แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2
1

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์เป็นอย่างไร โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด โรคนี้ศึกษาค้นพบทีแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พุทธศักราช 2499 ซึ่งมีต้นเหตุจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้ลักษณะการทำงานของโรคสมองเสื่อมลง จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตรที่ทำทุกๆวันของคนเจ็บ ในตอน 8 -10 ปี ภายหลังเริ่มมีลักษณะอาการและไม่ได้รับการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีอาการโรคสมองเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปร่างคิดเป็นปริมาณร้อยละ 50 ของคนไข้ภาวะสมองทั้งหมด จะมีอาการหลงๆลืมๆ โดยจะลืมเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน ดังเช่นว่า ลืมว่าวันนี้ทานอาหารยามเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยเจอผู้ใดในวันนี้ ถูกใจกล่าวย้ำ ถามคำถามซ้ำ ปัญญาความฉลาดลดน้อยลง ทักษะต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป และย่ำแย่ลงไปเรื่อยซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าอเมริการมีคนไข้เป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) มากถึง 5 ล้านคน รวมทั้งจะมากเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะกำเนิดกับคนแก่เป็นส่วนใหญ่ โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่แก่ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงโดยประมาณ 1-3% บุคคลที่มีอายุมากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% แล้วก็เพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
ต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์ สาเหตุและก็การดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอยู่นักในปัจจุบัน งานศึกษาเรียนรู้วิจัยระบุว่าโรคนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับองค์ประกอบเหมือนคราบในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) และก็แทงเกิล (tangle)  แล้วก็ความไม่ปกติที่มีผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่ามหัศจรรย์สำหรับในการควบคุมความรู้สึก รวมทั้งการโต้ตอบ การสื่อสารที่สำคัญต่างๆในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวสื่อสาร สารนี้จะช่วยนำคำบัญชาจากสมองไปยังอวัยวะจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีการทำงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความหมายอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับเพื่อการจำ และก็แม้ในสมองมีสารนี้น้อยลงมากมายจะมีผลให้เซลล์สมองมีปัญหาสำหรับเพื่อการติดต่อ แล้วก็พบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซติลโคลีนลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความรู้ความเข้าใจในการจำและการใช้เหตุผลของผู้เจ็บป่วยลดลงตามไปด้วย  รวมทั้งยังมีต้นเหตุอื่นๆอีกดังเช่นว่า คนป่วยประมาณ 7% มีต้นเหตุที่เกิดจากพันธุกรรม และก็สามารถถ่ายทอดสู่บุตรหลานได้ ตำแหน่งความผิดแปลกบนโครโมโซมที่เจอกระจ่างแล้วว่าส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, และ 19 ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของพันธุกรรมพวกนี้ จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าคนที่มิได้มีความผิดปกติทางพันธุกรรม นอกเหนือจากนี้พบว่าในผู้เจ็บป่วยโรคกรุ๊ปอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดธรรมดาคือมีสารพัดธุกรรมของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา ถ้าหากมีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์สุดท้าย

อาการของโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนโรคสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดชอบหลงผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความแก่ หรือเป็นผลมาจากสภาวะเครียด ความผิดพลาดที่เห็นกระจ่างเป็นการสูญเสียความทรงจำ เป็นมานะจำข้อมูลที่ทำความเข้าใจเมื่อไม่นานมานี้มิได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนออกอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความผิดพลาดทางการทราบนิดหน่อย (mild cognitive impairment)
โรคสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early dementia) อาการเริ่มต้นมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ในช่วงเวลาที่ความจำเรื่องเก่าๆในอดีตจะยังดีอยู่ ผู้เจ็บป่วยบางทีอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือกล่าวซ้ำเรื่องที่พึ่งเล่าให้ฟัง นอกนั้นยังอาจมีอาการอื่นๆเป็นต้นว่า วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำมิได้ งงงันเรื่อง วัน เวลา สถานที่ นึกคำบอกเล่าไม่ค่อยออกหรือใช้คำผิดๆแทน มีอารมณ์ การกระทำและบุคลิกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การตัดสินใจห่วยแตกลง ไม่สามารถมีความคิดเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆกลุ่มนี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยน จนกระทั่งก่อเรื่องต่อการทำงานรวมทั้งงานประจำวัน
โรคสมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะของโรคเริ่มปรับปรุงถึงกับขนาดถัดมา ผู้เจ็บป่วยจะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ คนไข้มักจำเป็นต้องได้รับความให้การช่วยเหลือสำหรับในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว และก็การเข้าห้องสุขาทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงเพิ่มขึ้นอาจมีดังนี้
การจำชื่อของคนรู้จักแปลงเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที พากเพียรคิดชื่อเพื่อนฝูงและก็ครอบครัวแม้กระนั้นนึกไม่ออก
เกิดภาวะสับสนและสูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และบุคคล ได้แก่ หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่เคยทราบวันเวลา
แนวทางการทำกิจวัตรที่ทำทุกๆวันที่มีหลายกระบวนการแปลงเป็นเรื่องยากขึ้น ดังเช่นว่า การแต่งตัว
มีการกระทำหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำๆหรือหุนหันพลันแล่น
ไม่สามารถที่จะศึกษาของใหม่ๆมีปัญหาสำหรับการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีอาการหลงทาง เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างสนิทใจ รวมทั้งบางทีอาจรู้สึกระแวงหรือสงสัยในเพศผู้ดูแลหรือครอบครัวของตัวเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาสื่อสาร
มีปัญหาด้านการนอนหลับ
กำเนิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ อาทิเช่น อารมณ์ไม่คงเดิม แปรปรวนบ่อย มีสภาวะไม่มีชีวิตชีวา หรือวิตกกังวล รำคาญ ไม่สบายใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปฏิบัติงานที่ต้องใช้การกะระยะได้ทุกข์ยากลำบาก
มีอาการจิตหลอน
โรคสมองเสื่อมระยะสุดท้าย (Advanced dementioa) ระยะที่อาการของโรครุนแรงขึ้นเป็นอย่างมากจนนำความเศร้าเสียใจและก็ตื่นตระหนกมาให้บุคคลใกล้ชิด ในตอนนี้ผู้ป่วยอาจจำต้องได้รับการดูแลรวมทั้งให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลตลอด ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าห้องสุขา
อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
คนเจ็บบางทีอาจอาละวาด เรียกร้องความพอใจ และไม่วางใจผู้คนรอบกาย
กลืนแล้วก็รับประทานอาหารลำบาก
เปลี่ยนแปลงลีลาหรือขยับเขยื้อนตัวเองตรากตรำ จำต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูล
น้ำหนักลดน้อยลงมาก แม้จะกินอาหารมากมายหรือเพียรพยายามเพิ่มน้ำหนักแล้วหลังจากนั้นก็ตาม
มีลักษณะอาการชัก
กลั้นเยี่ยวหรืออุจจาระไม่อยู่
ค่อยๆสูญเสียความสามารถสำหรับในการพูดลงไปทีละเล็กทีละน้อยกระทั่งไม่อาจจะสื่อสารได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นและระยะยาวอย่างร้ายแรง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเยอะขึ้น เมื่อแก่มากยิ่งขึ้นโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
พันธุกรรม และก็ กลุ่มอาการ Down Syndrome จากการศึกษาพบว่าในคู่แฝดถึงแม้ หากฝาแฝดคนหนึ่งป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์แล้ว แฝดอีกคนหนึ่งจะมีสภาวะการเสี่ยงมากถึง 40-50% รวมทั้งยิ่งไปกว่านั้นถ้าเกิดมีพี่น้องในครอบครัวป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะช่องทางเสี่ยงสำหรับการเป็นเพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนของยีนและในผู้ที่เป็น Down Syndrome ถ้าหากแก่ยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีสภาวะโรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
เหตุทางสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่ายีนจะเป็นปัจจัยที่บอกถึงอัลไซเมอร์ในฝาแฝดแท้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่สิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกเหตุหนึ่งที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เพราะเหตุว่าพบว่าแฝดนั้นบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แตกต่างกันถึง 15 ปี แล้วก็คนแก่ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงยิ่งกว่าคนวัยแก่ที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนประเภทหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการค้นคว้ากล่าวว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มภาวการณ์การเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่บ่อยนัก จากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าผู้ที่ใช้ยาในกลุ่ม NSAIDS เป็นประจำ เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดน้อยลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยอีกขั้นหนึ่งระบุว่าหลังจากใช้ NSAIDS มากขึ้นพบว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจรวมทั้งอารมณ์ลดลง
การใช้หรือไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดระดูจากหลายๆกรณีการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดระดูที่ได้รับฮอร์โมนชดเชยสามารถคุ้มครองปกป้องหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
ภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกสิเจน ในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดโรคมะเร็งโรคลำไส้รวมทั้งยังมีส่วนทำให้มีการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นองค์ประกอบ ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
ภาวการณ์กำเนิดสมองกระทบกระเทือน มีหลักฐานที่แนะนำว่าการที่สมองได้รับการกระทบสะเทือนจนกระทั่งทำให้สลบ จะมีผลกระตุ้นให้เกิดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
โรคเส้นโลหิตหัวใจ โรคนี้มีปัจจัยการเกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรจะเปลี่ยนแปลงด้วยการเลิกดูดบุหรี่ รับประทานอาหารมีประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง แล้วก็ตรวจสุขภาพบ่อยๆ เพื่อคุ้มครองป้องกันโรคเส้นโลหิตหัวใจแล้วก็โรคอัลไซเมอร์ไปในครั้งเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการศึกษาเล่าเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นปัจจัยเสี่ยงของวิวัฒนาการของภาวการณ์โรคสมองเสื่อมเช่นกัน โดยพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งกว่าผู้ชายถึง 3.5 เท่าการบริหารร่างกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันได้ว่า การบริหารร่างกายในคนชราจะช่วงเพิ่มความสามารถในการศึกษา (cognitive function)  นอกเหนือจากนี้ยังช่วยลดความถดถอยสำหรับการเรียนรู้ (cognitive decline) ลงได้ ฉะนั้นคนที่ไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เลยได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนที่ออกกำลังกาย
กรรมวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์  สำหรับในการตรวจพื้นฐานจะพินิจพิเคราะห์จากอาการที่ผู้เจ็บป่วยหรือคนสนิทบอกกล่าว รวมทั้งไต่ถามครอบครัวหรือคนรอบข้างของผู้เจ็บป่วยเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม เรื่องราวสุขภาพ ความสามารถในการดำเนินชีวิตทุกวัน ความประพฤติปฏิบัติแล้วก็ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของคนเจ็บ และก็ใช้การถามคำถามหรือทำแบบทดสอบความจำ การแก้ไขปัญหา การนับเลข หรือความสามารถทางด้านภาษา เพื่อตรวจตราหลักการทำงานของสมองในแต่ละส่วนรวมทั้งพินิจพิเคราะห์ว่าควรรับการตรวจเสริมเติมหรือส่งให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษาต่อไปหรือเปล่า
เพราะฉะนั้นเมื่อวิเคราะห์จากอาการได้แล้วว่าผู้ป่วยมีภาวะของความจำไม่ดีเกิดขึ้น ขั้นถัดไปหมอจะต้องตรวจหาสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการรวมทั้งการเอกซเรย์ต่างๆเพื่อให้การวิเคราะห์โรคที่เป็นสาเหตุของความจำเสื่อม รวมทั้งให้การรักษาที่ถูกถัดไป เป็นต้นว่า การเจาะเลือดดูสภาวะไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อมองว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองหรือเปล่า เป็นต้น   ถ้าหากการตรวจวิเคราะห์ไม่เจอสาเหตุอื่นๆประกอบกับอาการแล้วก็การทดสอบทางสมองและภาวะจิต ตรงเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ จึงจะวิเคราะห์ว่าผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาในการวิเคราะห์ อาจต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีกรรมวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด การดูแลรักษาด้วยยาบางทีอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นได้มากมายน้อยนานับประการ แต่ว่าไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลรักษาออกได้เป็น3 รูปแบบ ดังเช่น
การรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลและรักษาอาการจำอะไรไม่ค่อยได้ ปัจจุบันมียาอยู่ 4 ชนิดที่ได้รับการรับรองจากคณะ ผู้ตัดสินของกินและยาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับการประยุกต์ใช้กับผู้เจ็บป่วยโรคอัลไซเมอร์หมายถึงDonezpezil , Rivastigmin, Galantamine, รวมทั้ง Memantine มีการศึกษาพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาลักษณะของคนป่วยได้ แต่ว่าก็ยังไร้การศึกษายืนยันกระจ่าง บางการเรียนรู้พบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการเสียชีวิตได้ แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อระบบหัวใจและก็เส้นโลหิตได้
การดูแลรักษาอารมณ์และก็พฤติกรรมที่รุนแรง และอาการประสาทหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การรักษาทางจิตสังคม ได้แก่
การดูแลและรักษาที่เน้นการกระตุ้นสมอง ตัวอย่างเช่น ศิลป์บำบัด ดนตรีบรรเทา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตกาล อาทิเช่น การจับกลุ่มทำกิจกรรมแลก เปลี่ยนแปลงประสบการณ์ในอดีตกาล การใช้รูปถ่าย สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่ผู้ป่วยรู้จักในอดีตมาช่วยฟื้นความจำ
การให้เข้าไปอยู่ด้านในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่วางแบบให้มีสิ่งแวดล้อมด้านในที่เหมาะกับกรรมวิธีกระตุ้นการรับรู้และก็ความรู้สึกที่หลากหลาย ที่เรียกว่า Multisensory integration อันได้แก่ การมองมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส แล้วก็การเคลื่อนไหว
การให้การดูแลคนไข้ เป็นเรื่องจำเป็นที่สุด คนที่อยู่สนิทสนมต้องเข้าใจลักษณะโรคจำต้องทำใจ ยอมรับ และทรหดอดทน ไม่ละทิ้งคนป่วยไว้คนเดียว แล้วก็เข้าใจการดำเนินของโรคว่า คนไข้จะต้องอาศัยความช่วยเหลือเกื้อกูลที่จะตอบสนองสิ่งที่มีความต้องการพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องจากโรคอัลไซเมอร์ยอดเยี่ยมในโรคของภาวะสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นจากความแปลกของสมอง ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
 ผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีลักษณะของสูญเสียความจำควรหยุดขับขี่รถด้วยตนเองผู้เดียว ไม่สมควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยผู้เดียวหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยเฉพาะถ้าเกิดเป็นเรื่องสำคัญ อาทิเช่น ธุรกรรมทางด้านการเงิน และเมื่อมีลักษณะอาการมากแล้วต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา
ผู้ป่วยจำต้องไปพบหมอหรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดหมายบ่อย เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
คนเจ็บควรจะพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด ถึงแม้ว่าจะชัดแจ้ง เพื่อป้องกันการพลัดหลงถ้าเกิดจำต้องออกนอกบ้าน หรือกำเนิดเดินหนีออกนอกบ้านไปคนเดียว
จะต้องมีการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมข้างในบ้าน เพื่อคนเจ็บมีความปลอดภัยและก็ลดภาระต่อผู้ดูแลได้บ้าง อย่างเช่น การล็อกบ้านและก็รั้วไม่ให้ผู้เจ็บป่วยออกนอกบ้านไปผู้เดียว การติดป้ายบนเครื่องใช้ต่างๆข้างในบ้านให้แน่ชัดโดยกล่าวว่าเป็นอย่างไร ใช้งานอย่าง ไร การตำหนิดป้ายหน้าห้องต่างๆให้แจ้งชัดว่าเป็นห้องอะไร เป็นต้น
คนป่วยควรหากิจบาปทำ แล้วก็ควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้ที่ดูแลรวมทั้งอยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้ผู้ป่วยสม่ำเสมอ
ผู้ป่วยควรจะบริหารร่างกายเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีร่างกายที่แข็งแรงซึ่งมีผลที่ดีไปถึงสมองได้
การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการคุ้มครองโรคนี้ อย่างไรก็ดีการปฏิบัติตัวบางอย่างบางทีอาจช่วยให้สมองมีความจำที่ดีได้ อย่างเช่น
หลบหลีกยาหรือสารที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่สมอง ยกตัวอย่างเช่น การดื่มเหล้าจัด การสูบบุหรี่ การรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกอบรมสมอง ได้แก่ การพยายามฝึกฝนให้สมองได้คิดบ่อยๆเป็นต้นว่า อ่านหนังสือ แต่งหนังสือเสมอๆคิดเลข มองเกมส์ตอบปัญหา ฝึกฝนการใช้เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆฯลฯ
บริหารร่างกายสม่ำเสมอ อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ตัวอย่างเช่น เดินเที่ยว รำมวยจีน ฯลฯ
การพูดคุยกัน พบปะผู้อื่นบ่อยๆตัวอย่างเช่น ไปวัด ไปงานฉลองต่างๆหรือเข้าชมรมผู้สูงวัย ฯลฯ
ตรวจสุขภาพรายปี หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็จำเป็นต้องติดตามการดูแลและรักษาเป็นระยะ ได้แก่ การตรวจค้น ดูแลแล้วก็รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ
รอบคอบเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม ฯลฯ
มานะมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำและก็ฝึกฝนสมาธิอยู่ตลอดเวลา
บากบั่นไม่คิดมากมาย ไม่เครียด หากิจกรรมต่างๆทำเพื่อระงับความเครียด เนื่องจากว่าความเครียดแล้วก็อาการหม่นหมองอาจส่งผลให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการต้านอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณสมบัติปกป้องรักษาเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดสอบจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารประเภทนี้ยังช่วยลดปริมาณ lipid peroxide และเพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin รวมทั้ง curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สโมสรกับการต้านอนุมูลอิสระแล้วก็การต้านการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งมีสารกรุ๊ป monoterpenes อย่างเช่น bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยั้งลักษณะการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดจำพวกนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากสารสามเทอร์ปีน (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต้านทานอาการไม่มีชีวิตชีวา (antidepressant) แล้วก็มีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการค้นพบนีก็เลยอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการไม่มีชีวิตชีวาและก็อาการตื่นตระหนกในคนป่วยอัลไซเมอร์ได้ โดยส่งผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity รวมทั้งทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับในการศึกษา (cognitive function)
ถั่ว  นอกจากถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ และเป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบลักษณะการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย ดังเช่นว่า แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยปกป้องการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบติดก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมไปทั้งโลกมีสารในกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม และมีคุณประโยชน์สำหรับการเพิ่มสมาธิและก็ความทรงจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.


