แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - BeerCH0212

หน้า: [1] 2
1

ต้นหญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร ต้นหญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
ตระกูล    Asteraceae
บ้านเกิดเมืองนอน  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมานานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบรวมทั้งนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นส่วนประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยยิ่งไปกว่านั้นในประเทศปารากวัย และบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่คนท้องถิ้นปารากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle มีความหมายว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชนท้องที่ของขว้างรากวัย และก็บราซิล ใช้ผสมในอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างล้นหลาม โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารและก็เครื่องดื่มต่างๆ  เป็นต้นว่า ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มไปสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยเป็นการเอามาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และก็จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบันอย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น หญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุยาวนานหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้ดูเป็นทรงพุ่มไม้เตี้ย สูงราวๆ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งชัน มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อหุ้มชิดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ ต้นหญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกโดดเดี่ยวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น แล้วก็กิ่ง รวมทั้งเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราวๆ 1-1.5 เซนติเมตร ยาว


โดยประมาณ 3-4 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย และงุ้มเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อเคี้ยวหรือต้มน้ำกินจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบมีจำนวน 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกไม้มีสีขาว ด้านในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และก็เกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก คล้ายหนวดปลาดุก ดังนี้ ต้นหญ้าหวานจะออกดอกตลอดปี ในช่วงฤดูฝนจะมีดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆมีดอกสีขาว
  • ผล ผล เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ข้างในมีเม็ดคนเดียวจำนวนไม่น้อย เม็ดสีดำ มีขนปุยปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ถูกใจอากาศที่ค่อนข้างจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราว 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดิบได้ดี และพืชจำพวกนี้จะเจริญวัยได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราวๆ 600-700 เมตร
                ฉะนั้นจึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกลงในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่ถูกใจ ก็เลยมีการส่งเสริมให้มีการปลูกมาจนถึงปัจจุบัน
หญ้าหวานเพาะพันธุ์ได้ 2 แนวทาง คือ

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีจุดเด่น คือ ทำเป็นรวดเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง แล้วก็นานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค รวมทั้งแมลงก้าวหน้า แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง แล้วก็เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้จำนวนสารให้ความหวานลดลงหรือให้ผลผลิตใบต่ำลง
  • การปักชำกิ่ง มีข้อดี คือ ออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่ว่ามีข้อเสียเป็นใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตให้น้อยกว่ากล้าจากเมล็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค รวมทั้งแมลง


สำหรับการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบหญ้าหวานจะเริ่มเก็บครั้งแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก หากต้นบริบูรณ์พอ จะเก็บได้ต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้โดยประมาณ 40-60 กิโล/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน รวมทั้งได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว รวมทั้งหน้าแล้ง ดังนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะมีอายุเก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างชำระล้าง รวมทั้งผึ่งแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งออกเป็น 2 เกรดหมายถึงเกรด Aและเกรด B แม้สภาพใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเซียว จะถูกคัดเป็นเกรด B แต่ว่าเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานไม่เหมือนกัน
ต้นหญ้าหวานแห้ง เกรด B จะพบโดยประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณต้นหญ้าหวานแห้งทั้งหมดทั้งปวง ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กก. ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราวๆ 150 บาท/กิโลกรัม และก็ใช้บดเป็นผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกก.ละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนไฟได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่สลายตัวหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการประกอบอาหาร ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษแล้วก็ไม่เป็นอันตรายสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกลุ่มสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) รวมทั้ง อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลกลุ่มนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่พบในหญ้าหวานมีหลายชนิด ได้แก่
– Stevioside พบได้มากที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ราว 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผุยผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนไฟ
คุณลักษณะทางกายภาพ และเคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) แล้วก็สาโรจน์ (2547)
ประโยชน์/คุณประโยชน์ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากยิ่งกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแม้กระนั้นไม่ก่อกำเนิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ภายในร่างกายอะไร ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีคุณประโยชน์และคุณประโยชน์ต่างๆเยอะมาก อย่างเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะซุกซนอินซูลิน นอกจากนั้น ยังมีต้นเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังเช่น มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป กำเนิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดโรค ซึ่งคุณค่าอีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนไข้เบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏการค้นคว้าที่ศึกษาประเด็นนี้มาก งานวิจัยหนึ่งได้ให้คนไข้เบาหวานประเภทที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการพิสูจน์เลือดข้างหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง สอดคล้องกับงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังรับประทานแป้งที่ทำมาจากต้นหญ้าหวาน
ยิ่งไปกว่านี้ การรับประทานต้นหญ้าหวานอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพธรรมดาเหมือนกัน การค้นคว้าหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองกินซูโครส แอสปาแตม และต้นหญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็น ตรงเวลา 3 วัน ผลการค้นคว้าพบว่าผู้ที่กินต้นหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดรวมทั้งอินซูลินหลังรับประทานอาหารลดน้อยลงมากกว่าผู้ที่กินซูโครสรวมทั้งแอสปาแตมอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านี้ กรุ๊ปที่กินหญ้าหวานแล้วก็แอสปาแตมก่อนมื้ออาหารยังรู้สึกอิ่มและไม่กินอาหารอื่นเพิ่มอีกจากมื้อหลัก เหมือนกับการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นที่ทำให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดลองที่มิได้ป่วยด้วยโรคเบาหวานหรือมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายอย่าง ก็เลยไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในอาหาร รวมทั้งเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และช่วยป้องกันโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับเพื่อการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะไม่เหมือนกับน้ำตาลซะทีเดียว ด้วยเหตุว่าสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายนิดหน่อย จะเลือนลางจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย ยิ่งกว่านั้นสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วยังเป็นสารที่ไร้ค่าทางของกินอะไร เนื่องจากว่ามีแคลอรีต่ำมากมายหรือเปล่ามีเลย แล้วก็จะไม่ถูกย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่ว่าจากจุดด้วยที่ตรงนี้นี่เองก็ถือเป็นจุดเด่นที่เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน แล้วก็โรคหัวใจ
ในปัจจุบันมีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และก็มีลัษณะทิศทางเยอะขึ้นเรื่อยๆหน่วยงานอาหารรวมทั้งยาของอเมริกาและก็กรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 แล้วก็ พุทธศักราช 2554 ตามลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และก็จำหน่ายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และก็ของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) รวมทั้งประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ชำนาญว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหารของหน่วยงานอาหารและก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินรวมทั้งกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้  จากผลจากงานวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพคือ 7,938 มก./กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายถ้าหากเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะคนส่วนมากกินกันราวๆ 2-3 ก็ถือว่ามากพอเพียงต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้ต้นหญ้าหวานอย่างปลอดภัยเป็นราว 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมและไม่หวานมากเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญของของกินแล้วก็เกษตรแห่งยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในของกิน ได้กำหนดค่าความปลอดภัย พื้นฐานไว้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน แต่อาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงต่อเนื่องกันโดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีภาวการณ์โรคไตและตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พ.ศ.2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ แปลว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ แล้วก็ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารจะต้องมีจำนวนสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน องค์การของกินรวมทั้งเกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี ค.ศ.1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และก็ภาควิชา ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อผิดพลาด โดยพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis บอกว่า ต้นหญ้าหวานไม่มีผลนำมาซึ่งการก่อให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ดังนี้ได้ทำทดลองซ้ำอยู่หลายหน หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกมากมายที่กล่าวว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานมีผลน้อยมาก หรือบางครั้งก็อาจจะไม่เป็นผลเลย แล้วก็ต่อมาก็เลยได้มีการสำรวจความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาวิจัยส่วนมากบอกว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่ระบุว่าต้นหญ้าหวานให้กำเนิดโรคมะเร็งอะไร  แล้วก็ยังมีการเรียนรู้ทางคลินิกอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการศึกษาเล่าเรียนเจาะจงถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์คือ   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานเป็น สารสกัดของต้นหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสแล้วก็สารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากยิ่งกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า แล้วก็ต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้น้อย  แล้วก็ระบบทางเดินอาหารของผู้คนก็สามารถย่อยสลายและก็แยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง จึงมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดหญ้าหวานเพียงแต่ส่วนน้อยที่ถูกซับเข้าสู่กระแสโลหิต ส่วนสารสตีวิออลและสารโพลีแซคค้างไรด์ (Poly saccharides) เล็กน้อยจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งส่วนใหญ่ที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา จากการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษาเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในของกินในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ติดต่อกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่เจอความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ แล้วก็ไต อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว มีผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) รวมทั้ง creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ขนาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นขนาดที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยเหตุนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในอาหาร เป็นระยะเวลานานจนถึงตอนนี้ปรากฏว่ามีทิศทางทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้ใคร่ครวญแล้วก็ประกาศว่า หญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่มีอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดลองการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita รวมทั้งคณะ (1979), Okumura
และคณะ (1978) รวมทั้ง Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) กระทำทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli รวมทั้ง Bacillus subtilis ผลของการทดสอบ พบว่า สารดังที่กล่าวมาข้างต้นไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง
แม้เดี๋ยวนี้ยังไม่เจอข้อห้ามใช้ต้นหญ้าหวานที่แน่ชัด แต่ข้อควรพิจารณาเป็น

