเวณข้างล่างของส่วนท้องปล้องที่  ๒  และ ๓ มีอวัยวะทำหน้าที่เป็นจมูกสำหรับหายใจ ซึ่งมักเป็นช่อง ภายในมีแผ่นบางๆเรียงซ้อนกันเหมือนกระดาษหนังสือ แมงมุมส่วนใหญ่ที่ชาวไทยมองเห็นนั้น  มักเป็นชนิดถักใยขวางทางผ่านของสัตว์เพื่อจับกินเป็นอาหาร เมื่อมีสัตว์มาติดใยแล้วก็ดิ้นรน  แรงกระเทือนจะไปถึงตัวแมงมุมเจ้าของรัง แมงมุมซึ่งมีสายตาไม่ดีก็จะติดตามแนวทางของแรงกระเทือนนั้นเข้าหาเหยื่อ กัดเหยื่อ แล้วก็ปล่อยน้ำพิษทำให้เหยื่อสลบ  ก่อนที่จะรับประทานเป็นของกิน
แมงมุมในประเทศไทย
แมงมุมที่พบในประเทศไทยมีมากมาย  จัดอยู่ในหลายสกุล  แต่ทุกสกุลจัดอยู่ในชั้นเดียวกัน เป็น Araneae  ชนิดที่พบในประเทศไทยนั้น  ส่วนมากไม่มีพิษร้ายถึงกับกัดคนให้เจ็บปวดหรือตายได้  ยกตัวอย่างเช่น
๑.แมงใย หรือ ตัวหยากไย่  เป็นแมงมุมที่เจอตามบ้านที่พักและถักใยจนกระทั่งดูสกปรกแล้วก็รก  มักเป็นพวกที่จัดอยู่ในสกุล  Pholcus หลายชนิด (ตระกูล Pholcidae )  แมงมุมพวกนี้มักมีลำตัวสีน้ำตาลหรือสีเทาทึบ หลังท้องสีมักเข้ม ลางจำพวกมีลาย ส่วนมากมีลำตัวยาว ๔-๕  มิลลิเมตร ขายาวกว่าลำตัวมากมาย เป็นยาวราว ๕-๖ ซม.  ทำให้มองเกะกะและเปราะบาง  จึงมีชื่อสามัญว่า  daddy  long-leg  spider  คนไทยลางถิ่น เรียก แมงมุมขี้เถ้า ด้วยเหตุว่าถักใยทำให้รกรวมทั้งมีฝุ่นละอองหรือเถ้าถ่านมาติด หยากไย่ที่แมงมุมพวกนี้ถักทอเอาไว้ภายในบ้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องครัว  หรือที่อยู่ใกล้เตาไฟ ซึ่งมีเขม่าไฟหรือขี้เถ้าติดอยู่ด้วยกัน หมอโบราณใช้เป็นเครื่องยา เรียก หญ้ายองไฟ
๒.แมงมุมทำหลาว เป็นแมงมุม พวกที่ถักใยนอกบ้าน  พบบ่อยตามแปลงพืชหรือตามเรือกสวนไร่นา  เป็นแมงมุมที่จัดอยู่ในสกุล  Tetragnatha  หลายประเภท  (วงศ์ Tetragnathidae ) ซึ่งประชาชนเรียก แมงมุมทำหลาว  ด้วยเหตุว่าเมื่อตระหนกตกใจ  แมงมุมเหล่านี้จะวิ่งไปหลบอยู่หลังใบไม้  ยื่นขา ๒ คู่แรกไปด้านหน้า ขาคู่ที่ ๔ ยื่นไปข้างหลังอยู่ในระดับเดียวกับลำตัว ขาคู่ที่ ๓ ใช้ยึดเกาะยืนตั้งฉากกับลำตัว มองเหมือนคนที่จัดแจงพุ่งหลาวลงน้ำ แมงมุมเหล่านี้ดักจับเพลี้ยจักจั่นรับประทานเป็นของกิน จัดเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ต่อเกษตรกร
๓.แมงมุมก๋า หรือ ตัวก๋า มีชื่อวิทยาศาสตร์  Heteropodae  venatoria  (Linnaeus ) จัดอยู่ในตระกูล Sparassidae  มีชื่อสามัญว่า  banana  spider ( เนื่องจากพบได้บ่อยแมงมุมก๋านี้ในโรงเก็บของเก็บกล้วย ) เป็นแมงมุมขาดกึ่งกลาง ตัวผู้ลำตัวยาว ๑.๕-๒  ซม.  ตัวเมียมีลำตัวยาว  ๒.๕-๓ เซนติเมตร ขายาว ๕-๖ เซนติเมตร หัวกระทรวงอุตสาหกรรมขา รวมทั้งท้องสีน้ำตาล  ตาสีคล้ำ  ที่หลังอกมีแถบสีดำหนาพาดตามขวางข้างหน้า และแถบเป็นง่ามคล้ายรูปตัววี (V) ด้านปลายอีก ๑ แถบที่สันหลังท้องมีเส้นสีน้ำตาลแก่พาดมาถึงกึ่งกลาง  บางทีอาจพบจุดสีน้ำตาลแก่เป็นลายข้างๆ ข้างละ ๔-๕ จุด  มีขนสีน้ำตาลอ่อนรอบๆหน้าแล้วก็ขา  ทำให้มองน่าสยดสยอง แมงมุมจำพวกนี้ไม่ถักใย  ออกหากินโดยการจับเหยื่อโดยตรง  พบอาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือนหรือตามคลังสินค้า เป็นแมงมุมที่มีสาระ  เพราะเหตุว่าชอบกินแมลงสาบ
๔.แมงมุมมดแดง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Myrmarachne  formicaria  Linnaeus  จัดอยู่ในสกุล  Salticidae เป็นแมงมุมชนิดที่มีรูปร่างเอาอย่างสัตว์อื่น  พบบ่อยรวมทั้งมีชุกตามจังหวัดชายหาด  ได้แก่  ชลบุรีหรือจังหวัดระยอง มีรูปร่าง   ขนาด  รวมทั้งสีสันใกล้เคียงกับมดแดง  และถูกใจอาศัยปะปนอยู่กับมดแดง แต่ว่าแตกต่างกันตรงที่เมื่อแมงมุมเหล่านี้กระโจน  จะถักใยทิ้งตัวเพื่อย้ายที่ได้  เมื่อดูอย่างถี่ถ้วนตั้งใจจริง จะพบว่าจำนวนขาแล้วก็ลักษณะอื่นๆแตกต่างจากมดแดง