2

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย รวมทั้งยังแพร่ไปได้อย่างเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบมากในเด็ก โดยธรรมดาจะพบอัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปีรองลงมาคือ 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี แล้วก็ 25-34 ปี เป็นลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจพบได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2552  มีผู้ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสจำนวน 89,246 รายทั้งประเทศรวมทั้งเสียชีวิต 4 ราย และก็ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีรายงานคนตายปีละ 1-3 ราย เมื่อใคร่ครวญตามกลุ่มวัยพบว่ากลุ่มวัย 5-9 ปี มีอัตราเจ็บป่วยสูงสุดพอๆกับ 578.95 ต่อราษฎร 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มอายุต่ำยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีและกลุ่มอายุมากยิ่งกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บไข้เท่ากับ 487.13, 338.45 และก็ 58.81 เป็นลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนไปพบว่าจำนวนผู้เจ็บป่วยโรคอีสุกอีใสมีลักษณะท่าทางสูงมากขึ้น และก็ในปี พุทธศักราช 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนประชากร 79.82 ต่อแสนสามัญชน แล้วก็ 66.57 ต่อแสนพลเมือง ตามลำดับ
ที่มาของโรคอีสุกอีใส เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่นำไปสู่งูสวัด ที่แพร่ได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปะปนกลางอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะทำให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่พึ่งติดเชื้อเป็นครั้งแรกรวมทั้งโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิคุ้มกันทั้งชีวิต และคนไข้จำนวนมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แม้กระนั้นเชื้ออาจซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท แล้วก็มีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในวันหลัง
อาการโรคอีสุกอีใส เด็กจะจับไข้ต่ำๆหมดแรงแล้วก็ไม่อยากอาหารบางส่วน ในผู้ใหญ่มักเป็นไข้สูง และปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน คนป่วยจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มเป็นไข้ หรือ ๑ วันหน้าจากมีไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ถัดมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ข้างใน แล้วก็มีลักษณะคัน ต่อมาจะแปลงเป็นหนอง ต่อจากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะเป็นสะเก็ด ผื่นแล้วก็ตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า ลำตัว รวมทั้งแผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นสุดกำลัง ข้างใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในโพรงปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ บางรายบางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่ผื่นแล้วก็ตุ่มขึ้น ทำให้หลงผิดว่าเป็นเริมได้ เนื่องด้วยผื่นตุ่มของโรคนี้จะเบาๆออกครั้งละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย ฉะนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และก็บางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ประชาชนจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แต่คนไข้บางรายอาจนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก กระทั่งเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองแล้วก็กลายเป็นแผล)
                เพราะโรคอีสุกอีใสยังอาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อีกอย่างเช่น การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดโรคแบคทีเรียในกระแสโลหิต ปอดอักเสบ และภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
คนเจ็บที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะรุนแรง ดังเช่นว่า หญิงมีท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาทิเช่น ผู้ป่วยเอดส์ คนเจ็บโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้รับประทานยากด ภูมิต้านทานต่างๆ
หญิงมีท้องที่เป็นโรคนี้ในตอน 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์บางทีอาจท่าให้เด็กในท้องทุพพลภาพแม้กระนั้น เกิดได้แม้กระนั้นพบไม่บ่อย(น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 2) หากเป็นช่วงที่ครรภ์แม่อาจมีอาการร้ายแรง และมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ ร่วมด้วย แล้วก็ถ้าหากคุณแม่เป็นโรคในตอนใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 คราวหลังคลอด) ทารกแรกเกิดบางทีอาจรับเชื้ออีสุกอีใสรวมทั้งมีลักษณะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
เมื่อคนป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาท แล้วก็ท่าให้กำเนิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายน้อยลง
ขั้นตอนการรักษาโรคอีสุกอีใส หมอจะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูรูปแบบของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปรวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นกับผู้เจ็บป่วย อาทิเช่น มีไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แต่ในบางกรณีที่บอกมิได้แจ่มชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสไหมรวมทั้งในคนเจ็บที่เกิดผลข้างเคียงสอดแทรก หรือในกรณีจำเป็นจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้แจ่มแจ้ง หมอจะกระทำทดสอบน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิคุ้มกันต่อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจค้นเชื้อจากตุ่มน้ำ เนื่องมาจากโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสการดูแลและรักษาจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยยาต่อต้านไวรัสอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าคนป่วยได้รับ ด้านใน 24 ชั่วโมงข้างหลังผื่นขึ้น ผู้เจ็บป่วยไม่นายสิบเป็นจะต้องได้รับยาต้านทานเชื้อไวรัสทุกราย หมอจะพินิจพิเคราะห์ให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะเข้าแทรกร้ายแรงเท่านั้น อย่างเช่น

  • ถ้าพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก (เปลี่ยนเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) แพทย์จะให้ยายาปฏิชีวนะเสริมเติม ถ้าหากเป็นเพียงไม่กี่จุดก็อาจให้ชนิดทา แต่ถ้าเป็นมากก็จะให้จำพวกรับประทาน
  • ถ้าหากมีลักษณะเข้าแทรกร้ายแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก เป็นต้นว่า ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมาก อาเจียนมากมาย ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้ตัว) ตับอักเสบ (โรคดีซ่าน) หรือมีภาวการณ์เลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล
  • ในรายที่มีสภาวะภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง (ดังเช่นว่า เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคภูมิคุมกันบกพร่อง กินยาสตีรอยด์อยู่นานๆฯลฯ) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับคนที่เป็นหืด) หรือรับประทานยาแอสไพรินอยู่ นอกเหนือจากให้การรักษาตามอาการแล้ว หมออาจให้ยาต้านทานไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซวัวลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีสุกอีใส ป้องกันไม่ให้โรคลุกลามร้ายแรง และช่วยทำให้โรคหายเร็วขึ้น ควรจะให้ยานี้รักษาภายใน 24 ชั่วโมง ข้างหลังออกอาการจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้ช่วงหลังๆของโรค


สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใส เพราะว่าโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของผู้เจ็บป่วย รวมถึงติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งของคนป่วย ทั้งยังการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ฉะนั้นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสเป็นการคลุกคลีกับคนป่วย การสัมผัสคนเจ็บหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนไข้โดยมิได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมทั้งการมิได้รับวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใสจนกระทั่งครบ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มีการเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคอีสุกอีใสได้ด้วยเหมือนกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราวๆ 10 - 224 ชั่วโมง และก็ผู้ป่วยจะเริ่มกระจายเชื้อได้ในตอนราว 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนถึงเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้ระยะกระจายเชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือนานกว่านี้ในผู้ใหญ่ จึงเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสจำพวกนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายแล้วก็เสมหะของคนที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับเพื่อการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกข้าวของเครื่องใช้ อย่างเช่น ถ้วยน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าสำหรับเช็ดตัว ผ้าที่เอาไว้สำหรับห่ม ที่นอน ที่เลอะ ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเท้าหายใจของคนไข้เข้าไป
ด้วยเหตุนั้นอีสุกอีใสจึงเป็นโรคที่ระบาดแพร่ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่เรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักที่อาศัยทั่วๆไป สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในช่วงม.ค.ถึงม.ย.

การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าเกิดจับไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเสมอๆดื่มน้ำมากมายๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆรวมทั้งให้ยาพาราเซตามอลทุเลาไข้ ไม่ควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เพราะยานี้ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายรุนแรงประเภทหนึ่ง
  • ถ้ามีอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผื่นผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) หากคันมากมายให้รับประทานยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนบรรเทา คนป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น และอุตสาหะอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะก่อให้มีการติดเชื้อเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองแล้วก็เป็นแผลเป็นไปได้
  • ถ้าหากปากยุ่ย ลิ้นเปื่อย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว พยายามทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนของกินแข็ง
  • สำหรับของกิน ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้กินอาหารได้ตามปกติ โดยเฉพาะบำรุงด้วยของกินพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
  • ควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองมิให้แพร่เชื้อให้คนอื่นๆ ระยะกระจายเชื้อติดต่อให้คนอื่นๆเป็นตั้งแต่ระยะ 1 วัน ก่อนมีตุ่มขึ้นจนกระทั่ง 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรจะเฝ้าดูอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยธรรมดาอาการ จะค่อยดีขึ้นกว่าเดิมได้เองภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่ถ้าเกิดพบว่ามีอาการหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระเหม็นตุก โรคดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดหัวมาก คลื่นไส้มาก เจ็บอก หรือตุ่มเปลี่ยนเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์อย่างรวดเร็ว
  • ผู้เจ็บป่วยควรพักผ่อนและดื่มน้ำมากมายๆอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • คนป่วยควรจะแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนถึงพ้นระยะติดต่อ และก็แยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆเป็นต้นว่า เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน จานชาม ฯลฯ เพื่อเลี่ยงการแพร่ของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำจากสมุนไพร (ดังเช่น ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พุทธศักราช๒๕๕๖) ไม่ถือเป็นข้อกำหนดหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดูแลรักษาโรคนี้ คนเจ็บสามารถใช้ร่วมกับการดูแลรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยทำให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะฐานราก (สุขข้อบังคับแห่งชาติ) เพื่อให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและช่วยลดจังหวะในการเป็นผลข้างเคียงแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้อโรค
การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เนื่องจากโรคสุกใสสามารถแพร่ไปได้ง่ายโดยทางการหายใจ จำเป็นที่จะต้องแยกคนไข้ออกมาจากเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และคนที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน
  • ควรให้คนป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดให้คนอื่นๆ
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับคนเจ็บโรคอีสุกอีใส หากจึงควรมีการป้องกันตนเองอย่างยอดเยี่ยม อย่างเช่น สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยและควรรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับผู้เจ็บป่วย เป็นต้น
  • ตอนนี้มีวัคซีนฉีดคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (ราวเข็มละ 800-1200 บาท) ควรจะฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียงแค่ 1 เข็ม จะคุ้มครองโรคได้ตลอดกาล ถ้าฉีดตอนโต แม้อายุต่ำกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงเข็มเดียว แต่ว่าถ้าหากอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ หลังฉีดวัคซีน ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 สัปดาห์ ดังนี้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนจำพวกนี้ห้ามฉีดในหญิงท้อง คนที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน บางทีอาจเกิดภาวะเข้าแทรกร้ายแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) หากยังไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะขอความเห็นหมอ ตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้ายัง แพทย์อาจแนะนำให้วัคซีนคุ้มครองเพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายต่อลูกในท้องขณะมีท้อง และข้างหลังฉีดวัคซีนประเภทนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน จึงจะสามารถมีครรภ์ได้โดยสวัสดิภาพ
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป รวมทั้งฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 4-6 ปีหรืออาจฉีด 2 เข็มห่างกันขั้นต่ำ 3 เดือน ซึ่งภูมิคุ้มกันจะขึ้นดีมากยิ่งกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเรียนรู้ในเด็กอายุ 1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนคราวแรก จะมีภูมิต้านทานในระดับที่คุ้มครองปกป้องโรคได้จำนวนร้อยละ 85และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับคนที่สัมผัสสนิทสนมกับคนไข้โรคนี้ การฉีดวัคซีนอาจไม่ทันกาล ถ้าต้องแพทย์อาจเสนอแนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าไปโดยตรง มักจะฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงท้อง ผู้ที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันผิดพลาด ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และก็เด็กแรกเกิดที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 วันหน้าคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในขณะนี้ทำจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วเอามาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีจำหน่าย 3 ชนิด คือ Varilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 1,000 PFU, แล้วก็ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 1,400 PFU ทั้งยังปัจจุบันยังมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม เป็นต้นว่า วัคซีนรวมฝึกฝน-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สบาย และไม่ต้องเจ็บตัวเยอะขึ้น
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/บรรเทา อาการของโรคอีสุกอีใส

  • เสมหะพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสมหะพังพอนตัวเมียต่างจากเพศผู้ คือ ตัวเมียไม่มีหนาม ใบเพศผู้มีสีเข้มกว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกตัวผู้มีสีส้นสด ขั้นตอนการให้เด็ดใบเสมหะพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาตำหรือปั่นอย่างระมัดระวังผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกปลั่งเสมอๆจะช่วยบรรเทาอาการคัน แล้วก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณกล่าวว่า สรรพคุณของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการศึกษาพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) รวมทั้ง นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเมล็ดสะเดามีประสิทธิภาพสำหรับในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัสสูง ฉะนั้น ก็เลยสามารถบรรเทาอาการโรคที่เกิดขึ้นจาก ไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินไป 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดราวๆ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง เช้า ช่วงกลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆดีขึ้น
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวๆขยุ้มมือต้มกับน้ำท่วมยาจนเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ครั้งละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยๆติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะดีขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