  • ไม่ควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่กำหนดในสินค้าที่ได้รับคำยืนยันความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเครือญาติเดียวกับหญ้าหวาน ได้แก่ ดอกต้นเบญจมาศ ดาวเรือง ฯลฯ เพราะว่าคนที่แพ้พืชเหล่านี้อาจเสี่ยงมีลักษณะแพ้หญ้าหวานได้เหมือนกัน
  • คนป่วยเบาหวานที่รับประทานหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงขอความเห็นหมอโดยทันทีถ้ามีลักษณะอาการผิดปกติใดๆเนื่องด้วยต้นหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจจะเป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเหลือเกินได้
  • สตรีตั้งครรภ์ สตรีให้นมลูก รวมทั้งเด็ก ควรขอคำแนะนำหมอก่อนที่จะมีการบริโภคหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ใช้ต้นหญ้าหวานบางรายบางทีอาจเกิดอาการท้องอืด อาเจียน ตาลายศีรษะ ปวดกล้าม หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าต้นหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


2

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นยังไง พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ อย่างเช่น ภิมเสน น่ากลัวเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” แขกฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยปกติพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทเป็นพิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorและก็พิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(ถ้าเกิดเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นทรงหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงแรงและมีควันมาก ไม่มีเถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายได้ดิบได้ดีในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมหวนเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ อดีตคนไทยนิยมใช้ใส่ไว้ในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีและก็สูตรองค์ประกอบ พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดไบไซคิก  และเป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีเป็น C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมฉุนเหมือนการบูร ติดไฟให้แสงแรงรวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 และก็มีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมละลาย 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ อย่างเช่น ปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
มูลเหตุ พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้เป็นพิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (การกลั่นของเนื้อไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ชนิด (เข้าใจว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติชื่อไทยไว้ ซึ่งในตำรายาแผนโบราณจำนวนมากก็จะพูดถึงแม้กระนั้นสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน ด้วยเหตุว่าถ้าหากเรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจเกิดความสับสน เนื่องจากต้นพิมเสน นั้นยังหมายความว่าพืชอีกชนิด เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เครือญาติ Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในสกุลยางท้องนา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบได้มากในเมืองจังหวัดตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชชนิดนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ เป็นต้นว่า Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-เกะสุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบลำพัง ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ ค่อยๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมสดชื่น กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามทางยาว เกสรตัวผู้มีเยอะมาก ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลได้ผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแบออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมเป็นพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์อบเชย (LAURACEAE), และก็ต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในสกุลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชจำพวกนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” ก็เลยเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ผลดี/สรรพคุณ แม้ว่าพิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นประเภทธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยายับยั้งความกระวนกระวาย ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดลับขัดยอกคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกเหนือจากนั้นยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในตำราพระโอสถพระนารายณ์: ระบุ “ตำรับยาทรงนัตถุ์”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้จำนวนเท่าๆกัน รวมถึง พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลายแหล่ ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง และก็พิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศีรษะ เวียนหัว แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ แล้วก็ตา นอกเหนือจากนั้นพิมเสนยังคงใช้เป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาสีผึ้งบี้พระเส้น” ใช้ถูนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนยานได้ แล้วก็ในตำรับ “สีผึ้งขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา แม้คนประเทศไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แม้กระนั้นเนื้อหาสาระเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้ามากนัก เพราะต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นกับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว แล้วก็แหลมมลายู จึงทำให้การศึกษาวิจัยในต้นไม้จำพวกนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างขวางแต่ว่าก็ยังมีตัวอย่างข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน ตัวอย่างเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ยกตัวอย่างเช่น d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งกล่าวว่า พิมเสนมีฤทธิ์สำหรับในการฆ่าเชื้อโรคได้หลากหลายประเภท ได้แก่ เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus รวมทั้งยังคงใช้สำหรับในการรักษาอาการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม
  • กลไกสำหรับการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับเพื่อการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตรอบๆใต้ผิวหนังบริเวณที่ทา ยั้งสารที่ก่อกำเนิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย ดังเช่นว่า prostaglandin E2,interleukin ฯลฯ ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตนี้ จะช่วยทำให้ลดลักษณะของการปวดได้เร็วขึ้น


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา เหมือนกับการศึกษาทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการศึกษาทางพิษวิทยานี้ก็การศึกษาต่ำกันอย่างมากมาย ซึ่งอาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่น แต่ก็มีการระบุความจำกัดสำหรับการใช้พิมเสนไว้ว่า ถ้าดมกลิ่นต่อเนื่องกันเป็นเวลานานอาจเป็นโทษได้ เหตุเพราะสารนี้ทำให้เกิดอาการระคายรอบๆฟุตบาทหายใจ ยิ่งไปกว่านี้สารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นและสงบระบบประสาทศูนย์กลาง ซึ่งรวมถึงการใช้กำเนิดขนาดด้วย
ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ ในตำรายาไทยเจาะจงไว้ว่า การใช้พิมเสนสำหรับรับประทาน ให้ใช้ครั้งละ 0.15-0.3 กรัมเอามาบดเป็นผงกับแบบเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรปรุงยาด้วยแนวทางต้ม ถ้าหากใช้ภายนอกให้เอามาบดเป็นผุยผงใช้โรยแผลตามที่ต้องการ ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะระบุให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • ห้ามสูดกลิ่นพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพราะจะก่อให้กำเนิดอาการระคายเคืองรอบๆทางเดินหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลางจึงไม่สมควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีตั้งครรภ์ห้ามรับประทานพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจะต้องเก็บไว้ภายในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะเก็บเอาไว้ภายในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในตอนนี้พิมเสนแท้เกือบจะไม่มีแล้ว เพราะมีราคาแพง ส่วนมากจึงใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่มองเห็นกันโดยปกติ ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้ชอบมีรสเผ็ดกัดลิ้น หากเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะมีผลให้เย็นปากเย็นคอ จะต้องต้องระวังสำหรับการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7



Tags : พิมเสน

3
อื่นๆ / สมุนไพรมะหังสามารถเเก้ไข้ ได้ดี
« เมื่อ: มีนาคม 07, 2018, 03:05:03 PM »

สมุนไพรมะหัง
มะหัง Macaranga griffithiana Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก มะหัง (ปัตตานี) ดอกไม้หูช้าง (จังหวัดตราด).
ไม้ต้น สูงได้ถึง 7 มัธยม กิ่งก้าน กลม สะอาด ข้างในกลวง สีขาวนวล. ใบ ลำพัง เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ป้อม หรือ กลม กว้าง 12.5-22.5 เซนติเมตร ยาว 15-25 ซม. ปลายใบแหลม เป็นแฉกตื้นๆ3 แฉก ขอบของใบเรียบ หรือ หยักตื้นๆโคนใบกลม หรือ สอบแคบ ทำให้คล้ายรูปข้าวหลามตัด เนื้อใบหนา ข้างล่างใบสีขาวนวล และก็มีเส้นใบสีชมพู ก้านใบติดแบบใบบัว ยาวราว 20 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาว 15-25 ซม. สมุนไพร ดอกมีใบเสริมแต่งหุ้มห่อไว้เป็นรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปนแดง กลีบรองกลีบดอกมีขน แล้วก็มีต่อม เกสรผู้ 3-4 อัน. ดอกเพศเมีย ช่อสั้น อ้วน แล้วก็มีขนมากกว่าช่อดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกไม้รูปถ้วย ปลายแยกเป็น 3 กลีบ รังไข่มี 3-5 ช่อง ที่โคนมีต่อม ท่อรังไข่โคนใหญ่ปลายแหลม ตรง หรือ โค้ง. ผล รูปเบาะ สีขาวนวล; มีนอป้านๆ4-5 นอ ฉาบด้วยผงสีเหลืองและเหนียว. เมล็ด สีดำ ไม่มีเนื้อห่อหุ้ม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมลำน้ำ แล้วก็ข้างถนน ชอบที่โล่งแจ้ง แล้วก็ราบลุ่ม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากใช้รับประทานแก้ไข้

