แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 14
1
ใครมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้รุนแรงกว่าครั้งใด ๆ การป้องกันดูจะเป็นยาขนานเอกที่ได้ผลเกินคลาด วันนี้เรามีวิธีดูแสุขภาพผู้สูงอายุมาฝาก

1. เลือกอาหาร โดยวัยนี้ร่างกายมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะปลา และเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนมถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ และควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ๆ ทอด ๆ จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน

2. ออกกำลังกาย หากไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อย ๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักขึ้น จนถึงระดับที่ต้องการ ทำอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ลดลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุดเพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว

3. สัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ ๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก มีการปลูกต้นไม้ จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดได้

4. หลีกเลี่ยงอบายมุข ได้แก่ บุหรี่และสุรา จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหรือลดความรุนแรงของโรคได้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการรักษา และยังช่วยป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ อาชญากรรมต่าง ๆ อันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในขณะนี้

5. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่ส่งเสริมสุขภาพให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม

6. ควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกายจะช่วยทำให้เกิดความคล่องตัว ลดปัญหาการหกล้ม และความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

วิธีประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่ โดยคำนวณจากดัชนีมวลกายหรือเรียกสั้น ๆ ว่า “BMI (bodymass index)” ถ้าน้ำหนักตัวเกิน ค่า BMI จะอยู่ระหว่าง 23-24.9 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) แต่ถ้าอ้วนละก็ค่า BMI จะตั้งแต่ 25 กิโลกรัม/เมตร (ยกกำลัง 2) ขึ้นไป

สูตรดัชนีมวลกาย (BMI)= น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตรยกกำลัง 2)



9 วิธี ดูแล ผู้สูงวัย สุขภาพดี ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.plawharn.com/category/health/

2
คนรักสัตว์เศร้า ศูนย์พักพิงสัตว์จำต้องปิดตัวเพราะไร้ทุน ในขณะยังมีสัตว์อีกหลายสิบตัวที่รอบ้านใหม่ จึงร่วมแรงร่วมใจ สร้างปาฏิหาริย์ ให้สัตว์ทุกตัวได้มีบ้านภายใน 48 ชม.

มันเป็นเรื่องน่าเศร้าใจสำหรับคนรักสัตว์ทั้งหลาย เมื่อได้รู้ว่าศูนย์พักพิงที่คอยช่วยเหลือเหล่าสัตว์ไร้ที่ไป มีอันต้องถึงจุดจบและปิดตัวลงเนื่องจากปัญหาด้านการเงิน เมื่อพวกเขาไม่มีทุนพอจะดำเนินการช่วยเหลือสัตว์อีก ในขณะที่ยังคงมีสุนัข แมว กระต่าย และสารพัดสัตว์ไร้ที่พึ่งอีกหลายสิบตัว ยังคงอยู่ในการดูแลของพวกเขา

โดยเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 เว็บไซต์เดอะโดโด้ เผยว่า เมื่อเดินมาถึงทางตัน Lancaster County SPCA (LCSPCA) ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการประกาศปิดการดำเนินงาน โดยจะดำเนินงานจนถึงวันที่ 25 กรกฎาคม พร้อมใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายในการหาคนใจดีมารับอุปการะเหล่าสัตว์ในความดูแลของพวกเขา

ด้วยความกังวลถึงชะตากรรมในอนาคตของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย ทำให้เหล่าคนรักสัตว์ที่ทราบข่าวต่างช่วยกันแชร์ประกาศ พร้อมแชร์ภาพของสุนัขและแมว รวมถึงสัตว์อื่น ๆ ที่ยังอยู่ในการดูแลของ LCSPCA ออกไปในวงกว้าง หวังเพิ่มโอกาสในการตามหาบ้านใหม่ให้แก่พวกมัน รูปภาพของสัตว์เหล่านี้ถูกแชร์ออกไปกว่า 6 พันครั้ง และแล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

ภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังจากมีการแชร์ข่าวการปิดตัวของ LCSPCA ทางศูนย์ฯ ก็ได้รับอีเมลและโทรศัพท์อย่างท่วมท้นจากผู้ประสงค์ดี ที่ต้องการอุปการะสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของศูนย์ มีคนจำนวนมากแห่เข้ามาขอดูบรรดาสุนัข แมว กระต่าย และสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่กำลังรอบ้านหลังใหม่ กระทั่งสุดท้าย…สัตว์ทั้งหมดก็ได้มีบ้านใหม่กันภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง

ก็นับว่าเป็นเรื่องดี ๆ ท่ามกลางข่าวร้ายที่ศูนย์พักพิงสัตว์มีอันต้องปิดตัวไปอีกแห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณความร่วมใจของชาวเน็ต รวมถึงเหล่าคนใจดีทั้งหลายที่ไม่ปล่อยให้สัตว์ที่น่าสงสารเหล่านี้ต้องเผชิญชีวิตอันน่าเศร้าต่อไป



คนรัก สัตว์เลี้ยง รวมพลัง ช่วยศูนย์พักพิงที่จะปิดตัว จนหาบ้านใหม่แก่หมา-แมวได้ทั้งหมด ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

3
“แขว่ก แขว่ก” “แกร่ก แกร่ก” เสียงเจ้าปัญหาอันคุ้นชินที่แก้ไม่ตกของคนเลี้ยงแมวนั่นก็คือ การข่วนข้าวของ ยิ่งเป็นโซฟาด้วยแล้วล่ะก็ หึหึ ของชอบเจ้าเหมียวเลยล่ะ มองไปตรงไหนเป็นต้องเจอรอยประทับทั่วทุกมุม ใครอยากฝึก หรือปรับพฤติกรรมนิสัยแมว เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากค่ะ ลองนำไปใช้กับเจ้าเหมียวที่บ้านดูนะ

1.ใช้น้ำเสียง
ควรใช้เสียงดังเฉียบขาดว่า “ไม่!” ทุกครั้งที่แมววนเวียนใกล้เฟอร์นิเจอร์ที่เคยใช้เล็บข่วน จะช่วยลดความสนใจลงได้ หรือถ้าคุณไม่อยากดุเจ้าขนปุยสุดที่รัก ก็ให้เขย่ากระปุกหรือตบมือดังๆ จากนั้นคว้าตัวมันไปวางตรงเสาลับเล็บ เสมือนเป็นการวางเงื่อนไขให้มันรู้ตัวว่าควรเลิกทำเถอะ พลีสสส!!!

2.หันเหความสนใจ
บางครั้งคุณอาจต้องกำราบนิสัยแมวจอมข่วนด้วยมือตัวเอง จับแมวออกมาจากจุดที่เคยข่วน และหาอะไรอย่างอื่นให้ทำ ลองหาของเล่นมาหลอกล่อ หรือเล่นกับแมวสักพัก อาจพาทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในการขีดข่วนข้าวของ เช่น พาออกไปเดินเล่นข้างนอก ให้ของกิน เป็นต้น

3.ทำของเล่นให้
เบี่ยงเบนความสนใจน้องแมวด้วยอุปกรณ์ฝนเล็บอันใหม่ที่ถูกและดี แถมยังหาง่าย ใกล้ตัวเราอีกด้วย เช่น ทำ กระดาษลัง อยากข่วนข้าวของดีนักก็ทำของเล่นให้ข่วนจนหนำใจเองซะเลย

4.ไล่ด้วยกลิ่นฉุน
การใช้ผ้าชุบน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นของสมุนไพร เช่น กลิ่นตะไคร้ ใบมะกรูด และนำมาเช็ดที่โต๊ะ โซฟา เมื่อเจ้าแมวผ่านมาได้กลิ่นเหล่านี้ ก็เป็นอันต้องถอยห่างไม่กล้าเข้าใกล้โซฟาอย่างแน่นอนจ้า