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้ “ต้นหญ้ายองไฟ”รวมทั้ง “แมงมุมตายซาก” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้
๑.หญ้ายองไฟ  หมอแผนไทยรู้จักใช้ใยแมงมุมแมงมุมเหนือเตาไฟในห้องครัวของบ้านไทยในบ้านนอกแต่ก่อน (เตาไฟใช้ฟืนใช้ถ่าน)  ใยแมงมุมแมงมุมที่มีเขม่า เถ้าถ่าน  และฝุ่นเกาะอยู่ด้วยนี้ หมอโบราณเรียก  หญ้ายองไฟ  ลางหนังสือเรียนเรียกเป็น  ใยแมงมุมไฟ  หรือ  หยากไย่ไฟ  ก็มี  ใช้เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง
สมุนไพร ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า  ต้นหญ้ายองไฟมีรสเค็ม  เฝื่อนฝาด  มีคุณประโยชน์แก้โลหิต  ฟอกโลหิต  กระจายโลหิตอันเป็นลิ่มเป็นก้อน  ขับโลหิตเมนส์
แบบเรียนยาไทยหลายขนานเข้า “หญ้ายองไฟ”  เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง  ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยา  ๒  ขนาน ขนานแรกเป็นยาแก้กษัยอันเกิดเพื่อโชธาตุชื่อ “สันตัปปัคคี” ซึ่งบันทึกไว้ในพระคู่มือไกษย  ดังนี้ ขนานหนึ่งเล่า  หากมันให้จุกเสียดปวดขบเปนกำลัง  ให้เอาพริกเทศ  ๑๐๘  เม็ด  พริกล่อน  ๑๐๘  เม็ด  ผักกะดูดซึมเอาอีกทั้งต้นรากใบลูกเอาสิ่งละ ๑ บาท  ต้นหญ้าไซย้อย  ๑  ต้นหญ้าไซแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท  ต้นหญ้ายองไฟ  ๑  บาท  ไพลแห้ง  ๑  บาท  ตำเปนผง  ละลายน้ำสุราน้ำส้มซ่าน้ำขิงน้ำมะนาวน้ำกระเทียมก็ได้  สับเปลี่ยนให้ชอบโรคนั้นเถอะ อีกขนานหนึ่งเป็นยาขับโลหิตของสตรีซึ่งมีบันทึกไว้ภายใน  พระคู่มือมหาโชตรัต ดังนี้ อนึ่งเอาสหัศคุณเทศ ๑   แก่นแสมทเล  ๑  หญ้ายองไฟ  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  บดละลายเหล้ากิน  ใหขับโลหิตดีนักแล ตำรับยาลางขนาน  เจ้าของตำรับบางทีอาจเขียนตัวยาไว้เป็นปัญหาให้ตีความหมายกันเอาเอง  เป็นต้นว่า  ยาแก้บิดขนานหนึ่ง  เจ้าของยาให้ตำรับยาไว้ว่า “ลุกใต้ดิน  รับประทานท่า  อยู่หลังคา  ขี้คารู  คู่อ้ายบ้า”  ซึ่งก็คือ “รากเจตมูลเพลิงเเดง  ๑  ผักเป็ด ๑  ต้นหญ้ายองไฟ ๑  คนติดยาฝิ่น  ๑  เหล้าเป็นน้ำกระสาย”
๒. แมงมุมตายซาก  หมอแผนไทยใช้แมงมุมที่ตายแล้วซากแห้งสนิท  ไม่เหม็นและไม่ขึ้นรา  เป็นเครื่องยาในยาไทยโบราณหลายขนาน  ตัวอย่างเช่น  “ยานากพด”  ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ภายในพระตำราปฐมจินดาร์  ดังต่อไปนี้ ยาชื่อนากพด  ท่านให้เอาใบหนาด  ๑  พริกไท  ๑  เบี้ยจั่นเผา  ๑  ขิง ๑  รังสุนัขร่าเผา  ๑  แมงมุมตายซาก  ๑  ลำพัน  ๑  รวมยา  ๗  สิ่งนี้เอาเสมอภาค  บดทำแท่งไว้  แก้ทรางทั้งหมด  แก้ละอองพระบาท  แก้ตะพั้น  ทั้งรับประทานอีกทั้งชะโลมดีนัก

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 11:11:26 AM »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในสกุล Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (พายัพและอีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนน้อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตสุดกำลัง ๖๐-๗๕ เซนติเมตร (มีรายงานว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว และก็เป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของท่อนหัว ลำตัวด้านบนโค้งลงเล็กน้อย ส่วนเรือท้องแบน ข้างๆของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่ว่าสีเทาถึงสีเทาปนน้ำตาล ข้างหลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว และอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ด้านข้างของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาปนดำ (ขนาดรวมทั้งรูปร่างไม่สม่ำเสมอ) พิงขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายเหล่านี้บางทีอาจพิงขวางลำตัวติดต่อกันจากรอบๆครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   แต่ สีและลายนี้เปลี่ยนแปลงไปตามถิ่นที่อยู่และฤดู หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและเฉียงลง มุมปากลึกและยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนเล็กน้อย ฟันที่ขากรรไกรบนรวมทั้งล่างเป็นซี่เล็กมาก ติดกันเป็นแผ่นแล้วก็แหลมคม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานส่วนหน้าแล้วก็เพดานส่วนใน ฟันที่ฟันกรามรวมทั้งเพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ บริเวณบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้ขยับเขยื้อนอยู่บนบกแล้วก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน  ส่วนบนรวมทั้งด้านข้างหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบข้างหลังแล้วก็ครีบก้นยาวแทบถึงโคนครีบหาง ครีบข้างหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบตูดมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารและครีบตูด ครีบหูอยู่ข้างๆของลำตัวถัดจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาคละเคล้าสีน้ำตาลดำ และครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแนวเดียว แต่มีรอยหักลงไปตรงรอบๆเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ข้างบนและก็ข้างๆของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่ว่าเกล็ดที่แถวๆหัวแข็งกว่าเกล็ดที่รอบๆลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   อดทน   หากินตั้งแต่ระดับพื้นดินจนถึงผิวน้ำ ถูกใจอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบๆที่มีพรรณไม้น้ำให้ซ่อนตัวได้ ปลาช่อนผสมพันธุ์กันในฤดูฝน  โดยที่ตัวผู้และก็ตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยเหลือกันกัดหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งออกไข่ ต่อจากนั้นตัวเมียก็ออกไข่ แล้วเพศผู้ฉัดน้ำอสุจิเข้าผสม ตัวผู้ทำหน้าที่คอยดูแลลูก  ชาวบ้านเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีพ่อปลาช่อนซุ่มตัวคอยระวังอยู่ ปลาช่อนกินปลาเล็กและเนื้อสัตว์อื่นเป็นของกิน เป็นปลาที่พบได้มากในทุกภาคของประเทศไทย

ผลดีทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแต่โบราณ แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ชอบกับธาตุทั้งหมด ทำให้มีการเกิดเสมหะ ปิดตะหยุดวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีคุณประโยชน์ชูกำลัง แก้เหน็ดเหนื่อย แก้เด็กตัวร้อน นอนตกใจ   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยรอยแผล   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง รวมทั้งเกล็ด มีรสจืด  คาว นำมาซึ่งลมเบ่งเวลาคลอด พระหนังสือโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ น้ำตานั้น  แตกทุพพลภาพให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย ถ้าจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากจัญไร ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเสมอภาค  ต้มรับประทาน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หินผา ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้ามีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  คนไข้นั้นก็ยังไม่ตาย  หากไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระคัมภีร์ธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นหยาบคางแข็ง  รวมทั้งชักให้สั่นไปอีกทั้งกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑  กรามแรด ๑ ยาทั้งนี้ขั้วให้ไหม้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  โกศกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  บอแร็ก  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภู  ๑  รากตำลึงตัวผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายนั้นให้เอาน้ำชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน รับประทานแก้ยัด แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ทั้งยังรับประทานทั้งยังซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาดีเลิศนัก

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปูทะเล
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 01:32:55 PM »

ปูทะเล
ปูทะเลเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ที่เจอในประเทศมีอย่างต่ำ ๓ จำพวก ทุกประเภทจัดอยู่ในวงศ์  Portunidae เป็น
๑.ปูดำ หรือ ปูแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla serrata (forsskal) ประเภทนี้พบตามป่าชายเลนทั่วไป
๒.ปูขาว หรือ ปูทองหลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla oceanic dana ประเภทนี้พบตามพื้นสมุทรทั่วๆไป
๓.ปูเขียว หรือ ปูทองคำโหลง หรือ ปูลาย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla transquebarica Fabricius
ชนิดนี้เจอตามพื้นทะเลทั่วไปทั้ง ๓ ชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันด้านสีรวมทั้งหนามที่ขอบกระดองและก็สภาพถิ่นอาศัย จนถึงนักวิชาการลางสำนักจัดเป็นประเภทเดียวกันหมด คือ Scylla serrata  (Forsskal)
ชีววิทยาของปูทะเล
ปูทะเลอาจมีกระดองขนาดกว้างได้ถึง ๒๐ เซนติเมตร มีลำตัวที่แบ่งได้ ๒ ส่วนเป็นส่วนหัวที่เชื่อมรวมกับอกมีกระดองเป็นเปลือกหุ้มอยู่ข้างบน  กับส่วนท้องที่พับแนบติดกับลำตัวทางข้างล่าง ราษฎรเรียกส่วนนี้ว่า จับปิ้ง ซึ่งในตัวผู้จะเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ ส่วนในตัวเมียจะแผ่กว้างออกเป็นรูปโค้งกลม มีขา ๕ คู่ คู่แรกแปรไปเป็นก้ามใหญ่ ใช้จับเหยื่อแล้วก็ป้องกันภัย และก็ตัวผู้ใช้จับกุมภรรยาเวลาผสมพันธุ์ ขาคู่ที่ ๒-๕ มักมีปลายแหลม ใช้สำหรับคลานหรือเดิน ส่วนขาสุดท้ายของปูทะเลจะแบนเป็นกรรเชียง ช่วยสำหรับเพื่อการว่าย ปูทะเลหายใจโดยเหงือกซึ่งมีลักษณะเหมือนฟองน้ำ  ประชาชนเรียก  นมปู  เห็นได้เมื่อเปิดกระดองออก  ปูทะเลอาจสลัดก้ามทิ้งได้  โดยสร้างก้ามใหม่ขึ้นมาเมื่อลอกคราบคราวถัดไป  ตามปรกติหลังจากการลอกคราบเปื้อนเพียงแค่ ๒ รั้ง ก้ามปูอาจมีขนาดใหญ่เท่าเดิมได้  การลอกคราบของปูเป็นกรรมวิธีช่วยเพิ่มขนาด  ภายหลังปูรับประทานอาหารและสะสมไว้เพียงพอแล้ว  ก็จะสลัดเปลือกเดิมทั้งผองทิ้งไป  แล้วสร้างเปลือกใหม่ขึ้นมาแทน  ปูที่แก่น้อยนั้นลอกคราบบ่อยครั้ง  แต่ว่าจะเบาๆห่างขึ้นเมื่อปูโตเต็มที่แล้ว ฤดูผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในตอนตุลาคมถึงธันวาคม ในระยะนี้ปูทะเลมีไข่มาก ก่อนการสืบพันธุ์นั้น ตัวผู้อุ้มตัวเมียไว้เพื่อคอยจนถึงตัวเมียลอกคราบ ภายหลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะปลดปล่อยไข่ออกมาไว้กระจับปิ้ง ใช้รยางค์ของส่วนท้องโอบไข่เอาไว้ ไข่ในช่วงแรกมีสีเหลืองอ่อนๆแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น จนกระทั่งเป็นสีส้มรวมทั้งสีน้ำตาล ตามลำดับ แล้วหลังจากนั้นไข่ก็เลยฟักเป็นตัวอ่อน ดำรงชีวิตเป็นแพลงก์ตอนลอยไปกับน้ำทะเล แล้วลอกคราบเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นตัวอ่อนอีกระยะหนึ่ง ก็เลยจะจมลงสู่พื้นทะเลเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นปูขนาดเล็กต่อไป

คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] แพทย์แผนไทยใช้ “ก้ามปูทะเลเผา” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งสำหรับเพื่อการประกอบยาหลายขนาน ได้แก่ ยาใช้ภายนอกแก้แผลอันมีต้นเหตุมาจากไส้ขาดไส้ลุกลาม กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดลักษณะของการปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก ซึ่งบึนทึกไว้ภายใน พระหนังสือมุจฉาปักขันทิกา ดังนี้ หากไม่หาย  ให้ร้อนหนัก ท่านให้เอา ก้ามปูสมุทรเผา ๑ ฝาหอยโข่งเผา ๑ รากลำโพงแดง  ๑  รากขัดมอน  ๑  ฝางเสน  ๑  โปตัสเซี่ยมไนเตรด ๑ เปลือกจิกที่นา ๑ ผลจิกที่นา  ๑  เอาเสมอ  บดด้วยน้ำลายจรเข้เป็นกระสาย  หายแล ยาแก้อยากดื่มน้ำแก้ร้อนข้างในอันทำให้หอบขนานหนึ่ง  ซึ่งบันทึกไว้ในพระหนังสือธาตุวิภังค์ เข้าเครื่องยาที่เรียก “ก้ามปูสมุทรเผาไฟ” ด้วย  ยาขนานนี้หนังสือเรียนว่าใช้ “ทั้งยังรับประทานอีกทั้งพ่น”  ดังนี้ ขนานหนึ่งแก้ระหายน้ำให้ร้อนภายในแลให้หอบ  ท่านให้เอาสังข์หนามเผาไฟ ๑  รากบัวหลวง ๑  ฝุ่นผงจีน  ๑  รังสุนัขร่าเผาไฟ  ๑  ชาดก้อน  ๑ ดอกพิกุล ๑  ดอกสาระภี  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  เกสรบัวหลวง ๑ การบูร ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากคันทรง ๑ ก้ามปูสมุทรเผาไฟ ๑ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน บดเปนแท่ง ละลายน้ำดอกไม้สด รับประทานทั้งยังพ่น แก้ร้อนแก้ระหายน้ำ เหงื่อตกก็หายแล

Tags : สมุนไพร

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาร้า
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2017, 06:32:39 PM »

ปลาร้า
ปลาร้าเป็นอาหารทำด้วยปลาหมักกับเกลือ ปลาที่ใช้มากมายเป็นปลาสร้อยและปลากระดี่ แต่ว่าบางทีอาจใช้ปลาช่อนได้ ทำเป็นโดยการเอาปลามาล้างน้ำให้สะอาด ขอดเกล็ดออก ตัดศรีษะแล้วเอาไส้ออก แล้วล้างให้สะอาด ถ้าปลาตัวโตก็ให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตามอยาก ผสมกับเกลือใช้เกลือ ๑ ส่วนต่อปลา ๒ ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันดี บรรจุในไห อัดให้แน่น เอาไม้ไผ่ขัดตรงปากไห หมักไว้ ๒-๓ วัน แล้วจึงคัดแยกออกมาล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งไว้ให้หมาด ผสมกับรำข้าวหรือข้าวคั่วที่บดละเอียด เพิ่มเกลือเม็ดละเอียดๆอีกน้อย ใส่ในไห อัดให้แน่นเหมือนกันกับครั้งแรก หมักไว้ ๑-๒ เดือน ก็จะได้ปลาแดก ปลาแดกที่เพิ่มเติมรำข้าวลงไป เรียก ปลาร้ารำ (ใช้ปลา ๑ ส่วนต่อปลา ๒0 ส่วน โดยความจุ) ส่วนปลาร้าที่เติมข้าวคั่วลงไปเรียก ปลาร้าข้าว (ใช้ข้าวสารที่คั่วให้เป็นสีน้ำตาลแล้วบดอย่างละเอียด ๑ส่วนต่อปลา ๔0 ส่วนโดยปริมาตร)
กรุ๊ป{ตุบาท
กลุ่มจตุๆบาท (Superclass Tetrapoda) เป็นกรุ๊ปสัตว์ที่มี ๔ ขา อาจเป็นแขน ขา หรือรยางค์ ลางประเภทรยางค์บางทีอาจลดรูปลง เหลือแค่ร่องรอยให้มองเห็น  (เป็นต้นว่า งู) หัวใจ มี ๓-๔ ห้อง หายใจด้วยปอด ลางชนิดอาจหายใจอีกทั้งทางปอดรวมทั้งทางผิวหนัง (ดังเช่นว่า กบ) เส้นประสาทสมองมี ๑0-๑๒ คู่ แบ่งออกเป็น ๔ชั้น คือ ชั้นสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน ชั้นสัตว์ปีก และชั้นสัตว์กินนม
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/url] ชั้นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (class Amphibia) สัตว์ชั้นนี้มักถูกเรียกไม่ถูกเป็น “สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ” คำ amphibian  มาจากคำว่า amphi มีความหมายว่าร่วมกัน หรือทั้งคู่ กับคำ bios หมายความว่าชีวิต หมายความว่าการมีชีวิตอยู่สองแบบ เป็นทั้งบนบกและก็ในน้ำ ไม่ใช่ครึ่งเดียวอยู่บนบก อีกครึ่งอยู่ในน้ำ สัตว์ชั้นนี้มีชีวิตในระยะแรกตั้งแต่ระยะไข่จนถึงตัวอ่อนอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก ต่อมาจึงเปลี่ยนรูปร่างขึ้นไปอยู่บนบก หายใจทางปอดและ/หรือทางผิวหนัง ผิวหนังไม่มีเกล็ด มีต่อมสร้างเหมือกให้ผิวหนังเปียกชื้นแล้วก็ลื่น หัวใจมี ๓ ห้อง บน๒ ห้อง ล่าง ๑ ห้อง เป็นสัตว์เลือดเย็น (คือไม่สามารถที่จะควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ด้วยตัวเอง อุณหภูมิจะแปรไปตามสิ่งแวดล้อม) ผสมพันธุ์ด้านนอก ผิวหนังของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกรวมทั้งเปียกชื้น ไม่สามารถเก็บความชื้นเอาไว้ได้นาน มีต่อมและก็เส้นเลือดฝอยเยอะๆ ผิวหนังที่มีลักษณะบางแล้วก็เปียกชื้นแบบนี้ ช่วยทำหน้าที่แลกเปลี่ยก๊าซ สัตว์เหล่านี้ก็เลยควรต้องอยู่ใกล้น้ำ มีเพียงแค่ส่วนน้อย

วงจรชีวิตของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
วงจรชีวิตของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเริ่มจากเพศผู้รวมทั้งตัวเมียที่โตเต็มวัยจับคู่กันออกไข่และน้ำกามออกมาผสมกัน ไข่ของสัตว์เหล่านี้มักมีวุ้นใสห่อหุ้มอยู่ด้านนอกเพื่อป้องกันอันตรายอันบางทีอาจกำเนิดกับสิ่งที่มีชีวิตด้านใน เมื่อฟักออกเป็นตัวอ่อน เรียก ลูกอ๊อด จะหายใจด้วยเหงือก ในระหว่างการเติบโตจะมีการสร้างอวัยวะต่างๆยกตัวอย่างเช่น ปาก ช่องหู ขา ส่วนหางแล้วก็เหงือกนั้นหายไปก่อนจะขึ้นมาอยู่บนบกด้วยรูปร่างที่ราวกับตัวคุณพ่อคุณแม่ เท่านั้นที่สามารถปรับพฤติกรรมให้อยู่ได้ในที่แล้ง เป็นต้นว่า ในทะเลทราย แม้กระนั้นจำนวนมากเมื่ออยู่กลางแดดหรือในที่แห้ง ก็จะตายในเวลาไม่นานนัก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายชนิด ดังเช่น คางคก ควรโคร่ง

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2017, 02:29:02 PM »

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ต้องโคร่ง กระทาหอพักง กระหอพักง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของควรโคร่ง
ต้องโคร่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับคางคกบ้าน แต่ว่าตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่แตกต่างจากคางคกบ้าน หลายแบบ ที่สำคัญคือ ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา รวมทั้งอยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง ยุบ กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกตรงกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากน้อยไม่เหมือนกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วไป ตามส่วนบนของตัว ใต้ฝ่าเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมากมาย ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖เซนติเมตร ต้องโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าดงร่มเย็นชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อรอกินแมลงที่มาเล่นแสงสว่าง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของเมืองไทย ลงไปจนถึงนานเลเซียรวมทั้งเกาะ สุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อชาติของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ราษฎรทางภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีควรโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเกิดใครทำร้ายต้องโคร่ง ผู้นั้นหรือญาติโกโหติกา ก็จะเจอซวย ด้วยเหตุนั้นเจ้าของบ้านก็เลยมักปลดปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เปรียบเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทหนึ่ง ปลดปล่อยให้ทำมาหากินแมลงที่มาเล่นแสงในบ้าน ไม่มีผู้ใดกล้าก่อกวน ทำร้าย หรือรังแก หนังควรโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเหมือนหนังคางคก โจรเคยใช้หนังต้องโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและก็ยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้ดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือสลบไป โจรก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดังตั้งใจ แนวทางการแก้พิษนั้นให้กินน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝ่าฝืนได้สม่ำเสมอ หมอแผนไทยใช้หนังควรโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนหลับใช้บำบัดรักษาโรคโรคกุฏฐัง
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นอย่างไร
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่เรียนความเชื่อมโยง โดยตรงในแง่มุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆยกตัวอย่างเช่นความเชื่อถือเรื่องสัตว์กับโชคลาง การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องตามความจริง ด้วยเหตุว่าสัตว์กลุ่มนี้บางชนิดหรือเปล่าได้แม้กระนั้นคลานไม่ได้ อย่างเช่นงูต่างๆลางจำพวกเคลื่อนโดยการเลือกคลานเพียงแค่นั้น ไม่เลื้อย อย่างเช่น เต่า ไอ้เข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่สามารถใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องข้างล่างแยกกันไม่สนิท ยกเว้นจระเข้ ส่วนพวกนี้ออกลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายประเภท ดังเช่นงูต่างๆจระเข้ ตุ๊กแก ตะพาบน้ำ และก็เต่า

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2017, 08:17:19 AM »

ตะพาบ
ตะพาบน้ำ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานจำพวกหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Trionychidae มีลักษณะเหมือนเหมือนเต่าน้ำจืด แตกต่างตรงที่กระดองบน (carapace) และก็กระดองล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังห่อแทน มีนิ้วยาว ตีนข้างหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียงแต่ ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แม้กระนั้นสามารถยืดคอออกได้ยาวมากมายเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบทุกประเภทเป็นสัตว์น้ำจืดชืด พบมากอยู่ตามห้วย บึง หนอง แล้วก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย และยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบ่อน้ำหนองแห้งลงในหน้าแล้ง ตะพาบน้ำจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน จนกว่าฝนตกก็เลยออกมาจากโพรงและก็เริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆกินเป็นของกิน ตะพาบน้ำรับประทานอีกทั้งกุ้งและปลาใหม่ๆและก็เนื้อสัตว์ที่เปื่อยยุ่ย สามารถว่ายไปหากินไกลๆสำหรับการใช้มือจับตะพาบนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองข้างหน้าของต้นขาหลัง ถ้าเกิดจับผิดตำแหน่งตะพาบซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาเหลียวกัดมือได้
ตะพาบในประเทศไทย
ตะพาบน้ำที่พบในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ จำพวก คือ
๑.ตะพาบน้ำปกติ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
สมุนไพร จำพวกนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตสุดกำลังกระดองบนอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบข้างหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มตะปุ่มตะป่ำ ขอบกระดองข้างล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนข้างหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วทั้งข้างหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าปนเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางด้านข้าง พอตัวแก่ จุดเหลืองบนข้างหลังมักหายไป จุดที่หัวก็เลือนไป ที่ใต้ท้องของตัวผู้มีสีขาว แต่ว่าที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบน้ำจำพวกนี้มีมากมาย พบทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง บ่อน้ำ ในภาคกึ่งกลางของเมืองไทย บางทีอาจพบตามลำน้ำและห้วยที่เชิงเขา นอกเหนือจากนั้นยังเจอในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และก็ตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบหัวทู่ หรือ ตะพาบหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ชนิดนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ ซม. จมูกสั้น หัวออกจะแบนแล้วก็เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูยุบเล็กๆทั่วไป มีจุดเหลืองๆกระจายอยู่ทั่วไป กระดองล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ตอนใต้ ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอที่ประเทศ ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำข้างหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ ซม. เป็นจำพวกที่มีตัวโตที่สุดของประเทศไทยแล้วก็ของโลก จมูกสั้น หัวค่อนข้างแบนรวมทั้งเล็ก ความยาวของกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังข้างบน เมื่อยังอายุน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเปรอะๆพอเพียงแก่เยอะขึ้น บริเวณคอรวมทั้งกระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเสมือนหินกะรังแม้กระนั้นพอใช้แก่มาก ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยที่ลุ่มอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคาและก็แม่น้ำสินธุในประเทศประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบน้ำขี้เกียจมาก หรือ ตะพาบแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ยาว ขอบสองข้างออกจะขนานกัน สีเขียวหม่นหมองแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบน้ำชนิดอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มที่กระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ เซนติเมตร หัวออกจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองด้านล่างไม่มีจุดสีดำแจ้งชัด ที่ข้างคอแล้วก็แก้มมีสีแดงเรื่อๆเจอได้ตามแหล่งน้ำลำน้ำบนที่สูงทางภาคตะวันตกรวมทั้งภาคใต้ของเมืองไทยนอกจากยังบางทีอาจพบในประเทศประเทศพม่ามาเลเซีย และประเทศฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบน้ำไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่กระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ ซม. กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองด้านล่างมีจุดสีดำแจ่มแจ้ง รวมทั้งมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำพันธุ์ท้องถิ่นของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน เล็กน้อยหลุดมาแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่พบใหม่แล้วก็มีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองข้างหลังบางทีอาจยาวได้ถึง  ๑๖  เซนติเมตร  กระดองหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหมองหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งผอง พบหนแรกบริเวณชายแดนไทยเมียนมาร์ แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เอง มีปริมาณน้อยแล้วก็หายาก
ประโยชน์ทางยา
ตะพาบที่เจอในยาไทยมักคือตะพาบน้ำปกติ แพทย์แผนไทยใช้ดีตะพาบ เป็นเครื่องยา ตำรายาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบน้ำมีรสขม  คาวมีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยดำ แก้โรคตา  และก็แก้ลมกองละเอียด  (ลมหน้ามืด   หน้ามืดตาลาย) ในตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากต้นหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำควาย รากเลี่ยน รากรักขาว รากลำโพงอีกทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาดังนี้ควรจะต้มให้ต้ม ควรจะตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้อาจจะแต่ว่าน้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนทั้ง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน จึงทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกเป็นปรกติแลฯ
พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาฟันกรามแรด ๑  กรามช้าง ๑  งาช้าง  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้งยัง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบน้ำ ๑  ดีงูงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำสุรา รับประทานแก้ทรางทั้งผอง  หาย