3

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial virus infection)
โรคอาร์เอสวี เป็นยังไง โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดเชื้อระบบฟุตบาทหายใจที่เกิดขึ้นมาจากไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่นำมาซึ่งอาการต่างๆในระบบฟุตบาทหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งเยอะมาก อาทิเช่น เสมหะ ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม โดยคนไข้ชอบมีลักษณะเบื้องต้นคล้ายเป็นหวัดหมายถึงปวดหัว มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับการติดโรคเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะพบการต่อว่าดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อฟุตบาทหายใจด้านล่างในเด็กเล็กที่พบมากที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการเดาว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อประเภทนี้ขั้นต่ำ 1 ครั้ง  จริงๆแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ฟุตบาทหายใจอักเสบในผู้ป่วยทุกช่วงอายุ แม้กระนั้นชอบพบได้มากในเด็กเล็ก
                ดังนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) เจอครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พ.ศ.2498) ในลิงชิมแปนซีที่ป่วยเป็นอาการหวัดอีกทั้งฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กตัวเล็กๆอายุต่ำลงยิ่งกว่า 1 ปีที่มีลักษณะอาการปอดอักเสบและเมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 วารสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการค้นคว้าเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งจำนวนร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังปรับปรุง โดยมีเด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสดังที่กล่าวมาแล้ว 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นต้นเหตุการถึงแก่กรรมของเด็กตัวเล็กๆชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับเมืองไทยนั้นมีรายงานว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดเชื้อไวรัสจำพวกนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
สาเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นไวรัสในสกุล Pneumovirus และก็อยู่ในสกุล Paramyxoviridae โดยเป็นเชื้อไวรัสที่เจอในคน โดยพบได้มากอยู่ในโพรงหลังจมูก รวมทั้งจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายจำพวก ยกตัวอย่างเช่น หนู แกะ ฯลฯ  โดยปกติเชื้อไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย(Subtype)หมายถึงชนิด เอ รวมทั้งประเภทบี โดยจำพวกย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงกว่าจำพวกย่อย B   ไวรัสอาร์เอสวี ขณะอยู่ในคนไข้ที่มีภูมิต้านทานปกติ ไวรัสนี้สามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้นานโดยประมาณ 1 อาทิตย์ นับตั้งแต่วันที่ผู้เจ็บป่วยเริ่มมีลักษณะอาการ แต่ถ้าอยู่ในคนที่มีภูมิต้านทานขัดขวางโรคต่ำจะแพร่ขยายสู่คนอื่นๆได้นานถึง 4 อาทิตย์
ลักษณะโรคอาร์เอสวี  เชื้อไวรัส RSV  ประเภทนี้มีระยะฟักตัวราว 1 – 6 คราวหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยออกอาการรุนแรงในคนแก่ อาการที่เจอในผู้ใหญ่โดยปกติมักคล้ายกับลักษณะของโรคหวัดเป็นปวดศรีษะ มีไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ มีลักษณะคัดจมูก โดยอาการกลุ่มนี้มักหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์  แต่ว่าในคนป่วยที่มีความเสี่ยงจะมีอาการที่ร้ายแรงเป็นคนเจ็บที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในคนเจ็บที่มีสภาวะภูมิต้านทานต่ำมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการรุนแรง นอกนั้นคนป่วยอีกกรุ๊ปที่เจอการต่อว่าดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยมากแล้วก็มีลักษณะอาการรุนแรงเป็น เด็กตัวเล็กๆที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิดจะมีอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างรวมทั้งทำให้โรคมีความรุนแรงสูง
ในผู้เจ็บป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเริ่มเหมือนกันกับอาการติดโรคในทางเดินหายใจส่วนบนเป็น มีลักษณะคล้ายหวัดปกติ แต่จากนั้น 1–2 วันอาจจะมีอาการแสดงของการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างเช่น เป็นไข้ ไอรุนแรง หายใจไม่สะดวกโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กเล็กซึ่งยังสื่อสารมิได้ต้องอาจจะจะต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในช่วงแรกจะมีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง แล้วก็ทานอาหารได้น้อย ต่อจากนั้น 1–3 วัน จะมีอาการไอ มีไข้ หายใจลำบาก หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆและก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการร้ายแรงมากอาจมีอาการตัวเขียวหรือสภาวะ cyanosis กำเนิดเนื่องจากการขาดออกซิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยมักจะเริ่มมองเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกนั้นแล้วการตำหนิดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางครั้งก็อาจจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่มักพบคือ หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างอื่นๆยกตัวอย่างเช่น หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอาร์เอสวี

  • คนที่มีภูมิคุ้นกันของร่างกายต่ำมาก
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่อายุท้องต่ำลงมากยิ่งกว่า 35 อาทิตย์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยยิ่งไปกว่านั้นประเภทที่มีความผิดปกติสำหรับในการไหลเวียนของโลหิต ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • ผู้สูงอายุที่แก่ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กก.


กรรมวิธีรักษาโรคอาร์เอสวี โดยธรรมดา หมอวินิจฉัยคนไข้โรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก ได้แก่ ใช้เครื่องที่ช่วยในการฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงกรีดร้องในระบบฟุตบาทหายใจ เสียงหลักการทำงานของปอด หรือเสียงผิดปกติจากส่วนอื่นๆภายในร่างกาย แล้วก็อาศัยแนวทางซักเรื่องราวคนป่วยโดยวิเคราะห์จาก อายุคนเจ็บ ประวัติอาการของโรค การระบาดในแหล่งที่อยู่ที่อาศัย การระบาดในสถานศึกษา ฯลฯ แต่ว่าบางครั้งบางคราวถ้าหากคนป่วยมีลักษณะอาการรุนแรง หมออาจจำต้องวินิจฉัยแยกโรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสจำพวกอื่น หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จึงจะมีการตรวจค้นหาเพิ่มอีก ดังเช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อสำรวจระดับออกสิเจน
  • ตรวจปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจค้นไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์หน้าอก เพื่อตรวจค้นโรคปอดบวม
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก


ในตอนนี้บางโรงพยาบาลอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตรวจรับรองหาเชื้อด้วยวิธี RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งเห็นผลการทดสอบด้านในไม่กี่ชั่วโมง   เนื่องจากว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดเชื้อโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสจึงทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยเหตุนี้การดูแลและรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ อย่างเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ฯลฯ ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะอาการรุนแรง ได้แก่ เมื่อยล้า หอบ มีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจน ในรายที่มีลักษณะรุนแรงมาก บางครั้งอาจจะต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ นอกเหนือจากนี้บางครั้งก็อาจจะควรมีการให้สารน้ำตอบแทนเพื่อปกป้องสภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการตำหนิดเชื้ออื่นๆชอบได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่สมควรตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การตำหนิดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเกิดขึ้นจากการติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งจากฟุตบาทหายใจเป็นต้นว่า น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ฯลฯ รวมทั้งไวรัสจำพวกนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนอกเหนือจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสข้าวของที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากแล้วก็เยื่อบุดวงตาได้ ตอนหลังการได้รับเชื้อคนป่วยสามารถแพร่ขยายเชื้อได้ตั้งแต่ข้างหลังติดเชื้อโรค 2–3 วันไปจนถึง 2–3 สัปดาห์ โดยเหตุนั้นในคนไข้ที่เริ่มมีลักษณะอาการแสดงควรลดการแพร่ไปเชื้อไปยังคนอื่นๆโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนผู้ที่จำเป็นต้องคลุกคลี่กับคนไข้ก็จำต้องหมั่นล้างมือเสมอๆรวมถึงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเช่นกัน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักผ่อนให้เต็มที่ หยุดงาน หยุดสถานที่เรียน กระทั่งไข้จะลงธรรมดาแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเป็นประจำและก็ทุกครั้งก่อนที่จะกินอาหารแล้วก็หลังเข้าห้องน้ำภ
  • แยกเครื่องใช้ต่างๆจากคนในบ้าน
  • ไม่ไปในที่คับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • รับประทานอาหารมีสาระครบอีกทั้ง 5 หมู่
  • ในกรณีที่เจอหมอแล้ว ให้รับประทานยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนบริบูรณ์
  • ดื่มน้ำมากๆเนื่องจากว่าน้ำจะช่วยทำให้สารคัดเลือกหลัง ตัวอย่างเช่น เสมหะ หรือน้ำมูก ไม่เหนียวกระทั่งเกินไป และไม่ไปกีดกั้นหลักการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สบาย อาทิเช่น นั่งหลังตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเหลือเกิน
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก อาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและก็ดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ฟุตบาทหายใจเตียนโล่งขึ้น
  • ถ้าหากอาการต่างๆชั่วโคตรลง ให้รีบไปโรงหมอ เช่น ไข้สูงมากขึ้น ไอมากยิ่งขึ้น มีเสมหะมากยิ่งขึ้น เสลดกลายเป็นสีอื่น ดังเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การคุ้มครองตนเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องด้วยในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV จึงทำให้มีการเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสในช่วงที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยควรจะมีการคุ้มครองป้องกันตนเองดังต่อไปนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเป็นประจำดังเช่น ก่อนมื้อของกิน ข้างหลังเข้าส้วม ฯลฯ
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ โดยเฉพาะกระดาษชำระที่ใช้แล้ว ควรทิ้งลงถังสำหรับใส่ขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้ถ้วยน้ำร่วมกับคนอื่น ควรจะใช้แก้วน้ำของตน และหลบหลีกการใช้แก้วน้ำที่ผู้เจ็บป่วยใช้แล้ว
  • ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับคนไข้ที่เป็นหวัด โดยเฉพาะสถานศึกษา หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรจะทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคอาร์เอสวี เพราะเหตุว่าโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและสามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะมีการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนเจ็บซึ่งหากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการติดต่อกันรวมถึงการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งต่างๆที่ปนเปื้อนในสิ่งของต่างๆของผู้ป่วยด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีต้นเหตุ,อาการ รวมทั้งการติดต่อคล้ายกับโรคหวัดมาก นอกนั้นยังเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกันอีกด้วย ดังนั้นสมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรชนิดเดียวกันกับหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคไข้หวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