5.จับตัดเล็บ
หากซนมากนักเราก็ควรสังเกตเวลาอาบน้ำว่า น้องแมวนั้นมีเล็บยาวขึ้นหรือยัง หากยาวขึ้นควรตัดเล็บเขาทิ้งไปซะ เพื่อที่น้องแมวจะได้ไม่ไปขีดข่วนข้าวของอันมีค่าภายในบ้านได้อีกต่อไป ป้องกันปัญหารำคาญใจให้เราอีกด้วยค่ะ

รู้วิธีรับมือแล้วใช่ไหมล่ะคะ หากลองวิธีแรกไม่สำเร็จ ให้พยายามปรับเปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ต้องมีสักวิธีที่ได้ผล ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินภายในบ้าน และดัดนิสัยเจ้าเหมียวจอมข่วนนั่นเองค๊าาาาาา สู้ๆ




5 เคล็ดลับ ดัดนิสัย แมว จอมข่วน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

4
ผับ ร้านยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จุดเด่นของถนนข้าวสาร ที่เราทุกคนรู้จักกันดีก็คือ ร้านสำหรับนั่งชิลล์ฟังเพลง ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลากหลายสไตล์ อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพที่ถือว่าเป็นย่านของนักท่องเที่ยวและยังมีบรรดาอาหารไทยที่ขายกันตลอดคืนอีกด้วย และจุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ปาร์ตี้ นั่นเอง

ดังนั้น ในวันนี้เราจะมาแนะนำร้านในถนนข้าวสารว่ามีร้านไหนที่น่าสนใจกันบ้าง

1. Mulligans Irish Bar (มูลลิแกนส์ ไอริช บาร์)

ร้าน Mulligans Irish Bar เป็นร้านยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร้านนี้เป็นร้านอาหารกึ่งผับ ตกแต่งร้านแบบบ้านไม้โคโลเนียลสไตล์ยุโรป มีพื้นที่บาร์กว้างถึง 10 กว่าเมตรให้มานั่งชิลล์กัน และยังมีที่นั่งแบบอื่น ๆ ให้เลือกอีกมากมาย

อาหารที่นี่มีบริการทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ เครื่องดื่มที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย นอกจากนี้ทางร้านยังมีการจัดโปรโมชั่นเอาใจนักดื่มกับ โปรโมชั่น Happy Hours เอาใจนักดื่มกันถึง 2 รอบ คือตั้งแต่เวลาบ่าย 3 จนถึง 2 ทุ่ม และเวลาตี 2-ตี 4 พร้อมสนุกสนานไปกับแนวเพลงสากลมีทั้งแบบแสดงสดและเปิดแผ่น

ร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของ Buddy Lodge เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด นอกจากนั้นหากลูกค้าท่านไหนจัดหนักกลับบ้านไม่ไหว ทาง Buddy Lodge ยังมีห้องพักให้บริการอีกด้วย

2. Brick Bar (บริค บาร์)

ร้าน Brick bar อีกหนึ่งร้านยอดฮิต แนวเพลงของร้านนี้ เน้นไปทางแนวเร้กเก้ แนวสกาวาไรตี้ ที่มีทั้งแบบเปิดแผ่นและแสดงสด มีวงเจ๋ง ๆ มาสลับสับเปลี่ยนกันไป วันละ 3 วง เหมาะสำหรับขาแดนซ์ทั้งหลายที่ชื่นชอบดนตรีแนวนี้

สไตล์การตกแต่งของร้านจะเป็นสไตล์เวสคันทรี่ เป็นการตกแต่งด้วยอิฐแดงเป็นส่วนใหญ่ตามชื่อของร้าน มีพื้นที่บาร์และมุมที่ให้เลือกนั่งได้อย่างสบาย และยังมีโต๊ะแบบยืนไว้สำหรับขาแดนซ์อีกด้วย



ผับ สำหรับนั่งฟังเพลง ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลากหลายสไตล์ ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

5
ร้านนั่งชิลล์ เลิกดึกแค่ไหนก็มาสังสรรค์ได้ บางวันหลังเลิกงานก็อยากจะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ แต่พอจะให้เลือกร้าน ดันมึนตึ้บนึกไม่ออกว่าจะไปที่ไหนดีนะ แต่ไม่ต้องมึนอีกต่อไปแล้ว เพราะ Wongnai รวบรวมร้านน่านั่งชิลล์สำหรับนักสังสรรค์มาให้เป็นตัวเลือกไว้นัดรวมตัวกับผองเพื่อน รับรองว่าถูกใจสายปาร์ตี้ที่กำลังมองหาร้านแฮงก์เอาต์ริมน้ำวิวดี อาหารเด็ด เครื่องดื่มโดน!

Chang Sensory Trails presents The Great Brew x Lhong 1919 คือ Pop-Up Restaurant แหล่งแฮงก์เอาต์แห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นส่วนผสมสุดมันระหว่าง Chang iberry group และ Lhong 1919 ที่จะมาเปิดประสบการณ์กินดื่มอย่างมีรสชาติ ให้เราได้นั่งชิลล์รับลมหนาวแห่งปี จัดเต็มรูป รส กลิ่น เสียง และเมนูอาหารอันเรียบง่ายที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีมาครีเอตอย่างลงตัวกับเครื่องดื่มรสเยี่ยม ทั้งสไปซี คอร์น บัตเตอร์ แซลมอนแซ่บ ขาหมูเยอรมัน เห็ดกรอบทอดเกลือ และอีกหลากหลายเมนูที่จะปรับเปลี่ยนตลอด 3 เดือน

Mellow Restaurant & Bar ทองหล่อ

“ร้านตั้งอยู่บนเส้นทองหล่อ ตรง Penny’s balcony (ตรงข้ามกับ J Avenue) บรรยากาศในร้านเป็นแบบสบาย ๆ ตกแต่งเก๋ ๆ ตามสไตล์ Bar & Bistro พนักงานเป็นกันเองน่ารักมาก อาหารเน้นเป็นอาหารฝรั่งพวก สลัด พาสต้า สเต๊ก แบบต่าง ๆ

Taproom
“ร้านนั่งชิลล์พร้อมวงดนตรีสดและ Hostel อยู่ในที่เดียวกัน ตัวร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 บรรยากาศในร้านดูสนุกสนาน มีวงดนตรีสดประเภทสองถึงสามคนต่อวง มาเล่นเพลงทั้งไทยและเทศขับกล่อมได้อย่างสนุกสนาน พนักงานในร้านก็ให้การบริการที่ดีคอยอธิบายคําถามได้อย่างมีความรู้ อาหารก็รอไม่นาน ราคาก็สมเหตุสมผล

Hidden Backyard Café & Hang Out
“หลบเข้านั่งชิลล์ในสวนหลังบ้าน แฮงค์เอาท์แบบสบาย ๆ ที่ร้านนั่งชิลล์ ‘Hidden Backyard’ ตัวร้านเป็นบ้านอิฐสีแดงตกแต่งสไตล์ Industrial Loft นั่งสบาย ด้านนอกมีสวนสีเขียวให้คนที่มานั่งพักผ่อน สามารถกินจบครบที่เดียวกับเมนูอาหารคาวหวาน เครื่องดื่มและแอลกอฮอลล์ เมนูอาหารของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นจานเดียวฟิวชันทานง่ายแต่ทำอย่างใส่ใจในราคาสบายกระเป๋า จะเข้ามานั่งชิลล์ จิบกาแฟ ทานอาหารในตอนกลางวันหรือตกเย็นจะมานั่งจิบคราฟเบียร์พร้อมดินเนอร์กับแก๊งเพื่อนก็ยังได้

