แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1

ต้นหญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร ต้นหญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
วงศ์    Asteraceae
ถิ่นเกิด  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมานานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและประยุกต์ใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะในประเทศปารากวัย แล้วก็บราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่คนท้องถิ้นปารากวัยเรียกหมายถึงkar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle มีความหมายว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชนท้องที่ของขว้างรากวัย รวมทั้งบราซิล ใช้ผสมในอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน แล้วก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบเอเชียพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างล้นหลาม โดยนำไปเป็นองค์ประกอบของของกินรวมทั้งเครื่องดื่มต่างๆ  ยกตัวอย่างเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยเป็นการเอามาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยยิ่งไปกว่านั้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน รวมทั้งจังหวัดเชียงราย ในขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกประเภทหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้ดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงโดยประมาณ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อหุ้มชิดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเดี่ยวๆเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น แล้วก็กิ่ง และก็เหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราวๆ 1-1.5 ซม. ยาว


โดยประมาณ 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย และโก่งเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำกินจะมีรสหวานจัด

  • ดอก ต้นหญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกมีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบมีสีขาว ข้างในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และก็เกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก คล้ายหนวดปลาดุก ทั้งนี้ หญ้าหวานจะออกดอกตลอดปี ในฤดูฝนจะมีดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลสำเร็จแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเมล็ดคนเดียวจำนวนหลายชิ้น เม็ดสีดำ มีขนปุกปุยปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ออกจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราว 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และก็พืชประเภทนี้จะเจริญเติบโตได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 600-700 เมตร
                ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกลงในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ จึงมีการเกื้อหนุนให้มีการปลูกมาจนถึงปัจจุบัน
ต้นหญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีข้อดีเป็นทำเป็นรวดเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง รวมทั้งนานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค รวมทั้งแมลงเจริญ แม้กระนั้นมีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และมีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานลดลงหรือได้ผลผลิตใบลดลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่น คือ มัธยัสถ์ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แม้กระนั้นมีข้อเสียเป็นใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำลงมากยิ่งกว่ากล้าจากเมล็ด รวมทั้ง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค รวมทั้งแมลง


สำหรับเพื่อการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บทีแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าหากต้นบริบูรณ์พอเพียง จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราว 40-60 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน และก็ให้ผลผลิตต่ำในช่วงฤดูหนาว แล้วก็ฤดูแล้ง ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ จะต้องล้างชำระล้าง รวมทั้งตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้เป็น 2 เกรดหมายถึงเกรด Aและก็เกรด B หากสภาพใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเป็นเกรด B แม้กระนั้นเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานต่างกัน
ต้นหญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอราว 1 ใน 3 ของจำนวนหญ้าหวานแห้งทั้งผอง ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กก. ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราวๆ 150 บาท/กก. รวมทั้งใช้บดเป็นผุยผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
ส่วนประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานโดยประมาณร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาลทราย 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงอีกทั้งในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนไฟได้ถึง 200 องศาเซลเซียส ก็เลยไม่ย่อยสลายหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับในการปรุงอาหาร ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษและก็ไม่เป็นอันตรายในการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกลุ่มสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และก็ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลเดกซ์โทรส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคค้างไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกรุ๊ปน้ำตาลเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
ขึ้นรถสำคัญต่างๆที่พบในหญ้าหวานมีหลากหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น
– Stevioside มักพบที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F พบลำดับรองลงมา ประมาณ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และก็ทนความร้อน
คุณสมบัติทางกายภาพ แล้วก็เคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) และก็สาโรจน์ (2547)
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ 
สารสกัดที่ได้จากหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากยิ่งกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแม้กระนั้นไม่ทำให้เกิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีคุณประโยชน์รวมทั้งประโยชน์ต่างๆมากมาย ตัวอย่างเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้เจ็บป่วยเบาหวานนั้นเสี่ยงมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะซุกซนอินซูลิน นอกเหนือจากนั้น ยังมีต้นสายปลายเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังเช่น มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เกิดความเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อโรค ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของหญ้าหวานที่บางทีอาจมีประโยชน์ต่อคนเจ็บโรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานค้นคว้าที่ศึกษาเรื่องนี้เยอะแยะ งานวิจัยหนึ่งได้ให้คนเจ็บเบาหวานประเภทที่ 2 รับประทานสารสกัดหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการพิสูจน์เลือดข้างหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าคนป่วยหรูหราน้ำตาลในเลือดลดน้อยลง สอดคล้องกับการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เจ็บป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังภายหลังจากกินแป้งที่ทำจากหญ้าหวาน
นอกเหนือจากนั้น การกินต้นหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพธรรมดาเช่นกัน งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดสอบกินซูโครส แอสปาแตม และต้นหญ้าหวานก่อนอาหารมื้อกลางวันและก็มื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลวิจัยพบว่าผู้ที่กินต้นหญ้าหวานหรูหราน้ำตาลในเลือดและก็อินซูลินหลังรับประทานอาหารน้อยลงมากยิ่งกว่าผู้ที่รับประทานซูโครสรวมทั้งแอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกนั้น กลุ่มที่กินหญ้าหวานรวมทั้งแอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่ทานอาหารอื่นเพิ่มเติมอีกจากมื้อหลัก เหมือนกันกับงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นที่ทำให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบต้นหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดลองที่มิได้ป่วยด้วยโรคเบาหวานหรือมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายชนิด ก็เลยไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน และเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และช่วยป้องกันโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับการมีรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะไม่เหมือนกับน้ำตาลซะทีเดียว เพราะเหตุว่าสารสตีวิโอไซด์จะมีรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายน้อย จะเลือนรางไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกเหนือจากนั้นสารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นยังเป็นสารที่ไร้ค่าทางอาหารอะไร เนื่องจากมีแคลอรีต่ำมากมายหรือเปล่ามีเลย และจะไม่ถูกย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่ว่าจากจุดด้วยที่ตรงนี้นี่เองก็นับว่าเป็นลักษณะเด่นที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และก็โรคหัวใจ
ในขณะนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ เป็นต้นว่า ประเทศญี่ปุ่น จีน ประเทศเกาหลี แคนท้องนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีทิศทางมากเพิ่มขึ้นองค์การอาหารแล้วก็ยาของสหรัฐอเมริการวมทั้งกรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 และ พ.ศ. 2554 ตามลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต แล้วก็จัดจำหน่ายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พุทธศักราช 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และก็ของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงวัตถุเจือปนของกินขององค์การของกินและก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินรวมทั้งระบุค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
ต้นแบบ/ขนาดการใช้  จากผลวิจัยของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพคือ 7,938 มิลลิกรัม/กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากหากเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะเหตุว่าคนส่วนใหญ่กินกันประมาณ 2-3 ก็นับว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานอย่างปลอดภัยเป็นราว 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือเป็นปริมาณที่สมควรและไม่หวานมากเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญของของกินและก็เกษตรแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้ระบุค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งโลต่อวัน อย่างไรก็ดีบางทีอาจต้องระมัดระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีภาวการณ์โรคไตและตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พ.ศ.2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ มีความหมายว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ รวมทั้ง สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากต้นหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบของกินต้องมีจำนวนสารในกรุ๊ปสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมยอดไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน องค์การของกินและเกษตร และองค์การอนามัยโลก ที่สหประชาชาติ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และก็คณะ ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อผิดพลาด โดยพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis บอกว่า หญ้าหวานไม่มีผลนำมาซึ่ง Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) อะไร ทั้งนี้ได้ทำทดลองซ้ำอยู่หลายที จากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกมากมายที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานมีผลน้อยมาก หรือบางครั้งก็อาจจะไม่มีผลเลย และก็ต่อมาก็เลยได้มีการสำรวจความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยส่วนมากกล่าวว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานใดๆกล่าวว่าต้นหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งอะไร  และยังมีการเล่าเรียนทางคลินิกอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเรียนรู้กำหนดถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานเป็น สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลกลูโคสรวมทั้งสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากยิ่งกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า รวมทั้งต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้บางส่วน  และระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ก็สามารถสลายตัวรวมทั้งแยกไกลโคไซด์ของต้นหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ได้นี้จำนวนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง ก็เลยมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดหญ้าหวานเพียงส่วนน้อยที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลแล้วก็สารโพลีแซคคาไรด์ (Poly saccharides) บางส่วนจะถูกซึมซับเข้าสู่ร่างกาย แล้วก็โดยมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเรียนทางพิษวิทยา จากการเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการเรียนรู้
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนถึง 5% (ขนาดสูงถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนกระทั่ง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ และไต แต่มีกล่าวว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดมากถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว มีผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) แล้วก็ creatinine ในเลือดสูงมากขึ้น แต่ขนาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นขนาดที่สูงยิ่งกว่าขนาดที่ใช้รับประทานในคนมากประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ด้วยเหตุนั้นผลการศึกษาวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นระยะเวลาที่ยาวนานจนกระทั่งปัจจุบันปรากฏว่ามีลักษณะท่าทางทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้พินิจพิเคราะห์แล้วก็ประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยินยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่มีอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดลองการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita แล้วก็คณะ (1979), Okumura
และภาควิชา (1978) รวมทั้ง Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) กระทำการทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli แล้วก็ Bacillus subtilis ผลของการทดลอง พบว่า สารดังที่ได้กล่าวมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์อะไร
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง
ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่พบข้อกำหนดใช้หญ้าหวานที่ชัด แต่ว่าข้อควรตรึกตรองเป็น

  • ไม่ควรบริโภคหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่กำหนดในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากอย. กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • เลี่ยงบริโภคต้นหญ้าหวานในเรื่องที่แพ้พืชเชื้อสายเดียวกับหญ้าหวาน ได้แก่ ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เพราะคนที่แพ้พืชกลุ่มนี้บางทีอาจเสี่ยงมีอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้ด้วยเหมือนกัน
  • คนป่วยโรคเบาหวานที่รับประทานหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งปรึกษาแพทย์ในทันทีถ้ามีลักษณะอาการไม่ดีเหมือนปกติใดๆด้วยเหตุว่าหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากหญ้าหวานอาจจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินความจำเป็นได้
  • สตรีท้อง สตรีให้นมลูก และก็เด็ก ควรหารือแพทย์ก่อนที่จะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ใช้หญ้าหวานบางรายบางทีอาจเกิดอาการท้องอืด อาเจียน หน้ามืดศีรษะ ปวดกล้าม หรือชาตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.



Tags : ต้นหญ้าหวาน

2

หญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  หญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  พยับเมฆ (กรุงเทพมหานคร) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ดง (เพชรบุรี) หญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
สกุล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิดเมืองนอน  ต้นหญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียใต้แถบประเทศอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังการวมทั้งทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจัดกระจายชนิดไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเซียอาคเนย์) ดังเช่นว่า เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฯลฯ ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วและขับปัสสาวะมานานแล้ว ตราบจนกระทั่งในปัจจุบันมีการทำการค้นคว้าเกี่ยวกับต้นหญ้าหนวดแมวว่าสามารถเยียวยารักษาโรคและก็ภาวการณ์ต่างๆได้มากมายหลายโรคจึงทำให้ความนิยมสำหรับเพื่อการใช้ต้นหญ้าหนวดแมวเยอะขึ้น
ลักษณะทั่วไป   ต้นหญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 ซม. มีอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นและก็กิ่งไม้ค่อนข้างจะเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง รวมทั้งมีขนบางส่วน แตกกิ่งก้านสาขามาก โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งตรง ตามยอดอ่อนมีขนกระจัดกระจาย ใบเป็นเดี่ยว ออกตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบของใบจักเป็นฟันเลื่อยห่างๆนอกจากขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบอีกทั้งข้างบนและก็ด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 เซนติเมตร มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้งขึ้น ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยโดยประมาณ 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 เซนติเมตร ดอกจะบานจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน ริ้วประดับประดารูปไข่ ยาว 1-2 มม. ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง งอนิดหน่อย ยาว 2.5-4.5 มิลลิเมตร เมื่อสำเร็จยาว 6.5-10 มิลลิเมตร ด้านนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบดอกไม้โคนเชื่อมชิดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่กว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางข้างหลัง ปากข้างล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ด้านล่างยาวกว่าคู่บนบางส่วน ก้านเกสรยาว หมดจด ไม่ติดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอกไม้เห็นได้ชัดเสมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ด้านบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 เซนติเมตร ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลได้ผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวราวๆ 1-2 มิลลิเมตร ผลจะเจริญเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น มีดอกและก็ติดผลราวก.ย.ถึงเดือนตุลาคม ถูกใจขึ้นที่ชื้น มีแดดรำไรในป่าขอบลำน้ำ หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ หญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตได้ดีในดินชื้น คล้ายกับกระเพราและโหระพา จึงทนต่อภาวะแห้งได้น้อย โดยเหตุนั้น การปลูกหญ้านวดแมวควรต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ออกจะเปียกชื้นเสมอหรือมีระบบระเบียบให้น้ำอย่างทั่วถึง แต่ในฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                ทั้งยังต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วน รวมทั้งมีอินทรียวัตถุสูง โดยเหตุนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรเติมอินทรียวัตถุ อาทิเช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ก่อนกระพรวนผสมกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้ากันและกำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี คือ

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวโดยประมาณ 15-20 เซนติเมตร ต่อจากนั้น เด็ดกิ่งแขนง และก็ใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวโดยประมาณ 5 เซ็นต์ พร้อมทั้งเด็ดยอดทิ้ง ก่อนนำมาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การโปรยเมล็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่จัดเตรียมไว้ โดยหว่านให้เมล็ดมีระยะห่างกันโดยประมาณ 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย แล้วก็ดูแลจนกระทั่งต้นกล้าอายุราว 20-30 วัน หรือสูงประมาณ 10-15 ซม. ก่อนแยกปลูกลงแปลงถัดไป


ต้นหญ้านวดแมว เป็นพืชที่อยากได้ความชื้นสูง แม้ขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยว แล้วก็ตายได้เร็วทันใจ โดยเหตุนั้น กล้าต้นหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกไว้ในแปลงแล้ว ควรจะมีการให้น้ำอย่างน้อย 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว ต้นหญ้าหนวดแมว แก่เก็บเกี่ยวประมาณ 120-140 วัน ข้างหลังปลูก บางทีอาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
องค์ประกอบทางเคมี
ต้นหญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่โดดเด่นเป็น สารกลุ่ม phenolic compoundsเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin และeupatorin แล้วก็ pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญคือ betulinic acid2 นอกเหนือจากนั้นยังเจอ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin พบสารกลุ่มฟลาโอ้อวดน ได้แก่ sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ และHederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในต้นหญ้าหนวดแมวเหล่านี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยาแล้วก็เภสัชวิทยามาก ได้แก่ การขับฉี่ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) คุ้มครองป้องกัน ตับ ไต และกระเพาะอาหาร ลดระดับความดันโลหิต ต้านสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ต้านทานการอักเสบ เบาหวาน แล้วก็จุลชีวิน ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความอยากรับประทานอาหาร (anorexic  activity)  แล้วก็ปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 องค์ประกอบทางเคมีของสารพฤกษเคมีในต้นหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
สรรพคุณ  ต้นหญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่คนไทยได้นำมาใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีคุณประโยชน์ตามตำราไทยเป็นใบมีรสจืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา รับประทานขับเยี่ยว ขับนิ่ว แก้โรคไต รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว และก็ไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ บรรเทาอาการไอ แก้หนองใน ราก ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ต้น แก้โรคไต ขับฉี่ รักษาโรคกษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง รวมทั้งบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว แก้หนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีผลการศึกษาวิจัยบอกว่า หญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณ

  • ความดันโลหิตสูง หญ้าหนวดแมวทำให้ความดันเลือดลดลง และยังสามารถลดภาวะหลอดเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ไม่เป็นอันตรายในคนเจ็บกลุ่มนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
  • การต่อว่าดเชื้อระบบฟุตบาทเยี่ยว โรคนี้หมอมักแนะนำให้คนเจ็บกินน้ำมากๆโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นถ้าหากดื่มน้ำมากๆก็จะสามารถช่วยทำให้หายได้โดยไม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ การดื่มน้ำมากๆราวกับเป็นการช่วยทำให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเดินฉี่ไปเรื่อยๆยิ่งขับออกเร็วมากเท่าใดลักษณะของโรคก็จะหายเร็วมากยิ่งกว่าเดิมแค่นั้นหากเชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเท้าปัสสาวะก็จะเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งสารกรุ๊ป cytokines โดยเฉพาะ interleukin 6  ที่ให้ผลทั้งยังเฉพาะที่ในระบบทางเดินฉี่แล้วก็กระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) คือกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการปวด อักเสบ แล้วก็จับไข้ได้ ต้นหญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ และก็ปกป้องไม่ให้เชื้อติดตามเนื้อเยื่อระบบทางเท้าฉี่ เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำปัสสาวะได้เร็วขึ้น
  • เบาหวาน ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดน้อยลงเนื่องจากว่ายับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ  α-amylase  แล้วก็ลดพิษจากการได้รับกลูโคสจำนวนสูง จึงสามารถนำมาใช้ในคนไข้เบาหวานได้อย่างปลอดภัยแล้วก็หนังสือเรียนยาโบราณยังอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว หญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent เป็นขับกรดยูริกออกมาจากกระแสโลหิต ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ ทั้งยังยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดขึ้นมาจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • โรคมะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งหลากหลายประเภทรวมทั้งลดการผลิตเส้นเลือดใหม่ไม่ให้งอกไปเลี้ยงก้อนเนื้อมะเร็ง ก็เลยได้ผลดีในการร่วมประเวณีษาโรคมะเร็งได้
  • ท่อฉี่ตีบแคบ หญ้าหนวดแมวถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีสาระมากสำหรับการช่วยขับเยี่ยวในคนไข้ที่มีปัญหาในเรื่องท่อปัสสาวะตีบแคบซึ่งพบได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงวัย เพราะทำให้กล้ามเรียบของท่อฉี่คลายตัว
รูปแบบ/ขนาดการใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับเยี่ยว
  • ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเหลือเกิน ล้างสะอาด นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เหมือนกันชงชา ดื่มต่างน้ำทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำกิน ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนที่จะกินอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบหญ้าหนวดแมว ราวๆ 2-3 ใบ (ควรจะเก็บช่วงที่หญ้าหนวดแมวกำลังมีดอก) มาหั่นเป็นท่อนราวๆ 2-3 เซนติเมตร ตากแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (โดยประมาณ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน คลื่นไส้ ตำราเรียนยาให้ใช้ใช้อีกทั้งใบ และกิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหาร


การศึกษาทางพิษวิทยา การเรียนทางเภสัชวิทยาของหญ้าหนวดแมวส่วนมากจะมีด้านฤทธิ์การขับเยี่ยวและฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษานิ่ว เช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับเยี่ยว ทดลองป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 และก็จำนวนร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับเยี่ยวรวมทั้งขับโซเดียมได้ดีมากว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 70 แต่ขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า นอกจากนั้นสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคได้ดิบได้ดีมากมาย และก็พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 มีจำนวนสารสำคัญ ตัวอย่างเช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid และ cichoric acid สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 70 แม้กระนั้นมีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว มีการศึกษาฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะส่วนบนของต้นหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ แล้วก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนไข้ที่ได้รับหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนตัวของนิ่วรอบๆกระดูกกระเบนเหน็บมากกว่า แล้วก็ช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ไม่ได้ต่างอะไรกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ คนเจ็บที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีความดันเลือดน้อยลงน้อย ในระหว่างที่กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะต้น (วันที่ 3 ของการทดลอง) เร็วขึ้น แต่ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงของระดับโปแตสเซียมในเลือด กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในฉี่ในวันที่ 30 ของการทดสอบลดลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของเยี่ยวทั้งสองกรุ๊ปไม่ได้ต่างอะไรกัน ขณะที่พบผลกระทบในกลุ่มที่ใช้หญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ว่าไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกเหนือจากนั้น มีรายงานผลการรักษานิ่วในไตในคนป่วยที่ให้กินยาต้มที่เตรียมจากใบหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มล. ครั้งเดียว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการตอบสนองทางคลินิกที่ดี พบว่าเยี่ยวของคนเจ็บมีทิศทางเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งแนะนำว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

ยิ่งกว่านั้นยังมีการทำการศึกษาเรียนรู้ในเมืองนอกของฤทธิ์สำหรับในการบรรเทาและก็รักษาอาการโรคต่างๆดังต่อไปนี้