4

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เป็นอย่างไร ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) หมายถึง การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่นิดหน่อย เนื่องจากเนื้อสมองอยู่ใกล้กับเยื่อหุ้มสมอง ก็เลยบางทีอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีโดยมากมักจะมีต้นเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อจากไวรัส โดยสามารถเกิดได้จากเชื้อไวรัสหลายอย่างหรือบางครั้งบางคราวบางทีอาจพบเป็นโรคแทรกซ้อนของโรคหัด คางทูม ไข้สุกใส แต่ว่าไข้สมองอักเสบประเภทที่อันตราย/ร้ายแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ คือ โรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบได้ทั่วไปที่สุดในเอเชียรวมถึงเมืองไทยแล้วก็นิดหน่อยของแปซิฟิกตะวันตก ส่วนใหญ่มักจะเจอการเกิดโรคในช่วงฤดูฝน แต่ว่าในแม้กระนั้นล่ะประเทศจะพบตอนที่มีการกำเนิดโรคได้ต่างกันซึ่งเจอได้ตลอดทั้งปี โดยในรอบๆแหล่งระบาดมักจะเจอในคนเจ็บอายุน้อยกว่า 15 ปี เนื่องจากว่าในคนแก่จะมีภูมิคุ้มกันอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็แล้วแต่แม้เป็นบริเวณที่ไม่เคยกำเนิดโรคมาก่อนก็จะเจอในกลุ่มของคนที่แก่สูงขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่ทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตรวมทั้งเป็นโรคหวานใจษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง แม้รอดตายมักมีความพิการหรือเปลี่ยนไปจากปกติทางสมองตามมา อัตราป่วยไข้ตายอยู่ระหว่างปริมาณร้อยละ 20-30 ประมาณสองในสามของผู้รอดชีวิต จะมีความพิกลพิการหลงเหลืออยู่ ในเอเชียเจอผู้ป่วยโรคนี้ประมาณปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese เพราะว่าสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในญี่ปุ่นทีแรกเมื่อปี พ.ศ.2468
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย แล้วก็ความพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญมักจะเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดแก Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําค้างญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้พบในเขตเมืองนอยกวาต่างจังหวัด มีอัตราตายรอยละ 10-35 และมีอัตราการเกิดความพิการ ตามมามากถึงรอยละ 30-50 โดยไวรัสจำพวกนี้ถูกศึกษาค้นพบทีแรกโดยนักวิทยาศาสตร์คนประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งได้กระจัดกระจายทั่วไปทุกภาคและทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี อาทิเช่น บริเวณทวีปเอเชียใต้ อินเดียรวมทั้งศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเซียอาคเนย์ และในภาคทิศตะวันออกของประเทศจีน และก็เจอได้ในประเทศ ไต้หวัน ประเทศเกาหลี แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พุทธศักราช 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบและเสียชีวิตในกรุงเมืองโตเกียว ต่อมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงอารมณ์เสีย Culex และก็มีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับเป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับเมืองไทยพบการระบาดครั้งแรกในป พ.ศ. 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมจากนั้นมีการพบผูปวยบ่อยมาแล้วก็มีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถพบไดบอยทางภาคเหนือและ ภาคอีสาน รองลงมาไดแก ภาคกึ่งกลาง และก็ภาคใต
ปจจุบันเจอผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง เนื่องด้วยมีการฉีดยาปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั่วประเทศ ในป พ.ศ. 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.86 ตอแสนมวลชน จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัตราปวย 0.17 ตอแสน สามัญชน ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยนอชูวา 15 ป พบผูปวยสูงสุดในกลุมอายุ 0-4 ป คิด เปนอัยี่ห้อปวย 1.1       ตอแสนมวลชน รองลงมาเป็น กลุมอายุยง 5-9 ป มากมายกวา 15 ป และ 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 และก็ 0.08 ตอแสนมวลชนตามลําดับ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
อาการของโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   เชื้อไวรัสเจอีนี้ เมื่อไปสู่ร่างกายจะแพร่ไปสู่สมองและจะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่บางส่วนไปกระทั่งอย่างใหญ่โตต่างๆนาๆในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนมากผู้ติดเชื้อโรคจะไม่มีอาการ มีเพียงแต่ 1 ใน 300 คนเพียงแค่นั้น ที่จะแสดงอาการ โดยในรายที่ร้ายแรงจะแสดงอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการกางงเปน 3 ระยะดังต่อไปนี้ 1. Prodromal stage ในช่วงนี้ผู้ปวยจะมีลักษณะไขสูงรวมกับอาการออนเหนื่อย ปวดศีรษะ คลื่นไสคลื่นไส้ เวลานี้จะกินเวลาราวๆ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้และเริ่มมีลักษณะอาการเคืองของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรูสึกตัว มีอาการชักเกร็ง สามารถตรวจเจอ pyramidal tract signs, flaccid paralysis และเจอ deep tendon reflex ต่ำลงไดรอยละ 10 บางทีอาจเจออัมพาตครึ่งด้านแล้วก็ความผิดแปลกของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 แล้วก็ 2 ของโรคมักใช้เวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีอาการร้ายแรงมักเสียชีวิต ในช่วงนี้ 3. Late stage and sequele ในระยะนี้ไข้จะลดลง อาการทางสมองจะคงที่หรือดีขึ้น ผูปวยที่เสียชีวิตในเวลานี้มักเกิดขึ้นจากโรคแทรกซ้อนซอนที่ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อทางเดินเยี่ยว ติดเชื้อในกระแสโลหิต ฯลฯ ซึ่งคนเจ็บโรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอาการทางใจได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งพบมากมากโดย เฉพาะเด็กเล็ก อาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเข, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการคล้าย โรคพาร์กินสัน คือมีอาการตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นและก็เคลื่อนทุกข์ยากลำบาก
ขั้นตอนการรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวิเคราะห์ การวินิจฉัยอาศัยประวัติ การตรวจรางกายและการ ตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจนับเม็ดเลือดพบมากวาจํานวนเม็ดเลือดขาวและก็คารอยละของนิวโตรฟล มากขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมาก การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะเจอวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑปกติมีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มม. ซึ่งส่วนใหญเปนจำพวกโมโนนิวเคลียรเซลล ในระยะต้นของโรคอาจไมเจอเซลลในน้ำไขสันหลังหรืออาจพบนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาปกติเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑธรรมดาเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งไปทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีคุณภาพสูงขึ้นยิ่งกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะมองเห็นความแตกต่างจากปกติใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, รวมทั้ง medullaตามหน้าที่ที่เจอร่วมมากมาย ที่สุดเป็นตำแหน่ง thalamus การส่งไปทำการตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวินิจฉัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นตรวจหาIgM antibodyเฉพาะต่อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังและก็ ในเลือด โดยการตรวจพบ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยรับรองการ ติดโรคในครั้งนี้ได้แม้กระนั้นแม้ตรวจเจอJEV-specific IgMantibodyในเลือดอาจเป็นการติดโรคหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจค้น antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจเจอได้จำนวนร้อยละ 70-90 ในคนเจ็บที่ ติดเชื้อโรค โดยจะสามารถตรวจพบได้เมื่อราวๆ วันที่5-8หลังจากเริ่มมีอาการ การตรวจค้นantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจพบได้ร้อยละ60-70 ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อโดย จะสามารถตรวจพบได้อย่างต่ำ 9 ครั้งหน้าจาก เริ่มมีลักษณะอาการ ในขณะนี้ยังไม่มีการดูแลรักษาที่เจาะจง  การดูแลและรักษา    เปนเพียงการรักษาตามอาการ ที่สําคัญ คือ ลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบทางเท้าหายใจ ใหยาหยุดชัก บางรายบางทีอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ และก็ป้องกันอาการแทรกซ้อนตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี พบวาไมสามารถลดอัตราการตายและก็อัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการศึกษาแบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี พบวาการดูแลและรักษาดังกลาวใหผลของการ รักษาที่  บางรายงายการศึกษาเล่าเรียนพบว่าได้มีการตรวจสอบและลองใช้ยาต้านทาน ไวรัส ribavirin แม้กระนั้นไม่เจอความแตกต่างของผล การดูแลรักษาของการใช้ยาต้านทานเชื้อไวรัสกับยาหลอกและ พบว่าcorticosteroidsรวมทั้งinterferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลของการรักษา
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เนื่องด้วยเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์เลือดอุ่นหลายอย่าง อย่างเช่น หมู และยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อชนิดนี้มาสู่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูที่มีอายุที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิต้านทานพอสมควร โดยเหตุนี้ ถ้าเกิดมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีปริมาณมาก ส่วนลูกหมูชอบมีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นแหล่งกระจายเชื้อมาสู่ยุงไปสู่คน  ด้วยเหตุนั้นไข้สมองอักเสบเจอี จึงพบมากในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบๆที่มีการเลี้ยงหมูมากไม่น้อยเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ในชนบท และรอบๆนอกเมือง แล้วก็พบบ่อยในฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงส.ค. แม้กระนั้นก็อาจเจอเล็กน้อยได้ตลอดทั้งปี คนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี อาทิเช่น เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู คนที่อาศัยอยู่ในบ้านนอกในเขตแดนที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปทำหน้าที่หรือดำเนินการในท้องถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้หนีภัยไปอาศัยอยู่ในต่างแดนที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในเครือญาติฟลาวิเชื้อไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกรุ๊ปเดียวกับเชื้อไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)รวมทั้งไข้เหลือง(yellowfever) ด้วยเหตุนี้เชื้อไวรัสเจอี จึงมีคุณลักษณะเช่นเดียวกับฟลาวิไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น ไวรัสที่มีแมลงกินเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อโรค JE จะไม่มีอาการ แม้กระนั้นมีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในช่วงนี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มในยุง เมื่อ มากัดคนจะกระจายเชื้อเข้าสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEตัวอย่างเช่นม้า วัวควายนก แต่ว่าสัตว์พวกนี้เมื่อติดเชื้อโรคแล้วจะไม่มีอาการมีแม้กระนั้นม้าและก็คนแค่นั้นที่มีอาการ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วราวๆ 1 ใน 300-500 ของผู้ติดโรคจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความหมายในวงจรการ แพร่ของโรค เพราะจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้เป็นเวลานานกว่าสัตว์อื่นๆก็เลยจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นจำพวก Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงพวกนี้เพาะพันธุ์ใน ท้องนาที่มีนํ้าขัง ปริมาณยุงจะเพิ่มมากในช่วงฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงราวๆ 9-12 วัน ยุงเหล่านี้จะออกมากัดกินเลือดในตอนเย็นหรือ ช่วงคํ่า หมูและนกนํ้า อาทิเช่น นกกระสา นกยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญเพราะว่าจะมีเชื้อสำหรับในการแส เลือดได้นานรวมทั้งมีการเพิ่มเชื้อได้สูง ซึ่งใน ประเทศไทยราษฎรโดยมาก เลี้ยงชีพเกษตรกรรมแล้วก็มีปริมาณของการ เลี้ยงหมูจำนวนมากฉะนั้นจึงมีความเสี่ยงต่อโรคไข้สมองอักเสบมากมายตามมา
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง รวมทั้งปฏิบัติตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นประจำเพื่อคุ้มครองโรคแทรกซ้อน
  • ไปพบหมอดังที่แพทย์นัดให้ตามกำหนด
  • เมื่อพบว่าอาการกำเริบหรืออาการทรุดลง หลังจากรับประทานยาที่หมอสั่งให้รีบไปพบหมอโดยเร็ว
  • ใช้ยาใช้ภายนอกกันยุงและก็นอนในมุ้งเพื่อป้องกันการกระจายเชื้อให้กับคนที่อยู่รอบกาย
  • รับประทานอาหารที่มีสาระครบ 5 กลุ่ม แล้วก็บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