Brown Sugar The Jazz Boutique “อิ่มเอมเพลงแจ๊ส เมืองเก่า และกับแกล้ม โดยการเปลี่ยนบรรยากาศจากร้านที่คุ้นเคยในห้างย่านทองหล่อ-เอกมัย-สาทร มาอยู่ใกล้วัดบวร ตรงสะพานผ่านฟ้ากับ แจ๊สบาร์ ที่อยู่คู่กทม.มาเกิน 30 ปี เรื่องอาหาร แนะนำ กับแกล้มต่าง ๆ เฟรนช์ฟรายส์ ฟิชแอนชิพส์ นาโชส์ ถ้าจานหนัก ๆ ก็จัดขาหมูเยอรมัน แซลมอลซอสเพสโต



เที่ยวกลางคืน แหล่งแฮงก์เอาต์แห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นส่วนผสมสุดมัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

6
อิ่มใจอิ่มบุญรับอรุณด้วยเมนูเกี๊ยวน้ำมังสวิรัติ ไส้เห็ดหอมปรุงรส พร้อมสูตรน้ำซุปผักหวานหอมชวนชิม ทำเองง่าย ๆ อร่อยคำโต

เกี๊ยวน้ำไส้เห็ดหอม

คนทานอาหารมังสวิรัติคงเบื่อ ๆ กับก๋วยเตี๋ยวน้ำเจกันแล้วเนอะ ลองเปลี่ยนแนวมากินเกี๊ยวน้ำเจกันบ้างดีกว่า ขอนำเสนอวิธีทำเกี๊ยวน้ำมังสวิรัติ สูตรเกี๊ยวลูกโตห่อไส้เห็ดหอม ราดน้ำซุปผัก อยากกินเกี๊ยวกี่ลูกก็จัดไป

ส่วนผสม เกี๊ยวน้ำมังสวิรัติ

• น้ำมันงา 1 ช้อนชา
• กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา
• ขิงสดสับ 1 ช้อนชา
• เห็ดหอมหั่นหรือสับ 150 กรัม
• ซอสถั่วเหลือง 1/2 ช้อนโต๊ะ
• ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
• น้ำเปล่า
• แผ่นเกี๊ยวสำหรับห่อ

ส่วนผสม น้ำซุป

• น้ำมันงา 2 ช้อนชา
• กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา
• ขิงสดขูด 1 ช้อนชา
• หอมหัวใหญ่สับ 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำซุปผัก 3 ถ้วยตวง
• ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
• กะหล่ำปลีหั่นชิ้น 50 กรัม
• เห็ดหอมหั่นชิ้นบาง 30 กรัม
• ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา

วิธีทำเกี๊ยวน้ำมังสวิรัติ

• 1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันงาพอร้อน ใส่กระเทียมกับขิงลงผัดให้หอม
• 2. ใส่เห็ดหอมผัดพอสุก ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง ใส่ต้นหอมผัดให้เข้ากัน ตักส่วนผสมพักไว้ให้เย็น
• 3. ตักไส้ที่ผัดไว้ใส่ลงบนแผ่นเกี๊ยว ทาด้วยน้ำเปล่า ห่อให้สนิท
• 4. เตรียมน้ำซุป โดยตั้งกระทะ ใส่น้ำมันงาพอร้อน ใส่กระเทียมกับขิงลงผัดพอหอม ใส่หอมหัวใหญ่ลงผัดสักครู่


อาหารสุขภาพ เกี๊ยวน้ำไส้เห็ดหอม เมนูมังสวิรัติไร้เนื้อสัตว์น้ำซุปผักหอม ๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

7
ปลื้มมากจานนี้ พบกับหมูลวกจิ้ม สูตรอาหารเคี้ยวนุ่มอิ่มเน้นได้โปรตีน มาพร้อมวิธีหมักหมูลวก เข้ากันดีกับน้ำจิ้มรสแซ่บ

หมูลวกจิ้ม

เมนูลวกจิ้ม โดยเฉพาะปลาลวกจิ้มใคร ๆ ก็ทำกินกันเยอะแล้ว ลองเปลี่ยนมาทำลวกจิ้มหมูกันดีไหม ขอนำเสนอวิธีทำหมูลวกจิ้ม จับหมูหมักกับเครื่องปรุงและแป้งข้าวโพด เสร็จแล้วเอาไปลวกพอสุก กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด

ส่วนผสม หมูลวกจิ้ม

• เนื้อหมู 300 กรัม
• ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา
• แป้งข้าวโพด 1+1/2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช (สำหรับหมักหมู)
• พริกไทยป่นเล็กน้อย (สำหรับหมักหมู)
• ลูกชิ้นหมู
• หมูยอ
• ผักบุ้ง (หั่นเป็นท่อนสั้น ๆ)
• ถั่วงอก
• กระเทียมเจียวกรอบ

ส่วนผสม น้ำจิ้ม

• พริกขี้หนูสวน
• กระเทียม
• รากผักชี
• น้ำตาลปี๊บ
• เกลือ
• ถั่วตัด
• น้ำมะนาว
• น้ำต้มสุก

วิธีทำหมูลวกจิ้ม

1. หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นบาง ๆ ตามเส้น ใส่ลงภาชนะ เติมซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย น้ำตาลทรายแดง แป้งข้าวโพด น้ำมันพืช และพริกไทยป่น คลุกผสมให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้สักครู่
2. นำหมูไปลวกพอสุก ตามด้วยลูกชิ้น ผักบุ้ง และถั่วงอก สะเด็ดน้ำ
3. จัดใส่จาน โรยกระเทียมเจียว เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มตามชอบ



เมนูอาหาร หมูลวกจิ้ม กับน้ำจิ้มรสเด็ด เติมพลังอิ่มท้องพร้อมวิธีหมักหมูนุ่ม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.plawharn.com/

8
สารพัดปัญหาที่ทำให้สาวๆ ต้องเผชิญกับผิวหน้าที่ขรุขระ และร่องรอยที่มาจากรูขุมขนกว้าง ทำให้การแต่งหน้าใสๆ

ในแบบที่ต้องการเป็นอันต้องทำใจ เพราะมันจะไม่เรียบเนียนสวยอย่างที่คาดหวังเอาไว้เป็นแน่ ดังนั้นใครที่กำลังเผชิญปัญหานี้ อย่ามัวปล่อยปละละเลย เพราะรูขุมขนกว้างเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ลองมาหาวิธีที่จะช่วยกระชับรูขุมขน เอาเป็นว่ากว้างได้ก็กลับมาเล็กเรียบเนียนไปกับผิว ให้ผิวหน้ากลับมาสวยใสกันได้อีกครั้งเช่นกันค่ะ

สาเหตุที่ทำให้เกิดรูขุมขนกว้าง

ต้นตอที่เป็นตัวการทำให้รูขุมขนของสาวๆ กว้างมาจากหลากหลายสาเหตุ โดยเราจะแบ่งลักษณะที่เปรียบเสมือนตัวกระตุ้นออกเป็น การดูแลผิวที่ไม่ใส่ใจ ไม่สม่ำเสมอ ทาครีมบ้างไม่ทาครีมบ้าง การล้างหน้าแบบผิดวิธี โดยเฉพาะใครที่แอบละเลยการล้างเครื่องสำอาง เหนื่อยจากการทำงานแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนหลับไปกับสารเคมีแบบนั้น เป็นตัวการทำให้เกิดการอุดตัน ตามมาด้วยปัญหาสิวอุดตัน และกลายเป็นสิวเสี้ยน ผิวหน้าที่เคยเรียบเนียนก็จะรู้สึกขรุขระเมื่อเอามือไปสัมผัส นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ก็คือฮอร์โมนของสาวๆ ที่เปลี่ยนไป ทำให้การแต่งหน้าใสๆ กลายเป็นเรื่องน่ากังวลขึ้นมา เพราะฉะนั้นการพยายามหาสาเหตุที่แน่ชัดให้ได้มากที่สุด จะได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี ให้ผลลัพธ์ที่เห็นผลได้อย่างชัดเจนมากที่สุด