  • การขับปัสสาวะ (diuresis) ปัจจุบันพบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor ทั้ง A1 A2A A2B แล้วก็ A3    สาระสำคัญในต้นหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ประเภท A1    receptor แต่ว่าก็ให้ฤทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องถึง adenosine receptor อีก 3 ประเภทด้วย ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแต่กล้ามเรียบของท่อเยี่ยว (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับเยี่ยว จึงน่าจะเป็นกลไกที่ประยุกต์ใช้ชี้แจงการขับฉี่ได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังถือได้ว่าเป็นปัญหาอยู่มากรวมทั้งยังไม่รู้กลไกที่แน่ชัด ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวในการรักษานิ่ว Gao แล้วก็แผนกชี้ให้เห็นศักยภาพของหญ้าหนวดแมวสำหรับในการปรับปรุงแก้ไขนิ่วที่เกิดจากผลึกของ calcium oxalateในเนื้อเยื่อไตของตัวทดลอง โดยการทำให้สาร biomarker กว่า 20 ประเภทที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไตบาดเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถกลับคืนสู่สภาวะธรรมดาได้เรื่องปฏิบัติงานของสารในหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมเกือบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine รวมถึง citrate cycle นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าการขับฉี่บางทีอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วและขับออกมากับปัสสาวะง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยขับกรดยูริคและก็คุ้มครองป้องกัน  uric acid stone formation
  • การต่อว่าดเชื้อของระบบฟุตบาทปัสสาวะ (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำต้นหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบฟุตบาทเยี่ยว ผลประโยชน์ที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากการที่จะขับปัสสาวะที่ช่วยทำให้อาการของการติดเชื้อดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการเกาะติดของเชื้อชนิด uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเดินเยี่ยวได้ง่ายและก็เร็วขึ้น นอกเหนือจากนี้คุณลักษณะสำหรับเพื่อการต้านทานปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเครียดจากภาวการณ์ขบวนการออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการเจ็บที่เกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยาออกซิเดชันสำคัญเป็น lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบต้นหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณสมบัติตามอักเสบก้าวหน้า ก็เลยมีการนำมาใช้ใน rheumatoid arthritis gout และโรคอันเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบคือยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid น้อยลงสาร eupatorin และ sinensetin ยั้งการแสดงออกของยีน iNOS รวมทั้ง COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide แล้วก็ PGE2 ลดน้อยลงเป็นลำดับ เว้นเสียแต่สารกลุ่ม phenolic compounds  คือ eupatorin และก็sinensetin แล้วสารกรุ๊ป diterpines ในหญ้าหนวดแมวก็สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้ด้วยเหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย คาดคะเนว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีคุณสมบัติลดการเกิดไข้ได้โดยสารสำคัญที่ออกฤทธิ์เป็น rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin และก็ tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต้านทานอักเสบและก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดอาหารปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และปวดจะพบบ่อยสำหรับการติดเชื้อของระบบฟุตบาทปัสสาวะ
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้ต้นหญ้าหนวดแมวในผู้เจ็บป่วยเบาหวานน่าจะมีความปลอดภัยสูงเนื่องมาจากสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานได้ โดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและคุ้มครองปกป้องความเป็นพิษที่เกิดขึ้นมาจากการรับเดกซ์โทรสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมหมู่ฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อทำการสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดสอบฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase และก็a-amylase ก็พบว่าความสามารถของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับเพื่อการยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 0.66 และก็ 4.63 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ในช่วงเวลาที่คุณภาพของsinensetin ในการยับยั้งเอนไซม์ a-amylase สูงยิ่งกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 1.13 แล้วก็ 36.7 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตรเป็นลำดับ ก็เลยคาดคะเนว่าสาร sinensetin อาจเป็นสารสำคัญชนิดหนึ่งสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ของหญ้าหนวดแมวในการต้านเบาหวานชนิดที่ไม่สังกัดอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) สารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดภาวการณ์เส้นเลือดหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการขัดขวางตัวรับ alpha 1 adrenergic รวมทั้ง angiotensin 1 จึงน่าจะไม่มีอันตรายในคนเจ็บความดันโลหิตสูง นอกจากจะไม่มีอันตรายในผู้เจ็บป่วยความดันเลือดสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้ผลดีสำหรับเพื่อการรักษาความดันโลหิตสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกลุ่ม diterpenes และก็ methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxicity)ต้นหญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยวิธี supercritical carbon-dioxide ให้ผลที่น่าดึงดูด สำหรับเพื่อการยั้งการเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยั้งการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % คือค่า IC50 ต่ำเพียง 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ซึ่งสามารถเห็น nuclearcondensation แล้วก็ความผิดแปลกของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างชัดเจน เมื่อทำสกัดสาร eupatorin มาทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งหลายๆประเภทก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการยับยั้งวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase จุดเด่นที่เหนือยาเคมีบำบัดในตอนนี้เป็น eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์ทนทานแล้วก็แข็งแรง ก็เลยลดการเกิดแผลของระบบทางเดินฉี่ได้  นอกจากลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการถึงแก่กรรมแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  พร้อมทั้งลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho รวมทั้งคณะทดสอบการใช้เคล็ดวิธีultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับเพื่อการสกัดสารจากหญ้าหนวดแมวทำได้สารสกัดที่มีฤทธิ์ต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันดีขึ้น โดยเจอสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และก็sinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่กล่าวมาข้างต้น


การเรียนรู้ทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบและลำต้นเข้าช่องท้องหนูแรทเพศผู้และก็เพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้และก็เพศเมีย เจอความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งสองเพศวันแล้ววันเล่าต่อเนื่องกัน 30 วัน ไม่พบความเคลื่อนไหวของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือด แล้วก็พยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  แล้วก็เมื่อเรียนความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเท่ากันกับ 11.25, 112.5 แล้วก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเจ็บโรคนิ่วในท่อไต ไม่พบความแตกต่างของการเจริญเติบโต  การกินของกิน ลักษณะภายนอกหรือความประพฤติที่ผิดปกติ และก็ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม เว้นเสียแต่ปริมาณเกร็ดเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กก./วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกลุ่ม โปแตสเซียมในหนูเพศภรรยา รวมทั้งคอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับต่ำยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม   นอกจากนี้ เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันนาน 6 เดือน เปรียบเทียบกลุ่มควบคุม พบว่า หนูทุกกรุ๊ปมีการเจริญเติบโตแล้วก็ทานอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่พบความผิดแปลกในระบบโลหิตวิทยาและความแตกต่างจากปกติของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางวิชาชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดหรูหราโซเดียมต่ำลงมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม แต่ว่าระดับโปแตสเซียมมีลักษณะท่าทางสูงมากขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/กิโลกรัม/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับและก็ม้ามมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็แล้วแต่การตรวจทางจุลพยาธิภาวะไม่เจอความแตกต่างจากปกติที่เซลล์ตับรวมทั้งอวัยวะอื่นๆยกเว้นการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/โล/วัน ที่มีปริมาณเพิ่มมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดหญ้าหนวดแมวมีพิษน้อย  แต่จำต้องคอยติดตามวัดระดับโซเดียมและโปแตสเซียมถ้าเกิดใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
คำแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สำหรับคนที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่สมควรใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว เพราะว่าสมุนไพรประเภทนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมากมาย ถ้าหากไตไม่ปกติก็จะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้ ส่งผลให้เกิดโทษต่อสภาพร่างกายอย่างร้ายแรง และยังมีฤทธิ์สำหรับในการขับฉี่ให้ออกมามากกว่าธรรมดา และก็เกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากมายนั้น บางครั้งก็อาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วไม่ปกติ จึงอาจมีผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การกางใบชองต้นหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง รวมทั้งควรจะใช้ใบอ่อน เพราะว่าใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจจะเป็นผลให้มีฤทธิ์กดหัวหัวใจ
  • การเลือกต้นนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ควรเลือกต้นที่ดูแข็งแรง แข็งแล้วก็ดก ไม่อ่อนห้อยลงมา ลำต้นมองอ้วนเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม แล้วก็ดูได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นมันและก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่ได้ผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เพราะต้นหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากยิ่งขึ้น
  • ผลกระทบของต้นหญ้าหนวดแมว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนปกติที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่บางทีอาจเจอได้เป็น ใจสั่น หายใจลำบ

3

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำคืออะไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติพบได้จากพืชหลายแบบโดยยิ่งไปกว่านั้นพืชในกลุ่มวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมทั้งพืชอีกหลายชนิดที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในจำนวนนิดหน่อย อาทิเช่น

  • สปีชี่จำนวนมากของตระกูล Pyrolaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในตระกูล Betulaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุลย่อย Betulenta


แต่ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้เช่นกัน แล้วก็ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม ของกิน เครื่องดื่ม และยาในบ้านเรา น้ำมันระกำมักถูกนำมาเป็นส่วนผสมของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาถูนวด สำหรับลดอาการปวดของกล้ามและปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้ผลในด้านดีกับลักษณะของการปวดจำพวกกระทันหันไม่ร้ายแรง แต่อาการปวดจำพวกเรื้อรังจะได้ผลน้อย
สูตรเคมีและสูตรโครงสร้าง น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรส่วนประกอบมีกลุ่ม เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินที่สามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นองค์ประกอบหลักและมีชื่อทางเคมีตาม IUPACเป็นmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ และก็สามารถละลายเจริญในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิติก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้เล็กน้อย
 
 
 
 
                สูตรส่วนประกอบทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
แหล่งที่มา/แหล่งที่พบ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตกาลนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้กระนั้นในตอนนี้ เมื่อวงการวิทยาศาสตร์รุ่งโรจน์ขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถแยกที่มาของน้ำมันระกำได้คือ

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากการกลั่นใบของต้นไม้ประเภทหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในตระกูล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะยกขึ้นสูงราวๆ10-15 เซนติเมตร แก่เกิน 1 ปี ใบ ผู้เดียวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมยวนใจหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อข้างๆใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% เลยทีเดียว โดยพืชจำพวกนี้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือและ
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำทางด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสเธอร์ ของ Salicylic acid และ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันแล้วก็ความร้อน เวลาในการทำปฏิกิริยาเป็น 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วก็ใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ข้างบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนผู้กระทำลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือจำนวนเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วไปเท่ากับ 99.5%
คุณประโยชน์และก็สรรพคุณ
ประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) คือ ใช้เป็นยาหยุดปวดจำพวกใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่างๆที่ไม่ร้ายแรง ตัวอย่างเช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามจากสภาวะตึงหรือกลยุทธ์ ข้อต่ออักเสบ บอบช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยทำให้คนไข้รู้สึกเย็นรอบๆผิวหนังในตอนแรก แล้วหลังจากนั้นจะค่อยๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการรู้สึกถึงลักษณะของการปวด นอกเหนือจากนี้ ยังอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของหมอด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะเป็นตัวกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนองถึงการบรรเทาอาการปวดน้อยลง ก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลรักษาตามคุณประโยชน์ ในการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชยังเจออีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับแก้ ต่อต้านการปวดบวมแล้วก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆและมี pH เป็นกรด ค่อนข้างแรง แล้วก็มีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต แล้วก็ยาฆ่าเชื้อ
                นอกนั้นยังคงใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกตัวอย่างเช่น เป็นส่วนประกอบในสินค้าต่างๆอย่างเช่น ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม ฯลฯ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย ผู้เขียนสามารถเก็บมาได้เพียงนิดหน่อยเพียงแค่นั้น เช่น กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่เจอกรดซาลิไซลิก จะพบได้บ่อยในพืชสกุล Salix อย่างเช่น สนุ่น willow นอกนั้นยังพบในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ แล้วก็การใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการกินยาต้านการแข็งตัวของเลือดเช่น Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นหากแจ้งให้หมอทราบก่อนใช้ยา หมอจะปรับขนาดรับประทานของ Warfarin และก็ Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนไข้เป็นกรณีๆไป

การเรียนทางพิษวิทยา
มีรายงานการเล่าเรียนความเป็นพิษเฉียบพลันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่ตัวทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (กิโล) และก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กก.) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโล ในปี คริสต์ศักราช 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งข้ามประเทศเสียชีวิตเพราะร่างกายของเขามีการดูดซับเมทิลซาลิไซเลตมากจนเกินความจำเป็นด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด ด้วยเหตุผลดังกล่าวจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า/คนไข้ โดยยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาทาเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กเล็กซึ่งจะมีการเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกรุ๊ปอื่นๆซึ่งก่อนการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้จำเป็นต้องหารือหมอหรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการใช้ยาทุกหน
ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ น้ำมันระกำตามตลาดในบ้านพวกเราโดยมากนั้นชอบเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนประกอบของยาเช็ดนวดที่ใช้ทาภายนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งก็มีมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (โล) โดยถ้าหากใช้เป็นยาใช้ภายนอกก็บางครั้งอาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ข้อเสนอ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • เนื่องจากว่าน้ำมันระกำมีฤทธิ์เหมือนแอสไพรินด้วยเหตุนั้นควรต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยาหากมีประวัติแพ้ยาหรือองค์ประกอบของยาชนิดนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต รวมทั้งยาจำพวกอื่น ของกิน หรือสารอะไรก็แล้วแต่
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมลูกควรจะหลบหลีกการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 12 ปี ใช้โดยมิได้ปรึกษาหมอ
  • ห้ามทายานี้ในบริเวณที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • ถ้าป้ายยานี้แล้วมีลักษณะอาการแสบร้อนจัดขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดถูเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามทายานี้บริเวณ ตา อวัยวะเพศ โพรงปาก ด้วยเหตุว่ายาจะทำให้กำเนิดอาการระคายอย่างมากต่อเยื่อพวกนั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้เพื่อสูด เนื่องจากอาจก่อการระคายเยื่อเมือกบุทางเดินหายใจได้
  • แม้ใช้ยาจำพวกครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในรอบๆที่มีลักษณะปวด และก็นวดเบาๆให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาแบบเป็นน้ำหรือแท่ง ให้ป้ายยารอบๆที่มีลักษณะปวด แล้วหลังจากนั้นนวดช้าๆจนกระทั่งยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาจำพวกแผ่นติด ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก จากนั้นติดรอบๆที่มีลักษณะปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจทำให้เป็นผลใกล้กัน อาทิเช่น ผิวระคายเคือง แสบ แดง มีอาการชา รู้สึกปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูเขาไม่ไวเกิน ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดเจอผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังนี้ ควรจะหยุดใช้ยาแล้วก็ไปพบหมอทันที เช่น

  • มีอาการแพ้ยา อาทิ เป็นลมเป็นแล้งพิษ หายใจติดขัด หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม เป็นต้น
  • มีลักษณะแสบอย่างรุนแรง เจ็บ บวม หรือพุพองในบริเวณที่ใช้ยา ถ้าหากพบอาการดังที่กล่าวมาแล้วให้รีบล้างยาออกก่อนรวมทั้งไปพบแพทย์โดยทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.


4

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูเป็นอย่างไร น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากผู้กระทำลั่นโดยใช้ละอองน้ำจากพืชที่พวกเราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งชนิดของน้ำมันมีอยู่ 3 ชนิดเป็น

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene รวมทั้งองค์ประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู มียูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะมีอะสิเตตน้อยไหมมีเลยและก็ยังส่วนประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งแล้วก็เปลือกต้นของต่อต้านกานพลู มียูจินอล 90 - 95% และองค์ประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนลักษณะของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นส่วนตัวซึ่งจะฉุนน้อยมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองคละเคล้าน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูมักจะมีการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของยานวด, น้ำหอม แล้วก็สินค้าอื่นๆรวมถึงใช้สำหรับในการปรุงรสของยาเพื่อลดความขมลง แต่ถ้าหากเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างขวางและก็หลากหลายในด้านสรรพคุณทางยาในพืชจำพวกนี้
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรองค์ประกอบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกรวมทั้งกิ่ง ของต้นกานพลู โดยการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Cº) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fº) มีความไวไฟพอเหมาะพอควร
แหล่งที่มา/แหล่งที่เจอ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกรรมวิธีการกลั่นโดยใช้ไอน้ำ (Stream distillation) แล้วหลังจากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนลักษณะของต้นกานพลูที่เป็นที่มาที่ไปของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อวงศ์                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อท้องถิ่น              จันจี่ (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมากมาย
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบผู้เดียว ออกเรียงตรงกันข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 เซนติเมตร รูปใบขอบขนานปนรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 ซม. ยาว 6-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนเป็นมัน ตอนล่างของใบมีต่อมเยอะๆ ใบมีเส้นใบจำนวนไม่ใช่น้อย
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกรอบๆปลายยอดหรือง่ามใบรอบๆยอด ดอกแตกแขนงออกเป็นกลุ่ม 3 ช่อ มีจำนวน 6-20 ดอก ดอกมีใบประดับรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง และมีสีแดงกระจาย โคนชิดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มม. กลีบ 4 กลีบ กลีบดอกไม้มีสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาว 7-8 มม. มีต่อมน้ำมันมากมาย กลีบดอกมักหล่นง่าย ภายในมีเกสรเพศผู้ ก้านชูเกสรยาว 3-7 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 4 มิลลิเมตร ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่เยอะมากๆ
  • ผล ผลกานพลู เป็นผลลำพัง มี 1 เมล็ด มีรูปไข่กลับปนรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่เจอ

  • ดอก – Eugenol 72-90 % – Eugenyl acetate 2-27 % – β-caryophyllene 5-12 % – trans-β-caryophyllene 6.3-12.7 % – Vanillin
  • ใบ – Eugenol 94.4 % – β-caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆอย่างเช่น methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone รวมทั้ง rhamnetin
ประโยชน์/คุณประโยชน์ น้ำมันกานพลูมีคุณประโยชน์ทางยาเป็นน้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบนำมาอุดที่ฟัน ยับยั้งการกระตุก ตะคิว ขับผายลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องขึ้น ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องเฟ้อ ท้องร่วง แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายเท้า ทุเลาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมระงับปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนประกอบยากำจัดแมลงไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการขัดขวางหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้โปรตีนอื่นๆเสียสภาพไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็นยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนประกอบหรือใช้เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียหลายแบบ น้ำมันจากก้านดอก และก็ดอกกานพลูใช้เพื่อการตระเตรียมสาร eugenol, isoeugenol และvanillin และก็น้ำมันที่เหลือใช้เพื่อการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน และก็น้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสของกิน แล้วก็ใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  หนังสือเรียนยาไทย ดอก รสเผ็ด กระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน ขจัดกลิ่นปาก แก้หืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้เจ็บท้อง มวนในไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคาวปลา ทำอุจจาระให้ธรรมดา แก้ธาตุ 4 พิการ แก้ปวดท้อง แก้อาการท้องอืด ของกินไม่
ย่อย อ้วกคลื่นไส้ แก้จุกเสียด แก้ท้องเดิน ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับประจำเดือน ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ และก็กานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุทุพพลภาพ บำรุงเลือด ”พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมยวนใจแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ แล้วก็กานพลู มีสรรพคุณ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้อันกำเนิดแต่ดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” แล้วก็ตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมตาลาย แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ คลื่นไส้ แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบของกิน มี “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ และก็อาการท้องเดินที่ไม่มีต้นเหตุจากการต่อว่าดเชื้อ รวมทั้งตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และก็มีสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เพราะเหตุว่าธาตุแตกต่างจากปกติ
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเพื่อลดลักษณะของการปวด  นอกเหนือจากนี้สาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นยาสลบในปลาอีกหลายแบบ
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  และก็จากเปลือกต้น  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 รวมทั้งเพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียอันเป็นต้นสายปลายเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องเดิน แล้วก็แผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลรวมทั้งน้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  และน้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด ดังเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli และ Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต่อต้านการเกิดแผนในกระเพาะอาหาร มีการทดลองฤทธิ์สำหรับในการกระตุ้นการทำงานของไส้ในหลอดทดสอบ โดยใช้ไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine และเมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ได้ลดน้อยลง
  • ฤทธิ์ต้านทานการบีบตัวของไส้ การทดลองฤทธิ์ต้านทานการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดลองของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดลอง ลำไส้ถูกรั้งนำให้มีการบีบตัวโดยใช้สารหลายประเภท เช่น acetylcholine (ใช้ไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) แล้วก็ nicotine (ใช้ไส้กระต่ายส่วน jejunum)ที่สามารถยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% และก็ >60% เป็นลำดับ
  • ฤทธิ์คุ้มครองเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู รวมทั้งสาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะมีการหลั่งสารเมือก (mucin) ออกมาเพื่อปกป้องเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในของกินเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้จำนวนการถึงแก่กรรมเนื่องมาจากการติดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลต่ำลง

    ในส่วนของการศึกษาทางคลินิกมีดังนี้
          ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การเล่าเรียนฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกลุ่มที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู จำนวน 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กรุ๊ปที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine จำนวน 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กรุ๊ปที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ก็เลยทำการทดลองฤทธิ์ โดยการแทงเข็มบริเวณที่ทา แล้ววัดระดับความเจ็บปวด (pain score) ผลการเปรียบระหว่างสารสกัดกานพลู และก็ benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ (p=0.005) แล้วก็ได้ผลไม่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้น
    พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถเพิ่มความเสี่ยงสำหรับในการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด รวมทั้งอาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
    การเรียนทางพิษวิทยา
    การทดสอบพิษกะทันหันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ  แต่เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งเดียวคือ 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
              การศึกษาการเกิดพิษฉับพลันของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ศึกษาวิจัยในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กรุ๊ป  กลุ่ม 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มก./ล. ตามลำดับ  กรุ๊ปที่ 4 คือกรุ๊ปควบคุม  กระทำการทดลองโดยการพ่นสารทดสอบให้หนูทดลองดมเป็นเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามลักษณะของหนูตรงเวลา 14 วัน  ผลการทดลองไม่พบการถึงแก่กรรมของหนู ส่วนอาการ และพฤติกรรม พบว่าหนูทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะร้อนใจ และหายใจไม่สะดวก แต่อาการกลุ่มนี้หายเองได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง  แม้กระนั้นเมื่อให้สารนี้ทางหลอดโลหิตดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าหนูทดลองมีลักษณะหายใจล้มเหลวกระทันหัน น้ำท่วมปอด แล้วก็เลือดออกที่ปอด
    การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนของเลือดโดยตรง จะก่อให้ความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจต่ำลงครู่เดียว โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยน   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเนื้อเยื่ออ่อนในปาก การจับของเซลล์ลดน้อยลง บวม แล้วก็เกิดเป็นไต  ชั้นใต้ผิวหนังชั้นนอกบวมรวมทั้งกล้ามเนื้ออ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มิลลิกรัม/โล ให้หนูแรทเพศภรรยาที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนร้อยละ 20
    ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ เพราะน้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นส่วนมากแล้วนิยมใช้เป็นส่วนผสมกับภัณฑ์อื่นโดยเหตุนี้ขนาดและก็จำนวนที่ควรจะใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังต่อไปนี้ สำหรับในการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรจะใช้โดยประมาณ0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรใช้ประมาณ 3-5% ส่วนสำหรับเพื่อการใช้ทำยาสลบปลาควรจะใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาอาการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้อีกทั้งดอกเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณฟันที่ปวด เพื่อยับยั้งอาการปวดฟัน        ตำกานพลูเพียงพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงแค่เล็กๆน้อยๆพอแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่สุราหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม และก็บรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืด 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในปริมาณมากทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง จึงต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านทานการแข็งตัวของเลือด อาทิเช่น  warfarin,  aspirin, heparin เป็นต้น แล้วก็ระวังการใช้ร่วมกับยาต่อต้านการอักเสบจำพวกไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; เป็นต้นว่า ibuprofen),  รวมทั้งระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  รวมทั้งยาลดน้ำตาลในเลือด ดังเช่น  insulin,  metformin
    ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจจะส่งผลให้เกิดการระคายต่อผิวหนังได้ถ้าเกิดใช้ในปริมาณที่สูง รวมทั้งใช้ติดต่อกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาลักษณะของการปวดฟันหรือใช้เพื่อหยุดกลิ่นปากโดยตรง และใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันหลายครั้ง อาจทำให้ระคายต่อเหงือก รวมทั้งเยื่อบุในช่องปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต้านทานรูปแบบการทำงานของเกล็ดเลือดได้ จำเป็นที่จะต้องเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulant และก็ยากลุ่ม NSADs
  • ไม่สมควรใช้ดอกกานพลูในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร  เด็ก  ผู้เจ็บป่วยโรคตับไต  และก็คนป่วยเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.