Tags : สมุนไพร

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 05:31:51 PM »

วงศ์เต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาข้างหลังข้างละ ๑ อัน กระดองข้างหลังสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือรวมทั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยราวกับเต่าบกชนิดอื่น อยู่ในที่แห้งได้ เจอตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง แล้วก็ป่าดิบแล้งทั่วราชอาณาจักร
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองยาวได้ถึง ๖๐ ซม. โคนขาหลังอีกทั้ง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  เจอในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้มี ๒ ชนิดย่อย คือ เต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) รวมทั้งเต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

ผลดีทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดและก็เต่าบก แต่ว่าที่ใช้กันมากมายเป็นเต่านา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายกว่าเต่าประเภทอื่นๆแล้วก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วไป

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ กระดองตะพาบน้าจีน
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 03:02:18 PM »

กระดองตะพาบน้ำจีน
กระดองตะพาบน้ำจีนได้จากตะพาบจีน
อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Trionyx  sinensis  Wiegmann
ในตระกูล Trionychidae
มีชื่อสามัญว่า Chinese solfshelled turtie
จีนเรียก เปีย มีเลี้ยงกันมากในมลฑลหูหนาน  เหอครึ้ม  รวมทั้งเจ้อเจียง เครื่องยานี้เป็นกระดองบน (carapace) ของตะพาบจีน เรียก เปียเจี่ย  ในภาษาจีน มีชื่อเครื่องยาว่า Carapax Trionycis  มีชื่อภาษาอังกฤษว่า turtle shell เป็นเครื่องยาที่ แบบเรียนที่สาธารณรัฐประชาชนจีน (China Pharmacoppoeia) ฉบับปี ค.ศ.๒๐๐๐ รับรองไว้
สมุนไพร ตำราว่าเครื่องยานี้มีรสเค็ม เย็นน้อย เข้าสู่เส้นตับแล้วก็ม้าม มีสรรพคุณบำรุงหยิน สลายหยาง รีบเลือด กระตุ้นรอบเดือน สลายปุ่มเงื่อนบวมที่เกิดขึ้นข้างใน แล้วก็สลายไข้ ก็เลยมีข้อบ่งใช้สำหรับลักษณะของการมีไข้เหตุขาดหยิน งงงัน แล้วก็เป็นลมเป็นแล้งเหตุขาดหยิน ภาวะขาดประจำเดือน มีก้อนในท้อง และแก้ไข้มาลาเรียที่มีลักษณะอาการม้ามโตด้วย ขนาดที่ใช้ ๙-๓๐ กรัม

ขั้นตอนการปรุงยา ให้ตุ๋นด้วยน้ำไว้ราว ๓๐ นาทีก่อน แล้วจึงเพิ่มตัวยาอื่นลงไป   ยานี้ห้ามใช้กับสตรีระหว่างมีครรภ์และกับคนไข้ที่มีอาการม้าม “พร่อง” รวมถึงอาการเบื่ออาหารและท้องเสีย กระดองตะพาบน้ำจีนมรสารคอลลอยด์ (colloid) เคอราทิน (keratin) ไอโอดีน และวิตามินดี

Tags : สมุนไพร

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าน้ำจืด
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 12:48:16 PM »

สกุลเต่าน้ำจืด
เต่ากระอานBatagur Baske(Gray) ๕๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ กระดองเรียบ โค้งมน นิ้วเท้ามีพังผืดยึดเต็ม มี ๔ เล็บ จมูกค่อนข้างจะแหลม ตัวผู้มีตาสีขาว เจอตามปากแม่น้ำ ตอนนี้บางทีอาจสิ้นซากไปจากธรรมชาติแล้ว
เต่าลายตีนเป็ดCallargur borneoensis (Schlegel & Muller), ๖๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ ตัวผู้มีหัวสีแดงเด่นในฤดูผสมพันธุ์ นิ้วเท้าหน้าข้างหลังมีพังผืดยึดติดสำหรับช่วยในการว่าย พบตามปากแม่น้ำทางภาคใต้ อาจสูญพันธุ์ไปแล้ว
เต่าแดงCyclemys dentata(Gray), ๒๖ เซนติเมตร
ขอบกระดองด้านหลังกระเป๋านจะๆ กระดองหลังสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มเป็นสีดำหรือสีเขียวขี้ม้า นานับประการตามแต่เต่าแต่ละตัว เมื่อเล็กมีเกล็ดเป็นลายเส้นรัศมี แต่ว่าจะหายไปเมื่อโตขึ้น พบได้ในป่าทั้งประเทศ
เต่าหวายHeosemys grandis (Gray), ๔๘ เซนติเมตร
กระดองสีน้ำตาลเข้ม เป็นประจำมีเส้นสีครีมพิงยาวเป็นแนวกลางหลัง ขอบกระดองข้างหลังด้านหลังกระเป๋านจะๆกระดองท้องด้านท้ายมีหยักลึก พบตามแหล่งน้ำจืดชืดบนภูเขาและก็จากที่ราบ