Tags : สุมนไพร

4

สมุนไพรเขือง
เขือง Leea rubra Blume เขือง (ภาคกึ่งกลาง)
       ไม้พุ่ม ขนาดเล็กครึ่งไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 3 ม. หูใบเป็นปีกแคบๆกว้าง 0.3-0.5 เซนติเมตร ยาว 2-4 ซม. ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ถึง 4 ชั้น ใบย่อยมีมากมาย ศูนย์กลางใบ ยาวราวๆ 5-2.5 เซนติเมตร ใบย่อยรูปไข่ ถึงรูปขอบขนานปนรูปไข่ กว้าง 1.5-4 ซม. ยาว 4-8 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลมสั้นๆโคนใบกลมถึงแหลม ขอบของใบจะมนๆถึงจะแบบฟันเลื่อยตื้นๆเนื้อใบบางและเหนียวเหมือนแผ่นกระดาษ สะอาด หรืออาจจะมีขนนิดหน่อยตามเส้นใบ เส้นใบมี 5-10 คู่ อาจมีขนเล็กน้อย ก้านใบย่อยยาว 2-5 มม. มักมีปีก ก้านใบประกอบยาว 2-8 ซม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกเป็นช่อแน่น ยาว 8-14 เซนติเมตร มีขนสีสนิมปกคลุม ริ้วตกแต่งสามเหลี่ยม แลเห็นไม่ชัดเจน ก้านช่อดอกยาว 3-8 ซม. แตกกิ่งก้านสาขาเยอะมาก กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก ยาว 2-2.5 มม. เกลี้ยง กลีบดอกไม้โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 2-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 1.5-2.5 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่กับหลอดเกสรเพศผู้ ยาว 1.2-2 มม. รังไข่ 1 อัน มี 4-6 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียยาว 1-2 มิลลิเมตร ผล เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-10 มม. สีแดงเข้ม มี 6 เม็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นในป่าดงดิบแล้ง ตามทุ่งหญ้าแล้วก็ป่าละเมาะทั่วไป
สรรพคุณ : ราก ตำเป็นยาพอกโดยผสมกับอาร์เซนิคขาว แก้โรคคุดทะราดและดื่มน้ำยางจากต้นไปพร้อมๆกัน น้ำต้มราก เป็นยาบำรุงธาตุและแก้เจ็บท้อง ใบรวมทั้งราก ต้มน้ำกินเพื่อช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ต้น ยาชงจากต้นกินแก้บิด ผล กินแก้บิดและแก้โรคกุฏฐัง  เม็ด ผสมกับน้ำเชื่อม รับประทานเป็นยาขับพยาธิ แต่จะมีลักษณะอาการเมาน้อย

Tags : สมุนไพร

5

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกึ่งกลาง) เมืองมอน (กรุงเทพฯ)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อสกุล  CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นและก็แขนงมีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวประมาณ 10-30 ซม. ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบเกลี้ยงหรือค่อนข้างจะสะอาด ด้านท้องใบมีขนเหมือนเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น เส้นกึ่งกลางใบ และก็เส้นใบจะเด่นทางด้านท้องใบ เส้นแขนงใบมีจำนวนมากเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวพอๆกับตัวใบ
สมุนไพร ดอก ออกชิดเป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 ซม. ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบประดับใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวแหลมคม ด้านนอกมีขนนุ่มปุกปุย ข้างในหมดจด หลุดร่วงง่าย กลีบรองกลีบดอกไม้รูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม แล้วก็สองกลีบนอกยาว 15 มัธยมม ส่วนสามกลีบในสั้น ภายนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ข้างในเกลี้ยง กลีบใหญ่ เชื่อมชิดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 ซม. สีม่วงปนชมพู ลาบกลีบจักเป็นแฉกตื้นๆที่บริเวณกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนฟูที่โคน
ผล ลักษณะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2เซนติเมตร ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในประเทศประเทศอินเดีย ในประเทศไทยกำเนิดจากที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเขาดงดิบ รวมทั้งป่าเบญจพรรณธรรมดา โดยมากปลูกขึ้นร้านค้าเป็นไม้ประดับและบังร่มเงาเจริญ
การปลูกและก็ขยายพันธุ์
เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงอาทิตย์จัด จะขึ้นเกาะพิงตามต้รไม้ใหญ่ๆเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินร่วยซุยที่มีสารอินทรีย์มาก ขยายพันธ์ุด้วยการตอนทาบกิ่ง หรือการปักชำ
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคุณ   
ราก รสจืดฝาด เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงปรับปรุงแก้ไขข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับฉี่ แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่มีต้นเหตุจากการสะสมไขมันมากใบ   รสเฝื่อนฝาด ใช้พอกฝีรวมทั้งรอยแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วๆไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
วิธีใช้และจำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาโขลกอย่างละเอียด ใช้ทารวมทั้งพอกบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง บ่อยๆ จนกว่าจะหาย



Tags : สมุนไพร

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 09:37:33 AM »

จงโคร่ง
ควรโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในสกุล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ควรโคร่ง กระทาหอง กระหอง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของควรโคร่ง
ต้องโคร่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับคางคกบ้าน แต่ว่าตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ต่างจากคางคกบ้าน หลายอย่าง ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่าครึ่งเดียวของความกว้างของตา และอยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูหนานมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุบ ตรงกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากน้อยไม่เหมือนกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วๆไป ตามส่วนบนของตัว ใต้อุ้งเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงตูดราว ๒๖เซนติเมตร จงโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของเทือกเขา ที่มีป่าไม้สุขสบายชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อคอยกินแมลงที่มาเล่นแสง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของเมืองไทย ลงไปจนถึงนานเลเซียและก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อสายของ จงโคร่ง
สมุนไพร [/b]ชาวบ้านทางภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีต้องโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ถ้าผู้ใดกันแน่ทำร้ายต้องโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศ์ญาติ ก็จะประสบซวย ฉะนั้นเจ้าของบ้านจึงมักปลดปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เสมอเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยง ปลดปล่อยให้หาเลี้ยงชีพแมลงที่มาเล่นแสงไฟในบ้าน ไม่มีใครกล้าก่อกวน รังแก หรือทำร้าย หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเสมือนหนังคางคก มิจฉาชีพเคยใช้หนังต้องโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางชนิด ใบและก็ยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้ดมยานี้ก็จะมึนเมา หลับ หรือหมดสติไป โจรก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดั่งตั้งอกตั้งใจ ขั้นตอนการแก้พิษนั้นให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝืนได้เป็นประจำ หมอแผนไทยใช้หนังต้องโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดรักษาโรคโรคกุฏฐัง
สัตวศาสตร์ชาติพันธุ์เป็นยังไง
คำ “สัตวศาสตร์เชื้อสาย” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนความข้องเกี่ยว โดยตรงในทางมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เชื้อสายต่างๆอาทิเช่นความศรัทธาเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นของกิน เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องตามความเป็นจริง เนื่องจากสัตว์เหล่านี้บางจำพวกหรือไม่ได้แต่ว่าคลานไม่ได้ ดังเช่นว่างูต่างๆลางประเภทเคลื่อนที่โดยการเลือกคลานแค่นั้น ไม่เลื้อย ดังเช่นว่า เต่า จระเข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้โดยมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่สามารถที่จะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวจิตใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องด้านล่างแยกกันไม่สนิท ยกเว้นจระเข้ ส่วนเหล่านี้ออกลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายอย่าง อย่างเช่นงูต่างๆไอ้เข้ ตุ๊กแก ตะพาบ แล้วก็เต่า

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเห่า
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2017, 02:14:10 PM »