การคุ้มครองตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • คนที่จับไข้ตัวร้อนควรไปพบหมอทันที เมื่อมีลักษณะเหล่านี้ร่วมด้วย อาทิเช่น ปวดหัวรุนแรง รับประทานยาพาราแล้วไม่ดีขึ้น อ้วกมาก มีอาการชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว หรือหมดสติ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนทุกข์ยากลำบาก หรืออ้าปากลำบาก (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรจะกำจัดยุงรวมทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฉีดยาทำลายยุงในรอบๆพื้นที่ เกิดการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • คุ้มครองป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านและตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ อาทิเช่น หมู โค ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่อยู่ที่อาศัย เพื่อลดความเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ
  • แนวทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดในช่วงเวลานี้ อาทิเช่นการฉีดวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคนี้ให้แก่เด็กๆของเราก่อนที่จะติดเชื้อโรคเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช2473 ในประเทศรัสเซียแล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้เพิ่มแนวทางการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อคุ้มครองป้องกันผลสอดแทรกจากการแปดเปื้อนของเยื่อสมองหนู รวมทั้งได้รับการพัฒนาต่อเรื่อยๆมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดยาเพื่อป้องกันโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มต้นในภาคเหนือ รวมทั้งเบาๆขยาย ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งรวมทั้งกระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นจำพวกเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน คุ้มครองปกป้องไข้สมองอักเสบเจอีที่จดทะเบียนรวมทั้ง ขายในประเทศไทยปัจจุบันมี2จำพวกเป็นต้นว่า (1.) วัคซีนประเภทเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนจำพวกเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่เพิ่งขึ้นบัญชีในประเทศไทยปีพุทธศักราช2550


สมุนไพรที่ใช้ป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการดูแลและรักษายังจะต้องใช้การรักษาแบบประคับประคอง รักษาตามอาการ โดยเหตุนี้ก็เลยไม่มีสมุนไพรประเภทไหนซึ่งสามารถรักษาได้ เพียงแค่มีสมุนไพรซึ่งสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้ไพเราะเพราะพริ้งไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นพาหนะนำเชื้อ โดยเหตุนั้นสมุนไพรที่ช่วยปกป้องโรคจำพวกนี้นั้น จึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆตัวอย่างเช่น
พืชกลุ่มสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการเล่าเรียนฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ citronella, geraniol และ citronellol ในรูปแบบของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% ปกป้องยุงลายได้นานราวๆ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดปริมาณยุงหงุดหงิดที่มาเกาะข้างใน 1 ชั่วโมงข้างหลังทาครีม นอกนั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกสามารถไล่ยุงลายรวมทั้งยุงหงุดหงิดได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 รวมทั้ง 5.0% ปกป้องยุงก้นปล่องได้โดยประมาณ 2 ชั่วโมง ในขณะที่ความเข้มข้น 10% ได้ผลได้เป็นเวลายาวนานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 และ 25% ส่งผลป้องกันยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก รวมทั้งลดน้อยลงเหลือเกิน 95% ข้างใน 3 ชั่วโมง การเตรียมสินค้าน้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมรวมทั้งขี้ผึ้งพบว่าให้ผลคุ้มครองปกป้องยุงกัดได้ โดยคุณลักษณะขององค์ประกอบของสินค้าส่งผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย และก็ส่งผลต่อความสามารถสำหรับการคุ้มครองยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol ปริมาณ 0.2 มิลลิกรัม/ซม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงหงุดหงิด เป็น 10, 15 และ 18% ที่เวลา 1, 2 รวมทั้ง 3 ชั่วโมงเป็นลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% แล้วก็น้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในช่วง 8 ชั่วโมง
พืชกลุ่มสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 ชนิด อย่างเช่น แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) และกะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์อีกทั้งฆ่าลูกน้ำแล้วก็ไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังนี้ โหระพา > ยี่หร่า> กะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ให้ผลคุ้มครองยุงได้ 90% (EC90) พอๆกับ 113, 184, 240, 279 แล้วก็ 283 ppm ตามลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด ป้องกันยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาเป็น ใบกะเพรา และแมงลัก ที่ป้องกันยุงกัดได้นาน 105 รวมทั้ง 75 นาที ตามลำดับ ตอนที่แมงกะแซง และโหระพาให้ผลต่ำที่สุดเพียงแต่ 15 นาที
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันยุงได้นาน 95 นาที รวมทั้งตำรับยาทากันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 และ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 แล้วก็ 60 นาที เป็นลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% และก็จากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% คุ้มครองยุงลาย ยุงก้นปล่อง และก็ยุงรำคาญได้นาน 180 นาที ในห้องทดลอง ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถปกป้องยุงลาย รวมทั้งยุงเสือ ได้ 180 นาที และยุงอารมณ์เสียได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
นอกจากสมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์สำหรับการคุ้มครองปกป้องยุง ตัวอย่างเช่น ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารไพรีทรัม (pyrethrum) รวมทั้งข้าศึกทริน (pyrethrins) ที่เจอได้ในพืชเครือญาติดอกเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • รศ.ดร

5

สมุนไพรชาข่อย
ชาข่อย Acalypha siamensis Oliv. ex Gang
ชื่อพ้อง A. evrardii Gagnep.; A. fruticosa Ridl.
บางถิ่นเรียกว่า ชาข่อย ชาฤาษี (กลาง) กาสำหรับใส่น้ำ ชาญวน (จังหวัดกรุงเทพ) จ๊าข่อย (เหนือ) ชาป่า (จังหวัดปัตตานี) ผักดุก ผักดูด (ประจวบคีรีขันธ์).
    ไม้พุ่ม สูงโดยประมาณ 1-2 ม. ลำต้น แล้วก็กิ่งก้านเรียวเล็ก ไม่มีขน (เว้นเสียแต่ก้านใบและก็ช่อดอก). ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 4-6.5 ซม. ปลายใบมีติ่งปลายมนยื่นยาวออกไป โคนใบสอบแคบ; ขอบของใบหยักมน เส้นใบมี 4-5 คู่ เส้นบางมาก คู่ล่างสุดออกมาจากฐานใบ; ก้านใบยาวราวๆ 1-3 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก สีเขียว เล็ก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และที่ยอด ช่อดอกยาว 2.5-4.5 ซม. มีขน ดอกเพศผู้ออกทางตอนบนของช่อ ดอกเพศเมียมีเพียงแต่ 2-3 ดอก ออกที่โคนช่อ. ดอกเพศผู้ เล็ก ติดเป็นกลุ่มเล็กๆ; กลีบรองกลีบ 4 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบกลีบมีขน; เกสรผู้มีราว 10 อัน ก้านเกสรมีขน ใบตกแต่งรูปหอก ปลายแหลม. ดอกเพศเมีย มีใบแต่งแต้มขนาดใหญ่ห่อหุ้มอยู่ รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล แก่แห้ง แล้วก็แตก เล็ก ยาว 1-2 มม. มีรยางค์เหนียว. เม็ด ออกจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบแล้ง รวมทั้งปลูกเป็นรั้ว.
คุณประโยชน์ : ต้น อีกทั้งต้นตำเป็นยาพอกร่างกายใช้ลดไข้  ใบ น้ำต้ม หรือ ชงใบ ใช้แทนใบชาได้ รับประทานเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยย่อย แก้น้ำเหลืองเสีย ไตทุพพลภาพ รวมทั้งขับเยี่ยว ยาชงใบ แล้วก็ดอก กินเป็นยาขับเยี่ยว

Tags : สมุนไพร

6

สมุนไพรขางปอย
ขางปอย Alchornea rugosa (Lour.) Muell Arg.
ชื่อพ้อง A. javanensis (Bl.) Backer & Bakh.f.
บางถิ่นเรียก ขางปอย ของปอยน้ำ (กึ่งกลาง) ซ่าหมากไฟ (เลย) ดับยาง (จังหวัดเชียงใหม่) เปล้าน้ำ (ลำปาง).
ไม้พุ่ม สูง 3-6 มัธยม กิ่งแข็ง กลม ตามยอดอ่อนมีขน. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปหอก หรือ รูปหอกกลับ กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 9-16เซนติเมตร ปลายใบติ่งแหลม; โคนใบสอบแคบ โคนสุดมน หรือ เว้าเข้าเล็กน้อย ขอบของใบหยักแบบซี่เลื่อยตื้นๆห่างๆตรงรอยหยักมีต่อม เส้นใบโค้ง มี 7-10 คู่ ที่โคนเส้นใบข้างล่างมีขนออกเป็นกระจุก ก้านใบยาว 7-11 มิลลิเมตร มีขนสั้นๆหูใบยาว ปลายแหลม. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด แยกเพศ. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อกระจัดกระจายยาว 10-20 เซนติเมตร กิ่งช่อยาวเรียว ดอกเล็ก กลม ปลายแหลมสั้น ออกหนาแน่นตลอดกิ่งช่อ กลีบรองกลีบดอกไม้ 3-4 กลีบ สีม่วง รูปกลม เกสรผู้ 5-8 อัน. ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อสั้น และอ้วนกว่าช่อดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมาก ใบประดับเล็ก มีต่อม 2 ต่อม กลีบรองกลีบดอกไม้ 6 กลีบ รูปป้อมๆโคนกลีบเว้าบางส่วนเป็นรูปหัวใจ ฐานดอกหนา รังไข่มีพู มีขน ท่อรังไข่อ้วน รวมทั้งสั้น ปลายแยกเป็นกิ้งก้านยาวๆ3 กิ่งก้านสาขา ด้านในรังไข่แต่ละช่องมีไข่อ่อนหนึ่งหน่วย. ผล ผลอ่อนสีเขียว แก่จัดจะแห้ง มี 3 พู กว้างราวๆ 8 มิลลิเมตร ยาวโดยประมาณ 6 มิลลิเมตร เมล็ด ค่อนข้างจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบแล้ง แล้วก็ชายเขาดิบทั่วไป.
คุณประโยชน์ : ใบรวมทั้งราก น้ำต้มใบ และรากรับประทานเป็นยาลดไข้ และก็แก้ไข้มาเลเรีย เมล็ด กินเป็นยาถ่าย