เต่าหับCuora amboinensis (daudin), ๒๑ เซนติเมตร
กระดองโค้งสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเต่าน้ำจืดประเภทอื่น หัวค่อนข้างแหลม มีลายแถบสีเหลืองเป็นขอบ เต่าประเภทนี้สามารถหับหรือปิดกระดองได้มิดชิด พบได้ตามหนองสระทั่วราชอาณาจักร
เต่าบัวHieremys annandalii(Boulenger), ๕๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ สีและก็รูปร่างกระดองแปรไปตามอายุ เมื่อโตเต็มที่กระดองมีสีดำ หัวสีเหลือง พบได้ทั่วทั้งประเทศในแหล่งน้ำจืดที่ค่อนข้างจะนิ่ง
เต่าจักรHeosemys spinosa(Gray), ๒๓ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองออกจะแบนและก็มีขอบแหลม แต่จะลดน้อยลงเมื่อโตขึ้น กระดองสีน้ำตาลแดง มีสันกลางข้างหลังเห็นกระจ่าง นิ้วเท้าไม่มีพังผืด พบในป่าทางภาคใต้
เต่าจันPyxidea mouhotii(Gray), ๑๗ ซม.
สมุนไพร
เต่าขนาดเล็ก กระดองโค้งสูงสีน้ำตาลปนแดง มีสัน ๓ สัน หายาก เคยมีกล่าวว่าเจอในป่าทางภาคเหนือรอบๆชายแดนไทย – ลาว
เต่าทับทิมNotochelys platynota(Gray), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองหลังมีแผ่นเกล็ด ๖ – ๗ แผ่น แตกต่างจากเต่าจำพวกอื่นที่เจอในประเทศไทย เมื่อยังเล็กอยู่กระดองมีสีเขียวสด เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นสีน้ำตาลแดง
เต่าดำSiebenrockiella crassicollis(Gray), ๒๗ เซนติเมตร
กระดองสีดำ บางตัวมีแถบสีขาวที่แก้ม ลางถิ่นก็เลยเรียก เต่าแก้มขาว  ถูกใจซุกตัวอยู่ตามโคลนตมใต้น้ำ ทำให้มีกลิ่นเต่าเหม็นราวกับใบไม้เน่า ก็เลยมีชื่อเสียงว่า เต่าเหม็น ด้วย เจอได้ตามหนองสระทั้งประเทศ
เต่าแก้มแดงTrachemys scriptaelegans(Wied), ๒๘ ซม.
เต่าขนาดเล็ก กระดองสีเขียวแม้กระนั้นจะคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้น จุดเด่นอยู่ที่จุดสีแดงส้มข้างแก้ม เต่าจำพวกนี้นำเข้ามาเลี้ยงจนแพร่ขยายทั่วๆไปตามแหล่งน้ำจืดชืดของไทย

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 09:13:52 AM »

เขากวางอ่อน
เมื่อกวางผลัดเขา เขากวางแยกหลุดจากโคนเขา ผิวหนังบริเวณรอบๆตอเขาจะเจริญขึ้น มาปิดแผลข้างใน ๔-๕  วัน เลือดจะเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยง พร้อมกับมีสารประกอบแคลเซียมพอกสะสมขึ้น เขาใหม่จะคลุมด้วยหนังนุ่มๆและก็ขนสั้นๆสีน้ำตาลราวกับผ้ากำมะหยี่ เขารูปแบบนี้เรียกว่า “เขากวางอ่อน”  ซึ่งหักได้ง่าย เมื่อหักจะมีเลือดออก กวางลางตัวอาจถึงตายได้ ถ้าเลือดออกไม่หยุด ในระยะที่มีเขาอ่อน กวางจะทำมาหากินอยู่ที่โล่งแจ้งหรือที่โล่ง โดยหลบหลีกไม่เข้าไปในป่าทึบหรือป่าหนามเขากวางอ่อนเป็นเครื่องยาที่รับรองเป็นแบบเรียนยาที่ประเทศสหรัฐประชากรจีน   บางทีอาจได้จากเขาอ่อนกวาง  ๒  จำพวก  เป็น
๑.กวางดอกเหมย  (sika  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  Nippon  Temminck
๒.กวางแดง  (red  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  elaphus  Linnaeus
เขากวางอ่อนนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า pilose  antler มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  Cervi  Pantotrichum เป็นเขากวางอ่อนที่พึ่งแตกหน่อ ภายในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็งสำหรับเพื่อการตัดเขากวางนั้น ใช้เลื่อยเอาทิ้ง โดยเริ่มตัดเขาอ่อนเมื่อกวางมีอายุตั้งแต่  ๓  ปีขึ้นไป ตัดได้ปีละ  ๑-๒  ครั้ง เมื่อตัดแล้วจำต้องนำไปแปลสภาพโดยทันที เริ่มด้วยการล้างเอาสิ่งสกปรกที่ติดมากับขนบนเขากวาง แล้วบีบเลือดที่ติดมาอีกส่วนหนึ่งส่วนใดออกไป แล้วต่อจากนั้นก็เลยใส่ลงในน้ำเดือด  ๓-๔  ครั้ง ครั้งละ  ๑๕-๒0 วินาที เพื่อขับเลือดให้หมด ต่อจากนั้นก็เลยเอามาตากหรืออบให้แห้ง นอกจากยังบางทีอาจตัดเขากวางใกล้กับกะโหลก แม้กระนั้นจะใช้กับกวางที่ป่วยหรือมีอายุมากมายแล้วเท่านั้น เขากวางอ่อนที่มีคุณภาพดีจะต้องเป็นเขาสมบูรณ์ (ขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อนไม่หัก) มีน้ำหนักค่อย ด้านล่างไม่มีรอยแยก หน้าตัดมีรูพรุนแน่น สีเหลืองเปลือกข้าว ส่วนที่มีขนหยาบคายไม่สมบูรณ์ หน้าตัดมีสีเทาคละเคล้าแดง เป็นชนิดที่มีคุณภาพรองลงมา