Tags : น้ำมันกานพลู

5

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction Diseases : ED)
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร โรค อี.ดี. (E.D.) หรือ คำเต็ม คือ erectile dysfunction diseases ความหมายคือ ความบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต  นี่คือความหมายที่ตรงที่สุด ส่วนคำว่า "หย่อนสมรรถภาพทางเพศ" แพทย์จะใช้ศัพท์ว่า impotent เพราะมีความหมายกว้างกว่า เช่น ความสนใจทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ร่วมเพศไม่ได้ มีความผิดปกติของการหลั่งอสุจิ เช่น หลั่งเร็วเกินไป เป็นต้น ก็จะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ  แต่ในปัจจุบันมักจะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า โรค ED.  โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาสุขภาพ เพศชายที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชีวิต ซึ่งผู้ป่วยโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มีโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน จึงขาด ข้อมูลทางสถิติที่เป็นปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลความชุก โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เก็บอย่างเป็นระบบใน ประเทศไทย พบข้อมูลล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.2542 ซึ่งพบอัตรา ความชุกร้อยละ37.50โดยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ และการมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคร่วม
            ส่วนกลไกการแข็งตัวขององคชาตนั้นโดยปกติแล้ว "แข็ง" หรือ "ไม่แข็ง" เป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตนเอง แต่เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะเข้าใจถึงกลไกตามธรรมชาติ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร ศ.นพ.กฤษฎา รัตนโอฬาร ได้อธิบายให้ฟังตามหลักวิชาการแพทย์ว่า
"อวัยวะเพศชายเปรียบเทียบเหมือนฟองน้ำ ถ้าหากเราตัดตามขวาง จะเห็นเป็นโพรงเต็มไปหมด ซึ่งโพรงเหล่านี้มีผนังที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อต่างๆ แล้วก็เป็นโพรงที่เลือดจะไหลเข้าไป คือเวลาปกติเลือดแดงจะไหลเข้าไปในโพรงนี้ เพื่อเอาอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วก็ไหลออกมาเป็นเลือดดำ ทีนี้เวลาจะแข็งตัวเลือดก็จะเข้าไปคั่งในโพรงนี้มากขึ้น โพรงนี้ก็ยืดออกทำให้อวัยวะเพศขยายตัวออกไป พอยืดออกไปมากๆ จะเหมือนปลิงดูดเลือด คือจะเป่งออกก็จะไปกดเลือดดำทำให้ไหลออกไม่ได้ เลือดก็จะขังอยู่ในโพรงนี้มาก นั่นคือการแข็งตัวเต็มที่
"การแข็งตัวขององคชาตต้องมีสิ่งเร้า ซึ่งก็มีหลายองค์ประกอบ เช่น ประการแรกจะเกิดจากการกระตุ้นที่อวัยวะเพศโดยตรง สองเกิดจากการกระตุ้นเร้าอารมณ์ ทางด้านรูป รส กลิ่น เสียง เป็นจินตนาการ และสามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสรีรวิทยาของผู้ชายตอนนอนหลับ ซึ่งจะมีการแข็งตัวเป็นระยะๆ ขณะที่หลับไปแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ บางคนสงสัยว่านอนหลับแล้ว ทำไมองคชาตจึงแข็งตัวได้ อันนี้เข้าใจว่าคงเป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่จะนำเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้น หรือว่าได้อาหารน้อย ก็จะเสื่อมเหมือนอวัยวะทั่วๆ ไป การแข็งตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ชาย มีการหลั่งอสุจิ หรือหมดความสนใจทางเพศ ภาวะดังกล่าวเลือดที่จะไหลเข้าไปก็ลดลง ฉะนั้นเลือดดำก็จะไหลออกไป เมื่อมีเลือดคั่งอยู่ในฟองน้ำน้อยลง อวัยวะเพศก็อ่อนตัว"
สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ สาเหตุทางกาย และสาเหตุทางจิตใจ สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูล ของสาเหตุได้เป็น 7 สาเหตุกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่าอายุที่เพิ่มมากขึ้นพบอุบัติการณ์ การเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน testosterone ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง
  • โรคประจำตัวพบว่าโรคประจำตัวหลายโรค เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตามมา ดังนี้


2.1โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดแดงไปยัง      องคชาตลดลง นอกจากนี้ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงยังมีผลทำให้องคชาตไม่แข็งตัวอีกด้วย
2.2 โรคเบาหวาน มักพบเมื่อมีอาการแสดง ของโรคเบาหวานตั้งแต่5 ปีขึ้นไป โดยผลกระทบของโรค มีผลต่อการทำลายหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบ ฮอร์โมน ประกอบกับการมีโภชนาการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารพวกแป้งและไขมันมากเกินไป ทำให้ มีไขมันไปสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมของ หลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น
2.3โรคต่อมลูกหมากอักเสบ พบว่าเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวขององคชาตไม่เต็มที่และไม่สามารถ ควบคุมการหลั่งอสุจิได้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับการอักเสบ ที่เกิดขึ้น

  • การผ่าตัดและการบาดเจ็บในอุ้งเชิงกราน ทำให้ใยประสาทจากบริเวณไขสันหลังที่ไปควบคุมการ


แข็งตัว ขององคชาตถูกตัดหรือถูกทำลาย ส่งผลต่อการหย่อน สมรรถภาพทางเพศตามมา
4.ยาที่ใช้ในการรักษาโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน
ว่าหลัง การใช้ยาจะส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาฮอร์โมนโกลนาโดโทรฟิน ที่ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ยาต้านโรคลมชัก ยาต้านความดันโลหิตสูงล้วนมีผลให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น

  • ภาวะทางจิตใจเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมถึงผลจากความคิดด้านลบที่มีต่อ


ตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง ทำให้เกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

  • สังคมและเศรษฐกิจ พบว่าอาชีพและรายได้ มีผลต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยผู้ที่มี


การศึกษา และรายได้สูง มีโอกาสเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป รวมถึงเรื่องสุขภาพ ทางเพศ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

  • พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยอื่นๆ ดังนี้


            7.1  การสูบบุหรี่สารเคมีในบุหรี่จะทำลายหลอดเลือด และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงมะเร็งต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศตามมา
             7.2  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอน
พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง
             7.3 การออกกำลังกายผลจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้ร่างกายแข็งแรงฮอร์โมนในร่างกายสมดุล อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายมีโอกาสเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
             7.4 พฤติกรรมทางเพศ เช่น รูปแบบการมีกิจกรรมทางเพศ ค่านิยม ความรู้ความต้องการทางเพศคุณค่า และความรู้สึกนึกคิดต่อการมีเพศสัมพันธ์เช่น การมีพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงแล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บหรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์จนต้องหยุดการมีเพศสัมพันธ์อย่างกะทันหัน ทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าและ เกิดความรู้สึกผิดต่อการมีเพศสัมพันธ์บางคนจำฝังใจจนถึงขั้นที่พออีกฝ่ายบอกว่าเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ องคชาตจะอ่อนตัวลงอย่างกะทันหันและไม่กลับมาแข็งตัวอีก ส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
อาการของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้นจะมี 3 ลักษณะ
             1. ไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศ
             2. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่ดีพอ หรือไม่นานพอที่จะเกิดความพึงพอใจ ในเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

  • การหลั่งน้ำกามเร็วเกินไป


            นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศออกเป็น 3 ระดับดังนี้
            ระดับที่ 1 การหย่อยสมรรถภาพทางเพศระดับเล็กน้อย คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์เกือบทุกครั้ง
            ระดับที่ 2 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับปานกลาง คือ องคชาตสามารถภาพทางเพศโดยสิ้นเชิง คือ องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยเกิดอาการนี้ทุกครั้งที่มีความรู้สึกต้องการทางเพศ
แนวทางการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ยาก คนเป็นเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว ซึ่งแพทย์เพียงแต่จะช่วยหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยการซักถามจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการง่ายๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนไข้คือบอกความจริงแก่แพทย์ให้มากที่สุด
การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบัน การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่รักษาตามสาเหตุที่เกิด โดยวิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่การชี้แนะให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์การใช้ยา และการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

การชี้แนะให้ปฏิบัติตัว

  • ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ เต้นรำ หรือหางานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำประจำ ซึ่งควรเป็นงานที่ทำแล้วเพลิดเพลิน สามารถดึงตัวเองออกมาจากความเครียดได้
  • ให้คนอื่นช่วย เช่น เข้าคอร์สการบำบัดความเครียดตามโรงพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพ การทำสปา อบไอน้ำ นวดตัวซึ่งมีการนวดหลายแบบให้เลือก อบสมุนไพร อบเซาว์น่า การเข้าคอร์สเพื่อล้างพิษ หรือการฝังเข็มเป็นต้น
  • เมื่อความเครียดลดลงแล้ว เริ่มฟื้นฟูความสามารถทางเพศอย่างที่เคยมีมา ถ้าคุณแต่งงานแล้ว คนที่ควรพูดคุยและขอความร่วมมือก็คือภรรยา ไม่แนะนำให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ การใช้ปั๊มสุญญากาศ เป็นวิธีการรักษาง่ายๆที่ได้ผลดีเกือบร้อยละ 90 แต่อาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอีกทั้งการต้องใช้ยางรัดที่โคนองคชาต อาจทำให้ผู้ใช้รำคาญ รู้สึกชา หลั่งน้ำอสุจิไม่สะดวก จึงได้รับความนิยมไม่มากนักอย่างไรก็ตาม การใช้ปั๊มสุญญากาศเป็นวิธีทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว
  • การรักษาด้วยยา


3.1 ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ phosphodiesterase-5 (PDE-5 inhibitor) เนื่องจากการกระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวนั้น เส้นประสาทในองคชาติจะมีการปล่อยสาร “ไนตริกออกไซด์” ออกมากระตุ้นให้มีการสร้างสารไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ sinusoid ในองคชาตหลังจากนั้นองคชาตจึงแข็งตัว โดยสารไซคลิกจีเอ็มพีจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ PDE-5 ดังนั้น การรับประทานยากลุ่ม PDE-5 inhibitor จึงช่วยชดเชยให้การแข็งตัวขององคชาตดีขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) และที่กำลังจะวางจำหน่ายอีกหลายชนิด เช่น ทาดาลาฟิล (tadalafil)  และวาเดนาฟิล (vardenafil) โดยให้รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียงของยาที่พบได้แก่ อาการปวดศีรษะ ร้อนวูบ จากการที่มีหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งยามีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนาน คือ ประมาณ 17 ชั่วโมง
3.2 ยากลุ่มอะโปอมร์ฟีน  (apomorphine) ให้อมใต้ลิ้น ประมาณ 10 นาที ก่อนมีเพศสัมพันธ์ยากลุ่มนี้ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานกับยากลุ่มไนเตรต ประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 50 ได้ผลเร็วภายใน 30 นาที ผลข้างเคียงของยาที่พบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่บริเวณศูนย์ควบคุมการแข็งตัวขององคชาตบริเวณ paraventricular nucleus (PVN) ซึ่งอยู่ในบริเวณก้านสมอง
3.3 ยากลุ่มที่ใช้สอดทางท่อปัสสาวะ หรือ medicatedurethral system forerection (MUSE)จะมีตัวยาprostaglandin E-1 ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาขยาย หลอดเลือด แต่การสอดทางท่อปัสสาวะต้องใช้ขนาดยาสูง และร้อยละ30 มีอาการแสบภายในท่อปัสสาวะขณะสอดยา อีกทั้งยามีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง
3.4 ยาฉีดเข้าโคนองคชาต (intracavernous injection therapy: ICI) กลุ่มนี้มียาขยายหลอดเลือด หลายๆ ชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดจะเป็นกลุ่ม prostaglandin E-1(caverject) เช่นเดียวกับยาสอด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กลัวการฉีดยาเข้าตัวเอง และมีอาการปวดหลังการฉีดได้บ่อย อีกทั้งยามีราคาแพง จึงหมดความนิยมลงไป ทั้งๆ ที่ได้ ผลดีถึงร้อยละ 90

  • การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แกนองคชาต เทียมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแบบ 3 ชิ้น คือ มีแกน 2แกน ปั๊มน้ำ และถุงเก็บน้ำ การผ่าตัดทำได้ง่ายมาก มีเพียงแผล ขนาดเล็กระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ ยาว 1 นิ้ว การผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้ผลใกล้เคียง กับธรรมชาติแต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก การรักษาแต่ละวิธีนั้น มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • โรคเรื้อรังทางระบบหลอดเลือดและประสาท เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบเป็นต้น
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน
  • โรคเกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง
  • โรคทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
  • บุหรี่และเหล้า
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว ยากล่อมประสาท ยาฮอร์โมน และยาโรคกระเพาะเป็นต้น
การติดต่อของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกาย ซึ่งก็คือโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคระบบต่อมไร้ท่อ ฯลฯ ภาวะโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการใช้ยาบางชนิด ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ หรือกินยา หรือฮอร์โมนตามที่แนะนำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายแข็งแรง ซึ่งจะมีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะจะช่วยในเรื่องการบำรุงสมรรถภาพทางเพศอีกทางหนึ่ง
  • หมั่นพูดคุยปรับความเข้าใจกับภรรยาและทำชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข อันจะเป็นการลดความเครียดในครอบครัวที่ส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศ
  • หากเป็นโรคต่างๆที่มีผลกระทบทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศให้รีบทำการรักษาอย่างรวดเร็ว และควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำในโรคนั้นๆ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มสุราเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การป้องกันตนเองจากโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
  • ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง
  • รักษาชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อต่างแข็งแรง
  • การนวดกระตุ้นองคชาตจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาติ เมื่อทำเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวเนื้อเยื่อแข็งแรง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
กระชายดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ชื่อภาษาอังกฤษ คือ black ginger อยู่ในวงค์ (Zingiberaceae) ในเหง้ากระชายดำ ประกอบด้วยสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) กลุ่มฟลาโวน (flavones) เช่น 5,7-dimethoxyflavone, 5,7,4'-trimethoxyflavone, 5,7,3', 4'-tetramethoxyflavone และ 3,5,7,3',4'-pentamethoxyflavone กลุ่มสารแอนโทไซยานิน (antho-cyanins) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีเข้ม จะมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง ส่วนพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพันธุ์ที่มีสีเข้ม  สรรพคุณในตำรายาไทยของกระชายดำ ระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกาม เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ในการใช้แบบพื้นบ้าน จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน โดยเอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือทำเป็นยาดองเหล้าและดองน้ำผึ้ง
สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ และเภสัชวิทยาของกระชายดำที่สนับสนุนสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ามีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศของสัตว์ทดลองดีขึ้น และมีผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์โดยเพิ่มน้ำหนักของท่อพักเชื้ออสุจิ ถุงน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมาก และกล้ามเนื้อก้นของหนู
สารสกัดจากเหง้ายังมีผลเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศของสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบองคชาต (carvernosum) ของหนูแรท และกล้ามเนื้อเรียบอวัยวะเพศผู้ของคนที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี ทำให้อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัว นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลและสารกลุ่มฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัวและขยาย เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี
การศึกษาในอาสาสมัครเพศชายที่มีสุขภาพดี อายุเฉลี่ย 65.05±3.5 ปี ที่รับประทานแคปซูลสารสกัดเอทานอลจากกระชายดำ ขนาด 25 และ 90 มก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าสารสกัด ขนาด 90 มก./วัน มีผลเพิ่มการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเพศ (erotic stimuli) ของอาสาสมัครได้ โดยเพิ่มขนาดและความยาวขององคชาติ ลดระยะเวลาในการหลั่งน้ำกาม และเพิ่มความพึงพอใจต่อการแข็งตัว (erection satisfaction) และผลยังคงอยู่จนถึง 2 เดือนที่ได้รับสารสกัดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหยุดให้สารสกัดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แคปซูลกระชายดำไม่มีผลต่อระดับของฮอร์โมน testosterone, FSH, LH, cortisol และ prolactin
จากข้อมูลรายงานการวิจัยจะเห็นว่า กระชายดำมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาสนับสนุนสรรพคุณพื้นบ้านของกระชายดำในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระชายดําไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่าย และบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น
กวาวเครือแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxsb. วงศ์ Fabaceae สรรพคุณ หัวใต้ดิน ทำให้นอนหลับและเสพติดเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงความกำหนัด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ สาระสำคัญ Butenin สารในกลุ่ม Isoflavonvids flavonoids flavonoid glycosides
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

กวาเครือแดงและสารสกัดแอลกกอฮอล์

  • ทำให้จำนวนและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น
  • ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและ testosterone เพิ่มขึ้น
  • ประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้
  • ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase (PDE) ทำให้ cavernosal smooth muscle เกิดการคลายตัว ทำให้ปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาตของเพิ่มขึ้น ความยายขององคชาตเพิ่มขึ้น และเหนี่ยวนให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนด
การทดลองทางคลินิก การศึกษาในเพศชาย อายุระหว่าง 30-70 ปี 17 คน และมีประวัติว่ามีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก. วันละ 2 แคปซูล ใน 4 วัน แรก หลังจากนั้นให้รับประทานวันละ 4 แคปซูล จนครบ 3 เดือนแล้ว ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ (IIEF-5) ในทุกๆสองสัปดาห์ พบว่า กวาวเครือแดงไม่มีผลต่อค่าเลือดและระดับ testosterone ซึ่งไม่ต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ผลคะแนนจากแบบสอบถาม  (IIEF-5) พบว่ากวาวเครือแดงทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4%
ถั่งเช่า (ตังถั่งเช่า ตังถั่งแห่เช่า หญ้าหนอน) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiocordy ceps sinensis  วงศ์ Ophiocordycipitacceae สรรพคุณ กระตุ้นกำหนัด บำรุงร่างกาย บำรุงปอด ตับ ไต สาระสำคัญ galactomannan, adenosine, cordycepin , cordycepic acid, ergosterol, β-sitosterol, Vitamins, monerals
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง การศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัขวิทยาในหลอดทอลองและสัตว์ทดลองพบว่าถั่งเข่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ
การทดลองทางคลินิก การวิจัยในผู้ชาย 22 คน  ใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิและลดปริมาณของอสุจิที่ผิดปกติลง กรณีศึกษาในผู้ป่วยทั้งชายและหญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง พบว่าถั่งเช่าสามารถให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการรับประทานถั่งเช่าจะช่วยปกป้องและช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไตดีขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมไทมัสและจำนวนของอสุจิที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้
ข้อควรระวังในการใช้ถั่งเช่า