งูเห่า
งูเห่าเป็นงูที่มีพิษขนาดปานกลางถึงขั้นใหญ่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Naja naja kaouthia Lesson
มีชื่อสามัญว่า Thai cobra หรือ common cobra หรือ Siamwse cobra
จัดอยู่ในตระกูล Elapidae งูเห่าหม้อ หรือ งูเห่าไทยก็เรียก
งูเห่าไทยที่โตสุดกำลังมีความยาวราว ๑๓๐ ซม. วัดขนาดผ่านศูนย์กลางของลำตัวราว ๕ เซนติเมตร มีลวดลายสีสันผิดแผกออกไปในแต่ละตัว สีที่พบได้ทั่วไปเป็นสีเทนดำ  นอกจากนี้อาจมีสีน้ำตาลเข้ม เขียวหมอง หรืออมเขียว มักมีสีเดียวกันตลอดทั้งลำตัว ลวดลายบนตัวมีความมากมายหลากหลายมากมาย โดยเฉพาะลวดลายที่คอหรือ “ดอกจัน”งูเห่าไทยที่พบมากมีดอกจันเป็นวงกลมวงเดียว จึงมีชื่อเรียกในภาษษอังกฤษว่า monocellate cobra  บางประเภทมีดอกจันวขี้งกลมตัดกัน ๒ วงเหมือนแว่นตา เรียกงูเห่าแว่น  บางประเภทมีดอกจันรูปดโป้อกส้านหรือลายตาอ้อย เรียกงูเห่าดอกส้าน  บางชนิดมีลายดอกจันเป็นรูปอานม้า ก็เรียกงูเห่าอานม้า งูเห่าพ้นพิษ งูเห่าอีกกรุ๊ปหนึ่ง เรียกงูเห่าพ้นพิษ (spitting  cobra) ที่พบในประเทศไทยมี ๓ ชนิด  เช่น
๑.งูเห่าด่างพ่นพิษ (black and white spitting cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja siamensis Nutphand
ชนิดย่อยนี้มีลักษณะเหมือนงูเห่าไทย  แต่ว่าขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาวราว ๘๐  เซนติเมตร  รวดเร็ว  ปราดเปรี่ยว  รวมทั้งดุกว่างูเห่าไทย  พ่นพิษได้ไกลราว ๒ เมตร  ลำตัวมีสีไม่แน่นอน  สีด่างถึงขาว  ดอกจันรูปตัวยู (U)  ในภาษาอังกฤษ  บางที่เรียก  งูเห่าโรคเรื้อน  พบบ่อยในภาคตะวันตกและก็ตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองไทย  เป็นต้นว่าที่จังหวัดกาญจนบุรี  อ่างทอง  สุพรรณบุรี  รวมทั้งตาก  นอกเหนือจากนั้นยังอาจพบทางภาคทิศตะวันออกด้วย  เป็นต้นว่า  จันทบุรี  ชลบุรี  งูที่เจอบริเวณนี้มักไม่มีลายด่างขาว
๒.งูเห่าทองพ่นพิษ (going  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja sumatranus Var
งูชนิดย่อยนี้มีลำตัวยาวราว  ๙๐  เซนติเมตร  มีสีเหลืองปราศจากตลอดตัว  บางตัวอาจมีสีเหลืองอมเขียว  ไม่มีลายสีอื่นๆ ไม่มีดอกจันบนข้างหลังคอรวมทั้งท้องสีขาว  ภาคใต้กล่าวได้ว่างูเห่าปลวก  งูจำพวกนี้มีน้ย  พบเฉพาะทางภาคใต้ของประเทศไทย  เป็นต้นว่าที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  สุราษฎร์  จังหวัดพัทลุง  แล้วก็สตูล
๓.งูเห่าอีสานพ่นพิษ (isan  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja isanensis (Nutphand)
งูจำพวกย่อยนี้ลำตัวเล็กมากยิ่งกว่าชนิดย่อยอื่นๆ ยาวราว ๖๐-๗๐ เซนติเมตร  ดุ  คล่องแคล่ว  ปราดเปรี่ยว  พ่นพิษเก่งมากมาย  มีสีเขียวอมเทา  เขียวอมน้ำตาล  หรือเขียวหมองหมดทั้งตัว  ไม่มีลายเด่นชัด  มักไม่มีดอกจัน  แม้กระนั้นบางตัวอาจมีดอกจันรูปตัวยู(U) ในภาษาอังกฤษแจ่มกระจ่างกว่างูเห่าด่างพ่นพิษ  พบบ่อยทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไทย  บางถิ่นเรียก งูเห่าเป่าตา
งูเห่าอีกชนิดหนึ่ง  พบมากที่จังหวัดสุพรรณบุรี  ประเภทนี้ลำตัวมีสีนวลและไม่มีดอกจัน เรียกงูเห่าสีนวล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja  kaouthia  suphandensis (Nutphand)

คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] แพทย์แผนไทยรู้จักใช้คราบงูเห่า กระดูกงูเห่า ดีงูเห่า และก็น้ำมันงูเห่า ยิ่งไปกว่านั้นแพทย์ตามชนบทยังคงใช้งูเห่าทั้งตัวปิ้งไฟจนถึงแห้งกรอบ  ดองสุรากินแก้เมื่อย  แก้ปวดหลัง  และแก้ผอมแห้งแรงน้อยในสตรีข้างหลังคลอดลูก  และใช้หัวงูเห่าสุมไฟให้เป็นถ่าน  ปรุงเป็นยาแก้ชาชักในเด็ก  ลดน้ำหนัก  ว่ามีรสเย็นรวมทั้งเมา
๑.คราบงูเห่า  เป็นคราบที่งูเห่าลอกทิ้งเอาไว้ ในพระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “รอยเปื้อนงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมาร   กันสรรพโรคทั้งผอง  แลจะจับไข้อภิฆาฎก็ดี  โอปักกะไม่กาพาธก็ดีแล้ว ท่าน ให้เอาใบมะขวิด คราบงูเห่า หอมแดง สาบแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมโค  ทาตัวกุมาร  จ่ายความมัวหมองโทษทั้งสิ้นดีนัก
๒.กระดูกงูเห่า  มีรสเมา  ร้อน  แก้พิษเลือดลม  แก้จุกเสียด  แก้ษนัย  แก้ปวดเมื่อย  แก้ชางตานขโมย  และก็ปรุงเป็นยาแก้แผลเนื้อร้ายต่างๆ ในพระคู่มือจินดาร์ให้ยาอีกขนานหนึ่งเข้า “กระดูกงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาทาท้องแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ   ขนานนี้ท่านให้เอาใบหนาด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบลูกประคำไก่ ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบผักเศษไม้ผี ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เม็ดในสะบ้ามอญ ๑ มดยอบ ๑ กำยานผี ๑ ตรีกะฎุก ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ น้ำประสานทอง ๑ กระชายกระทือไพล ๑ หอม ๑ กระเทียมขมิ้นอ้อย ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ กระดูกงูเห่า ๑ กระดูกห่าน ๑ กระดูกเลียงเขาหิน ๑ มหาหิงคุ์ยาดำ ๑ รงทอง ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้  ทำเปนจูณ  บดทำแท่ง  ละลายน้ำมะกรูดทาท้อง  แก้ท้องรุ้งกินน้ำพุงมาร  แก้มารกระไษยลม  แก้ไส้พองเอาเสมอภาค  ท้องใหญ่  ท้องขึ้นท้องเฟ้อท้องเขียว  อุจจาระฉี่ไม่ออก  ลมทักขิณคุณ  ลมประวาตคุณ  หายสิ้น
๓.ดีงูเห่า มีรสขม  ร้อน  ผสมยาหยอดตาแก้ตาฝ้า  ตาฝ้า  ตาแฉะ  ตาต้อ  และบดเป็นกระสายยาช่วยทำให้ฤทธิ์ยาแล่นเร็ว  ในพระคู่มือปฐมจินดาร์  ให้ยาขนานหนึ่งเข้า “ดีงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาชื่ออินทรบรรจบคู่กัน  ขนานนี้ท่านให้เอาชะมดพิมเสน ๑ จันทน์ทั้งสอง๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ว่านกลีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ ดีงูงูเหลือม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนสัตตบุษย์ ๑ ผลจันทน์ดอกจันทน์กานพลูกระวาน ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๒๓ สิ่งนี้  ทำเปนจุณ  แล้วจึงเอา ดีงูเห่า ๑ ดีตะไข้ ๑ ดีตะพาบ ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีปลาไหล ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  แช่เอาน้ำเปนกระสาย  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  แก้จนหนทาง  ถ้าเกิดไม่ฟัง  ละลายสุรากินแก้สรรพตาลทรางทั้งสิ้น  แลแก้ชักเท้ากำมือกำ  หายดีนัก
๔.น้ำมันงูเห่า  จัดเตรียมได้โดยการเอาเปลวมันในตัวงูเห่าใส่ขวด ผึ่งแดดจัดๆ จนเปลวมันละลาย  ใส่เกลือไว้ตูดขวดบางส่วนเพื่อกันเหม็นเน่า  ในหนังสือเรียนพระโอสถ  พระนารายณ์มียาขี้ผึ้งขนานหนึ่งว่า “น้ำมันงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ สีปากบี้พระเส้น  ให้เอาชะมด ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง  กรุงเขมา  ดีงูงูเหลือม  จันทน์อีกทั้ง ๒ กฤษณา  กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง  โกฏสอ โกฏเขมา โกฏจุลาลำภา  โกฏกัยี่ห้อ  โกฏสิงคี  โกฏหัวบัว  มัชะกิยพระสรัสวดี  กระวาน  กานพลู  ลูกจันทน์  ดอกจันทน์  เทียนดำ  เทียนขาว พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี ลูกกราย  ฝิ่น  ขี้ผึ้ง สิ่งละสลึง  กะเทียม  หอมแดง  ขมิ้นอ้อย  ๒ สลึง  ทำเป็นจุณ  ละลายน้ำมะนาว ๑๐ ใบ  น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ น้ำมันไอ้เข้  น้ำมันงูเห่า น้ำมันงูเหลือม  พอสมควร  หุงให้คงแต่น้ำมัน  ก็เลยเอาชันรำโรง ชันห้อย ชันระนัง ใส่ลงพอเหมาะ  กวนไปดีแล้วจึงเอาทาแพรทาผ้าถวาย ทรงปิดไว้ ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อน