วิธีกระชับรูขุมขนอย่างปลอดภัย

ขั้นตอนในการดูแลผิวของสาวๆ ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง อยากกลับมาแต่งหน้าใสๆ ให้มั่นใจเหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องเข้าสถาบันความงามให้เสียเงินเล่น ไม่ต้องใช้สารเคมีอันตราย และสุดท้ายก็อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองเสียใหม่ หมั่นรักษาความสะอาดของใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ

ใช้การสครับผิวเป็นครั้งคราว อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง โดยมีข้อห้ามคือ อย่าขัดผิวแรงๆ เพราะจะยิ่งทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นไปอีก ทุกครั้งที่กลับเข้าบ้าน ไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้า ก่อนเข้านอน ต้องล้างทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดเอาคราบสกปรกที่อุดตันรูขุมขนอยู่ออกไปให้ได้มากที่สุด โดยใช้น้ำเปล่าอุณหภูมิห้องล้างทุกเช้าหลังตื่นนอน และก่อนเข้านอน พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่เข้ากันได้

หากมีปัญหารูขุมขนกว้างมาก ควรใช้วิธีธรรมชาติในการดูแลตัวเองเป็นเบื้องต้น ตามด้วยการหลีกเลี่ยงใช้สารเคมี ซึ่งก็คือเหล่าเครื่องสำอางทั้งหลายไปก่อน หากจำเป็นให้เลือกใช้เพียงบางๆ ไม่จำเป็นต้องทาหนาทั่วหน้าจนเป็นปัญหาอุดตันของผิว รับรองว่าการดูแลและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม จะช่วยกระชับรูขุมขน พร้อมแต่งหน้าใสๆ ได้อย่างที่ต้องการแน่นอนค่ะ


กระชับรูขุมขน บอกลาปัญหา “รูขุมขนกว้าง” เพื่อผิวหน้าสวยใสอย่างถูกวิธี ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

9
ถ้าให้คุณเลือกกิน อาหารไทย ที่มีรสชาติจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด สักหนึ่งเมนู คุณจะเลือกกินเมนูไหนเป็นอันดับแรกคะ? อ๊ะ อ๊ะ คงมีหลายเมนูจนเลือกกันไม่ถูกกันเลยใช่ไหม? ก็เพราะอาหารไทยในบ้านเรานั้นอร่อยแทบทุกเมนู เอาเป็นว่าวันนี้เราได้คัดเลือกเมนูสุดฮอตที่คนไทยนิยมกิน พร้อมวิธีทำมาฝากแล้วค่ะ จะมีเมนูที่เพื่อนๆ คิดกันไว้บ้างหรือเปล่าน้า…

1.ยำวุ้นเส้น

หากใครหิวจนทนไม่ไหว เราขอแนะนำเมนูยำวุ้นเส้นไปเลยค่ะ ใช้เวลาเพียงแป๊บเดียวก็ได้กินแล้วรวดเร็วทันใจ เครื่องปรุงไม่เยอะ วัตถุดิบก็หาง่าย จับนู่นจับนี่มาลวก ใส่เครื่องปรุง คลุกให้เข้ากันเป็นอันจบ จะวัยไหนก็กินได้

วัตถุดิบ

วุ้นเส้น 1 ห่อ
หมูสับ 50 กรัม
กุ้งขนาดกลาง 10 ตัว
พริกขี้หนูหั่นหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
หอมหัวใหญ่หั่น 1 ลูก
ขึ้นฉ่ายหั่นชิ้น 2 ต้น
มะเขือเทศหั่นชิ้น 2 ลูก
น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2½ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ

อันดับแรก ต้มน้ำให้เดือด ลวกหมูสับ กุ้ง เสร็จแล้วตักขึ้นมาพักไว้ในถ้วย ต่อด้วยลวกวุ้นเส้นจนสังเกตเห็นว่าเส้นใส ใช้นิ้วจิ้ม ถ้านุ่มแล้วรีบตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ อย่าลวกจนอืดนะคะ เดี๋ยวจะหมดความอร่อยได้

เมื่อลวกทุกอย่างสุกหมดแล้ว ถึงขั้นตอนการทำน้ำยำแล้วค่ะ เตรียมชามใบใหญ่ใส่พริก น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล คลุกทุกอย่างให้เข้ากัน ใส่มะเขือเทศหั่นชิ้น หอมหัวใหญ่ กุ้ง หมูสับ และวุ้นเส้นลงไปในชาม คลุกให้เข้ากันอีกครั้ง โรยขึ้นฉ่ายปิดท้ายเป็นอันเสร็จ ตักใส่จานแล้วกินได้เลยจ้า

2.หมูมะนาว

เมนูนี้เหมาะสำหรับกินเล่น หรือกินเรียกน้ำย่อยก่อนมื้ออาหารค่ะ ถือเป็นเมนูรองท้องมากกว่าที่จะนำมากินกับข้าว พูดถึงเมนูนี้ขึ้นมาทีไรเป็นอันต้องน้ำลายไหลโดยอัตโนมัติ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ร่างกายต้องการความแซ่บ ก็อดคิดถึงเจ้าหมูมะนาวนี้ไม่ได้ อย่ารอช้าดีกว่าค่ะ มาเตรียมของให้พร้อมแล้วลงมือทำ
กันเลย

วัตถุดิบ

เนื้อหมูสไลด์บาง 300 กรัม
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
มะนาวหั่นซีก 3 ลูก
กระเทียมจีนหั่นหยาบ 1 หัว
พริกขี้หนูสับ 6 เม็ด
ก้านคะน้า
วิธีทำ

หากอยากทำเมนูรสชาติจี๊ดจ๊าดแต่เรียบง่าย เราขอแนะนำเมนูนี้ให้เป็นตัวเลือกของคุณเลยดีกว่าค่ะ เริ่มจากนำชิ้นหมูไปลวกแค่พอสุกเตรียมไว้ก่อน เสร็จแล้วสลับมาทำน้ำราด นำน้ำตาล น้ำปลา พริกซอย กระเทียมหั่นหยาบ และน้ำมะนาวมาผสมให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้หากใครชอบรสชาติเผ็ดแซ่บก็เพิ่มระดับกันตามใจชอบนะคะ จากนั้นหั่นก้านคะน้าในแนวเฉียง นำไปแช่น้ำเย็นไว้สักพักเพื่อความกรอบ

เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เรามาลงมือจัดจานกันได้เลยค่ะ วางก้านคะน้ารองจานเป็นอันดับแรก ตามด้วยหมู และราดน้ำที่เราปรุงไว้ลงบนเนื้อหมูก็เป็นอันเสร็จค่ะ และนี่ก็คือเมนูหมูนาวที่ทำง่ายภายในเวลาอันรวดเร็วค่ะ เรียกเพื่อนๆ มาชิมความแซ่บกันเลยดีกว่า

3.ต้มซุปเปอร์ขาไก่

ว่าด้วยเรื่องอาหารรสจัดจ้านแล้วละก็ ซุปเปอร์ขาไก่ ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนะคะ ใครหลายคนต่างก็ติดใจในความเปื่อยของขาไก่ แถมเป็นเมนูอันดับต้นๆ ที่ทุกคนต้องคิดถึงเมื่อร่างกายโหยหาความเผ็ดแซ่บ เราเชื่อว่ามีบางคนประสบปัญหากับเมนูนี้ในเรื่องของการแทะขาไก่ หากไปกินตามร้านเราต้องคอยรักษาภาพลักษณ์กันสักนิด ซึ่งความอร่อยก็จะลดลงตามไปด้วย ไม่ถึงอกถึงใจเอาซะเลย ถ้าอย่างนั้นเรามาตัดปัญหาด้วยการทำกินเองดีกว่าค่ะ จะมีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้างเราไปดูกันเลย