  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก เนื่องจากยังขาดมีข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • ห้ามใช้ในคนที่แพ้เห็ด Cordyceps ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ


นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าอาหารรสเผ็ดร้อนต่างๆ จะช่วยกระตุ้นกำหนัดได้ เช่น เครื่องเทศต่างๆ หัวหอม กระเทียม พริกไทย โสมต่างๆ ในแปะก๊วย (จิงโกะ) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์.(2547).คู่มือ “เซ็กซ์”กรุงเทพฯ ก.พล.
  • Hatzimouratidis, K., et al. (2554). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.วารสาร มฉก.วิชาการ,15(29),97-112.
  • จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์.คุณผู้ชายกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์.ปีที่6 ฉบั

6

โรคเริม (Herpes simplex/Cold sore)
โรคเริม คืออะไร โรคเริม (Herpes simplex) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งของผิวหนังและเยื่อเมือกต่าง ๆ (โดยเฉพาะบริเวณปากและอวัยวะเพศ) ทำให้มีลักษณะพุขึ้นเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผล ตกสะเก็ด ซึ่งหายได้เอง แต่มักกำเริบซ้ำและเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ในปัจจุบันโรคเริม  เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในเมืองไทย และมีแนวโน้มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อ เฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex virus, ชื่อย่อ HSV) ทั้งนี้คำว่า herpes ของโรคเริม  มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษหมายถึงเวลาคืบคลาน ซึ่งฮิปโปเครติสเป็นผู้ริเริ่มใช้คำนี้เป็นคำแรก กล่าวกันว่าในยุคโรมันได้มีการระบาดของแผลที่ปากเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามการใช้คำนี้ในระยะยังคงสับสนมากและยังใช้เรียกชื่อแผลที่ผิวหนังอีกหลายชนิด โรคเริ่มในปัจจุบันพบบ่อยอีกโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าในวัยหนุ่มสาวและในวัยผู้ใหญ่ โอกาสเกิดโรคใกล้ เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย และจัดเป็นโรคติดต่อ ส่วนผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมักมีอาการ                           ที่มา : Wikipedia
กำเริบได้บ่อยและรุนแรงกว่าปกติ ส่วนในเด็กทารกและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ อาจมีอาการรุนแรง โดยเชื้อสามารถแพร่เข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อเริมมักไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้
สาเหตุของโรคเริม ดังที่กล่ามาแล้วว่าโรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชื่อ เฮอร์ปี ซิมเพล็กไวรัส หรือ เรียกย่อว่า เอชเอสวี (Herpes simplex virus, HSV) ซึ่งไวรัสของโรคเริมนี้เป็นไวรัสต่างชนิดกับโรคงูสวัดและโรคอีสุกอี ใส ถึงแม้จะก่อให้เกิดตุ่มน้ำกับผิวหนังได้คล้ายๆกัน
ในทางการแพทย์สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริมนี้เป็น 2 ชนิด คือ

  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 1 (herpes simplex virus type I ชื่อย่อ HSV-I)
  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 2 (herpes simplex virus type II ชื่อย่อ HSV-II)


ซึ่งแต่เดิมเคยเชื่อว่า เฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 1 เกิดโรคเฉพาะที่ช่องปากและริมฝีปาก ส่วนเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 2 เกิดโรคเฉพาะที่อวัยวะเพศภายนอกและช่องคลอด แต่ปัจจุบันพบว่าไวรัสทั้ง 2 ชนิด สามารถก่อโรคได้กับผิวหนังทั้ง 2 แห่งได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่ปากมากกว่าที่อวัยวะเพศ ส่วนเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่อวัยวะเพศมากกว่าที่ปาก  อนึ่ง HSV เป็นเชื้อไวรัสที่จัดอยู่ใน Fsmily Herpesviridae Subfamily Alphaherpesvirinae ไวรัสตระกูลนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อแบบแอบแฝง (latent infection) ที่ปมประสาท
อาการของโรคเริม หลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จะเริ่มต้นแสดงอาการ คันๆ เจ็บๆ หรือปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง แล้วต่อมาจะเริ่มมีอาการอักเสบของผิวหนัง เกิดอาการบวม แดง ร้อน และเริ่มพองเป็นตุ่ม น้ำใส เรียงตัวเกาะกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ลักษณะคล้ายไข่ปลาหรือพวงองุ่น ต่อมาตุ่มน้ำใสเหล่านี้ ก็จะพองโตและแตกออกกลายเป็นแผลเปิดชนิดแผลตื้นๆ หลายแผลติดๆ กัน คล้ายแผลร้อนในภายในช่องปาก และมักจะหายได้เอง ภายใน 1-3 สัปดาห์ ในกรณีที่มีอาการของโรคเริมครั้งแรก ในบางคนอาจมีอาการอ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ต่ำๆ คล้ายกับอาการของไข้หวัดร่วมด้วย
โดยก่อนหน้าจะเกิดตุ่มพอง อาจอ่อนเพลียแต่ไม่มีอาการอื่น จึงมักไม่รู้ตัวว่า ติดโรค หรือบางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดนำก่อน 1 - 3 วันเช่น ไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว และเมื่อเกิดในปากอาจกินอาหารแล้วเจ็บทำให้กินได้น้อย ผอมลง
ทั้งนี้ในทางการแพทย์สามารถแบ่งชนิดการติดเชื้อของโรคเริมได้ดังนี้

  • การติดเชื้อในช่องปากและเหงือกอักเสบ คออักเสบ ส่วนใหญ่การติดเชื้อครั้งแรกมักไม่ปรากฏอาการ ประมาณ 1-2 วันจะพบเม็ดตุ่มพองขึ้นที่เยื่อเมือกของช่องปาก โดยปกติจะพบรอยโรคเฉพาะที่เยื่อเมือกในช่องปากและพบได้หลายตำแหน่งอาจเป็นข้างเดียว หรือทั้ง 2 ข้าง แผลจะค่อยหายภายใน 2 สัปดาห์ ในผู้ใหญ่มักพบ คออักเสบหรือทอนซิลอักเสบ มีอาการเจ็บคอ มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต อาจพบแผลในลำคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • การติดเชื้อเริมที่ริมฝีปาก ภายหลังกาติดเชื้อ HSV-1 ครั้งแรก ตำแหน่งที่พบคือ ริมฝีปากบริเวณรอยต่อของผิวหนังและเยื่อเมือก อาการจะเริ่มจะเกิดเม็ดแดงแสบคันประมาณ 1-2 วัน ต่อมากลายเป็นตุ่มหนองใสขึ้นเป็นกลุ่มเรียก cold sore หรือ fever blister
  • การติดเชื้อเริมที่กระจกตาและเยื่อบุตา การติดเชื้อทำให้เกิดอาการตาแดงข้างเดียวก่อน และจะลามไปที่กระจกตา เริ่มแรกจะเป็นแผลตื้น ต่อไปแผลจะลามมีลักษณะแตกกิ่งก้านหรือเป็นแผลรูปกลม ทำให้ตาบอดได้
  • การติดเชื้อเริมที่สมอง จะทำให้เกิดสมองอักเสบ พบได้ทั้งการติดเชื้อครั้งแรกและซ้ำอาการที่พบคือมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการทางประสาท มีอาการเด่นชัดคือ อาการอักเสบของสมองเฉพาะส่วน ผู้ป่วยจะมีอาการชัก อัมพาตครึ่งซีก พูดไม่ได้
  • การติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ genital herpes) HSV-2 จะระบาดติดเชื้อทางผิวหนังและระบาดไปยังบริเวณอื่น ทำให้เกิดอาการบวมพุพอง บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก มีอาการคัน ปวดแสบร้อนและเจ็บบริเวณที่เกิดรอยโรคในผู้หญิงทำให้เกิดการอักเสบที่ปากมดลูกช่องคลอดอักเสบ มักเกิดตุ่มแดง บางครั้งเกิดที่ขาอ่อนหรือสะโพกก้น หลังจากเวลาผ่านไปเล็กน้อยจะมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม หลังจากเชื้อแฝงตัวที่ปมประสาท ถ้ามีการกระตุ้น เช่นอ่อนเพลีย มีประจำเดือน จะมีอาการคัน ปวดที่อวัยวะเพศ อาการจะคงอยู่ 1-2 วัน ก่อนที่จะมีแผลพุพอง เมื่อเกิดแผลพุพองจะแสดงอาการเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะหายไป โดยพบว่าการติดเชื้อในสตรีมักรุนแรงกว่าบุรุษ


นอกจากนี้โรคเริมเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยเมื่ออาการของโรคเริมหายดีแล้ว เชื้อไวรัสจะไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท ซึ่งยาไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำลายได้ เป็นระยะพักหรือ หลบซ่อนตัวของเชื้อไวรัสโดยที่ไม่แสดงอาการออกมา รอเวลาจนกว่าสภาวะความแข็งแรงของร่างกายลดต่ำลง เช่น ตอนอ่อนเพลีย ภูมิต้านทานของร่างกาย ลดต่ำลง สตรีที่กำลังมีประจำเดือน ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในภาวะที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อยเกินไป อารมณ์เครียด คิดมาก กำลังเจ็บป่วย อากาศร้อนและแสงแดดจัด เมื่อใดก็ตามที่สภาวะของร่างกายอ่อนแอ โรคนี้ก็จะกลับมาเป็นซ้ำได้ใหม่ ณ ตำแหน่งที่เดิมหรือใกล้เคียง
แนวทางการรักษาโรคเริม แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเริมได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และจากลักษณะตุ่มน้ำ โดยมักตรวจพบตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มิลลิเมตร หลายตุ่มอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือพบตุ่มตกสะเก็ดหรือแผลเล็ก ๆ คล้ายรอยถลอกในบริเวณผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่ง ริมฝีปาก หรือที่อวัยวะเพศ และอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโตและเจ็บ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย อาจตรวจพบแผลขึ้นพร้อมกันหลายแห่งในช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่เป็นเริมในช่องปาก แต่ถ้าหากแพทย์ไม่แน่ใจว่าใช่อาการของเริมหรือไม่แพทย์ก็อาจจะมีการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่ม เช่น การตรวจเลือด การเพาะเชื้อตรวจหาสารก่อภูมต้านทาน การทดสอบทางน้ำเหลืองเพื่อหาระดับภูมิต้านทาน เนื่องจากอาการของเริมนั้นค่อนข้างคล้ายกับโรคอื่น ๆ อาทิ โรคงูสวัด แผลร้อนใน และการติดเชื้อแบคทีเรีย
ปัจจุบันโรคเริมยังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วการรักษาโรคเริมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • การบรรเทาอาการเจ็บปวด
  • การควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส


ซึ่งโรคเริมที่พบมากคือ บริเวณริมฝีปาก ช่องปาก และอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้นจึงกล่าวถึงเฉพาะบริเวณดังกล่าวดังนี้ เนื่องจากโรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและสามารถหายได้เอง จึงแนะนำให้รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เมื่อมีอาการปวด หรือมีไข้ และอาจจะประคบเย็นให้กับแผล เช่น การทำ wet dressing (การนำผ้าก๊อซมาชุบน้ำเกลือหมาดๆ วางลงด้านบนของแผล) เพื่อให้ความเย็น รู้สึกสบายแก่แผล และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และในกรณีที่แผลแตกเป็นแผลอาจมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนอง อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย การใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ  อะไซโคลเวียร์ (acyclovir), แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir), และวาลาไซโคลเวียร์ (valaciclovir) ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ในการใช้ยากลุ่มนี้ ควรใช้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ไวรัสจะหยุดการเพิ่มจำนวน จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ในทางปฏิบัติเมื่อตุ่มน้ำใสแตกออกเป็นแผลแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านเชื้อไวรัส เพราะเป็นระยะที่ไวรัสหยุดการเพิ่มจำนวนแล้ว ในรายที่เป็นครั้งแรก ควรใช้ยาเม็ด เช่น อะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 5 ครั้ง (ทุก 4 ชั่วโมง) เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน ในรายที่กลับมาเป็นใหม่ (recurrent attack) อาจรักษาตามอาการ หรือใช้ยาทาอะไซโคลเวียร์ ซึ่งควรใช้ทันทีที่เริ่มมีอาการ อาจช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และควรใช้ยาทาชนิดนี้ วันละ 5 ครั้ง ทุก 3-4 ชั่วโมง ในรายที่มีการกลับมาเป็นโรคเริมได้บ่อยๆ เช่น เป็นโรคเริมทุกเดือน ในกรณีนี้อาจใช้ยาในขนาดป้องกัน การเกิดโรคเริม ด้วยการกินยาเม็ดอะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันทุกวัน จะช่วยลดการกลับมาเป็นใหม่ได้ดี
กลุ่มบุคคลที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคเริม
โรคเริมสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุดังนั้นทุกคนมีโอกาสติดโรคเริมได้ (ทั้งบริเวณปากและอวัยวะสืบพันธุ์) แต่มีรายงานว่าการติดเชื้อมากกว่าร้อยละ ๘๕ ของประชากรโลก โดยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ที่เป็นสาเหตุของโรคเริมที่ปาก (HSV1)
ซึ่งการติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นในวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ อุบัติการณ์สูงสุดเกิดในเด็กระหว่างอายุ ๖ เดือน ถึง ๓ ขวบ เด็กในชุมชนแออัดและสุขอนามัยไม่ดีมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าแต่ในปัจจุบันพบในวัยหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อของโรคเริม จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสภาพการณ์ดังนี้
มีเชื้อไวรัสในน้ำเหลืองจากแผล น้ำลาย น้ำเหลืองหรือน้ำอสุจิ (semen) แล้วเชื้อไวรัสต้องเข้าสู่ผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือรอยแผล และอาจจะเข้าสู่เยื่อเมือก เช่น บริเวณปากและอวัยวะเพศ
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีกระบวนการติดเชื้อ ดังนี้
เฮอร์ปีส์ไวรัสจะแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างๆของผิวหนังโดยที่บางครั้งก็ไม่มีอาการ
แต่บางรายไวรัสจะแบ่งตัวและทำลายเซลล์ผิวหนัง จึงมีการอักเสบทำให้มีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนปื้นแดง เมื่อตุ่มน้ำแห้งหรือแตกไปจะเกิดเป็นสะเก็ด แล้วหายโดยไม่มีแผลเป็น
ภายหลังการแบ่งตัวครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะเข้าไปตามเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคแล้วเข้าไปแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว ทำให้ทั้งไวรัสและเซลล์ประสาทอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ ซึ่งเชท้อนี้มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-12 วัน แต่โดยเฉลี่ย 6-7 วัน
เราไม่ทราบแน่ชัดว่ามีช่วงใดบ้างที่ไวรัสจะมีการแบ่งตัวและแพร่กระจายออกมาจากเซลล์ที่แฝงตัวอยู่ ในช่วงนี้เองที่จะพบไวรัสในของเหลวของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อแก่ผู้สัมผัสได้ และบ่อยครั้งที่การแบ่งตัวของไวรัสเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ
ซึ่งการติดต่ออาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มแผลที่เป็นโรค จากน้ำ จากตุ่มพอง จากน้ำลาย จากสารคัดหลั่ง หรือจากเมื่อใช้ของใช้ร่วมกัน การจูบ การกิน จากมือติดโรคป้ายตาจึงเกิดโรคที่ตา และเมื่อเกิดกับอวัยวะเพศ จะก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ขณะคลอด ถ้าขณะคลอดมารดาติดเชื้อนี้ที่อวัยวะเพศ เมื่อติดเชื้อเริมมักไม่มีอาการอะไร แต่เชื้อจะอยู่ในตัวตลอดชีวิต ในปมประสาท รอจนเมื่อร่างกายอ่อนแอลงจึงแสดงอาการแล้วเป็นอีกได้เรื่อยๆ บางครั้งอาจเกิดถึงปีละ 3 ครั้ง แต่จะค่อยๆห่างไปเมื่อสูงอายุขึ้น มักเกิดอาการตามหลังช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำ เช่น อาการเครียด พักผ่อนน้อย อ่อนเพลีย ถูกแสงแดดจัด หลังผ่าตัด หรือช่วงมีประจำเดือน

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคเริม

  • ควรรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่เครียดจนเกินไป หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่
  • แยกของใช้ เครื่องใช้ ส่วนตัว รวมทั้งแก้วน้ำและช้อน
  • รักษาความสะอาดบริเวณตุ่มพอง และเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกา และตุ่มน้ำติดเชื้อจากการเกา
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อย 6 - 8 แก้วต่อวันเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม เช่น โรคหัวใจล้มเหลว
  • งดการสัมผัส หรือมีเพศสัมพันธ์กับรอยแผลของโรคเริม จนกระทั่งแผลหายดีแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่เป็นแผล เพราะอาจจะแพร่ไปสู่คนใกล้ชิด หรือบริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าจำเป็นควรใช้เครื่องป้องกัน เช่น สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น
  • ควรเลือกใช้เครื่องแต่งกายที่ขนาดพอดีตัว ไม่คับเกินไป อาจเลือกชุดที่ทำด้วยฝ้าย
  • สตรีที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจภายในเดือนละ 1-2 ครั้ง
  • รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
  • ตุ่มพองลุกลามมาก
  • ไข้สูง ไข้ไม่ลงภายใน 1 - 3 วัน
  • เริ่มมีอาการทางดวงตา เช่น เริ่มเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหล
  • ตุ่มน้ำเป็นหนอง เพราะอาจเกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรีย
การป้องกันตนเองจากโรคเริม เนื่องจากผู้ติดเชื้อเริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อซ้ำ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อยู่ โดยเชื้ออาจมีอยู่ในน้ำตา น้ำลาย คอหอย อวัยวะเพศ ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ การป้องกันการติดเชื้อเริมจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะไม่มีทางแยกออกได้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันเริมที่ดีที่สุด ก็คือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อทุกชนิด เช่น

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล น้ำลาย หรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีตุ่มตามผิวหนังหรือเยื่อเมือก หรือผู้ป่วยที่มีแผลเปื่อยในช่องปาก
  • หลีกเลี่ยงการเที่ยวหญิงบริการ และมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ครอง
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จานชาม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว
  • รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่ในทุก ๆ วัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียง และทำให้จิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส/หลีกเลี่ยงความเครียด


สำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HSV ทั้งชนิด live หรือ attenuated  หรือ subunit vaccine  กำลังอยู่ระหว่างการทดลองในสัตว์
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคเริม
พญายอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau วงศ์ Acanthaceae ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์    C. burmanni Nees สารสำคัญที่ออกฤทธิ์    สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกลุ่ม monoglycosyl diglycerides เช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และสารกลุ่ม glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริม ฤทธิ์ต้านเริม สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลและสารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิงจำนวน 27 คน ได้รับการรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน และยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยครีมพญายอ และ acyclovir cream แผลตกสะเก็ดในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 ต่างจากแผลของผู้ป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 และหายในวันที่ 7-14 หรือนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคือง ในขณะที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream จำนวน 54 คน และยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และหายภายใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความแตกต่างจากการรักษาด้วย acyclovir cream แต่ยา acyclovir cream จะทำให้แสบแผล
จักรนารายณ์ ชื่อสามัญ Purple passion vine, Purple velvel plant ชื่อวิทยาศาสตร์ Gynura divaricata (L.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Gynura ovalis DC., Gynura auriculata Cass.) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) พบว่าสารสกัดเอทานอลมีคุณสมบัติในการต้านไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม โดยสารที่แสดงฤทธิ์ต้านไวรัสชนิดนี้คือสารผสมของกรดคาฟีออยควินิก (3, 5- และ 4, 5-di -O-caffeoyl quinic acids) และจากการศึกษาร่วมกับการศึกษาในสัตว์ทดลองก็ไม่พบว่าสมุนไพรจักรนารายณ์มีพิษแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีศักยภาพเป็นยาทาภายนอกที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบหรือระคายเคืองที่ผิวหนังซึ่งเกิดจากการแพ้ แมลงสัตว์กัดต่อย และโรคเริม
นอกจากนี้สมุนไพรจักรนารายณ์ยังมีฤทธิ์ต้านไวรัสเริมในหลอดทดลอง ซึ่งสารกลุ่มที่แสดงฤทธิ์ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่ม 1, 2-bis-dodecanoyl-3-alpha-D-glucopyranosyl-sn-glycerol, dicaffeoyl quinic acids, sitosteryl- และ stigmasteryl glucosides จึงได้มีการทดลองใช้เจลต้านอักเสบที่มีสารสกัดจากจักรนารายณ์เป็นตัวยาในผู้ป่วยที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก โดยพบว่าปริมาณไวรัสมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับยาหลอก
แต่ทั้งนี้สมุนไพรที่มีรายงานในการรักษาโรคเริมได้ผลดีที่สุดและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย คือพญายอ เนื่องจากมีการศึกษาทางคลินิกอย่างแพร่หลายและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เช่นในการศึกษาในผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ ชนิด HSV-2 ทั้งชนิดที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ จำนวน 163 ราย และ 77 ราย ให้ผู้ป่วยทายาบริเวณแผล วันละ 4 ครั้ง หรือ ทุก 5 ชั่วโมง พบว่าทำให้อาการดีขึ้น และการศึกษาผลของการใช้ยาจากใบพญายอที่ทำให้อยู่ในรูปของทิงเจอร์และ กลีเซอรีน เพื่อใช้ในผู้ป่วยโรคเริม งูสวัด และแผลอักเสบในปาก จำนวน 16 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลและลดการอักเสบได้ผลดี โดยระยะเวลาที่อาการปวดและแผลหายไป จะอยู่ระหว่าง 1-3 วัน นอกจากนี้พบว่า ยาครีมที่ได้จากสารสกัดใบพญายอ ไม่พบอาการข้างเคียงในการใช้
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.การใช้บาในโรคเริม.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่318.คอลัมน์ล้านคำถามเรื่องยาปรึกษาเภสัชกร.ตุลาคม.2548
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • ประเสริฐ ทองเจริญ.(2528).เริม.กรุงเทพฯ,สำนักพิมพ์เมดาร์ท จำกัด.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “เริม (Herpes simplex)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 969-974.
  • Molly,E.(2003).Acyclovir,A commonly used medication for HIV and AIDS patient.(Online).Available: March 1
  • ศ.นพ.สมยศ จารุวิจิตรรัตนา.โรคเริม.นิจสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่320.คอลัมน์โรคน่ารู้.ธันวาคม.2548
  • อภิชาต ศิวยาธร.(2538). โรคเริมที่อวัยวะเพศ.ในพิไลพันธ์ พุธวัฒนะ และชโลบล อยู่สุข. Human Herpesviuses. กรุงเทพฯ,สาขาจุลชีววิทยา ปรสิตวิทยาและอิมมิวโนวิทยามหาวิทยาลัยมหิดล.โรงพิมพ์อักษรสมัย,หน้า12.7-12.9
  • เริม-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.
  • จันทพงษ์ วะสีและคณะ.(2530).ไวรัสวิทยาการแพทย์.กรุงเทพฯ สาขาไวรัสวิทยาภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลซโรงพิมพ์อักษรสมัย
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • พญายอ.ฉบับประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “จักรนารายณ์”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 178.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • สมุนไพรรักษาโรคเริม.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.เรณู อยู่เจริญ.เริม....ภัยเงียบจากไวรัส.วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ปีที่4ฉบับที่4 ตุลาคม 2554-กันยายน2555.หน้า23-29
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ เครือวัลย์ พลจันทร สมชาย แสงกิจพร มาลี บรรจบ ปราณี ชวลิตธำรง.  การศึกษาทดลองในคน : การรักษาผู้ป่วยโรคเริม Herpes simplex virus type 2 ที่อวัยวะสืบพันธุ์ด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ.  วารสารโรคติดต่อ 2535;18(3):152-61.