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: ธันวาคม 19, 2017, 09:59:59 AM »

ตะพาบน้ำ
ตะพาบน้ำ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานพวกหนึ่งจัดอยู่ในสกุล Trionychidae มีลักษณะคล้ายเหมือนเต่าน้ำจืด ต่างกันตรงที่กระดองบน (carapace) แล้วก็กระดองข้างล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแต่ว่ามีหนังห่อหุ้มแทน มีนิ้วยาว ตีนข้างหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียง ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แต่สามารถยืดคอออกได้ยาวมากมายเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกชนิดเป็นสัตว์น้ำจืด พบได้บ่อยอยู่ตามห้วย บ่อน้ำ หนอง และก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบน้ำสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย แล้วก็ยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในหน้าแล้ง ตะพาบจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน จนกว่าฝนตกจึงออกมาจากโพรงและเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆกินเป็นอาหาร ตะพาบน้ำรับประทานอีกทั้งกุ้งและก็ปลาใหม่ๆรวมทั้งเนื้อสัตว์ที่เน่าเปื่อย สามารถว่ายน้ำไปพบรับประทานไกลๆสำหรับในการใช้มือจับตะพาบนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองข้างหน้าของโคนขาข้างหลัง แม้จับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาเหลียวกัดมือได้
ตะพาบน้ำในประเทศไทย
ตะพาบที่พบในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ ชนิด คือ
๑.ตะพาบน้ำธรรมดา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
สมุนไพร ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบด้านหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มตะปุ่มตะป่ำ ขอบกระดองข้างล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วข้างหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าแกมเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางข้างๆ พอใช้แก่ จุดเหลืองบนข้างหลังมักหายไป จุดที่หัวก็ลางเลือนไป ที่ใต้ท้องของตัวผู้มีสีขาว แม้กระนั้นที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบน้ำประเภทนี้มีมาก พบทั่วๆไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ในภาคกลางของประเทศไทย อาจเจอตามลำน้ำแล้วก็ห้วยที่ตีนเขา ยิ่งไปกว่านี้ยังพบในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และก็ตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบน้ำหัวทื่อ หรือ ตะพาบน้ำหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ เซนติเมตร จมูกสั้น หัวค่อนข้างแบนรวมทั้งเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของหัวกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองข้างหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุ๋มเล็กๆทั่วๆไป มีจุดเหลืองๆกระจายอยู่ทั่วๆไป กระดองข้างล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ด้านใต้ ยิ่งไปกว่านี้ยังพบที่ประเทศ ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และก็ภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
ชนิดนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนบางทีอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ เซนติเมตร เป็นประเภทที่มีตัวโตที่สุดของเมืองไทยและก็ของโลก จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนรวมทั้งเล็ก ความยาวของกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังด้านบน เมื่อยังอายุยงน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเลอะๆเพียงพอมีอายุมากเพิ่มขึ้น รอบๆคอรวมทั้งกระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลราวกับหินกะรังแต่ว่าพอสมควรแก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยที่ลุ่มอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคาและก็แม่น้ำสินธุในประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบสันหลังยาว หรือ ตะพาบแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ยาว ขอบสองข้างค่อนข้างขนานกัน สีเขียวหมองแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบจำพวกอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ เซนติเมตร หัวค่อนข้างจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองด้านล่างไม่มีจุดสีดำกระจ่าง ที่ข้างคอรวมทั้งแก้มมีสีแดงเรื่อๆเจอได้ตามแหล่งน้ำสายธารบนที่สูงทางภาคตะวันตกรวมทั้งภาคใต้ของประเทศไทยนอกนั้นยังบางทีอาจพบในประเทศพม่ามาเลเซีย และฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบน้ำไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
จำพวกนี้กระดองบนออกจะแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ เซนติเมตร กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองด้านล่างมีจุดสีดำแน่ชัด และก็มีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบพันธุ์ประจำถิ่นของจีน เอามาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน นิดหน่อยหลุดมาขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่พบใหม่รวมทั้งมีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตเต็มกำลังกระดองข้างหลังอาจยาวได้ถึง  ๑๖  ซม.  กระดองหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหมองหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งสิ้น พบทีแรกบริเวณชายแดนไทยประเทศพม่า แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง มีจำนวนน้อยแล้วก็หายาก
คุณประโยชน์ทางยา
ตะพาบน้ำที่พบในยาไทยมักหมายคือตะพาบปกติ หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบ เป็นเครื่องยา ตำราเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบน้ำมีรสขม  คาวมีคุณประโยชน์แก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยแดง แก้โรคตา  และแก้ลมกองละเอียด  (ลมเวียนหัว   หน้ามืดตาลาย) ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำกระบือ รากเลี่ยน รากรักขาว รากลำโพงทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาทั้งนี้ควรต้มให้ต้ม ควรจะตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้คงแม้กระนั้นน้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบน้ำ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียน ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน จึงทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกเป็นปรกติแลฯ
พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาฟันกรามแรด ๑  กล้วยกรามช้าง ๑  งา  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวไอ้เข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏอีกทั้ง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบ ๑  ดีงูงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำสุรา กินแก้ทรางทั้งหมด  หาย

9
อื่นๆ / สัตวว์ตถุ เต่าในประเทศไทย
« เมื่อ: ธันวาคม 16, 2017, 06:28:24 PM »

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่พบในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบน้ำ) มีอย่างต่ำ ๒๒ ชนิด จัดอยู่ใน ๕ สกุล คือ
๑.สกุลเต่าสมุทร(Cheloniidea) พบ ๔ จำพวกเป็น เต่าตนุ(เต่าแสงแดด) เต่าต้นหญ้า เต่ากระ แล้วก็เต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม อาจเรียงต่อกัน(ดังเช่นว่า เต่าตนุ) หรือซ้อนกันเล็กน้อย (ดังเช่นว่า เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ขาหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
สมุนไพร
๒.ตระกูลเต่าเฟื่อง(dermochelyidae) พบเพียงแต่ประเภทเดียวเป็นเต่าเฟือง (มักเรียกกันผิดเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวตามตัวบนภายหลังคอลงไปถึงก้น ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสันบนข้างหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แม้กระนั้นจะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ยาวกว่าขาของเต่าทะเลอื่นๆขาข้างหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ และใช้ขุดหลุมเมื่อจะวางไข่
๓.สกุลเต่าน้ำจืด(Emydidae) เจอขั้นต่ำ ๑๓ ชนิด ดังเช่นว่า เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่าท้องนา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม และเต่าแก้มแดง เต่าในตระกูลนี้สามารถหดหัวเข้าไปเอาไว้ในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วและก็เล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดกางไม่มากมายก็น้อย บนหัวคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดเหมือนหัวเต่าบก แต่ว่าบริเวณท้ายทอยนั้น ข้างหลังอาจลายทำให้มองคล้ายเกล็ด