7

สมุนไพรลูกใต้ใบ
ลูกใต้ใบ Phyllanthus amarus Schum. & Thonn.
บางถิ่นเรียก ลูกใต้ใบ (กลาง) มะขามป้อมดิน (เหนือ) หญ้าใต้ใบ (นครสวรรค์ อ่างทอง ชุมพร) หญ้าใต้ใบขาว (จังหวัดสุราษฎร์ธานี).
    [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]   พืชล้มลุก มีอายุเพียงแต่ปีเดียว สูงได้ถึง 30 ซม. ลำต้นไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขามาก. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 3-4 มม. ยาว 5-9 มิลลิเมตร ปลายใบกลม หรือ มน โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ ไม่มีขน ด้านล่างสีอ่อน ก้านใบสั้น หูใบปลายแหลม. ดอก แยกเพศ ดอกเพศผู้ มีขนาดเล็กมากมาย ออกตามง่านใบที่อยู่ต่ำสุด 1-4 ง่าม มักจะออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก เกสรผู้มี 3 อัน โคนก้านเกสรเชื่อมกันบางส่วน อับเรณูแตกตามแนวนอน. ดอกเพศเมีย มีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ 2 เท่า ออกลำพังๆตามง่ามใบที่อยู่เหนือขึ้นไป กลีบรองกลีบดอกไม้รูปไข่ ขอบกลีบสีอ่อน. ผล มีขนาดเล็ก ไปกลมแป้น ผิวเนียน. เมล็ด มีสันตามทางยาวทางด้นข้างหลัง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นดังที่รกร้าง รวมทั้งตามข้างทาง
สรรพคุณ : ราก ฝนกับน้ำแช่ข้าว รับประทานแก้โรคดีซ่าน แล้วก็แก้รอบเดือนไหลไม่หยุด ต้น น้ำสุกทั้งยังต้นรับประทานเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ เป็นยาฝาดสมาน บำรุงธาตุ ขับน้ำดี บำรุงร่างกาย แก้อาการบวมตามร่างกาย โรคตับเหลือง ฟุตบาทฉี่อักเสบ แก้ปวดท้อง ช่วยในการย่อย และก็ขับเมนส์ น้ำต้มเปลือกต้น รับประทานเป็นยาระบาย ใบ น้ำต้มใบ กินเป็นยาพาราท้อง บำรุงธาตุ ลดไข้ ขับนิ่วในไต ขับฉี่ แก้น้ำเหลืองเสีย แล้วก็แก้ไอเด็ก ตำเป็นยาพอกบาดแผล แก้บวมน้ำ รวมทั้งถ้าเกิดผสมเกลือเล็กน้อย ใช้พอกแก้อาการคัน แล้วก็อักเสบของผิวหนังบางประเภท

8

สมุนไพรแขม
แขม Saccharum arundinaceum Retz.
บางถิ่นเรียก แขม (ทั่วไป) ตะโป (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) แตร๊ง (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) ปง (ภาคเหนือ)
ไม้ล้มลุก พวกต้นหญ้า ขึ้นเป็นกอขนาดใหญ่ ลำต้นสูงได้ถึง 3 ม. กว่า เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2.5 ซม. ใบ รูปยาว ปลายเรียว กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 1.5 มัธยม ขอบใบหยาบคาย เส้นกลางใบสีขาว กาบใบยาวถึง 40 ซม. ผิวเรียบ สะอาด ลิ้นใบขอบเป็นเยื่อตื้นๆขอบเป็นขนแข็ง สะอาด ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีขน หรือตามกิ่งเล็กๆอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีขนวาวเหมือนเส้นไหม ช่อดอกย่อย (spikelet) มีขนยาวสีขาวเป็นเงาปกคลุมช่อดอกย่อยออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งมีก้าน อีกช่อหนึ่งไม่มีก้าน กาบช่อดอกย่อยยาวเท่ากับช่อดอกย่อย กาบดอกสั้นกว่า บาง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขน โผล่ข้างๆ สีม่วงแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมฝั่งน้ำทั่วๆไป
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มกินเป็นยาเย็น ขับฉี่ และแก้โรคผิวหนังบางจำพวก ต้น ต้มน้ำดื่มมึงฝี หนอง

Tags : สมุนไพร

9

สมุนไพร.com/2017/09/ปอผี/]สมุนไพรปอผี[/url][/color][/size][/b]
ปอผี Hydrolea zeylanica (L.) Vahl ปอผี (บุรีรัมย์)
   พืชล้มลุก อายุปีเดียว สูง 10-60 ซม. ลำต้นมักจะทอดนอนไปตามพื้นดิน ออกรากตามข้อ รวมทั้งแตกแขนงตั้ง หมดจด หรือ มีต่อมขนที่ปลาย ใบ โดดเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปใบหอก รูปรี หรือ รูปขอบขนาน กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 3-10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบเรียบ ก้านใบสั้นมาก โดยประมาณ 0-3 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกลำพังๆหรือ เป็นช่อตามปลายกิ่งย่อย สีม่วงอมสีน้ำเงินตรงกลางสีขาว กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ รูปหอก โคนเชื่อมชิดกัน มักจะมีต่อมขน กลีบดอกไม้มี 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน เวลาบานปลายกลีบกางออก เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่กับโคนหลอดดอก รังไข่มีขนละเอียด ด้านในมี 2 ช่อง มีไข่จำนวนไม่ใช่น้อย ผล กลม หรือรี สั้นกว่ากลีบเลี้ยงแก่จัดจะแตก

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพืชในเอเชียเขตร้อนถึงออสเตรเลีย ถูกใจขึ้นจากที่เปียกชื้น และตามท้องนาข้าว
สรรพคุณ : ใบ ตำพอกแก้ปวดแผลอักเสบ ใช้ทำความสะอาดรอยแผล

Tags : สมุนไพร

10

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรก้านเหลือง[/url][/color][/size][/b]
ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น สูง 2-7 มัธยม บางครั้งอาจจะสูงได้ถึง 15 ม. เปลือกเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล กิ่งก้านเล็กเรียว มีขนตามปลายกิ่ง ใบ คนเดียว ออกเวียนสลับรอบลำต้น รูปขอขนานรูปรี หรือ รูปไข่กลับแกมรูปรี กว้าง 3-8 ซม. ยาว 10-16 ซม. ปลายใบเป็นติ่งมน โคนใบสอบแคบหรือกลม เส้นใบมี 4-6 คู่ ก้านใบยาว 1-1.5 เซนติเมตร สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 เซนติเมตร มีดอกช่อละ 1-1.5 ซม. สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 เซนติเมตร มีดอกช่อละ 1-3 ดอก มีขนห่างๆราบกับผิว สมุนไพร ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวอมเขียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 5 อัน เชื่อมใกล้กับหลอดกลีบดอกไม้ เกสรเพศเมียเป็นหมัน มีขน ดอกเพศภรรยา มีกลีบเลี้ยงและก็กลีบดอกไม้เหมือนดอกเพศผู้ แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 5 อัน รังไข่รูปไข่ มีขน ผล รูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 2-2.7 เซนติเมตร ยาว 3-4 เซนติเมตร สีเขียวสุกมีสีม่วงอมสีน้ำเงิน หรือ ค่อนข้างดำ มี 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบ หรือป่าผลัดใบชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 900 ม. พบทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ใบ น้ำสุกรับประทานแก้เหน็บชา

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ กระดองตะพาบน้าจีน
« เมื่อ: ธันวาคม 18, 2017, 10:10:47 AM »

กระดองตะพาบน้ำจีน
กระดองตะพาบน้ำจีนได้จากตะพาบจีน
อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Trionyx  sinensis  Wiegmann
ในวงศ์ Trionychidae
มีชื่อสามัญว่า Chinese solfshelled turtie
จีนเรียก เปีย มีเลี้ยงกันมากมายในมลฑลหูหนาน  เหอหนา  และเจ้อเจียง เครื่องยานี้เป็นกระดองบน (carapace) ของตะพาบน้ำจีน เรียก เปียเจี่ย  ในภาษาจีน มีชื่อเครื่องยาว่า Carapax Trionycis  มีชื่อภาษาอังกฤษว่า turtle shell เป็นเครื่องยาที่ ตำราเรียนที่เมืองจีน (China Pharmacoppoeia) ฉบับปี ค.ศ.๒๐๐๐ รับประกันไว้
สมุนไพร ตำราเรียนว่าเครื่องยานี้มีรสเค็ม เย็นบางส่วน เข้าสู่เส้นตับแล้วก็ม้าม มีคุณประโยชน์บำรุงหยิน สลายหยาง รีบเลือด กระตุ้นประจำเดือน สลายปุ่มเงื่อนบวมที่เกิดขึ้นข้างใน และก็สลายไข้ ก็เลยมีข้อบ่งใช้สำหรับลักษณะของการมีไข้เหตุขาดหยิน มึน รวมทั้งเป็นลมเป็นแล้งเหตุขาดหยิน สภาวะขาดเมนส์ มีก้อนในท้อง แล้วก็แก้ไข้ไข้มาลาเรียที่มีอาการม้ามโตด้วย ขนาดที่ใช้ ๙-๓๐ กรัม

กรรมวิธีปรุงยา ให้ตุ๋นด้วยน้ำไว้ราว ๓๐ นาทีก่อน แล้วจึงเพิ่มเติมตัวยาอื่นลงไป   ยานี้ห้ามใช้กับสตรีระหว่างตั้งท้องและกับผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะม้าม “พร่อง” รวมทั้งอาการเบื่ออาหารแล้วก็ท้องเสีย กระดองตะพาบน้ำจีนมรสารคอลลอยด์ (colloid) เคอราทิน (keratin) ไอโอดีน และวิตามินดี

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2017, 08:28:09 AM »