ตำรา
ยาจีนว่า เขากวางอ่อนมีรสหวาน มีฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงชั้นดี ดังคำจีนโบราณที่ว่า “ยามเมื่อหมดเรี่ยวแรง หายาอะไรก็แล้วแต่มิได้ หากได้กินเขากวางอ่อนแล้ว หมดแรงก็ช่วยให้ฟื้นคืนได้” เขากวางอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด ชูกำลังทำให้กระดูกและก็เอ็นแข็งแรง แก้อาการหมดแรง ตาลาย หูตึง ตามัว เข่าเจ็บ แล้วก็ที่สำคัญคือ สมุนไพร  ช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ แก้โรคน้ำเชื้อไหลเองโดยไม่รู้สึกตัวบ่อยๆแก้ระดูมามากมายไม่ดีเหมือนปรกติ บำรุงครรภ์ (ทำให้เด็กในครรภ์สงบ) แก้อาการท้องเสียเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เกิดกับคนแก่ โดยธรรมดาใช้บดเป็นผง รับประทานครั้งละ ๑-๒.๕ กรัม กับน้ำสุกจะใช้ดองสุรา หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนก็ได้ เหตุเพราะเขากวางอ่อนเป็นยาบำรุงที่มีฤทธิ์ร้อน จึงห้ามใช้กับผู้ป่วยที่จับไข้ ถ่ายหรืออ้วกเป็นเลือด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงหรือแนวทางการทำงานของตับไม่ดีเหมือนปรกติก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไป

Tags : สมุนไพร

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่านา
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 05:03:27 PM »

เต่าท้องทุ่ง
เต่าทุ่งนา (Asian snail – eating turyle) เป็นเต่าน้ำจืดชนิดหนึ่ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Malayemys subtrijuga(Gray)
จัดอยู่ในสกุล Emydidae
เป็นเต่าขนาดกึ่งกลาง ตัวโตเต็มกำลังมีกระดองยาวราว ๒๑ เซนติเมตร กว้างราว ๑๕ ซม. รวมทั้งสูงราว ๑๐ ซม. หัวค่อนจะโตมากมายจนถึงมองไม่สมตัว หัวมีลายขาวยาวๆตลอดกาลจนถึงข้างคอ กระดองบนมีสันตามทางยาว ๓ สัน สีบนข้างหลังเป็นสีน้ำตาลดำ ขอบกระดองมีเกล็ด ช่วงท้ายกลมมน ไม่หยักแหลม ตัวอ่อนมีลายเกล็ดบนกระดองใต้ท้อวเป็นแถบดำผสมแดงแถบใหญ่ ถึงแม้ว่าเมื่อโตขึ้นจะเลือนหาย สมุนไพร  แปรไปที่ขอบกระดองสีขาวๆระหว่างนิ้วมีพังผืดกางเต็ม เพศผู้อกตันเสมือนตัวเมีย แต่มีหางยาว ใหญ่มากยิ่งกว่า เต่าประเภทนี้รับประทานลูกกุ้ง ปลา แมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นหอย เจอได้มากไม่น้อยเลยทีเดียวตามชายทุ่งสระหนองปกติในทุกภาคของประเทศ

แบบเรียนคุณค่า
ยาโบราณว่า หัวเต่ามีรสจืด คาว มีคุณประโยชน์แก้ตับทรุด แก้ม้ามย้อยม้ามโต และก็แก้ฉี่ทุพพลภาพ

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 12:08:24 PM »

ไก่ป่า
ไก่ป่าเป็นต้นเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในสกุล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิดเมืองนอน แถบทวีปเอเชียใต้ (ศรีลังกาและก็ประเทศอินเดีย) มาทางทิศตะวันออก จนถึงหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมีเพียงแต่ประเภทเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) ประเภทนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงรวมทั้งติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงบั้นท้ายมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำและสีน้ำเงินเข้มวาว ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆคือ
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและคาง
๓.มีหน้าแล้วก็คอเป็นหนังเกลี้ยงๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กึ่งกลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้ ขนไม่สวย สีไม่ฉูดฉาด หน้าแข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงเล็กมาก หรือบางตัวดูเหมือนจะไม่มีเลย ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ว่าในระดับต่ำๆและระยะทางสั้นๆเป็นปกติอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้รวมทั้งตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แม้กระนั้นจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งตัวผู้จำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อครองพื้นที่แล้วก็แก่งแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว หลังสืบพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้ววางไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามก้านไม้ได้ และเมื่ออายุราวๆ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้มากทางภาคตะวันออกรวมทั้งภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าจำพวกเมียนมาร์ (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบได้มากทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
สรรพคุณทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นอาหารและก็เป็นยา  แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ปัจจุบันเพิ่งทราบว่าโรคนี้มีสาเหตุจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบบ่อยในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว แบบเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงกำลังสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาฟาง และก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกชนิด ยิ่งกว่านั้นไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาปรุงแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราเรียนพระยาพระนารายณ์ ดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่ เอาแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นโดยประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดี เป็นขี้ผึ้งแดง จึงเอาสีผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุที่สีพอสมควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีปากขาว ปิดแก้มองดูม์ แสบร้อนให้เย็น

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 08:51:07 AM »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในวงศ์ Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกจำพวกนี้เป็นนกขนาดกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ ซม. ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วก็ท้องสีขาว ข้างบนลำตัวสีดำ ข้างๆตรงโคนขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขารวมทั้งนิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะเปรียว มักหากินตัวเดียวกระโดดๆตามหนองที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างเร็ว มักออกหากินตอนพลบค่ำหรือรุ่งสาง ส่งเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเที่ยว ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน และกระดกหางไปด้วย ว่ายเก่ง แม้กระนั้นบินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะแขวนลง นกชนิดนี้กินสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นอาหาร เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา และก็พืชน้ำลางจำพวก ทำรังด้วยกิ่งไม้และก็ใบไม้ในรอบๆพงพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่รกทึบ ออกไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา ตัวผู้และก็ตัวเมียผลัดกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

สรรพคุณทางยา
สมุนไพร หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง และพยาธิผื่นคันต่างๆ

หน้า: [1] 2 3 ... 5