๔.สกุลเต่าปูลู(Platysternidae) พบในประเทศไทยเพียงประเภทเดียว คือเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญเป็นกระดองบนกับกระดองด้านล่างเป็นคนละระดับ ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งสองแบนเข้าหากันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองมิได้ หัวคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้เป็นชิ้นเกล็ดเหมือนเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมาก มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.สกุลเต่าบก(Testudinidae) พบ ๓ จำพวกหมายถึงเต่าหก เต่าเดือย และก็ เต่าเหลือง เต่าในตระกูลนี้ไม่เหมือนกับเต่าน้ำในวงศ์อื่นๆตรงที่ขา ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เพราะเหตุว่าไม่ต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวและที่ขา

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: ธันวาคม 01, 2017, 07:59:30 PM »

เขากวางอ่อน
เมื่อกวางผลัดเขา เขากวางแยกหลุดจากตอเขา ผิวหนังบริเวณรอบๆโคนเขาจะรุ่งเรืองขึ้น มาปิดแผลข้างใน ๔-๕  วัน เลือดจะเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยง กับมีสารประกอบแคลเซียมพอกสะสมขึ้น เขาใหม่จะปกคลุมด้วยหนังนุ่มๆแล้วก็ขนสั้นๆสีน้ำตาลราวกับผ้ากำมะหยี่ เขารูปแบบนี้เรียกว่า “เขากวางอ่อน”  ซึ่งหักได้ง่าย เมื่อหักจะมีเลือดออก กวางลางตัวบางทีอาจถึงตายได้ ถ้าเกิดเลือดออกไม่หยุด ในระยะที่มีเขาอ่อน กวางจะหาเลี้ยงชีพอยู่ที่โล่งหรือที่โล่ง โดยหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในป่าทึบหรือป่าหนามเขากวางอ่อนเป็นเครื่องยาที่รับรองเป็นตำรายาแห่งประเทศสหรัฐประชาชนจีน   อาจได้จากเขาอ่อนกวาง  ๒  ประเภท  คือ
๑.กวางดอกเหมย  (sika  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  Nippon  Temminck
๒.กวางแดง  (red  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  elaphus  Linnaeus
เขากวางอ่อนนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า pilose  antler มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  Cervi  Pantotrichum เป็นเขากวางอ่อนที่พึ่งจะผลิออก ข้างในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็งสำหรับเพื่อการตัดเขากวางนั้น ใช้เลื่อยเอาออก โดยเริ่มตัดเขาอ่อนเมื่อกวางมีอายุตั้งแต่  ๓  ปีขึ้นไป ตัดได้ปีละ  ๑-๒  ครั้ง เมื่อตัดแล้วจะต้องนำไปแปลภาวะโดยทันที เริ่มด้วยการล้างเอาสิ่งสกปรกที่ติดมาพร้อมกับขนบนเขากวาง แล้วบีบเลือดที่ติดมาอีกส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป แล้วก็เลยใส่ลงในน้ำเดือด  ๓-๔  ครั้ง ครั้งละ  ๑๕-๒0 วินาที เพื่อขับเลือดให้หมด หลังจากนั้นจึงเอามาตากหรืออบให้แห้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจตัดเขากวางติดกับกะโหลก แต่จะใช้กับกวางที่ป่วยหรือมีอายุมากมายแล้วเท่านั้น เขากวางอ่อนที่มีคุณภาพดีต้องเป็นเขาสมบูรณ์ (ขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อนไม่หัก) มีน้ำหนักค่อย ข้างล่างไม่มีรอยแยก หน้าตัดมีรูพรุนแน่น สีเหลืองเปลือกข้าว ส่วนที่มีขนหยาบไม่สมบูรณ์ หน้าตัดมีสีเทาคละเคล้าแดง เป็นจำพวกที่มีคุณภาพรองลงมา

ตำราเรียน
ยาจีนว่า เขากวางอ่อนมีรสหวาน มีฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงชั้นเยี่ยม ดังคำจีนโบราณที่ว่า “ยามพอหมดเรี่ยวแรง หายาอะไรก็แล้วแต่มิได้ ถ้าหากได้รับประทานเขากวางอ่อนแล้ว ถึงแม้ไม่มีแรงก็ช่วยทำให้ฟื้นคืนได้” เขากวางอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด ชูกำลังทำให้กระดูกและเอ็นแข็งแรง แก้อาการเหน็ดเหนื่อย ลายตา หูตึง ตามัว เข่าเจ็บ รวมทั้งที่สำคัญเป็น สมุนไพร  ช่วยเสริมความสามารถทางเพศ แก้โรคน้ำกามไหลเองแบบไม่รู้ตัวบ่อยๆแก้ประจำเดือนมามากไม่ดีเหมือนปรกติ บำรุงท้อง (ทำให้เด็กในท้องสงบ) แก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดกับคนสูงอายุ โดยปกติใช้บดเป็นผง รับประทานทีละ ๑-๒.๕ กรัม กับน้ำสุกจะใช้ดองสุรา หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนก็ได้ เพราะว่าเขากวางอ่อนเป็นยาบำรุงที่มีฤทธิ์ร้อน ก็เลยห้ามใช้กับผู้เจ็บป่วยที่เป็นไข้ ถ่ายหรืออ้วกเป็นเลือด ยิ่งไปกว่านั้น คนเจ็บโรคความดันเลือดสูงหรือหลักการทำงานของตับไม่ปรกติก็ไม่สมควรรับประทานมากจนเกินความจำเป็น

11

เขาสัตว์อื่นที่ใช้แทนเขากุยได้
เขาชนิดอื่นที่มีคุณลักษณะคล้ายกับเขากุย ตำราเรียนว่าใช้แทนกันได้ อาทิเช่น
๑.กาเซลคอพอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gazella gutturosa Pallas
มีชื่อสามัญว่า goitred  gazelle
พบในเอเชียกึ่งกลาง จากทิศใต้ของทะเลสาบแคสเปียนถึงภาคตะวันตกของเมืองจีน โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ที่ต่อเนื่องไปจนกระทั่งเขตปกครองตนเองดูโกเลียใน สัตว์ชนิดนี้เพศผู้มีต่อมใหญ่ขึ้นที่คอหอยคล้ายกับเป็นโรคคอพอก ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงฤดูสืบพันธุ์ตัวผู้มีเขายาว ลู่ช้อนไปด้านหลัง ปลายงอนขึ้น ยาวราว  ๒๕  ซม.
๒.ชิ รูหรือ แอนติโลปทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pantholops  hodgsoni  Abel
มีชื่อสามัญว่า  chiru   หรือ  Tibetan   antelope
พบในท้องทุ่งเนินสูงของเขตปกครองตนเองประเทศทิเบต สูงที่ไหล่ยาว ๑  เมตร  หนัก  ๒๕-๓๕ โล มีเขายาวมากมาย ชอบย้ายถิ่น ในช่วงฤดูสืบพันธุ์มีฝูงตัวเมียถึง ๒0  ตัว โดยที่ตัวผู้คุมฝูงอยู่เพียงแค่ตัวเดียว สัตว์ประเภทนี้ถูกใจใช้กลีบขุดหลุม   นอนลึกๆเพื่อหลบลมเย็น
๓.กาเซลประเทศทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Procapra  picticaudata Hodgson
มีชื่อสามัญว่า Tibetan   gazelle
สัตว์ประเภทนี้มีลักษณะของกาเซลหลายประการ เป็น มีขนหางสั้น ไม่มีต่อมหัวตา ไม่มีพู่ขนบนเขา มีเขาส่วนตัวผู้ ตัวเมียไม่มีลายที่หน้า ปลายเขาไม่โค้งเป็นตาขอ   รวมทั้งตรงปลายตูดมีแถบขาว   สัตว์ประเภทนี้สูงที่ไหล่ราว   ๖0-๖๕ เซนติเมตร หนักราว ๒0 กก. ข้างตัวสีน้ำตาลจาง และจางเป็นสีเทาในฤดูร้อน  พบตามภูเขาสูงในที่ราบสูงทิเบต
๔.กวางเขาหิน