ไก่ป่า
ไก่ป่าเป็นต้นเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในตระกูล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิดเมืองนอน แถบเอเชียใต้ (ศรีลังกาแล้วก็ประเทศอินเดีย) มาทางทิศตะวันออก จนถึงหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมีเพียงประเภทเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) ชนิดนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงและก็ติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียววาวขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำและสีน้ำเงินเข้มเป็นมัน ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าเพศผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆเป็น
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและก็คาง
๓.มีหน้าแล้วก็คอเป็นหนังสะอาดๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีสวย มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและก็อ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.หน้าแข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่สวยงาม สีไม่บาดตา หน้าแข้งไม่มีเดือย หงอนรวมทั้งเหนียงเล็กมากมาย หรือบางตัวเกือบจะเป็นศูนย์ ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วไป บินได้เร็ว แม้กระนั้นในระดับที่ค่อนข้างต่ำๆและก็ระยะทางสั้นๆตามปรกติอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้รวมทั้งตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่จะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งเพศผู้จำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อครองพื้นที่และช่วงชิงตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว หลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วออกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักโดยประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ แล้วก็เมื่ออายุโดยประมาณ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้มากทางภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าพันธุ์ประเทศพม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง มักพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นของกินและก็เป็นยา  ตำราสรรพคุณยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาฝ้า ตอนนี้เพิ่งจะทราบว่าโรคนี้มีต้นเหตุจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบได้ทั่วไปในตับไก่ แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และก็เล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว หนังสือเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีสรรพคุณชูกำลังสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาพร่า รวมทั้งเล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้รอยแดง ไข้หัวทุกประเภท นอกจากนั้นไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาปรุงแต่งทางการปรุงยาสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ดังที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน หนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ ดังนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง ขี้ผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน ต้มขึ้นด้วยกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ มัวแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาเหล้ากลั่นราวจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดีแล้ว เป็นสีผึ้งแดง จึงเอาขี้ผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากวนด้วยจุณสีพอควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีผึ้งขาว ปิดแก้เพ่งดูม์ แสบร้อนให้เย็น

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกยุง
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 10:59:02 AM »

นกยุง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo muticus Linnaeus
จัดอยู่ในสกุล Prasianidae
มีชื่อสามัญว่า Burmese peafowl หรือ green peafowl
ในประเทศไทยพบ ๒ ชนิดย่อยหมายถึงนกยูงใต้ (Pavo muticus muticus Linnaeus) เจอทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป และก็นกยูงเหนือ (Pavo muticus imperator Delacour) ซึ่งพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก นกยูงใต้มีขนาดเล็กขุนนางกยูงเหนือ หนังบริเวณหูรวมทั้งแก้มของนกยูงใต้มีสีเหลืองสดกว่า
ชีววิทยาของนกยูง
นกยุงเป็นนกประเภทไก่ฟ้าขนาดใหญ่ ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๐ – ๒๑๐ ซม. ตัวผู้มีหงอนเป็นพู่สูง แล้วก็มีแผ่นหนังที่หน้าสีฟ้าสลับกับสีเหลืองเห็นได้ชัด ขนตามตัวมีสีเขียวเป็นประกายแววเหลือบสีน้ำเงินบนปีกรวมทั้งสีทองแดงทางข้างๆลำตัว มองเป็นลายเกล็ดพราวแพรวไปหมดทั้งตัว ขนปีกบินสีน้ำตาลแดง ขนปกคลุมโคนหางมีสีเขียวยื่นยาวออกมา มีดวงกลมที่แต้มด้วยสีฟ้าและก็สีน้ำเงิน(ดวงกลมนี้ทางยาเรียกว่า แววนกยูง)  ส่วนตัวภรรยามีลักษณะคล้ายตัวผู้ แต่ขนมีสีชำเลืองเขียวน้อยกว่า รวมทั้งมีประสีน้ำตาลเหลืองอยู่ทั่วๆไป ขนคลุมโคนหางไม่ยื่นยาวเหมือนเพศผู้ นกประเภทนี้ออกหากินตามหาดทรายแล้วก็สันทรายริมลำน้ำในตอนเวลาเช้าตรู่ถึงบ่าย รับประทานเมล็ดพืชแล้วก็สัตว์เล็กๆเป็นของกิน แล้วบินกลับไปเกาะบนยอดไม้สูงๆเหมือนเคยอยู่เป็นฝูงเล็กๆ๒ – ๑๐ ตัว และก็สืบพันธุ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน ขนคลุมโคนหางของตัวผู้จะรุ่งเรืองเต็มที่ในเดือนตุลาคม รวมทั้งจะผลัดขนนั้นในราวก.พ. สร้างรังที่กอต้นกกหรือกอต้นอ้อขอบสายธาร ตกไข่สีขาว ๒ – ๕ ฟอง
สมุนไพร นกยูงถูกใจอาศัยตามริมลำธารในป่าดิบแล้งและก็ป่าผลัดใบผสม มีเขตการแพร่กระจายจากภาคเหนือจากภาคเหนืออินเดียไปทางทิศตะวันออก ผ่านพม่า ตอนใต้ของจีน ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และชวา เคยพบมาทั้งประเทศที่ระดับความสูงต่ำกว่า ๙๐๐ เมตร  ยกเว้นรอบๆที่ราบสูงภาคกลาง  แต่ว่าปัจุบันจำนวนพลเมืองนกยูงต่ำลงจนอยู่ในภาวการณ์ใกล้สูญพันธุ์ไปธรรมชาติ  รัฐบาลประกาศให้นกยูงเป็นสัตว์ป่าป้องกันชนิดที่ ๑ นกยูงอีกชนิดหนึ่งเป็นนอกยูงอินเดีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Pavocristatus  Linnaeus  เป็นนกยูงประเทศอินเดียเป็นสีน้ำเงิน และขนที่หงอนบนหัวแผ่เป็นรูปพัด

ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จัก ใช้แววนกยูงและก็ดีชูยูงเป็นยา ดังที่มีบันทึกเอาไว้ใน พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ ๓ ขนาน ดังต่อไปนี้
๑.แววนกยูง เอามาปิ้งไฟให้เหลืองกรอบก่อน แล้วจึงใช้เป็นเครื่องยา ดังเช่นว่า ที่ใช้ใน “ยากวาดเจีนรไนเพชร์”ขนานหนึ่ง รวมทั้ง “ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง” อีกขนานหนึ่ง ดังนี้ ยากวาดชื่อเจีรไนเพ็ชร์ ขนานนี้ ท่านให้เอา มูลแมลงสาบคั่ว ๑ รากดินคั่ว ๑ หนังกระเบนเผา ๑ บอแร็กสตุ ๑ แววนกยูงเผา ๑ ศีร์ษะงูเห่า ๑ กระดองปูทเล ๑ กระดองปูนา ๑ กระตังมูตร ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ ลิ้นทะเล ๑  ผลเบ็ญกานี ๑ กำมะถันแดง ๑ เบี้ยผู้เผา ๑ หมึกหอม ๑ ชาดก้อน ๑ ชะมดเชียงอำพัน ๑ ทองคำเปลว ๑๐ แผ่น ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำมะนาวกวาดทรางกะแหนะ หายยอดเยี่ยมนักและก็ ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง  ขนานนี้  ท่านให้เอา  แววนยูงเผา ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ มูลแมลงสาบเผา ๑ หัวตะใคร้ ๑ เปลือกแมงดา ๑ ตรีกฏุก ๑ หญ้ายองไฟ ๑ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ดอกผักคราดกระเทียม บดปั้นแท่งไว้กวาดทรางสกอทรางกระตังหายดีนัก ยาลางขนานอาจใช้ “หางนกยูงเผา” ถ้าเกิดตำราเรียนเจาะจงแบบนั้น  ให้หมายคือ “ขนหางนกยูงเพศผู้” ที่มี “ แวว” อยู่ด้วย ดังเช่น  “ยากวาดแก้ทรางขโมยทรางเพลิง|”  ขนานหนึ่งในพระคู่มือปฐมจินดาร์ ด้วยเหมือนกัน  ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอา  มูลแมลงสาบเขากวาง ๑ หางนกยูงเผา ๑ หวายตะค้า ๑ พริกไทย ๑ หัวกระเทียม ๑ เข้าไหม้ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม  ทำผงก็ได้  ทำแท่งก็ได้แก้ลิ้นกุมาร
๒.ดีนกยูง  เป็นพิษมากมาย  แล้วก็มีที่ใช้ร่วมกับดีสัตว์อื่นๆ สำหรับแทรกเป็นกระยายกตัวอย่างเช่นใน “ยาแสนผสานทองคำ”  ดังนี้ ยาชื่อแสนประสานทองคำ  ขนานนี้ท่านก็เอา  ชะมด ๑ ชะมดเช็ด ๑ เอาสิ่งละเฟื้อง พิมเสน ๑ สลึง ๒ สลึง กรุงเขมา ๑ อำพันดอกบุนนาค ๑ น้ำประสารทอง ๑ ลิ้นทเลปิ้งไฟ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ตรีกฏุก ๑ โกฐทั้งยัง ๙ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวานกานพลู ๑ จันทน์ทั้งคู่ ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพัดสารพันพิษ ๑ พระยารากขาว ๑ ปลาไหลเผือก ๑ ตุๆมกาทั้งยัง ๒ ลุกคะ ๑ มหาสดำ ๑ มหาละลาย ๑ รายย่อม ๑ รากไคร้เครือ ๑ หวานกีบแรด ๑ อบเชยเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ทองคำเปลว ๒๐ แผน  รวมยา ๖๑ สิ่งนี้  กระทำให้เป็นจุน  แล้วเอางูเหลือมดีจรเข้ตะพาบน้ำดีหมูเถื่อนดีปลาซ่อนดีนกยูง ดีทั้ง ๖ นี้แซก  เอาน้ำเป็นกระสาย  บดปั้นแท่งไว้แก้พิษทรางแลแก้ไข้สันนิบาต  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  ถ้าหากจะแก้พิษฝีดาษ  พิษฝีดวงเดียว  พิษงูร้าย  ละลายสุรารับประทานหาย  ทุกสิ่งทุกอย่างประสิทธิ์ดีนัก

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 06:04:31 PM »

กา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในสกุล  Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ ประเภทย่อยหมายถึงชนิดย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับประเภทย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของอีกา
สมุนไพร อีกาเป็นนกขนาดกึ่งกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ ซม. มีสีดำตลอดตัว มองเห็นเป็นเงาเมื่อมีแสงจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากขาแข็งแรง ทานอาหารทุกชนิด เจอได้ในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนกระทั่งเขตป่าเขา

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2