วัตถุดิบ

น้ำเปล่า
ตะไคร้บุบพอแตก
ข่าหั่นแว่น
หอมใหญ่หั่น
เกลือป่น
ขาไก่
เครื่องต้มยำสำเร็จรูป
ใบมะกรูดฉีก
พริกสดหั่น
ผักชีฝรั่งหั่นท่อน
วิธีทำ

เป็นอีกเมนูที่ทำง่ายๆ กระบวนการทำไม่ซับซ้อนเลยค่ะ เริ่มจากเตรียมน้ำหม้อพอประมาณ ตั้งไฟรอจนน้ำเดือด เมื่อเดือดได้ที่แล้วใส่หอมใหญ่ ข่า ตะไคร้ เกลือเล็กน้อย ตามด้วยขาไก่ และปิดฝารอให้เดือด ชอบความเปื่อยมากน้อยแค่ไหนก็กะเวลาเอาตามชอบเลยค่ะ พอขาไก่ของเราเปื่อยได้ที่แล้ว ให้ใส่ใบพริกสด มะกรูด และผักชีฝรั่งลงไป คนสัก 2-3 รอบ แล้วจึงตักใส่ถ้วย เท่านี้ก็พร้อมซดน้ำซุปแซ่บๆ ขาไก่เปื่อยๆ แล้วจ้า





เมนูอาหาร ที่มีรสชาติจัดจ้าน จี๊ดจ๊าด คงมีหลายเมนูจนเลือกกันไม่ถูกกันเลยใช่ไหม? ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

10
ห้องสุขาเป็นห้องที่เราต้องใช้งานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา สำหรับบางคนห้องสุขาเป็นมากกว่าห้องสำหรับขับถ่าย ถ้ามีหนังสือสักเล่มหรือสมาร์ทโฟนสักเครื่องละก็ เราสามารถนั่ง ชักโครก ได้เป็นชั่วโมง ตามชื่อของมันเลย “ห้องสุขา” แน่นอนเรามีความสุขกับการขับถ่ายนี่นา

ขณะที่บางคนกลับยี้ ไม่อยากอยู่ในห้องน้ำนานๆ เพราะกลัวเชื้อโรค ยิ่งบั้นท้ายสัมผัสกับสุขภัณฑ์นานๆ ยิ่งรู้สึกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดโรค นั่นเป็นความคิดที่ถูกต้อง ฝารองนั่งชักโครกโดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะอุดมไปด้วยเชื้อโรคตัวร้ายอย่าง เชื้อรา แบคทีเรีย พยาธิชนิดต่างๆ ที่ทำให้เราเกิดอาการไข้หวัด ท้องร่วง ท้องเสีย หรือแม้แต่โรคติดเชื้อทางช่องคลอด ทั้งหลาย โอ๊ยยยยยย…ยิ่งคิดก็ยิ่งสยอง

ทว่า… ดร.รอน คัตเลอร์ ผู้อำนวยการคณะวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยควีนแมรี่ ประเทศอังกฤษเผยว่า จริงๆ ห้องน้ำและชักโครกอันแสนมอมแมมนั้นมีแบคทีเรีย 80 ตัวต่อตารางนิ้วเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังสะอาดกว่าบางสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราด้วยซ้ำไป ใครจะไปคิดว่าข้าวของเครื่องใช้บางอย่างของเรานี่แหละ มีเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย

1.โทรศัพท์และแท็บเล็ต
ชักโครกน่ะเบบี้ไปเลยเมื่อเจอกับโทรศัพท์มือถือที่เราใช้กัน ถ้าเทียบกันกับฝารองนั่งชักโครกแล้วโทรศัพท์มือถือสกปรกกว่าเป็นไหนๆ มือถือของเราเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเรานี่แหละที่ใช้มือถืออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกินข้าว เข้าห้องน้ำ มือที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนอาหาร สิ่งสกปรกที่จับถือติดมือมา เหงื่อที่ออกจากฝ่ามือ ไหนจะเวลาที่เราวางมือถือไว้กับข้าวของบางอย่างที่สกปรก วันแล้ววันเล่ามือถือที่ไม่เคยได้รับการดูแลทำความสะอาดก็หมักหมมเต็มไปด้วยเชื้อโรคมากมาย

มหาวิทยาลัยแอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า โทรศัพท์มือถืออาจจะสกปรกกว่าฝารองนั่งชักโครกสาธารณะถึงกว่า 10 เท่า และแท็บเล็ตอาจจะสกปรกมากกว่าถึง 20 เท่า จากการวิจัยพบเชื้อโรคมากกว่า 17,000 ชนิดบนสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง ที่น่าตกใจกว่านั้นพบเชื้อโรคอันตรายทั้ง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ เชื้ออีโคไล (E. coli) ที่ทำให้ท้องร่วง สเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) สาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด



เหลือเชื่อ! 9 สิ่งของใกล้ตัวสกปรกกว่าชักโครก สุขภัณฑ์  ในห้องน้ำ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/สุขภัณฑ์/

11
รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า iPhone สามรุ่นใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้จะมีดีไซน์ที่เหมือนกันทั้งสามรุ่นคือใช้หน้าจอไร้ขอบ แต่สำหรับ iPhone 9 นั้นจะมีขอบหน้าจอที่หนากว่าครับ

เนื่องจาก iPhone 9 นั้นใช้จอ LCD แตกต่างจาก iPhone X ที่ใช้หน้าจอ OLED ทำให้ขอบของเครื่องนั้นหนากว่า OLED แต่บริษัท Nichia สามารถพัฒนาหน้าจอ LCD ให้บางลงได้ ซึ่ง Apple ได้ร่วมมือกับบริษัทดังกล่าวในการพัฒนาหน้าจอไร้ขอบที่บางลงพอที่จะใช้บน iPhone ได้

PhoneArena ได้เผยแพร่ภาพฟิล์มหน้าจอสำหรับ iPhone รุ่นใหม่ทั้งสามรุ่น ได้แก่ iPhone 9, iPhone X2 และ iPhone X Plus ซึ่ง iPhone 9 นั้นมีขอบหน้าจอที่หนากว่า iPhone X อย่างเห็นได้ชัดเลยครับ




สมาร์ทโฟน "iPhone 9" จะมีขอบเครื่องที่หนากว่า "iPhone X" และ "iPhone X Plus" ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/สมาร์ทโฟน/

12
วิธีการง่ายๆในการเลือกอาหารสุนัขแบบเม็ดคือการอ่านส่วนผสมหรือวัตถุดิบ โดยเฉพาะส่วนผสม 4-5 ตัวแรก เนื่องจากมีกฏหมายกำหนดให้ผู้ผลิตใส่ชื่อส่วนผสมเรียงตามลำดับจากปริมาณมากไปหาน้อย เราจึงดูเฉพาะ 4-5 ตัวแรกก็จะรู้ได้ว่า มีอะไรอยู่ในอาหารเม็ดเล็กๆนี้

ของดีที่ควรมีในส่วนผสมอันดับต้นๆ

เนื้อสัตว์ที่ระบุชนิดของเนื้อสัตว์
ชนิดของเนื้อสัตว์ที่ใช้เป็นส่วนผสมหลัก เช่น chicken beef lamb เป็นต้น หรือบางครั้งเราจะเห็นคำว่า chicken meal ถ้าเนื้อสัตว์ที่มีคำว่า meal ต่อท้าย คือเนื้อสัตว์ที่ผ่านการอบแห้งก่อนนำมาผลิต แปลว่าเราจะได้ปริมาณเนื้อสัตว์มากกว่า ดังนั้น อาหารสุนัขที่ส่วนผสมแรกเป็น chicken meal จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า chicken อย่างเดียวซึ่งอาจมีความชื้นมากกว่า 70%

อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมที่เป็นเนื้อสัตว์ควรจะมีมากกว่า 1 ตัว ถึงแม้ตัวแรกจะไม่ได้เป็น meal ก็ตาม เช่น lamb แล้วตามด้วย lamb meal ถือว่าใช้ได้ และ ถ้ามีส่วนผสมแรกเป็น lamb ตามด้วย rice และตามด้วย turkey/chicken/beef/fish meal ก็ถือว่าใช้ได้

คาร์โบไฮเดรตชั้นดี
เช่น rice, oatmeal, millet, amaranth, and potatoes (ไม่ใช่ potato product) or sweet potatoes.
ซึ่งคาร์โบไฮเดรตชั้นเลวจะกล่าวถึงในตอนหลัง อย่างไรก็ตามคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในส่วนผสมไม่ใช่อาหารหลักของสุนัข สุนัขได้รับพลังงานจากเนื้่อสัตว์และไขมัน (อย่าลืมว่า สุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ) แต่ที่ต้องมีส่วนผสมของคาร์โบไฮเดรตก็เพื่อให้อาหารจับเป็นเม็ดได้

ไขมันที่ระบุชื่อชัดเจน และควรเป็นไขมันจากสัตว์มากกว่า
เช่น chicken fat เพราะสุนัขสามารถนำไขมันสัตว์ไปใช้ได้ดีกว่าไขมันพืช แต่ sunflower oil, canola oil, and flaxseed oils (ในกรณีที่สุนัขของคุณไม่แพ้) ก็ถือว่าใช้ได้ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของ 'beef tallow,' หรือคำกลางๆที่ไม่ระบุชนิดของแหล่งไขมันชัดเจนอย่าง 'vegetable oil,' 'poultry fat,' and 'mineral oil'
ต่อไปคือส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยง

ผลพลอยได้ หรือ By-products
By-products คืออะไรก็ตามที่เหลือทิ้งหลังจากผ่านกระบวนการชำแหละแล้ว หรือของที่เหลือจากที่คนสามารถบริโภคได้ By-products สามารถเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ หัวไก่ ตีนไก่ ไปจนถึง กีบวัว เขา ขน เลือด หนัง กระดูก เครื่องในบางอย่างที่คนไม่บริโภค เช่น สมอง แม้กระทั่งคราบสกปรกหรือเศษผงที่เหลืออยู่ ที่สำคัญเมื่อของเหล่านี้ถูกเลือกว่าจะนำไปทำอาหารสุนัข บางครั้งจะถูกกองทิ้งไว้ถึง 5 วันก่อนส่งไปยังโรงงานผลิตอาหารสุนัข

Corn หรือข้าวโพด
ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม เช่น "ground yellow corn," "corn meal," "corn gluten meal." ข้าวโพดมีหน้าที่หลักคือทำให้อิ่ม และให้โปรตีน ทำให้ผู้ผลิตบางยี่ห้อนำมาใช้เพื่อเพิ่ม % ของโปรตีนให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามสุนัขไม่สามารถย่อยข้าวโพดและนำโปรตีนจากข้าวโพดไปใช้ได้ และการบริโภคข้าวโพดมากๆอาจทำให้สุนัขไฮเปอร์ได้ เพราะสุนัขไม่สามารถนำพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้เหมือนมนุษย์ อย่าลืมว่าสุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ สุนัขได้พลังงานจากเนื้อสัตว์และไขมันเป็นหลัก

ชื่อที่เป็นกลางๆ ไม่ระบุชัด
เช่น "animal fat," "animal digest," and "meat meal" or "poultry meal" ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ว่ามาจากสัตว์อะไร

วัตถุกันเสียที่ทำจากสารเคมี
เช่น "ethoxyquin," "BHA," "BHT," and "propylene glycol" (ซึ่งพบได้ใน โลชั่นทาผิว แชมพู ครีมอาบน้ำ เป็นต้น) วัตถุกันเสียที่ทำจากสารเคมีสามารถช่วยยืดอายุอาหารได้ดีกว่าวัตถุกันเสียที่ผลิตจากวัถุดิบธรรมชาติ หากบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นควรใช้วัตถุกันเสียที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรชาติ เช่น "Mixed tocopherols" จะดีกว่า

Brewer's Rice หรือ เศษเมล็ดข้าวหักที่เกิดจากการขัดสี
หากมีส่วนผสมของ White rice หรือ brown rice ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้า Brewer's rice นี่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจาก Brewer's rice หมายถึงเศษที่เกิดจากการสีข้าว เศษเหล่านี้เล็กมาก ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้สุนัขอิ่มเท่านั้น มีคุณค่าทางอาหารน้อยมาก

Soy หรือ ถั่วเหลือง
ในทุกรูปแบบ ถั่วเหลืองก็เหมือนข้าวโพดที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมเพื่อช่วยให้สุนัขอิ่มและเป็นแหล่งโปรตีน แต่สุนัขไม่สามารถใช้โปรตีนจากพืชได้ แถมสุนัขบางตัวยังแพ้ถั่วอีกด้วย

Sorghum หรือข้าวฟ่าง
ก็เป็นส่วนผสมอีกตัวที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้อิ่มเนื่องจากมีใยอาหาร ข้อดีของส่วนผสมนี้คือสุนัขส่วนมากไม่แพ้ข้าวฟ่าง ไม่สร้างปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว และเป็นแหล่งใยอาหาร

Wheat หรือ ข้าวสาลี
มีผลก็ต่อเมื่อสุนัขของคุณแพ้ข้าวสาลี แต่ข้าวสาลีก็เป็นสาเหตุให้มีการเรียกคืนอาหารสุนัข ดังนั้นควรเลี่ยงอาหารสุนัขที่มีส่วนผสมของข้าวสาลีไว้ก่อนดีกว่า บ่อยครั้งที่ผู้ผลิตใช้ข้าวสาลีในหลายรูปแบบเพื่อให้ดูมี % ของข้าวสาลีไม่เยอะ อันนี้ก็ต้องระวังด้วย

Salt หรือ เกลือ
เพราะเป็นส่วนผสมที่ไม่มีความจำเป็น ถ้าพบว่ามีการเติมเกลือลงไปก็ควรอยู่ในลำดับท้ายๆ การบริโภคเกลือมากเกินไปในสุนัขสามารถก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้

Brewer's yeast หรือ ยีสต์ที่เหลือหลังจากหมักเบียร์แล้ว
หลังจากที่เบียร์หมักบ่มได้ที่ จะมีการกรองผ่านใยกรอง ส่วนที่ตกค้างคือยีสต์ ซึ่งยีสต์เหล่านี้จะถูกรีดเอานำ้ออก ส่วนที่เหลือนี้ล่ะคือ Brewer's yeast ซึ่งสุนัขบางตัวแพ้ยีสต์ และควรระมัดระวังเรื่องของโรคผิวหนังและการติดเชื้อในหู ถ้าอาหารสุนัขของคุณมีส่วนผสมตัวนี้อยู่




วิธีการเลือกซื้อ อาหารหมา แบบเม็ดจากส่วนผสม ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/อาหารหมา/

13
สาว ๆ ที่กลุ้มใจอยู่กับปัญหาสิวและกำลังมองหาตัวช่วยดี ๆ เพื่อมารับมือกับสิวอักเสบ สิวอุดตัน หรือสิวผด ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำไม่ใสวิ้งเหมือนอย่างเคย พาลให้อารมณ์เสียเพราะส่องกระจกทีไรก็เจอแต่สิว สิว และสิว ! แล้วจะรับมือยังไงล่ะทีนี้ ไม่ต้องกังวัลใจไปค่ะสาว ๆ

เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมขอจัดหนัก 8 ตัวช่วยเด็ด ๆ โฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิวที่คัดมาเป็นอย่างดีเพื่อเอาใจสาวหน้าสิวที่อยากกลับมาหน้าใส มาฝากไว้เป็นตัวเลือกให้ได้ลองใช้กันดูค่ะ จะมีตัวไหนเด็ดบ้าง ไปดูกันเลย

1. Biore Facial Foam pure Acne Clear

โฟมล้างหน้าที่เหมาะสำหรับสาวผิวมันและผิวแพ้ง่าย เมื่อใช้ไปสักระยะสาว ๆ จะรู้สึกได้เลยค่ะว่าสิวที่เคยขึ้นเห่อบนใบหน้าค่อย ๆ ลดลง ไม่มีสิวอุดตัน ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือเป็นผื่น เนื้อโฟมนุ่มล้างออกง่าย ทำความสะอาดผิวหน้าได้หมดจด ช่วยให้ผิวหน้าที่เคยหมองคล้ำขาวกระจ่างใสขึ้นกว่าเดิม มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้รู้สึกสดชื่นเวลาใช้ ขนาด 100 กรัม ราคาประมาณ 79 บาท

2. Garnier Pure Active Anti-Acne White Acne & Oil Clearing Foam

โฟมล้างหน้าสูตรรักษาสิวโดยเฉพาะ เหมาะมากสำหรับสาว ๆ ที่มีปัญหาสิวเสี้ยน มีรอยแดงที่เกิดจากสิวและมีปัญหาสิวอุดตัน ช่วยฟื้นบำรุงผิวหน้าและช่วยกระชับรูขุมขน สาว ๆ ที่มีผิวมันและผิวแพ้ง่ายเมื่อใช้ไปสักระยะจะเห็นได้ว่าสิวหายเกลี้ยง ถ้าเทียบกับราคาก็คุ้มสุด ๆ เลยค่ะ ขนาด 100 กรัม ราคาประมาณ 129 บาท

3. Mentholatum Acnes Clear & Whitening Face Wash

สาว ๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิวอุดตันและสิวผดใช้แล้วรับรองว่าติดใจแน่นอนค่ะ เพราะเนื้อโฟมนุ่มละเอียด ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนให้หลุดออกได้ง่าย ไม่ทำให้เกิดสิวใหม่ สิวผดเม็ดเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วใบหน้าก็จะค่อย ๆ หายไป คุมความมันได้ดี แต่ไม่เหมาะกับสาวผิวแห้งนะคะ เพราะใช้แล้วหน้าจะรู้สึกแห้งตึง ส่วนสาวผิวมันและผิวแพ้ง่ายแนะนำให้ลองใช้ดูค่ะ เพราะให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจดีทีเดียว ขนาด 100 กรัม ราคาประมาณ 129 บาท

4. Hada Labo Deep Clean & Blemish Control Face Wash

โฟมสูตรอ่อนโยนต่อผิว สำหรับสาวหน้ามันสิวขึ้นง่ายเมื่อใช้โฟมตัวนี้แล้วจะไม่มีสิวใหม่ผุดขึ้นมากวนใจ สำหรับสาว ๆ ที่มีผิวแพ้ง่ายขอแนะนำให้ใช้เลยค่ะ เพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน แอลกอฮอล์ สีและน้ำหอม ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ฟองฟูนุ่มล้างออกง่าย หลังล้างหน้าสาว ๆ จะรู้สึกได้เลยว่าผิวหน้าสามารถเก็บกักความชุ่มชื่นได้ดี ไม่แห้งตึงเลยค่ะ ขนาด 100 กรัม ราคาประมาณ 166 บาท

5. Essentials Foaming Facial Cleanser

โฟมล้างหน้าสูตรเจลตัวนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวอุดตันหรือสิวอักเสบค่ะ เมื่อใช้ไปได้สักระยะจะรู้สึกได้ว่าผิวหน้าเริ่มเนียนใสขึ้น หน้าไม่มันเยิ้ม และช่วยป้องกันการสิวใหม่อีกด้วย ขนาด 240 มิลลิลิตร ราคาประมาณ 174 บาท

6. Bifesta Foaming Whip Sebum

โฟมล้างหน้าตัวนี้บอกเลยใช้แล้วฟินมาก เนื้อโฟมนุ่มและอ่อนโยนต่อผิว เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีผิวผสม ผิวมัน และผิวแพ้ง่าย ไม่ผสมแอลกอฮอล์และน้ำหอม จึงไม่ทำให้รู้สึกระคายเคืองหลังใช้ ช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื่นไม่แห้งตึง มีสารสกัดจากชาเขียวที่ช่วยกระชับรูขุมขนอีกด้วยค่ะ ขนาด 180 กรัม ราคาประมาณ 195 บาท



โฟมล้างหน้าสำหรับคนเป็นสิว 8 ตัวเด็ด สยบทุกปัญหาสิว กระชับรูขุมขน แบบเอาอยู่ ! ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

14
การกินอาหารในหน้าร้อนมักเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หากจะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเช่นนี้ ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงของหมักดอง หรืออาหารทะเล และตัวช่วยที่ดีอีกอย่างคือ ควรกินร้อนช้อนกลางจะดีที่สุด

ไม่ว่าฤดูไหนในเมืองไทยก็ดูร้อนไปซะหมด แต่จะร้อนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นช่วงฤดูร้อนนี่ล่ะค่ะ และสิ่งที่ตามมากับอากาศร้อนๆ แบบนี้ ก็มักเป็นปัญหาที่มาจากการกินอาหาร เพราะเจ้าเชื้อโรคต่างๆ มักเจริญเติบโตได้ดี แล้วเราควรเลือกกินอาหารอย่างไรให้ห่างไกลจากอาการท้องเสีย ตามไปดูกันเลยค่ะ

โรคที่มากับหน้าร้อน

มักเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เพราะในฤดูร้อนเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคชอบเป็นพิเศษ และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว อาหารที่ใช้กะทิเป็นส่วนประกอบจะเสียเร็วกว่าปกติ นอกจากอาหารแล้วเครื่องดื่มก็สำคัญ โดยเฉพาะน้ำแข็ง ยิ่งร้อนมากเท่าไรยิ่งอยากกินน้ำแข็งมากขึ้น รู้ไหมคะว่าน้ำแข็งมักไม่ค่อยสะอาด อาการอีกอย่างที่ชอบเกิดในช่วงนี้คือ จะทำให้เราเบื่ออาหาร กินไม่ลง กินไม่ตรงเวลา ส่งผลถึงระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น

กินอย่างไรให้ดี

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ช่วงอากาศร้อนร่างกายจะขับเหงื่อออกมาก ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ การได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ สำหรับปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวันคือ 0.05 ลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ต้องการน้ำ 2.5 ลิตร (8-10 แก้ว) นอกจากน้ำเปล่าแล้ว ควรกินผลไม้ที่น้ำเพิ่มเติมด้วย เช่น แตงโม แตงกวา ฟัก เป็นต้น

2. เลี่ยงของหวาน
อากาศร้อนยิ่งทำให้อยากกินของเย็นๆ มากยิ่งขึ้น เช่น ไอศกรีมเพื่อดับร้อน ความจริงแล้วเราสามารถกินได้ แต่ไม่ควรกินเยอะเกิน เพราะทั้งหวานทั้งมัน อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งหากเป็นไอศกรีมกะทิอาจจะทำให้ปวดท้องได้เมื่อกินในปริมาณมาก แนะนำให้เลือกกินประเภท ซอร์เบท (Sorbet) หรือเปลี่ยนเป็นสมูทตี้ เบอร์รี่ หรือผลไม้อื่น จะให้ความสดชื่นมากยิ่งขึ้น และในส่วนของน้ำแข็งขอให้เน้นที่ความสะอาดด้วยค่ะ