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Nemorhaedus  goral  Hardwicke
มีชื่อสามัญว่า common  goral  หรือ Himalayan  goral
เจอในประเทศไทย ตามภูเขาที่สูงชันทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เคยเจอที่ดอยม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ และก็ภาคตะวันตกของประเทศพม่าต่อกับบังกลาเทศ ตลอดกาลตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ถึงรอบๆทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไซบีเรีย กวางเขาหินมีขนาดเล็กกว่าแกงเลียงผา สีตามตัวเป็นสีเทาแกมน้ำตาลอ่อนๆปนสีฟ้าจางที่ใต้คอมีสีขาว ที่สันคอไม่มีขนแผง แต่ว่ามีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากสันคอไปบนสันหลังจนถึงหาง กวางเขาหินแตกต่างจากแกงเลียงหน้าผาตรงที่กวางผาไม่มีรูต่อมที่อยู่ระหว่างตากับจมูก เขาแหลมโค้งไปข้างหลังคล้ายแกงเลียงหน้าผา แม้กระนั้นเล็กกว่า มีคอดที่โคนเขาราวกึ่งหนึ่งของความยาวเขา กวางผาเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูงราว  ๕-๖  ตัว เดินหากินตามทุ่งหญ้าในเช้าตรู่ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] และก็ตอนเย็น บางทีก็นอนเล่นบนหิน พระหนังสือธาตุวิภังค์ให้ยาที่เข้า  “เขากุย”  ไว้  ๒ ขนาน ขนานหนึ่งเป็น “ยาจิตรมหาวงษ์” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้ ยาชื่อจิตรมหาวงษ์  แก้คอเปื่อยลิ้นเปื่อยแลปากเปื่อยยุ่ยแลแก้ไอ ท่านให้เอา รากมะกล่ำ  ต้น ๑  รากมะกล่ำเครือ ๑  รากมะขามป้อม ๑ เนระภูเขาสี ๑  เขากวาง ๑  เขากุย  ๑  นอแรด  ๑  งา  ๑ จันทร์ทั้งสองนี้ บอแร็กสะตุๆ  ๑ ยาทั้งนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำผงบดทำแท่งไว้ ละลานน้ำผึ้งทา หายแล
พระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “เขากุย” ขนานหนึ่งเป็นยาแก้ซางแห้ง ซึ่งมีบันทึกไว้  ดังต่อไปนี้ ยาแก้ทรางแห้ง คือทรางโจรทรางไฟ ถ้าขึ้นตาเป็นเกล็ดกระดี่  แล้วให้ยอดเยี่ยมขึ้นพรึงไปหมดทั้งตัวดังผด  เอาหอมแดง  ๑  รากนมแมว  ๑  รากเข็มเหลือง  ๑  พรมมิ  ๑  กระทือ  ๑  ไพล  ๑  กระเทียม  ๑  หว้านเปราะ  ๑  รากถั่วภู  ๑  เขากวาง  ๑   นอแรด  ๑  เขากุย ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวหมู  ๑  เขี้ยวแรด  ๑   โกศทั้ง  ๕   เทียน  ๕   การะบูร  ๑  น้ำประสานทอง  ๑  รวมยา  ๒๘  สิ่งนี้   เอาเท่าเทียมกัน  ทำเปณจุณ เอาน้ำดอกไม้เป็นกระสาย  บดทำแท่ง ละลานน้ำแตงร้านรับประทาน แก้ในตาต้อ  ๔  แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งมวล

12

สมุนไพรโกษฐ์สิงคี
ยาขนานที่ ๖๘ ใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ เข้าเครื่องยาชื่อ “โกฏสิงคี” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้ ขี้ผึ้งบี้พระเส้น ให้เอาชะมดอีกทั้ง ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง กรุงเขมา ดีงูงูเหลือม จันทร์ทั้งยัง ๒ กฤษณา กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง โกฏสอ โกฏเฉมา โกฏจุลาลำภา โกฏกัยี่ห้อ โกฏสิงคี โกฏหัวบัว มัชะกิยวาณี กระวาน  กานพลู ลูกจันทร์  ดอกจันทร์   เทียนดำ เทียนขาว  พริกหอม  พริกหาง พริกล่อน ดีปลี ลูกกราย ฝิ่น สีผึ้ง สิ่งละสลึ่ง กระเทียม หอมแดง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ทำเปณจุที่ละลายน้ำมะนาว  ๑0  ใบ น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ หุงให้อาจแต่น้ำมัน ก็เลยเอาชันรำโรง ชันอ้อย ชันระนัง ใส่ลงพอเหมาะ กวนเอาดีแล้วจึงเอาทาแพรทาผ้ามอบให้ ทรงปิดไว้ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อน ข้าพระพุทธเจ้า ออกพระสิทธิสาร ประกอบทูลเกล้าฯ ถวายทรงในวัน  ๑ ฯ ๔  ค่ำ ปีชวด โทศกฯ ของขลังที่หนังสือเรียนฯเรียก โกฏสิงคีในยาขนานนี้ ก็คือ เขากุย นั่นเอง

Tags : สมุนไพร

13
อื่นๆ / สมุนไพรอำพัน หมายถึงอะไร
« เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2017, 08:19:18 AM »

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรอำพัน[/url][/size][/b]
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในตระกูลPinaceae

มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เนื่องจากเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นสาเหตุของคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าไฟฟ้า สมุนไพร หมอแผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  วุ่นวายใจ  เลอะเลือน ต้องมายากลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบขี้งก ๑  กรุงเขมา  ๑  อำพัน  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะรับประทานให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกลุ้มใจในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังไม่ได้กินหายแล

14
อื่นๆ / สัตววัตถุเลียผา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2017, 09:14:21 AM »

เลียงเขาหิน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า capricornis  sumatraensis (Bechstein)
จัดอยู่ในตระกูล  Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  serow
ชีววิทยาของแกงเลียงหน้าผา
เลียงผาเป็นสัตว์บดเอื้อง  มี ๔  กระเพาะ  รูปร่างคล้ายแพะ  ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๔๐ – ๑.๕๐  เมตร  หางยาว ๑๐ – ๑๕  เซนติเมตร  น้ำหนักตัว  ๕๐ – ๗๐ โล  ขนบนลำตัวหยาบ ยาว สีดำ มีขนยาวสีดำเป็นแผงอยู่ในแนวสันหลังตั้งแต่กำดันถึงโคนหาง ใบหูยาว  มีเขาทั้งตัวผู้แล้วก็ตัวเมีย  เขาสีดำ  โค้ง  ปลายแหลม ยาว  ๑๗.๕ –  ๒๕  ซม. รอบๆโคนเขาขึ้นไปมีรอยหยักเป็นวงโดยรอบ ปลายเขากลมแล้วก็เรียวโค้งไปทางข้างหลัง  ขาอีกทั้ง ๔ มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ขนบริเวณเหนือกีบสีน้ำตาล  กีบสั้น  สีดำ รอบๆหน้ามีรูต่อมน้ำมันอยู่ใต้ตา ข้างดั้งจมูก และขับน้ำมันสีขาวออกมาตลอดระยะเวลา หางสั้น เลียงหน้าผาชอบอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าเขาหินหรือโคนหินสูงชัน  มีชะง่อนผากำบังพอเพียง  ขวยเขิน จะดุเมื่อบาดเจ็บหรือหมดหนทาง  วิ่งไต่ไปตามหน้าผาได้อย่างคล่องแคล่ว ทำมาหากินอย่างโดดเดี่ยวในช่วงเวลาเช้าตรู่หรือช่วงเย็น ช่วงกลางวันมักหลบนอนพักอยู่ตามป่าละเมาะตามชะง่อนผา หรือในถ้ำ อดน้ำได้นาน ว่ายน้เก่ง  ประสาทตา หู แล้วก็จมูก ดีมาก กินผลไม้  ต้นหญ้า ใบไม้ หน่อไม้  เป็นอาหาร  โตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เม่ออายุได้  ๓  ปี ข้างหลังผสมพันธุ์  ตัวเมียจะแยกออกไปอยู่ต่างหาก  มีท้องนานราว  ๘  เดือน ตกลูกทีละ ๑ ตัว ลูกแกงเลียงผาอยู่กับแม่นานราว  ๑  ปีจึงจะแยกออกไปพบกินตามลำพัง เลียงเขาหินอายุยืนราว ๑๕   ปี เลียงเขาหินที่เจอในประเทศไทยมี  ๒ ประเภทย่อย คือ จำพวกย่อย  Capricornis  sumatraensis  sumatraensis  (Bechstein)  ซึ่งมีเท้าสีดำ พบรอบๆเขาหินปูน  ทางภาคใต้ กับประเภทย่อย  Capricornis  sumatraensis  millneedwardsi  David  ซึ่งมีเท้าสีออกแดง พบทางภาคเหนือและก็ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้เขาเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยา เขาเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก  “สัตตเขา”  ยกตัวอย่างเช่น  เขาโค  เขาควาย  เขากระทิง  เขากวาง  เขาแกะ เขาแพะ และก็เขาเลียงผา นอกจากนั้น แพทย์พื้นบ้านลางแห่งใช้ “น้ำมันแกงเลียงผา” สำหรับจัดเตรียมยาน้ำมัน โดยผสมสมันพงอื่นๆอีกหลายแบบ  ว่าเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ลมจับโปง (rheumatism) บำรุงข้อ บำรุงกระดูก