3. เลือกกินเป็นพิเศษ
อาหารที่ต้องระวัง ได้แก่ อาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลาหมึก ที่เก็บในอุณหภูมิไม่เพียงพอ ส่งผลให้อาหารไม่สด เมื่อนำมาปิ้งย่างไม่สุก หรือ นำมายำใส่ผักสด เช่น ส้มตำ ปลาหมึกย่าง ยำหอย ยำทะเล ก็จะพลอยทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ นอกจากนี้ อาหารที่มีไก่และไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวมันไก่ น้ำสลัด หรือมายองเนส ซึ่งมีไข่แดงดิบเป็นส่วนประกอบ ในไก่และไข่ที่ไม่สุกอาจจะมีเชื้อแซลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้เช่นกัน

4. งดอาหารหมักดอง
โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามท้องตลาด เพราะอากาศร้อนทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี เช่น ยีสต์และเชื้อรา กะปิ แหนม ปลาร้า เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน นอกจากนี้ ถ้ามีเชื้อไวรัสก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ โดยเฉพาะในแหนม นอกจากจะมีโอกาสได้รับพยาธิตัวตืดแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่มีชื่อว่า ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย

5. งดน้ำแข็ง
ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งทั้งแบบก้อน และแบบไสละเอียด ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่น่าเป็นห่วง เพราะกระบวนการผลิตมักทำกันแบบง่ายๆ ไม่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่น้ำที่นำมาใช้ไปจนถึงเครื่องมือ รวมถึงขั้นตอนการจัดส่ง การบริโภคน้ำแข็งที่ไม่สะอาดอาจก่อให้เกิดโรคตามมา เช่น อุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์ ฯลฯ

6. กินร้อนช้อนกลาง
การกินอาหารร้อน ปรุงสดใหม่ ทำให้ปลอดภัยต่อระบบทางเดินอาหารมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการใช้ช้อนกลางตักอาหาร ยังสามารถป้องกันโรคที่ติดต่อผ่านทางน้ำลายลงในอาหาร ซึ่งมีถึง 8 โรคด้วยกัน คือ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คอตีบ คางทูม โบลิโอ วัณโรค ไวรัสตับอักเสบบี และโรคซาร์ส ฉะนั้นช้อนกลางจึงถูกเปรียบเปรยเป็น “กำแพงกั้นเชื้อโรค” และยังช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากน้ำลายลงสู่อาหาร ทำให้อาหารบูดเสียได้ช้าลงอีกด้วย เรียกได้ว่าคนก็ปลอดภัย อาหารก็ปลอดเชื้อนั่นเองค่ะ
 

กิน เมนูอาหาร หน้าร้อนต้องเลือกอย่างถูกวิธี ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

15
หาก บ้านชั้นเดียว เป็นหนึ่งในตัวเลือกบ้านหลังใหม่ของคุณ เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าบ้านประเภทนี้มีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไรบ้าง ทาง Gurubaan ได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ให้คุณแล้วค่ะ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่วางแผนจะสร้าง บ้านชั้นเดียว แล้วละก็ อันดับแรกเลยคุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่า รูปแบบบ้านประเภทนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เหมาะกับคุณและสมาชิกในครอบครัวมากน้อยแค่ไหนดังนั้น เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราจึงได้รวบรวมจุดเด่นและจุดด้อยของบ้านชั้นเดียวมาฝากกันค่ะ

จุดเด่น

1.เดินสะดวก

เนื่องด้วยบ้านชั้นเดียวถูกออกแบบมาให้ทุกห้องอยู่ชั้นเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน ฯลฯ จึงทำให้การเดินไปไหนมาไหนภายในบ้านเกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องคอยขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เช่น เมื่อคุณหิวน้ำขึ้นมากลางดึก ต้องลงบันไดมายังห้องครัว ถ้าไม่ทันระวังจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ หรือการขึ้นลงบันไดเป็นประจำ อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพข้อเข่า แถมยังต้องเสียเงินค่ารักษา ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นกับผู้ที่อาศัยในบ้านชั้นเดียวแน่นอนค่ะ

2.เหมาะกับผู้สูงอายุ

เมื่อครอบครัวของคุณมีกลุ่มคนหลากหลายอายุ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้พิการ การเดินขึ้นลงบันไดนั้นอาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องความไม่สะดวก โดยเฉพาะกับผู้สูงวัย ผู้ป่วยที่ต้องใช้วีลแชร์เคลื่อนที่ไปยังห้องต่างๆ ภายในบ้าน ส่วนเด็กเล็กนั้นเป็นวัยที่กำลังซุกซน หากคุณเผลอไม่ทันระวัง เด็กอาจจะปีนป่ายบันไดทำให้ตกลงมาได้รับบาดเจ็บได้

3.ง่ายต่อการทำความสะอาด

หากคุณมีบ้านหลังใหญ่หลายชั้น การทำความสะอาดจึงเป็นภาระอันหนักอึ้งของสมาชิกภายในบ้าน คุณอาจจะต้องใช้เวลาทำความสะอาดนานพอสมควร ถ้าต้องทำความสะอาดคนเดียวแล้วละก็ มีหวังสลบก่อนทำเสร็จแน่ๆ แต่ถ้าเป็นบ้านชั้นเดียว การทำความสะอาดง่ายมาก เพราะไม่ต้องคอยยกของขึ้นลง ปัดกวาดถูแป๊บเดียวก็เสร็จ หากจะต้องซ่อมบำรุงส่วนต่างๆ ของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นทาสีซ่อมแซม ทำความสะอาดผนังภายนอก หรือการเปลี่ยนหลังคา ก็ทำได้ง่าย ไม่ต้องคอยปีนบันไดสูงๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องอุบัติเหตุตกจากที่สูง

4.ประหยัดงบประมาณ

การมีบ้านเพียงแค่ชั้นเดียว แน่นอนว่าคุณสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างได้มาก เนื่องด้วยการวางโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน ใช้วัสดุน้อยกว่าบ้านหลายชั้นเกือบเท่าตัว บ้านที่มีหลายชั้นก็จะมีค่าตกแต่งเพิ่มขึ้น ทั้งค่าสี วอลเปเปอร์ หรือผ้าม่าน ซึ่งการเลือกบ้านชั้นเดียวจะทำให้คุณประหยัดส่วนนี้ไปได้มาก สไตล์การตกแต่งบ้านก็ง่ายๆ ไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัว ว่าของที่นำมาตกแต่งจะเข้ากับสไตล์บ้านไม่ได้

5.เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดี

สิ่งที่สัมผัสได้ของครอบครัวที่มีบ้านตั้งแต่สองชั้นขึ้นไป คือ คนในบ้านไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน สาเหตุนั้นมาจากต่างคนต่างต้องการความเป็นส่วนตัว ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้อง จะเห็นกันก็ตอนกินข้าว ไม่อยากเดินขึ้นลงบันไดบ่อยๆ ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าบ้านของเรามี 3 ชั้น และต้องเดินขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา มันจะเหนื่อยแค่ไหน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับครอบครัวที่มีบ้านชั้นเดียว จะเดินไปหยิบอะไรก็ทำได้ง่าย แถมเจอหน้ากันบ่อยๆ ถ้าคุณออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยบริเวณกลางบ้าน ก็จะทำให้สมาชิกในครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกันได้สะดวก และทำให้คนในบ้านมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นด้วย



จุดเด่นและจุดด้อยของ บ้านชั้นเดียว ดูเพิ่มเเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/บ้านชั้นเดียว/

หน้า: [1] 2 3 ... 14