15
อื่นๆ / สัตววัตถุเสือโคร่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2017, 10:12:32 AM »

เสือโคร่ง
เสือโคร่งเป็นสัตว์พวกแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris (Linnaeus) ชนิดที่พบในประเทศไทยเป็นประเภทย่อย Panthera tigris corbetti (Mazak) จัดอยู่ในตระกูล Felidae เสือลายพิงกลอน ก็เรียก
ชีววิทยาของเสือโคร่ง
เสือโคร่งเมื่อโตเต็มกำลังมีความยาวลำตัวราว ๒๑๐ เซนติเมตร หางยาวราว ๑๐๕ เซนติเมตร สูงราว ๙๕ เซนติเมตร (วัดจากหัวไหล่) น้ำหนักตัว ๑๐๐-๒๑๐ กิโล ตัวผู้ที่โตเต็มกำลังอาจหนักได้ถึง ๓๐๐ กก. มีเล็บคม ซ่อนได้ มีเขี้ยวบน ๒ เขี้ยว ล่าง ๒ เขี้ยว หน้าสั้น มีหนวดแข็ง ตากลมโต แวววาว ขมตามตัวเป็นเส้นเล็กละเอียด สีเหลืองผสมเทา หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลปนแดง ท้องสีขาว มีแถบลายดำพิงข้ามหลังลงมาข้างๆลำตัวตลอดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง หางมีบ้องสีดำสลับเหลือง ปลายหางสีดำ ข้างหลังใบหูมีสีดำ และก็มีจุดสีนวลใหญ่เห็นได้ชัด เสือโคร่งเป็นสัตว์ขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำหรือแช่น้ำมาก ขึ้นต้นไม้ได้ อาศัยในป่าได้ดูเหมือนจะทุก [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ประเภทที่มีของกิน น้ำ รวมทั้งแหล่งซ่อนแบบอย่างพอเพียง ตัวอย่างเช่น ถ้ำ หลืบหิน ขอนไม้ใหญ่ ป่าที่รกทึบ ออกล่าเหยื่อตั้งแต่ตอนเวลาเย็นไปจนกระทั่งรุ่งแจ้ง อาหารที่กินได้แก่ กวาง เก้ง หมูป่า โค ควาย และสัตว์อื่นๆเสือโคร่งชอบอยู่โดดเดี่ยว ยกเว้นตัวเมียที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน เหมือนปกติตัวเมียเป็นสัดทุก ๕๐ วัน แล้วก็เป็นสัดอยู่นาน ๕ วัน คลอดลูกครอกละ ๑-๗ ตัว ตั้งครรภ์นาน ๑๐๕-๑๑๐ วัน เสือโคร่งในธรรมชาติ มีอายุได้ ๒๐-๒๕ ปี เคยมีผู้ทำนองว่า ในประเทศไทยมีเสือโคร่งหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติไม่เกิน ๕๐๐ ตัว พบในแนวเขาตะนาวศรี แนวเขาเพชรบูรณ์ เขาใหญ่ แล้วก็ในป่าดงดิบทางภาคใต้ ในต่างประเทศเจอได้ตั้งแต่ในไซบีเรียไปจนกระทั่งทะเลสาบแคสเปียน ในประเทศอินเดียแล้วก็ภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ ในเกาะเกะสุมาตรา ชวา และบาหลี เสือโคร่งที่เลี้ยงกันทั่วๆไปในประเทศไทยเป็นเสือโคร่งเบงกอล อันเป็นเสือโคร่งประเภทย่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris (Linnaeus) พบที่ประเทศอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ แล้วก็ประเทศพม่า จำพวกย่อยนี้ตัวโตกว่าเสือโคร่งจำพวกย่อยที่เจอในธรรมชาติในไทย
ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ส่วนต่างๆของเสือโคร่งแทบทุกส่วนเป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเสือโคร่ง เขี้ยว กระดูก หนัง ดีเสื้อ เอ็นเสือ ตาเสือ ไตเสือ แล้วก็เนื้อเสือ แต่ว่าที่ใช้มากมี
๑. น้ำมันเสือ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำมันเสือมีรสเผ็ด ใช้ต้มผสมกับสุรา รับประทานแก้อาเจียนคลื่นไส้ แก้ผมหงอกก่อนวัย ใน หนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ มียาขนานหนึ่ง เป็นขนานที่ ๖๙ สีผึ้งบี้พระเส้น เข้า “น้ำมันเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย
๒. เขี้ยวเสือ โบราณว่ามีรสเย็น มีคุณประโยชน์ดับไข้พิษ ไข้กาฬ แก้พิษร้อน พิษอักเสบ พิษตานซาง เขี้ยวเสือเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ได้แก่ เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวสุนัขป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวตะไข้ เขี้ยวเลียงเขาหิน และก็งา
๓. กระดูกเสือ แบบเรียนยาโบราณว่ามีรสเผ็ดคาว เป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงไขข้อและเนื้อหนัง แก้ปวดบวมตามข้อ แก้โรคปวดข้อ เป็นยาระงับประสาท แก้โรคลมบ้าหมู แก้ปวดตามข้อ หัวเข่า กระดูก บำรุงกระเพาะอาหาร ยาขนานหนึ่งใน พระคู่มือไกษย ชื่อ “ยาเนาวหอย” เข้า “กระดูกเสือเผา” เป็นเครื่องยาด้วย

กระดูกเสือในยาจีน
กระดูกเสือเป็นเครื่องยาที่ใช้ในยาจีน หายากและมีราคาแพง มีชื่อเครื่องยาในภาษาละตินว่า Os Tigris จีนเรียก หูกู่ (แมนดาริน) ได้จากกระดูกแห้ง (ทุกชิ้น) ของเสือโคร่ง Panthera tigris (Linnaeus) ตำรายาจีนว่า กระดูกเสือมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น มีสรรพคุณไล่ “ลม” และแก้ปวด จึงใช้รักษาโรคลมจับโปง และมีสรรพคุณเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกแล้วก็กล้มเนื้อ ใช้แก้อาการเหน็ดเหนื่อยของกระดูกรวมทั้งกล้ามอันมีเหตุมาจากตับแล้วก็ไต “พร่อง” ขนาดที่ใช้คือวันละ ๓-๖ กรัม โดยมักเตรียมเป็นยาเม็ดลูกกลอน ยาผง แล้วก็ยาดองเหล้า ก่อนนำกระดูกเสือมาใช้เป็นเครื่องยา จำเป็นต้องละเนื้อออกให้หมด ตากให้แห้ง แล้วเลื่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆหรือบางทีอาจเอากระดูกชิ้นเล็กๆมาทอดด้วยน้ำมันจนมากแล้วทำให้เย็นก่อนนำมาใช้ เพราะว่ากระดูกเสือเป็นเครื่องยาหายากรวมทั้งแพงแพง จึงมีของเทียมขายในท้องตลาดมากมาย ส่วนมากเป็นกระดูกวัว
๔. น้ำนมเสือ ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่ามีรสมันร้อน มีคุณประโยชน์ชูกำลังแก้หืด ดับพิษร้อน มียาหยอดตาขนานหนึ่งใน พระตำราปฐมจินดาร์ เข้า “น้ำนมเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ นมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงตัวผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม บดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้าง หยอดแก้สารพัดสารพันตานทรางทั้งปวงขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าคุณประโยชน์ลิกานั้น สำหรับแก้ตานขโมย พวกนี้ต่อไป

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2