7

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการนำเชื้อ

8

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากกรรมพันธุ์อันเนื่องมาจากความแปลกของการสร้างฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดน้อยลง (thalassemia) และก็หรือสร้างฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติ (hemoglobinopathy) สำเร็จให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติรวมทั้งมีอายุสั้น (hemolytic anemia) และแตกง่าย โรคธาลัสซีภรรยามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งบิดาและก็แม่ของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีเมียแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ซึ่งจะมีผลทำให้คนไข้เกิดอาการซีดเผือดเหลืองเรื้อรังและก็มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีเมียจัดเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในโลก สามารถเจอได้ทั่วโลก แต่เจอได้สูงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนภายในถิ่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคนี้ร้อยละ 1 และเจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือผู้ที่มียีนแฝงประมาณจำนวนร้อยละ 30-40 แล้วแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกเจอผู้เป็นพาหะร้อยละ 30.5
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคธาลัสซีเมีย มีต้นเหตุที่เกิดจากความผิดแปลกทางกรรมพันธุ์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวคือผู้ป่วย (คนที่มีอาการแสดงของโรคนี้) ต้องรับคู่ยีนที่เปลี่ยนไปจากปกติมาจากข้างพ่อและก็แม่ทั้งคู่ยีน ส่วนผู้ที่รับยีนไม่ดีเหมือนปกติมาจากฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเพียงแค่ฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยเป็นโรคนี้และก็มีสุขภาพปกติดี แม้กระนั้นจะมียีนไม่ดีเหมือนปกติแฝงอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานต่อไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีภรรยา  เพราะว่าความไม่ดีเหมือนปกติทางกรรมพันธุ์มีได้หลากหลายลักษณะ โรคนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป เช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และก็บีตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความแปลกของยีนสำหรับเพื่อการควบคุมการสร้างโปรตีนโกลบินชนิดแอลฟาและก็อนุภาคบีตาตามลำดับอีกทั้ง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นจำพวกย่อยๆได้อีกหลากหลายประเภท ซึ่งมีความร้ายแรงมากมายน้อยต่างๆนาๆ ซึ่งสำเร็จจากการจับคู่ระหว่างยีนเปลี่ยนไปจากปกติประเภทต่างๆยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดคนไหนรับการถ่ายทอดสารพันธุกรรมจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีเมีย มาจากพ่อหรือคุณแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียว ก็จัดว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีภรรยา พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่ว่าถ้าหากผู้ใดกันแน่ได้รับการถ่ายทอดสารพัดธุบาปประเภท อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีภรรยา มากจากทั้งบิดาแล้วก็มารดา ก็ถือว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีภรรยา อย่างเช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีเมีย หรือ โรคเบต้าธาลัสซีภรรยาฮีโมโกลบิน ฯลฯ
                สรุปได้ว่าเนื่องจากธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ก็เลยมีความหมายว่า พ่อหรือแม่ของคนไข้อาจเป็นโรคธาลัสซีภรรยาหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมกลุ่มนี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากบิดาหรือแม่เพียงแต่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแอบแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยคนที่เป็นธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้นจะไม่กำเนิดอาการใดๆแม้กระนั้นสามารถเป็นพาหะรวมทั้งส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
โอกาสเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียจากกรรมพันธุ์

  • หากพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างปกติสมบูรณ์ดี ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% และก็ช่องทางที่ลูกจะปกติสมบูรณ์เท่ากับ 50%
  • หากพ่อและก็แม่ต่างข้างต่างเป็นพาหะของโรค โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50%, จังหวะที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาพอๆกับ 25% และจังหวะที่ลูกจะเป็นปกติสมบูรณ์เท่ากับ 25%
  • ถ้าพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายเป็นโรคธาลัสซีภรรยา โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% แล้วก็โอกาสที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีเมียพอๆกับ 50%
  • ถ้าอีกทั้งบิดารวมทั้งแม่ต่างฝ่ายต่างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา จังหวะที่ลูกจะมีอาการป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 100%


นอกจากนี้ธาลัสซีภรรยาแต่ละจำพวกยังปรากฏเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งก่อให้เกิดความร้ายแรงของอาการในระดับที่แตกต่างอีกด้วย
อาการโรคธาลัสซีเมีย
โรคทาลัสซีเมียชนิดที่ร้ายแรงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เป็นผลมาจากยีนที่สร้างโกลบินจำพวกแอลฟาหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถสร้างโกลบินชนิดแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่จะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งสิ้น ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นทารกในท้องมารดา โดยทารกมีลักษณะบวมน้ำจากภาวะซีดเซียวรุนแรง โดยมากจะเสียชีวิตตั้งแต่ในท้อง ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือข้างหลังคลอด
เพียงเล็กน้อย เด็กทารกจะมีอาการซีด บวม พุงป่อง ตับและม้ามโต คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เด็กแรกคลอดที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวการณ์ครรภ์เป็นพิษเข้าแทรก ชอบมีการคลอดผิดปกติ และก็ตกเลือดก่อนหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะอาการร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  ส่วนมากเป็นอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียจำพวกโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) แล้วก็นิดหน่อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีสาเหตุมาจากความแตกต่างจากปกติของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกอนุภาคเบตา คนเจ็บกลุ่มนี้เมื่อทารกมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีด จะซีดเซียวตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการร้ายแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกรุ๊ปร้ายแรงปานกลาง) อาการสำคัญคือ ซีด เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแคระ น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นชายหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กรุ๊ปที่มีลักษณะรุนแรงมาก ถ้ามิได้รับการรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในเวลา 10 ปี รวมทั้ง 70% เสียชีวิตภายใน 25 ปี)  ส่วนกรุ๊ปที่อาการร้ายแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนถึงเป็นผู้ใหญ่สามารถสมรสมีบุตรหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการน้อย ส่วนมากเป็น โรคฮีโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาทาลัสซีเมีย) รวมทั้งนิดหน่อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียชนิดมีฮีโมโกลบินอี คนเจ็บมีสภาวะซีดเซียวน้อยเหลืองน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงนิดหน่อย การเติบโตค่อนข้างจะธรรมดา ลักษณะใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพค่อนข้างแข็งแรงและก็อายุยืนยาวเป็นต้นว่าคนธรรมดา
โดยทั่วไปมักไม่ต้องมาเจอแพทย์และไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับเลือดรักษา คนเจ็บจำนวนหลายชิ้นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ และก็บางทีอาจได้รับการวิเคราะห์เมื่อมาเจอหมอด้วยปัจจัยอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน คนเจ็บฮีโมโกลบินเอชบางคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเป็นไข้จากการติดเชื้อ คนป่วยจะมีอาการซีดเผือดลงอย่างเร็วแล้วก็รุนแรงกระทั่งต้องได้รับเลือด
กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีภรรยา สามัญชนไทยเป็นพาหะสูงถึงร้อยละ 35 ถ้าหากมีญาติเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งมากยิ่งขึ้น ผัวเมียที่เป็นพาหะทั้งสองอาจมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ ด้วยเหตุนั้นคนที่มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติแล้วก็อากาต่างๆดังต่อไปนี้
ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีดเซียว และก็อาจตรวจพบตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดเผือดลงอย่างเร็วเมื่อมีการไม่สบายอย่างหนัก
  • มีประวัติคนในครอบครัวตัวซีด ตับม้ามโต
  • เคยมีบุตรเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีบุตรเสียชีวิตในครรภ์เนื่องจากภาวการณ์เด็กอ่อนบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าธรรมดา (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ได้ผลบวกรวมทั้ง Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลบวก


           ถ้าหากท่านมีข้อบ่งชี้อาการข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา ก็ควรจะตรวจวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีภรรยาไหม รวมถึงคู่ที่กำลังจะสมรส และก็คิดแผนเพื่อมีบุตรหรือกำลังท้องอ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยด้วยเหมือนกัน เพื่อประเมินตนเองแล้วก็ช่องทางเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคหรือพาหะของบุตรในครรภ์
ขั้นตอนการรักษาโรคธาลัสซีภรรยา การวิเคราะห์หมอจะวินิจฉัยเบื้องต้นจากเรื่องราวผู้เจ็บป่วยมีลักษณะซีดเหลืองมาตั้งแต่เล็ก รวมทั้งอาจพบว่ามีพี่น้องประชาชนคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังต้องตรวจร่างกายของคนไข้ว่าคนเจ็บมีตับโต ม้ามโต พุงโล รูปร่างผอมและเล็กไม่สมอายุ กล้ามลีบแล้วก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว เค้าหน้าแปลก อย่างเช่น กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวเปลี่ยนไปจากปกติ ตามที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” ไหม อาการรวมทั้งลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคแม้กระนั้นมีผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาบางชนิด อาการอาจไม่รุนแรงการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความจําเป็นและก็สามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังเช่น การตรวจเลือด (complete blood count, CBC) เพื่อดูภาวการณ์ซีดเผือดค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) แล้วก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสเมียร์เลือดของคนไข้ homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E แล้วก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และก็รูปร่างแตกต่างจากปกติ(poikilocytosis) เป็นต้น ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง MCV และก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ปกติและการตรวจเจอ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีภรรยาได้

การวินิจฉัยธาลัสซีเมีย (definite diagnosis) ต้องทําโดยการตรวจพินิจพิจารณาประเภทของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติประเภท high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกจำพวกของโรคธาลัสซีภรรยาและก็ฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติให้แน่ๆ
การดูแลรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียขึ้นกับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความรุนแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกรุนแรง (severe beta-thalassemia) คือหรูหรา baseline Hb ต่ำยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal แล้วก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับในการรักษาดังนี้

  • การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะระงับการสร้างเลือด (high transfusion) รวมทั้งให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยครั้งจนกระทั่งเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบเกื้อหนุน (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กแล้วก็ตัดม้ามเมื่อม้ามโตกระทั่งเบียดอวัยวะอื่นในท้องหรือมีสภาวะม้ามทำงานมากเกินความจำเป็น
  • โรคธาลัสซีภรรยาชนิดร้ายแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) คือหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ดังเช่นคนเจ็บ β-thal/ Hb E จำนวนมาก, ผู้ป่วย β-thal/ β-thal บางราย และก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับเพื่อการรักษา ดังนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะหยุดการสร้างเลือดและก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis รวมทั้งการตัดม้ามเมื่อมีลักษณะตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทร้ายแรงน้อย (mild thalassemia) มีระดับ baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) เป็นต้นว่า Hb H disease จำนวนมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ได้แก่ ซีดเซียวมากเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกกระทันหัน ซึ่งพบบ่อยเมื่อมีการติดเชื้อโรค
  • โรคธาลัสซีเมียประเภทไม่มีอาการหรือธาลัสซีเมียแฝง (Asymptomatic) อาทิเช่น Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, แล้วก็ธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้น ไม่จําเป็นต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นจะต้องได้ทานยา ควรได้รับคําแนะนําหารือด้านพันธุศาสตร์ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบธรรมดา


การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย เหตุเพราะโรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุ์บาปหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย คนที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย สามารถดำรงชีวิตเหมือนคนธรรมดา ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาใดๆแต่ว่าคนที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียจะมีลักษณะอาการของโรคแตกต่าง บางคนตัวซีดมาก ตับม้ามโตมาก บางทีอาจจะจำต้องได้รับการให้เลือดแล้วก็ยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางบุคคลจะมีลักษณะอาการซีดเซียวไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เหตุเพราะมีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนการกระทำตนของผู้ป่วยและก็การดูแลคนป่วยโรคธาลัสซีภรรยาควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง และก็เหมาะสมกับสภาพอาการของโรคดังนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องจากว่าผู้เจ็บป่วยจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อโรคได้ง่าย รวมทั้งควรไปตรวจฟันกับหมอฟัน ทุก 6 เดือน เพราะเหตุว่าฟันจะผุง่ายดายกว่าคนปกติ
  • ไปพบหมอตามนัดทุกหน ประพฤติตามที่แพทย์แนะนำ ถ้าหากมีเรื่องที่น่าสงสัยควรหารือแพทย์
  • ไม่สมควรเปลี่ยนแปลงสถานที่รักษาเป็นประจำด้วยเหตุว่าจะทำให้การดูแลรักษาไม่ต่อเนื่อง
  • เมื่อเป็นไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ แล้วก็ให้ดื่มน้ำมากๆหากไข้สูงมากมายควรรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลและรีบไปพบหมอแม้ว่าจะไม่ใช่วันนัดหมาย เนื่องจากว่าไข้อาจเป็นเพราะการตำหนิดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ซีดเซียวลงมากหรือก่อปัญหารุนแรงได้
  • ป้องกันอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก ด้วยเหตุว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีภรรยามีภาวะซีดเซียวรวมทั้งกระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะบริหารร่างกายตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย รวมทั้งต้องระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องเพราะว่าจะเป็นโทษต่อตับและก็ม้ามที่โตได้
  • ควรจะพักผ่อนอย่างพอเพียง ในภาวะเจ็บไข้ได้ป่วยควรดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เนื่องจากว่าบางทีอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แม้กระนั้นเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยทาลัสซีเมียที่มีสภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่สมควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ยกตัวอย่างเช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • กินยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เนื่องจากโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง เพราะร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติเพื่อมาทดแทนเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลบหลีกการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่รุนแรง


o             ให้ความรักใส่ใจ ให้กำลังใจ เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ดำเนินชีวิตตามธรรมดา ไม่หมดกำลังใจต่อการเจ็บป่วย
o             รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ มีโปรตีนสูง (ตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) และมีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้เพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้เจ็บป่วยโรคธาลัสซีเมียมีลักษณะดังต่อไปนี้ คนเจ็บโรคธาลัสซีเมียโดยปกติชอบมีการเติบโตของร่างกายน้อยกว่าธรรมดา มีภูมิคุ้มกันต่ำและความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย โดยเหตุนั้นอาหารที่เหมาะสมกับคนเจ็บธาลัสซีภรรยา เป็นของกินที่มีโปรตีนสูง ดังเช่นว่า เนื้อปลาสมุทร เนื้อไก่ ธัญพืชต่างๆดังเช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวกล้อง ข้าวบาเลย์ เป็นต้น อาหารทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดง อาทิเช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น อาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม แล้วก็วิตามินดีสูงเพื่อป้องกันสภาวะกระดูกพรุน ดังเช่นว่า ผลิตภัณฑ์นม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ ได้แก่ ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก นอกจากนั้นควรกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีรวมทั้งวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดภาวการณ์การเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย อย่างเช่น มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน เป็นต้น
การปกป้องตนเองจากโรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุดเป็น

  • ขอคำแนะนำแพทย์เพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะหรือไม่
  • สำหรับคนที่เป็นพาหะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียรุนแรง ควรจะเสนอแนะช่องทางในการคุ้มครองปกป้องไม่ให้มีลูกเป็นโรคนี้ ดังต่อไปนี้ ผู้ที่ยังมิได้สมรส ลู่ทางคือ เลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ถ้าเกิดคู่ควงเป็นพาหะด้วยกันรวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ หนทางคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีบุตร การรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวิเคราะห์ทารกในท้องว่าปกติหรือเปล่า
  • ควรชี้แนะให้ญาติ ลูกพี่ลูกน้อง ไปตรวจเลือด โดยแนวทางพิเศษว่าเป็นพาหะหรือเปล่า และขอความเห็นแพทย์ก่อนสมรส เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะควรถัดไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่พลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรซึ่งสามารถรักษา/ทุเลาลักษณะของโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่มีสภาวะโลหิตจากเรื้อรังจากความเปลี่ยนไปจากปกติด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ในขณะนี้ไม่มีกล่าวว่ามีสมุนไพรจำพวกใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีภรรยาที่เห็นผลอย่างจริงจัง แม้กระนั้นมีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยและก็ทดสอบที่น่าดึงดูดเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีเมีย ดังต่อไปนี้
สำหรับเพื่อการทดลองทางคลินิกของขมิ้นชัน ในคนเจ็บธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากภาควิชาแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดลองให้คนไข้เบต้าธาลัสซีเมีย/ ฮีโมโกลบินอีกินแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ต่อเนื่องกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้รวมทั้งมีอีกการทดสอบสำนักงานทดลองจากแผนกแพทยศาสตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้เจ็บป่วยธาลัสซีเมียเด็กจำพวกเบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี พบว่าผู้ป่วย 5 คนภายใน 8 คน แก่ของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งในการทดลองทั้งสองครั้งไม่เจออาการข้างเคียงอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกนั้นผลการศึกษาในหลอดทดสอบของภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าเคอร์คูมินอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่ไม่ได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาจำพวกเบต้าธาลัสซีเมีย และก็ยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยแล้วก็ในเวลานี้ยังมีการทำการค้นคว้าทางคลินิกหัวข้อการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในคนเจ็บธาลัสซีภรรยา อีกหลายโรงหมอ  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้ปกป้อง/รักษาโรคธาลัสซีภรรยาได้อย่างมีคุณภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซ

9

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปริมาณกรดที่ย้อนมากขึ้นเรื่อยๆหรือย้อนบ่อยมากกว่าคนที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดของกินมีความไวต่อกรดมากขึ้นแม้ว่าจะมีจำนวนกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่เกินกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะอาการระคายรอบๆคอ และก็แสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ รวมทั้งมีลักษณะท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายกับลักษณะของโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนส่วนมากเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ และไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจัดจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด จึงพบว่าในตอนนี้มีผู้เจ็บป่วยมาเจอแพทย์ด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงมากขึ้น  และแม้ปลดปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังแล้วก็รักษาด้วยวิธีที่ผิดจะต้อง อาจก่อให้เกิดการเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดของกินตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกจากนั้นยังสามารถจัดชนิดและประเภทของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 ประเภท เป็น

  • โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ด้านในหลอดอาหาร ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน ส่วนใหญ่จะมีอาการของหลอดของกินเท่านั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอรวมทั้งกล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) คือโรคที่มีลักษณะอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการไหลถอยกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างไม่ปกติ ก่อให้เกิดอาการของคอและกล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่เจอได้โดยประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีลักษณะอาการของกินไม่ย่อย (Syspepsia) แล้วก็พบบ่อยทั้งในเพศหญิงและในผู้ชาย โดยพบได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงคนวัยชรา แต่พบอัตรากำเนิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และก็เจอได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีกล่าวว่าประเทศแถมตะวันตกพบโรคนี้ได้โดยประมาณ 10 - 20% ของสามัญชนอย่างยิ่งจริงๆ
ที่มาของโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีมูลเหตุที่เกี่ยวกับความผิดแปลก ของกระบวนการทำหน้าที่ของกล้ามหูรูดที่อยู่ตรงด้านล่างของหลอดของกิน (lower esophageal sphincter, LES) ในคนธรรมดาขณะกลืนอาหารหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดทางให้อาหารไหลผ่านลงสู่กระเพาะของกิน เมื่อของกินผ่านลงกระเพาะกระทั่งหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อขัดขวางไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกิน
แต่ว่าผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามหูรูดตรงด้านล่างของหลอด ของกินนี้หย่อนยานสมรรถนะ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากกว่าธรรมดา (คนทั่วไปหลังทานข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่นำไปสู่อาการ) ทำให้มีการเกิดอาการไม่ดีเหมือนปกติ แล้วก็การอักเสบของเยื่อบุหลอด ของกินได้
ส่วนปัจจัยที่ทำให้หูรูดดังที่กล่าวถึงมาแล้วดำเนินงานแตกต่างจากปกติยังไม่รู้แจ่มกระจ่าง แต่มั่นใจว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (เจอในคนแก่กว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังรุ่งเรืองไม่สุดกำลัง (เจอในทารก) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
ยิ่งไปกว่านี้การกระทำในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางชนิดมีส่วนกระตุ้นหลักการทำงานของหลอดของกินให้เกิดความแปลกได้ หรือทำให้กระเพาะหลั่งกรดในจำนวนมากขึ้น อาทิเช่น เข้านอนหลังรับประทานอาหารในทันที รับประทานอาหารปริมาณมากด้านในมื้อเดียว อยู่ในตอนท้อง การกระทำต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวการณ์กรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน
ลักษณะของโรคกรดไหลย้อน  อาการของคนเจ็บนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายโดยกรด อาทิเช่น

  • อาการทางคอหอยและหลอดของกิน
  • อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก แล้วก็ลิ้นปี่ (Heartburn) ข้างหลังกินอาหาร 30-60 นาที หรือข้างหลังกินอาหารแล้วล้มตัวนอนลงราบ นั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ คาดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีอาการมากกว่า 2 ครั้งต่ออาทิตย์รวมทั้งอาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงรวมทั้งบางเวลาอาจปวดร้าวไปที่บริเวณคอได้
  • รู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัดคล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นในรุ่งอรุณ
  • รู้สึกเสมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสลดอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
  • เรอบ่อยมาก อ้วก เหมือนมีของกิน หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในทรวงอก คล้ายของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากมายไม่ปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง แล้วก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนตอนเช้า หรือมีเสียงไม่ปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในช่วงกลางคืน
  • กระแอมไอบ่อยมาก
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (หากมี) ห่วยลง หรือไม่ดียิ่งขึ้นจากการใช้ยา
  • เจ็บอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก รวมทั้งหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาเจอแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน อย่างเช่น มีลักษณะกลืนอาหารแข็งตรากตรำ เนื่องมาจากปล่อยให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังกระทั่งแคบ
  • ส่วนในเด็กแรกคลอดบางทีอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ทีแรกกำเนิดได้ เพราะว่าหูรูดส่วนล่างของหลอดของกินยังรุ่งเรืองไม่เต็มกำลัง เด็กแรกคลอดจึงมักมีอาการงอแง ร้องกวน อาเจียนบ่อยครั้ง ไอหลายครั้งค่ำคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด เบื่อข้าว น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ทารกบางรายบางทีอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งบางทีอาจกำเริบเสิบสานได้บ่อยครั้ง แต่อาการมักจะหายไปเมื่ออายุได้ราวๆ 6-12 เดือน แต่ว่าบางรายก็บางทีอาจรอคอยจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่นอาการก็เลยจะ
กรรมวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน
แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก ความเป็นมาอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดของกิน กระเพาะ และลำไส้ และอาจตัดชิ้นเนื้อในรอบๆที่ไม่ปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดของกิน รวมทั้งอาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเพิ่ม ได้แก่ วัดภาวการณ์ความเป็นกรดของหลอดของกินในขณะส่องกล้อง ทั้งนี้สังกัดดุลพินิจของหมอ ดังเช่นว่า การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง, การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์, การตรวจการบีบตัวของหลอดของกิน เป็นต้น
แต่โดยส่วนมากแล้ว หมอชอบวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็พอเพียงต่อการตัดสินโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่พบมาก เช่น อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก รวมทั้งเรอเปรี้ยวหลังทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีการกระทำที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แต่ว่าในรายที่ไม่แน่ชัดอาจต้องกระทำการตรวจพิเศษ (ซึ่งเจอได้นานๆครั้ง)
กรรมวิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การเปลี่ยนแปลงนิสัย และก็การดำเนินชีวิตประจำวัน (lifestyle modification) การดูแลและรักษาแนวทางนี้มีความหมายที่สุดสำหรับในการทำให้คนเจ็บมีลักษณะลดลง ป้องกันไม่ให้กำเนิดอาการ รวมทั้งลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ และก็คุ้มครองปกป้องไม่ให้กรดไหลย้อนกลับมาขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอและกล่องเสียงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุว่าโรคนี้ไม่อาจจะรักษาให้หายสนิท (ยกเว้นจะผ่าตัดปรับแต่ง) การรักษาวิธีนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชาติ เพราะเป็นการรักษาที่ปัจจัย แม้ว่าผู้เจ็บป่วยจะมีอาการ หรือหายก็ดีแล้วโดยไม่ต้องกินยาและก็ตาม คนเจ็บควรปฏิบัติตนดังนี้


             ควรอุตสาหะลดหุ่น
             พยายามหลีกเลี่ยงความตึงเครียด
             เลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเหลือเกิน
             ถ้ามีลักษณะอาการท้องผูก ควรจะรักษา และก็เลี่ยงการเบ่ง
             ควรจะออกกำลังกายเป็นประจำ
             ภายหลังจากรับประทานอาหารในทันที พากเพียรเลี่ยงการนอนราบ
             หลีกเลี่ยงการกินอาหารมื้อดึก
             ทานอาหารปริมาณพอดิบพอดีในแต่ละมื้อ
             หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น กาแฟ น้ำอัดลม
             หากจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอราวๆ 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงการกระทำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นที่จะต้องใช้ยาร่วมด้วย ควรจะกินยาตามกำหนดอย่างเคร่งครัด และก็หากมีปัญหาควรจะหารือหมอหรือเภสัชกร


             ตอนนี้ยาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หมายถึงยาลดกรดในกลุ่มยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) เช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มก. วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับในการปกป้องอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยให้กินยาติดต่อกันตรงเวลา 6 - 8อาทิตย์ หรือบางทีอาจจำต้องใช้ยาเป็นเวลานานยาวนานหลายเดือนขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละราย เช่นในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นช่วงๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
             บางกรณีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย เป็นต้นว่า เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรรับประทานก่อนรับประทานอาหารโดยประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอแล้วก็กล่องเสียง การดูแลและรักษาแนวทางแบบนี้จะทำใน


             คนไข้ที่มีอาการร้ายแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างมากแล้วไม่ดีขึ้น
             ผู้ป่วยที่ไม่อาจจะกินยาที่ใช้สำหรับในการรักษาสภาวะนี้ได้
             ผู้ป่วยที่ดียิ่งขึ้นภายหลังการใช้ยา แม้กระนั้นไม่ได้อยากต้องการที่จะกินยาต่อ
             ผู้เจ็บป่วยที่กลายเป็นซ้ำบ่อยครั้งหลังหยุดยา
ทั้งนี้คนไข้ที่จะต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงแต่จำนวนร้อยละ 10 เท่านั้น การดูแลรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง ดังเช่นว่า endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy เป็นต้น

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงขึ้น ช่องทางกำเนิดโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้น
  • การกินของกินแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นรับประทานมื้อเย็นก่อนนอน เพราะเหตุว่าจำนวนอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะ รวมทั้งการนอนราบยังเพิ่มแรงกดดันในกระเพาะ อาหารรวมทั้งกรดก็เลยไหลย้อนกลับไปเข้าหลอดของกินได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (ทานอาหารมื้อใหญ่หรือจำนวนมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน (อย่างเช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกเหนือจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดแล้วก็อาหารผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด มั่นใจว่าเกิดขึ้นจากการไอและก็หอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เช่น น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางชนิด (อาทิเช่น ยาขยายหลอดลม ยาแอนติวัวลิเนอร์จิก ยาลดระดับความดันกรุ๊ปขัดขวางเบตาและก็กรุ๊ปต้านแคลเซียม ยาใช้ภายนอกงจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งเพิ่มมากขึ้น
  • แผลเพ็ปติก แล้วก็การใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้ของกินขับลงสู่ไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เพราะเหตุว่าจะทำให้มีความดันในช่องท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงมากขึ้นตามไปด้วย
  • การตั้งท้อง ด้วยเหตุว่าจะเป็นการเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารจากท้องที่ใหญ่ขึ้น
  • โรคเบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะขับเคลื่อนช้า ก็เลยทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความเคร่งเครียด เพราะว่าความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะมากเพิ่มขึ้น
  • การมีโรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะบางส่วนไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากเพิ่มขึ้น


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุมาจากความแตกต่างจากปกติของกล้ามหูรูดด้านล่างของหลอดอาหาร ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะอาหารไหลย้อนไปขึ้นไปที่หลอดอาหารแล้วก็มีการอักเสบและก็อาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ เพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • รับประทานยาให้ครบถ้วนรวมทั้งตลอดตามคำแนะนำของหมอ
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการกำเริบ แล้วพยายามเลี่ยง ตัวอย่างเช่น อาหารมัน (รวมทั้งข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) ของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ ยาสูบ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางจำพวก
  • หลีกเลี่ยงการกินของกินปริมาณมาก (หรืออิ่มจัด) รวมทั้งหลบหลีกการกินน้ำมากมายๆระหว่างทานอาหาร ควรจะกินอาหารมื้อเย็นในปริมาณ น้อย รวมทั้งขาดช่วงห่างจากเวลาเข้านอนขั้นต่ำ 3 ชั่วโมง
  • ข้างหลังทานอาหารควรจะปลดเข็มขัดและก็ตะขอกางเกงให้หละหลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรจะนั่งหลังตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลบหลีกการยกของหนักรวมทั้งการบริหารร่างกายหลังอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นออกกำลังกายและเครียดลดลง เนื่องเพราะความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการไม่ดีขึ้นได้
  • ถ้าเกิดน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรหาทางลดความอ้วน
  • ถ้ามีอาการกำเริบเสิบสานตอนไปนอน หรือตื่นรุ่งอรุณ มีลักษณะเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรจะหนุนหัวสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านหัวให้สูง หรือใช้วัสดุอุปกรณ์พิเศษ (bed wedge pillow) ใส่ใต้ที่พักผ่อนให้เอียงลาดจากหัวลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่เสนอแนะให้ใช้วิธีหนุนหมอนหลายใบให้สูง ด้วยเหตุว่าอาจจะก่อให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในท้องเพิ่มมากขึ้น ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งด/เลิก ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบหมอตามนัดหมายเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆต่ำช้าลงหรือผิดไปจากเดิม


การปกป้องตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การคุ้มครองโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจสำคัญที่จะสามารถปกป้องการเกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตของพวกเรา ดังเช่น

  • เลือกรับประทานอาหารและเสี่ยงทานอาหารโดยของกินที่ควรหลบหลีก ดังเช่น


             ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด
             ของกินทอด ของกินไขมันสูง
             อาหารรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การกินอิ่มเกินความจำเป็นจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดง่ายมากยิ่งขึ้นแล้วก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการย้อนของกรดง่ายขึ้น
  • ไม่ควรนอนหรือเอนกายหลังรับประทานอาหารโดยทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรจะรออย่างน้อย 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่อของกินเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารซะก่อน
  • งดเว้นยาสูบรวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในบุหรี่เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารแล้วก็ทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ด้วยเหมือนกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร เสื้อผ้าแล้วก็สายรัดเอวที่รัดแน่นรอบๆฝาผนังพุง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารและก็ทำให้กรดไหลย้อนกลับไป
  • ผ่อนคลายความเครียด ความเคร่งเครียดที่มากเกินความจำเป็นจะก่อให้อาการกำเริบ จำเป็นที่จะต้องหาเวลาพักผ่อนแล้วก็ออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นเหตุที่จะก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปติก ฯลฯ

    สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน / รักษาโรคกรดไหลย้อน
    ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia สกุล Rubiaceae มีรายงานการวิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญหมายถึงสโคโปเลว่ากล่าวน (scopoletin) เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดของกินจากการไหลย้อนของกรดได้ผลลัพธ์ที่ดี เท่าๆกับยามาตรฐานที่ใช้สำหรับในการรักษากรดไหลย้อนเป็นรานิติดีน (ranitidine) และแลนโสพราโซล (lansoprazole) เหตุเพราะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านทานการหลั่งของกรด ต้านทานการเกิดแผล รวมทั้งทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหาร โดยส่งผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวพันโดยตรง แล้วก็ยังมีรายงานว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” ก็เลยเหมาะสำหรับเพื่อการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาลักษณะของกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งจากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยข้างต้น รวมทั้งการที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยย่อยของกิน ทำให้อาหารไม่ตกค้าง ไม่เกิดลมในกระเพาะ ลดการเกิดแรงกดดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบขับเคลื่อนเจริญขึ้น ทำให้ของกินเขยื้อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กก้าวหน้าขึ้น
    ดังนี้สมุนไพรที่อาจใช้ร่วมกันหมายถึงขมิ้นชัน ด้วยเหตุว่าขมิ้นชันมีคุณประโยชน์สำหรับการรักษาอาการท้องอืด รวมทั้งช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้อาหารไม่หลงเหลือในกระเพาะ แล้วก็ลำไส้เล็กนานเกินไป ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้รับประทานขมิ้นชันก่อนที่จะกินอาหาร 1-2 ชั่วโมง เช้า ช่วงกลางวัน เย็น รวมทั้งก่อนนอน ขนาดรับประทานเป็น ครั้งละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มก.
    ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. วงศ์     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นเย้าหยอก ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากบาดแผลเจริญ การทดสอบในหลอดทดลอง โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มก./กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร (intragastric) ของหนูขาว ยับยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดสอบเปรียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าได้ผลดี แต่ว่าหากสูงขึ้นเป็น 60 มก./กิโลกรัม ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบจะลดน้อยลง รวมทั้ง sodium curcuminate ยังสามารถยั้งการบีบตัวของลำไส้หนูในหลอดทดลองที่เหนี่ยวนำจากนิโคติน อะซีตำหนิลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนและก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ยิ่งไปกว่านี้ sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของไส้
    ขมิ้นสามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะ โดยกระตุ้นการหลั่งไม่วซินมาเคลือบและก็ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มก./กิโลกรัม สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาเคลือบกระเพาะ แม้กระนั้นหากใช้ในขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้
    มีการทดลองในกระต่ายเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงจำนวนน้ำย่อยรวมทั้งกรดในกระเพาะ แต่เพิ่มองค์ประกอบของมิวซิน
    ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง เป็นเป็นส่วนที่มีสาระแล้วก็ถูกนำมาใช้สำหรับในการรักษาโรคสูงที่สุด เนื่องจากว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกเหนือจากนี้ถูกจัดไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยช์จากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
    ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้          -ช่วยรักษาลักษณะของกรดไหลย้อน
    รักษาแล้วก็ปกป้องโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง  -ช่วยปกป้องแล้วก็บรรเทาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยคุ้มครองปกป้องและก็ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาลักษณะโรคโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
    ระบบผิวหนัง  -ช่วยสำหรับเพื่อการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
    ระบบแพร่พันธุ์แล้วก็ทางเดินเยี่ยว  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการเยี่ยวแสบขัด ออกร้อนในฟุตบาทปัสสาวะ
    ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงรักษาระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารภายในร่างกายแล้วก็ช่วยลดอาการของโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะ ซึ่งรวมทั้งโรคกรดไหลย้อน
    เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “โรคกรดไหลย้อน/เกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease/GERD)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 533-536.
  • โรคกรดไหลย้อน.ความรู้สู่ประชาชน.สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว(ไทย)
  •   Nutakul W.  NMR analysis

10

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์เป็นยังไง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ยอดเยี่ยมในโรคสมองเสื่อมที่มักพบที่สุด โรคนี้ศึกษาและทำการค้นพบทีแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้รูปแบบการทำงานของสมองเสื่อมลง จนกว่ามีผลเสียต่อกิจวัตรประจำวันของผู้เจ็บป่วย ในช่วง 8 -10 ปี ภายหลังเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการดูแลรักษาคนไข้โรคอัลไซเมอร์จะมีลักษณะโรคสมองเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปร่างคิดเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของคนป่วยภาวการณ์สมองทั้งผอง จะมีลักษณะอาการหลงๆลืมๆ โดยจะลืมเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ลืมว่าวันนี้รับประทานอาหารยามเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยเจอคนไหนกันในวันนี้ ชอบกล่าวย้ำ ถามคำถามซ้ำ เชาวน์ความหลักแหลมลดลง ความสามารถต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป และเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าประเทศอเมริการมีคนเจ็บเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) สูงถึง 5 ล้านคน แล้วก็จะเยอะขึ้นเรื่อยๆเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะเกิดกับคนแก่เป็นส่วนมาก โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่แก่ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงโดยประมาณ 1-3% บุคคลที่มีอายุมากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% รวมทั้งเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่แก่กว่า 85 ปี
ต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์ ต้นเหตุรวมทั้งการดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่เข้าใจดีนักในตอนนี้ งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยบ่งชี้ว่าโรคนี้มีความข้องเกี่ยวกับองค์ประกอบเหมือนคราบเปื้อนในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) รวมทั้งแทงเกิล (tangle)  แล้วก็ความแปลกที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่ามหัศจรรย์ในการควบคุมความรู้สึก แล้วก็การตอบสนอง การสื่อสารที่สำคัญต่างๆภายในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวติดต่อ สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะวัตถุประสงค์เพื่อมีการดำเนินงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความจำเป็นอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารนี้ช่วยให้มนุษย์มีความรู้สำหรับในการจำ และแม้ในสมองมีสารนี้น้อยลงมากมายจะทำให้เซลล์สมองมีปัญหาในการสื่อสาร รวมทั้งพบว่าคนไข้โรคอัลไซเมอร์หรูหราของสารอะเซติลโคลีนน้อยลงเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความรู้ความเข้าใจในการจำและก็การใช้เหตุผลของคนเจ็บน้อยลงตามไปด้วย  และยังมีสาเหตุอื่นๆอีกอาทิเช่น คนไข้โดยประมาณ 7% เกิดจากพันธุกรรม และก็สามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ตำแหน่งความผิดปกติบนโครโมโซมที่เจอกระจ่างแจ้งแล้วว่าทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, และก็ 19 คนที่มีความผิดปกติของกรรมพันธุ์กลุ่มนี้ จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าคนที่ไม่ได้มีความผิดธรรมดาทางพันธุกรรม ยิ่งไปกว่านี้พบว่าในผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดปกติคือมีสารพัดธุกรรมของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา ถ้ามีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ท้ายที่สุด

อาการของโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดชอบรู้ผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความเฒ่า หรือมีสาเหตุจากภาวะเครียด ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดคือการสูญเสียความทรงจำ เป็นเพียรพยายามจำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อไม่นานมานี้ไม่ได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนออกอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความผิดพลาดทางการรู้บางส่วน (mild cognitive impairment)
สมองเสื่อมช่วงแรก (Early dementia) อาการเริ่มแรกมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ในระหว่างที่ความจำเรื่องเก่าๆในสมัยก่อนจะยังดีอยู่ คนป่วยอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือกล่าวซ้ำเรื่องที่พึ่งเล่าให้ฟัง นอกจากนั้นยังอาจมีอาการอื่นๆอาทิเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ งงงันเรื่อง วัน เวลา สถานที่ คิดคำพูดไม่ค่อยออกหรือใช้คำไม่ถูกๆแทน มีอารมณ์ ความประพฤติปฏิบัติและลักษณะท่าทางที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจห่วยแตกลง ไม่อาจจะมีความคิดเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆกลุ่มนี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยนแปลง กระทั่งก่อให้เกิดปัญหาต่อการทำงานและก็กิจวัตรที่ทำทุกๆวัน
สมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะโรคเริ่มพัฒนาถึงขนาดถัดมา คนไข้จะยิ่งมีปัญหาด้านความจำ ผู้เจ็บป่วยมักจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือสำหรับในการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นต้นว่า การกินอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว และการเข้าห้องอาบน้ำทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงมากขึ้นอาจมีดังต่อไปนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยากเยอะขึ้นทุกครั้ง เพียรพยายามนึกชื่อเพื่อนรวมทั้งครอบครัวแม้กระนั้นคิดไม่ออก
เกิดภาวะงงรวมทั้งสูญเสียการรับทราบด้านสถานที่ เวลา และก็บุคคล ได้แก่ หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่เคยทราบวันเวลา
กระบวนการทำงานประจำวันที่มีหลายกระบวนการแปลงเป็นเรื่องยากขึ้น เช่น การแต่งตัว
มีพฤติกรรมหมกมุ่น ทำอะไรบ่อยๆหรือใจร้อน
ไม่สามารถทำความเข้าใจของใหม่ๆมีปัญหาสำหรับเพื่อการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีลักษณะอาการหลงผิด เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างวางใจ รวมถึงบางทีอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในเพศผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาติดต่อ
มีปัญหาด้านการนอน
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ดังเช่น อารมณ์ไม่คงเดิม แปรปรวนหลายครั้ง มีภาวะซึมเศร้า หรือไม่สบายใจ หงุดหงิด กระวนกระวายใจยิ่งขึ้นเรื่อย
ทำงานที่จะต้องใช้การกะระยะได้ตรากตรำ
มีอาการประสาทหลอน
โรคสมองเสื่อมระยะสุดท้าย (Advanced dementioa) ระยะที่อาการของโรคร้ายแรงขึ้นอย่างมากจนถึงนำความเศร้าเสียใจแล้วก็วิตกมาให้บุคคลใกล้ชิด ในเวลานี้คนเจ็บอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลแล้วก็ให้ความช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าส้วม
อาการหลงทางหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งห่วยลงเรื่อย
คนไข้บางทีอาจอาละวาด เรียกร้องความสนใจ และไม่ไว้เนื้อเชื่อใจผู้คนรอบกาย
กลืนและทานอาหารตรากตรำ
เปลี่ยนท่าทีหรือเคลื่อนตนเองตรากตรำ จะต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูล
น้ำหนักลดน้อยลงมาก แม้จะรับประทานอาหารมากมายหรือเพียรพยายามเพิ่มน้ำหนักรวมทั้งตาม
มีลักษณะชัก
กลั้นฉี่หรืออุจจาระไม่อยู่
เบาๆสูญเสียความสามารถสำหรับเพื่อการพูดลงไปทีละเล็กทีละน้อยจนไม่อาจจะติดต่อสื่อสารได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นแล้วก็ระยะยาวอย่างร้ายแรง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแก่มากเพิ่มขึ้นโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
กรรมพันธุ์ และก็ กลุ่มอาการ Down Syndrome จากการเรียนพบว่าในแฝดแม้ ถ้าฝาแฝดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้ว ฝาแฝดอีกคนหนึ่งจะมีสภาวะความเสี่ยงสูงถึง 40-50% รวมทั้งนอกเหนือจากนั้นถ้าหากว่ามีพี่น้องในครอบครัวมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะจังหวะเสี่ยงสำหรับในการเป็นเพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและก็ในคนที่เป็น Down Syndrome ถ้าหากมีอายุยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวการณ์สมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม ถึงแม้ว่ายีนจะเป็นเหตุที่บ่งบอกถึงอัลไซเมอร์ในแฝดแท้ แต่แม้กระนั้นสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เหตุเพราะพบว่าคู่แฝดนั้นบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ไม่เหมือนกันถึง 15 ปี และคนวัยชราคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้นมากยิ่งกว่าคนสูงอายุที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนประเภทหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการค้นคว้าระบุว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่บ่อยนัก จากการเรียนพบว่าผู้ที่ใช้ยาในกรุ๊ป NSAIDS เสมอๆ เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยอีกขั้นหนึ่งระบุว่าหลังจากใช้ NSAIDS เพิ่มขึ้นพบว่า ภาวการณ์ความเคลื่อนไหวทางด้านจิตใจและก็อารมณ์ลดน้อยลง
การใช้หรือเปล่าได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดระดูจากหลายๆกรณีการค้นคว้า พบว่าหญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนตอบแทนสามารถป้องกันหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุนี้ฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
ภาวการณ์ขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกซิเจน ในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดโรคมะเร็งโรคไส้และก็ยังมีส่วนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นส่วนประกอบ ดังเช่น วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
สภาวะเกิดสมองกระทบกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้แนะว่าการที่สมองได้รับการกระทบสะเทือนจนถึงทำให้หมดสติ จะมีผลนำมาซึ่งช่องทางเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีสาเหตุการเกิดมาจากการกระทำการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรจะปรับเปลี่ยนด้วยการเลิกสูบบุหรี่ รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้ลดน้อยลง แล้วก็ตรวจสุขภาพเสมอๆ เพื่อคุ้มครองโรคเส้นเลือดหัวใจและโรคอัลไซเมอร์ไปในคราวเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการเล่าเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของวิวัฒนาการของภาวการณ์โรคสมองเสื่อมเช่นเดียวกัน โดยพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งกว่าผู้ชายถึง 3.5 เท่าการออกกำลังกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันได้ว่า การบริหารร่างกายในคนแก่จะตอนเพิ่มความสามารถสำหรับเพื่อการเรียนรู้ (cognitive function)  นอกจากนี้ยังช่วยลดความถดถอยในการศึกษา (cognitive decline) ลงได้ โดยเหตุนี้คนที่ไม่บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอจึงได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนที่ออกกำลังกาย
แนวทางการรักษาโรคอัลไซเมอร์  ในการตรวจเบื้องต้นจะใคร่ครวญจากอาการที่คนป่วยหรือคนใกล้ชิดบอกกล่าว และก็สอบถามครอบครัวหรือคนที่อยู่รอบข้างของคนป่วยเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ความเป็นมาสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการดำรงชีวิตทุกวัน ความประพฤติปฏิบัติและลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปของคนไข้ และใช้การถามคำถามหรือทำแบบทดสอบความจำ การจัดการกับปัญหา การนับเลข หรือความถนัดทางด้านภาษา เพื่อตรวจดูรูปแบบการทำงานของสมองในแต่ละส่วนแล้วก็พิเคราะห์ว่าควรรับการตรวจเพิ่มเติมหรือส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษาถัดไปหรือไม่
ด้วยเหตุผลดังกล่าวเมื่อวินิจฉัยจากอาการได้แล้วว่าผู้ป่วยมีสภาวะของความจำไม่ดีเกิดขึ้น ขั้นถัดไปหมอต้องตรวจค้นสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองแล้วก็การเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของความจำไม่ดี และให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป เป็นต้นว่า การเจาะเลือดดูภาวการณ์ต่อมไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อดูว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองไหม เป็นต้น   ถ้าเกิดการตรวจวิเคราะห์ไม่เจอมูลเหตุอื่นๆประกอบกับอาการและก็การทดลองทางสมองและก็ภาวะจิต ตรงเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยจะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาสำหรับเพื่อการวิเคราะห์ บางทีอาจจำเป็นต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
ตอนนี้ยังไม่มีขั้นตอนการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายสนิท การดูแลและรักษาด้วยยาอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นไปได้มากมายน้อยแตกต่างกันไป แต่ว่าไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลรักษาออกได้เป็น3 แบบอย่าง เช่น
การรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลรักษาอาการสูญเสียความทรงจำ ปัจจุบันนี้มียาอยู่ 4 จำพวกที่ได้รับการยืนยันจากแผนก ผู้ตัดสินของกินและยาที่สหรัฐอเมริกา สำหรับเพื่อการประยุกต์ใช้กับคนเจ็บโรคอัลไซเมอร์เป็นDonezpezil , Rivastigmin, Galantamine, และก็ Memantine มีการเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาอาการของคนป่วยได้ แต่ก็ยังการศึกษาต่ำรับรองแจ่มแจ้ง บางการศึกษาพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการตายได้ แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้
การดูแลและรักษาอารมณ์และก็ความประพฤติปฏิบัติที่รุนแรง รวมทั้งอาการจิตหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลรักษาทางด้านจิตสังคม อย่างเช่น
การรักษาที่มุ่งเน้นการกระตุ้นสมอง ได้แก่ ศิลปะบรรเทา ดนตรีบรรเทา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตกาล ยกตัวอย่างเช่น การรวมกลุ่มทำกิจกรรมแลกเปลี่ยน แปลงประสบการณ์ในสมัยก่อน การใช้ภาพถ่าย สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่ผู้ป่วยคุ้นเคยในอดีตมาช่วยฟื้นความจำ
การให้เข้าไปอยู่ด้านในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่ดีไซน์ให้มีสภาพแวดล้อมข้างในที่เหมาะกับกรรมวิธีกระตุ้นการรับรู้รวมทั้งความรู้สึกที่มากมาย ที่เรียกว่า Multisensory integration อันตัวอย่างเช่น การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส แล้วก็การเคลื่อนไหว
การให้การดูแลผู้เจ็บป่วย เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด คนที่อยู่สนิทสนมต้องเข้าใจลักษณะของโรคต้องทำใจ เห็นด้วย แล้วก็ทรหดอดทน ไม่ละทิ้งคนป่วยไว้ผู้เดียว และก็รู้เรื่องการดำเนินของโรคว่า คนป่วยจำต้องอาศัยความช่วยเหลือเพื่อตอบสนองสิ่งที่มีความต้องการพื้นฐานมากขึ้น
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องด้วยโรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในโรคของสภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากความไม่ปกติของสมอง ดังนั้นก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์
 ผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีลักษณะของสูญเสียความจำควรหยุดขับรถด้วยตัวเองคนเดียว ไม่สมควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยตามลำพังหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดเป็นสิ่งจำเป็น อย่างเช่น ธุรกรรมทางการเงิน และเมื่อมีลักษณะอาการมากมายแล้วควรมีผู้ดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา
คนป่วยต้องไปพบแพทย์หรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดบ่อย เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และก็ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
คนเจ็บควรจะพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่บอกชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด แม้กระทั่งแจ่มชัด เพื่อคุ้มครองการพลัดหลงถ้าเกิดต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปผู้เดียว
ควรมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เพื่อคนไข้มีความปลอดภัยแล้วก็ลดภาระหน้าที่ต่อผู้ดูแลได้บ้าง เช่น การล็อกบ้านรวมทั้งรั้วไม่ให้ผู้เจ็บป่วยออกนอกบ้านไปคนเดียว การต่อว่าดป้ายบนเครื่องใช้สอยต่างๆด้านในภายให้กระจ่างแจ้งโดยบอกว่าเป็นอย่างไร ใช้งานอย่าง ไร การติดป้ายหน้าห้องต่างๆให้กระจ่างแจ้งว่าเป็นห้องอะไร ฯลฯ
ผู้ป่วยควรหากิจบาปทำ รวมทั้งควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้ที่ดูแลและก็ผู้ที่อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้คนไข้สม่ำเสมอ
คนไข้ควรบริหารร่างกายเท่าที่จะทำได้เพื่อมีสุขภาพที่แข็งแรงซึ่งส่งผลที่ดีไปถึงสมองได้
การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลพอเพียงสำหรับการป้องกันโรคนี้ อย่างไรก็ตามการกระทำตัวบางสิ่งบางทีอาจช่วยให้สมองมีความจำที่ดีได้ อย่างเช่น
หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะก่อให้ทำให้เป็นอันตรายแก่สมอง เช่น การดื่มเหล้าจัด การสูบยาสูบ การกินยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกหัดสมอง ได้แก่ การพยายามฝึกให้สมองได้คิดเสมอๆอาทิเช่น อ่านหนังสือ แต่งหนังสือเป็นประจำคิดเลข มองเกมส์ตอบปัญหา ฝึกฝนการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆฯลฯ
บริหารร่างกายเป็นประจำ อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง อาทิเช่น เดินเที่ยว รำมวยจีน เป็นต้น
การพูดคุยกัน พบปะสนทนาคนอื่นๆเสมอๆตัวอย่างเช่น ไปวัด ไปงานสังสรรค์ต่างๆหรือเข้าชมรมคนชรา ฯลฯ
ตรวจสุขภาพรายปี หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการดูแลรักษาเป็นระยะ อย่างเช่น การตรวจหา ดูแลแล้วก็รักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น
ระแวดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม ฯลฯ
พากเพียรมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำและฝึกฝนเพื่อให้มีสมาธิอยู่ตลอดระยะเวลา
มานะไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจบาปต่างๆทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เพราะความตึงเครียดและก็อาการไม่มีชีวิตชีวาอาจก่อให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีคุณภาพสำหรับการต้านอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณลักษณะคุ้มครองป้องกันเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดสอบจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารชนิดนี้ยังช่วยลดจำนวน lipid peroxide รวมทั้งเพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin รวมทั้ง curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สโมสรกับการต้านอนุมูลอิสระแล้วก็การต้านการอักเสบ ที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม monoterpenes เป็นต้นว่า bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยับยั้งหลักการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดประเภทนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งเป็นผลมาจากสารสามเทอร์ปีนป่าย (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต่อต้านอาการเหงาหงอย (antidepressant) แล้วก็มีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการค้นพบนีจึงบางทีอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลในคนไข้อัลไซเมอร์ได้ โดยมีผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการทำความเข้าใจ (cognitive function)
ถั่ว  เว้นแต่ถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบลักษณะการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย เป็นต้นว่า แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบติดก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนยอดนิยมไปทั้งโลกมีสารในกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดเยี่ยม รวมทั้งมีสรรพคุณสำหรับในการเพิ่มสมาธิและก็ความทรงจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.


11

กรุ๊ปบุคคลคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค

  • คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ที่พบได้บ่อยคือคนป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (ได้โอกาสเป็นวัณโรคในตลอดช่วงชีวิตถึงปริมาณร้อยละ 50 หรือมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี) โรคเบาหวาน ไตวาย คนที่รับประทานยาสตีรอยด์นานๆหรือใช้ยาเคมีบรรเทา ผู้เจ็บป่วยติดเชื้อบางประเภท (อย่างเช่น ฝึกหัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ) คนที่ตรากตรำงานหนักหรือมีความเครียดสูง
  • ผู้ติดสิ่งเสพติดหรือแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่มีภาวะไม่ได้กินอาหาร คนเร่ร่อน
  • คนที่อยู่ในสถานที่แออัดคับแคบ การถ่ายเทอากาศไม่ดี อาทิเช่น คุก ศูนย์ย้ายถิ่น ฯลฯ
  • ผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับผู้เจ็บป่วยเป็นระยะยาวนาน ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกในบ้านผู้ป่วย เพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันพัก หรือห้องทำงาน
  • บุคลากรสาธารณสุขที่ให้การดูแลพยาบาลคนเจ็บ
  • คนชรา (เจออุบัติการณ์สูงในกลุ่มวัยมากยิ่งกว่า 65 ปี)
  • ทารกแรกเกิด


กระบวนการรักษาวัณโรค ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าวัณโรคโรคปอด ส่วนหนึ่งมักไม่มีอาการแสดงที่กระจ่าง การวินิจฉัยจึงควรต้องใช้หลักฐานหลายประเภทประกอบกันตั้งแต่ประวัติการสัมผัสวัณโรค อาการแสดง ดังเช่น ไข้ต่ำๆเบื่อข้าว น้ำหนักลดซึ่งไม่มีลักษณะที่เจาะจง คนเจ็บมีลักษณะอาการป่วยแล้วก็ไอนานเกิน 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป ไอออกเป็นเลือด ฟังเสียงการทำงานของปอดในขณะที่หายใจ
แล้วหลังจากนั้นหมอบางทีอาจกระทำตรวจเบื้องต้นด้วยวิธีการตรวจคัดกรองวัณโรคที่เรียกว่า “การตรวจทูเบอร์คูลิน” (Tuberculin skin test : TST) ซึ่งเป็นการตรวจทางผิวหนังที่ใช้หลักการของการโต้ตอบโดยกลไกภูมิต้านทานของร่างกายที่จะสามารถได้ผลบวกได้ระหว่าง 2-8 อาทิตย์ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยแพทย์จะกระทำฉีดยาที่เป็นโปรตีนสารสกัดจากเชื้อวัณโรค เรียกว่า “พีพีดี” (Purified protein derivative : PPD) เข้าชั้นใต้ผิวหนังรอบๆท้องแขน ต่อไปประมาณ 48-72 ชั่วโมง จะต้องกลับมาให้แพทย์หรือพยาบาลตรวจรอยฉีดยา หากบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมน้อยกว่า 10 มม. มีความหมายว่าบุคคลนั้นไม่น่าจะติดเชื้อ (ให้ผลลบ) แต่ถ้าหากบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมตั้งแต่ 10 มม.ขึ้นไป แสดงว่าบุคคลน่าจะติดเชื้อวัณโรค (ได้ผลบวก) และจะต้องทำการตรวจอื่นๆ
ทางห้องปฏิบัติการที่ช่วยวินิจฉัยวัณโรคอาทิเช่น เอ็กซเรย์ปอด ลักษณะผิดปกติที่เข้าได้กับวัณโรคปอดตัวอย่างเช่น พบการอักเสบของปอดที่ ปอดกลีบบน การย้อมเชื้อวัณโรคจากเสลด ควรจะทำในคนเจ็บทุกรายที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคเพื่อช่วย รับรองการวินิจฉัย โดยจะเก็บเสมหะรุ่งอรุณหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว 3 วันต่อเนื่องกัน จะทราบผลภายในโดยประมาณ 30 นาที แต่มีข้อเสียเป็น แนวทางลักษณะนี้มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงโดยประมาณครึ่งเดียวของผู้ป่วย เท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคในเสลดก็ยังอาจเป็นโรควัณโรคปอดได้ การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสลด ข้อดีก็คือ แนวทางแบบนี้สามารถตรวจเจอเชื้อได้มากถึง 80 - 90% ของคนเจ็บ แต่ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาประมาณสองเดือนก็เลยรู้ผล
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด หมอจะให้ยารักษาวัณโรค โดยปกติจะนิยมใช้สูตรยารับประทาน 6 เดือน 2 เดือนแรกใช้ยา 4 จำพวก เป็นต้นว่า ไอเอ็นเอช (INH) หรือไอโซไนอะสิด (Isoniazid) ไรแฟมพิซิน (rifampicin) ,ไพราซิทุ่งนาไมด์ (pyrazinamide) แล้วก็อีแทมบูทอล (ethambutol) บางรายบางทีอาจใช้ สเตรปโตไมซินชนิดฉีดแทนอีแทมบูทอล แล้วต่อด้วยยา 2 จำพวก ดังเช่นว่า ไอเอ็นเอช และก็ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน
    แพทย์จะย้ำเตือนให้ผู้ป่วยรับประทานยาให้ตามกำหนดทุกเมื่อเชื่อวัน ห้ามลืมหรือเว้นบางมื้อหรือบางวัน สั่งย้ำให้ญาติดูแลให้คนไข้รับประทานยาได้เป็นประจำ ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาไม่เป็นผล หรือจำต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรที่แรงขึ้น    ส่วนคนเจ็บที่เป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องร่วมกับวัณโรคปอด นอกเหนือจากให้ยาต่อต้านไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่องแล้ว ยังต้องให้ยารักษาวัณโรค (ซึ่งเปลี่ยนสูตรยาที่ไม่เหมือนกันออกไป) เป็นระยะเวลานาน 9 เดือน
    หมอจะนัดหมายคนเจ็บมาติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยปกติเมื่อใช้ยาได้ 2 อาทิตย์ อาการไข้แล้วก็ไอจะเริ่มดีขึ้น กินข้าวได้ แล้วก็น้ำหนักขึ้น
    แพทย์จะทำการตรวจเสมหะ (มองว่าเชื้อหายหมดหรือยัง) เป็นช่วงๆเป็นต้นว่า เมื่อรับประทานยาครบ 2 เดือน 5 เดือน และก็เมื่อหมดการใช้ยารักษา นอกจากนั้นอาจกระทำการเอกซเรย์ปอดดูว่ารอยโรคหายดีหรือยัง
    ส่วนคนที่เป็นกรุ๊ปเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีประวัติเป็นโรคตับอยู่ก่อน หรือแก่กว่า 35 ปี เมื่อรับประทานยารักษาวัณโรค ซึ่งอาจจะก่อให้ตับอักเสบได้ แพทย์จะกระทำตรวจเลือดมองระดับเอนไซม์ตับ (AST, ALT) เพื่อดูว่ามีการอักเสบของตับเกิดขึ้นหรือไม่
ดังนี้ปัญหาใหญ่เกี่ยวกับวัณโรคในประเทศไทยเป็นการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานซึ่งทำให้การดูแลและรักษาหายขาดเป็นได้ยากขึ้น รวมทั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิตได้ในเด็กรวมทั้งคนแก่ ส่วนใดส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานยาที่ไม่สม่ำเสมอของผู้ป่วยสาเหตุจากปัญหาหลายอย่าง ดังเช่น การที่ต้องกินยาเป็นระยะเวลานาน (ขั้นต่ำ 6 เดือน) ทำให้คนเจ็บที่มีลักษณะอาการบางส่วนหยุดยาหรือเปล่ามีตามนัด หรือในรายที่อาจทนผลกระทบของยามิได้ก็เลยหยุดยาเอง เป็นต้น
การติดต่อของวัณโรค เชื้อวัณโรคสามารถแพร่ระบาดได้ทางอากาศ จากคนเจ็บที่เป็นวัณโรคปอดรวมทั้งกล่องเสียง การตำหนิดเชื้อมีเหตุมาจากการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคของผู้เจ็บป่วย ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการไอหรือจาม บอกหรือร้องเพลง ฯลฯ การไอหรือจามหนึ่งครั้งสามารถสร้างละอองฝอยได้ถึงล้านละอองฝอย อนุภาคของเชื้อมีขนาดเล็กมากมายราว1-5 ไมครอน ละอองของเชื้อจึงสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานรวมทั้งไปได้ระยะทางไกล เมื่อหายใจรับละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปในระบบทางเดินหายใจที่ถุงลมของปอดรวมทั้งบางทีอาจเกิดการติดเชื้อโรคที่ปอดและแพร่เชื้อสู่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายทางต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดได้
                สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อขึ้นกับปริมาณ หรือความเข้มข้นของเชื้อกลางอากาศแล้วก็ช่วงเวลาในการสัมผัสเชื้อเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับคนเจ็บเป็นวันหรือสัปดาห์ ตัวอย่างเช่นอยู่ห้องเดียวกัน ฯลฯ วัณโรคเป็นโรคติดโรคที่มีลักษณะพิเศษคือ คนป่วยที่ติดเชื้อโรคหรือรับเชื้อเข้าไปภายในร่างกายทุกรายไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยคือ ไม่มีอาการและก็อาการแสดงของวัณโรค เรียกว่า การตำหนิดเชื้อช่วงนี้ว่า วัณโรคอยู่ในระยะซุกซ่อน/ระยะซ่อนเร้น (latent Mycobacterium tuberculosis infection)  เมื่อบุคคลได้รับเชื้อเข้าไปภายในร่างกายแล้ว ตลอดช่วงชีวิตต่อไปเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคได้ราว ร้อยละ 10ซึ่งราวจำนวนร้อยละ 5  (หรือราว ปริมาณร้อยละ50) ได้โอกาสเป็นโรคในตอน 1-2 ปีแรก (CDC, 2011) ส่วนอีกร้อยละ 5   จะได้โอกาสเป็นโรคจากนั้นถ้าหากร่างกายมีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันปกติ ในกรุ๊ปที่มีภูมิคุ้มกันภายในร่างกายผิดพลาดจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าปริมาณร้อยละ 10
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นวัณโรค

  • กินยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องตามคำสั่งแพทย์ หากระหว่างการรักษามีอาการผิดปกติให้กลับมาพบแพทย์ทันที ห้ามหยุดยาเอง หรือเปลี่ยนที่รักษาใหม่หลังกินยา 2-3 เดือน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นแต่อาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยหายจากโรคแล้ว ต้องกินยาจนแพทย์มีความเห็นว่าหายขาดและสั่งให้หยุดยา ถ้าด่วนหยุดยาเองโรคจะกำเริบและเชื้ออาจดื้อยาที่เคยรักษาอยู่ ทำให้รักษาหายยากขึ้น
  • ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่ผู้อื่น
  • บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำลายเชื้อโรคในเสมหะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • งดสิ่งเสพติดเช่น เหล้า บุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ (อาหารมีประ โยชน์ห้าหมู่) เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ธัญพืช ผัก และผลไม้
  • ให้บุคคลใกล้ชิดเช่น คนในบ้านพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอด ซึ่งในผู้ใหญ่ ถ้าผลเอ็กซเรย์ไม่พบความผิดปกติจะถือว่าไม่เป็นวัณโรคไม่จำเป็นต้องมีการรักษา แต่ในเด็ก เล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการและเอ็กซเรย์ปอดปกติ จะต้องตรวจทูเบอร์คูลิน (tuberculin skin test หรือ TST) ซึ่งถ้าผลเป็นบวก แพทย์จึงจะให้การรักษาวัณโรค
  • ในช่วงแรกของการรักษา (โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก) จะถือเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยจึงควรแยกตัวออกให้ห่างจากผู้อื่น โดยการอยู่แต่ในบ้าน แยกห้องนอน ไม่อยู่ใกล้ชิดกับคนในบ้าน ภายในห้องควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและให้แสงแดดส่องถึง (เนื่องจากแสงแดดและความร้อนจะทำลายเชื้อวัณโรคได้ดี) หมั่นนำเครื่องนอนออกไปตากแดด และไม่ออกไปที่ที่มีผู้คนแออัด นอกจากนี้ยังควรแยกถ้วย ชาม สำรับอาหารและเครื่องใช้ออกต่างหากด้วย (หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นหรือเข้าไปในที่ชุมชน ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกเสมอ)
  • ผู้ป่วยที่ต้องทำงานกลับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ เด็กเล็ก ควรแยกตัวออกห่างจากคนเหล่านี้จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว

การป้องกันตนเองจากวัณโรค

  • ถ้ามีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีไข้ต่ำๆโดยเฉพาะตอนบ่ายๆหรือค่ำๆ เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบไปรับการตรวจรักษาโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
  • ประชาชนทั่วไป ควรตรวจร่างกายโดยการเอกซ์เรย์ปอดหรือตรวจเสมหะ (AFB) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลามมากขึ้น
  • ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้านเดียวกัน ควรกำชับให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยในช่วงที่ผู้ป่วยยังกินยารักษาวัณโรคได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือยังไม่หายจากอาการไอ ควรหลีกเลี่ยงการนอนในห้องเดียวกับผู้ป่วย และถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเสมอ รวมถึงต้องล้างมือทุกครั้งหลังการสัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งของๆผู้ป่วย
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือเป็นสมาชิกในบ้านเดียวกับผู้ป่วย แม้ว่าจะยังรู้สึกสบายดีก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจทูเบอร์คูลิน ถ้าพบว่าให้ผลเป็นบวกซึ่งแสดงว่าเป็นผู้ติดเชื้อวัณโรค
  • ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) (Beeilus Calmette Guerin)ให้ทารกแรกเกิดทุกราย วัคซีนชนิดนี้มีผลในการป้องกันวัณโรค ชนิดรุนแรงในเด็กเล็ก แต่ไม่สามารถป้องกันวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ผู้ที่เคยฉีดบีซีจีมาแล้วก็ยังมี โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้

    ซึ่งวัคซีน BCG ถูกผลิตขึ้นเมื่อ  พ.ศ. 2461 A. Calmette และ A. Guerin สองนักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันพลาสเตอร์ ก็ผลิตวัคซีนขึ้นมาเรียกว่า Bacille Calmette-Guerin (BCG) และเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2464
    สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาอาการของวัณโรค วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไมโครแบคทีเรียที่เป็นอันตรายร้ายแรงและมีการติดต่อที่เร็วมาก เพราะสามารถแพร่เชื้อทางอากาศได้ แต่ในประเทศไทยของเราถือว่าได้รับข่าวดีเป็นอย่างมากเมื่อมีคณะนักวิจัยสามารถศึกษาวิจัยต้นพบว่ามีสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคได้ถึง 14 ชนิด ดังที่มีการจัดการประชุมวิชาการกรมวิทศาสตร์การแพทย์ ณ.อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อปี 2551 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยโคโบราโดของอเมริกา ก็เพิ่งค้นพบว่า สารที่อยู่ในขมิ้นช่วยปราบวัณโรคชนิดที่ดื้อยาลงได้ โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้พบว่า ขมิ้นมีสารที่เรียกว่า แมคโครเฟลกซ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มโรคของมนุษย์สามารถขับไล่เชื้อวัณโรคได้ด้วย โดยจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มโรคให้ต่อต้านเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาให้อ่อนฤทธิ์กับการต่อสู้กับยาลง ซึ่งนักวิจัยได้ชี้แจงว่า การศึกษาทำให้เราได้พบหลักฐาน แสดงว่าสารในขมิ้นสามารถช่วยต่อต้านการอักเสบของวัณโรคชนิดที่ดื้อยาในเซลล์ของมนุษย์ได้  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักวิจัยของไทย จะสามารถนำข้อมูลการวิจัยสมุนไพรเหล่านี้มาต่อยอด เพื่อผลิตเป็นยาเพื่อมารักษาวัณโรคได้ในภายหน้า
    เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ พ.ศ.2556. สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม.2556.พิมพ์ที่สำนักกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมรารูปถัมภ์.186 หน้า
  • นพ.ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์.วัณโรค.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 323.คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง.มีนาคม 2549
  • วัณโรค-อาการ,สาเหตุ,การรักษา http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “วัณโรคปอด (Tuberculosis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 424-429.
  • วัณโรค.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วัณโรคปอด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 380.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม 2553
  • รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาสถานการณ์วัณโรคและโรคเอดส์ปี2550-2555สำ นักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.
  • กระทรวงสาธารณสุข.แนวทางระดับชาติ:ยุทธศาสตร์การผสมผสานการดำ เนินงานวัณโรคและโรคเอดส์เพื่อการควบคุมและป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่2กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา สำ นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2546
  • ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์,ถนอมวงศ์ มัณฑจิตร์ ,กำธร มาลาธรรม.การเฝ้าระวังการติดเชื้อวัณโรคของบุคลากรในทีมสุขภาพโรงพยาบาลรามาธิบดี.วารสารรามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่18ฉบับที่2.กันยายน-ธันวาคม 2555.หน้า273-286
  • Jarvis, W.    (2007). Tuberculosis. In   W.    R.   Jarvis (Ed.), Bennett & Brachman's hospital infections (pp.539-560). Philadelphia: Lippincott Williams &Wilkins.
  • วัณโรค.แผ่นพับโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน.คณะกรรมการแผ่นพันเพื่อการประชาสัมพันธ์.คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.2552.
  • เจริญ ชูโชติถาวร. (2548). โรคติดเชื้อ ใน พรรณทิพย์ ฉายากุล และคณะ (บก.), ตําาราโรคติดเชื้อ 1 (หน้า 683-719). กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง
  • Centers for Disease Control and    (2005a). Guidelinesfor  preventing  the  transmission  of  Mycobacterium tuberculosis  in  health-care  settings,  2005. Retrieved March 16,    2011, from Morbidity and    Mortality Weekly Report Web site:
  • Kumar V, Abbas AK, Fausto N, Mitchell RN (2007). Robbins Basic Pathology (8th ed.). Saunders Elsevier. pp. 516– ISBN 978-1-4160-2973-1.


12

โรคเก๊าท์ (Gout)
โรคเก๊าท์เป็นอย่างไร  โรคเก๊าท์ เป็นโรคโบราณที่มีคนบันทึกในรายงานแพทย์มานับพันปี สมัยฮิปโปโปเตมัสเคความรักส (Hippocrates) ซึ่งเป็นบิดาการแพทย์สากลของภาษากรีกเมื่อสองพันปีก่อน ก็ได้เอ่ยถึงลักษณะของโรคนี้ รวมทั้งได้เรียกชื่อเป็นคำศัพท์หมอหลายๆชื่อตามตำแหน่งของข้อที่มีลักษณะอักเสบ คำว่า เก๊าท์ (Gout) เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่แปลงมาจากภาษาลาตินว่า Gutta ซึ่งแปลว่าหยดน้ำ โดยมีผู้คาดคะเนว่า ข้ออักเสบชนิดนี้มีต้นเหตุที่เกิดจากสารพิษ "หยด" เข้าไปอยู่ในไขข้อ ซึ่งปรากฏว่าเป็นจริงในการแพทย์ตอนนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สารพิษที่ก่อให้เกิดโรคเก๊าท์ก็คือ กรดยูริกในเลือดนั่นเอง
                ส่วนนิยามของโรคเกาต์ในขณะนี้นั้นคือ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความแปลกทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริกมากเกินจนเกิดอาการรวมทั้งภาวะแทรกซ้อนต่างๆโดยเก๊าท์ นับเป็นโรคปวดข้อเรื้อรังประเภทหนึ่งที่พบได้มากโรคหนึ่ง บางทีอาจพบได้ราว 2-4 คน ใน 1,000 คน จัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ในวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยอายุ 40-60 ปี จะเจอโรคนี้ได้โดยประมาณ 2% แล้วก็อายุ 60 ปีขึ้นไป จะเจอได้ราวๆ 4% ยิ่งอายุมากขึ้นจังหวะที่จะเป็นโรคนี้ก็เยอะขึ้นเรื่อยๆตามไปด้วย รวมทั้งพบได้ในผู้ชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนที่เจอในหญิงชอบเป็นเพศหญิงข้างหลังวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว โดยทั่วไปมักเกิดกับข้อเพียงแต่ข้อเดียว ในบางครั้งอาจเกิดกับหลายข้อได้พร้อมเพียงกันก็ได้ โรคเกาต์ ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทยซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิด 4.3 คนต่อมวลชนไทย 100,000 คน
สาเหตุของโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์มีต้นเหตุที่เกิดจากภาวการณ์กรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งเป็นภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในจำนวนที่มากเหลือเกิน (มีค่ามากยิ่งกว่า 6 – 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการสะสมผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (monosodium urate) ในน้ำไขข้อและก็เนื้อเยื่อต่างๆเป็นต้นว่า  ข้อก็จะ ก่อให้เกิดข้ออักเสบ  ไตก็จะทำให้เกิดนิ่วในไตแล้วก็รวมทั้งไตวาย ฯลฯ
                ซึ่งกรดยูริกเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งในเลือดที่ได้มาจากการสลายตัวสารพิวรีน (Purines) ในเยื่อทั่วร่างกายรวมทั้งของกินที่กินเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริกด้วยการกรองจากไตก่อนมีการขับออกทางปัสสาวะแล้วก็อุจจาระ เมื่อมีปริมาณกรดยูริกเยอะขึ้นเรื่อยๆจากการผลิตของร่างกาย จากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง อาทิเช่น ของกินประเภทเครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง ฯลฯ หรือไตมีความผิดธรรมดาสำหรับเพื่อการกรองสารพิวรีน มักก่อให้เกิดสภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย
                ส่วนที่มาของกรดยูริกในเลือดสูง เนื่องมาจากร่างกายสร้างกรดยูริกมากยิ่งกว่าจำนวนที่ขับถ่าย และก็จากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกเป็นปกติแม้กระนั้นจำนวนที่ขับถ่ายออกจากร่างกายน้อยกว่า ส่วนเหตุอีกประการหมายถึง ทางด้านกรรมพันธุ์จากการขาดเอนไซม์บางตัวหรือเอนไซม์บางตัวทำงานมากเหลือเกิน และประการท้ายที่สุดเป็นผลมาจากโรคบางจำพวกที่สร้างกรดยูริกเกิน ได้แก่ โรคทาลัสซีเมีย (โรคกรรมพันธุ์ที่ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่แตกต่างจากปกติรวมทั้งแตกสลายง่าย) มะเร็งเม็ดเลือดขาว การใช้ยาเคมีบำบัดรักษา หรือฉายแสงในคนไข้โรคมะเร็ง บางรายอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากไตขับกรดยูริกได้ลดลง (อาทิเช่น ภาวการณ์ไตวาย) หรือเกิดจากผลกระทบของยา ยกตัวอย่างเช่น ยาขับเยี่ยวกรุ๊ปไทอาไซด์ รวมถึงจากการดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม ดังเช่นว่า สุรา เบียร์ ไวน์  การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการถ้าเกิดมิได้รับการดูแลและรักษาจะมีอาการข้ออักเสบโรคเกาต์ฉับพลัน ผู้ชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี เพศหญิงเริ่มเป็นอายุ 55 ปี
ลักษณะของโรคเก๊าท์ ข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์มีลักษณะเฉพาะมาก กล่าวคือ มีลักษณะอักเสบของข้อเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงมากมายคล้ายๆกับมีฝีเกิดขึ้นที่บริเวณข้อ ซึ่งมีลักษณะอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที     ถ้าหากเป็นการปวดครั้งแรกมักจะเป็นเพียงแค่ข้อเดียว โดยข้อที่มักพบ เป็นต้นว่า นิ้วหัวแม่ตีน (ส่วนข้อเท้า ข้อหัวเข่า ก็บางทีอาจเจอในคนเจ็บบางราย) ข้อจะบวมและเจ็บมากจนถึงเดิน    ไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง ร้อนแล้วก็แดง และจะพบลักษณะเฉพาะเป็น ในช่วงเวลาที่อาการเริ่มทุเลา ผิวหนังในบริเวณที่ปวดนั้นจะลอกรวมทั้งคัน  คนป่วยมักเริ่มมีอาการปวดยามค่ำคืน และมักจะเป็นข้างหลังดื่มเหล้า เบียร์ หรือเหล้าองุ่น หรือหลังกินเลี้ยง หรือทานอาหารมากมายเปลี่ยนไปจากปกติ หรือเดินสะดุด บางครั้งอาจมีอาการขณะมีภาวะเครียดทางด้านจิตใจ เป็นโรคติดโรค หรือได้รับการผ่าตัดด้วยต้นสายปลายเหตุอื่น บางครั้งอาจมีไข้ หนาวสั่น ใจสั่น (ชีพจรเต้นเร็ว) อ่อนล้า ไม่อยากกินอาหาร ร่วมด้วย
ในการปวดข้อหนแรก ชอบเป็นอยู่เพียงแค่ไม่กี่วัน หากคนไข้ไม่ได้รับการดูแลรักษา ในระยะแรกๆอาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แม้กระนั้นต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆอาทิเช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน ตราบจนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละบ่อยมาก และระยะการปวดจะนานวันขึ้นเรื่อยๆอย่างเช่น กลายเป็น 7-14 วัน จนกระทั่งหลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ (ได้แก่ ข้อมือ ข้อศอก ข้อหัวเข่า ข้อเท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า) จนกว่าเป็นเกือบทุกข้อ
ในระยะที่มีข้ออักเสบหลายๆข้อ ผู้ป่วยมักพิจารณาได้ว่ามีปุ่มก้อนขึ้นบริเวณที่เคยอักเสบเสมอๆและก็ก้อนจะโตขึ้นเรื่อยๆเรียกว่า ตุ่มโทฟัส (tophus / tophi) จนถึงบางครั้งบางทีอาจแตกออกมีสารขาวๆเหมือนแป้งดินสอพองหรือยาสีฟันไหลออกมา แผลที่แตกออกจะหายช้ามาก และจะเป็นแผลเป็น ถัดไปข้อต่างๆจะผิดรูปรวมทั้งใช้งานไม่ได้ในที่สุด
จากอาการที่เริ่มมีข้ออักเสบหนึ่งข้อจนกระทั่งหลายๆข้อ แล้วก็มีปุ่มก้อนมักกินเวลา 5-20 ปี สุดแต่ความร้ายแรง สำหรับชาวไทยพบว่าบางคนเพียงแต่ 2-3 ปี แค่นั้นจะเริ่มมีปุ่มก้อนรวมทั้งมีลักษณะอาการไตวายได้ ด้วยเหตุดังกล่าวโรคเก๊าท์ในคนไทยจึงมีความร้ายแรงมากกว่าคนต่างประเทศมากมายทั้งที่ไม่ได้สุขกายสุขใจกว่าเขาเลยโดยประมาณร้อยละ 25 ของคนป่วยโรคเก๊าท์จะมีนิ่วของฟุตบาทเยี่ยวร่วมด้วย ซึ่งกึ่งหนึ่งจะมีประวัติของนิ่งก่อนอาการข้ออักเสบ โดยเหตุนั้นผู้เจ็บป่วยที่มีนิ่วของทางเดินฉี่จะต้องเช็คกรดยูริคทุกราย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคเก๊าท์

  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะมีบุคคลในครอบครัวป่วย
  • โรคประจำตัวหรือสภาพการณ์ของร่างกายอะไรบางอย่าง ดังเช่นว่า สภาวะอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดไม่ปกติ ไตดำเนินงานไม่ปกติ เบาหวาน โรคพร่องเอนไซม์ ความแตกต่างจากปกติของไขกระดูก โรคเส้นโลหิตเปลี่ยนไปจากปกติ
  • มีเหตุมาจากเพศ เนื่องจากเจอโรคนี้ได้ในผู้ชายมากกว่าสตรี
  • การทานอาหารทีมีสารพิวรีนมากเกินความจำเป็น อาทิเช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก กุ้งเคยหรือกะปิ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ สารสกัดจากยีสต์
  • การดื่มน้ำอัดลมเกินจำนวนที่พอดิบพอดีต่อวัน ซึ่งมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการกินน้ำอัดลมชนิดที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอาจเพิ่มการสะสมกรดยูริกในเลือดได้สูงถึง 85% ยิ่งไปกว่านี้ยังรวมถึงผลไม้รวมทั้งน้ำผลไม้บางจำพวกที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก
  • มีสาเหตุจากการได้รับบาดเจ็บที่ข้อกระดูก การกระทบกระแทกที่ข้อ
  • ผลกระทบจากการใช้ยาบางจำพวก บางทีอาจกระตุ้นให้อาการแย่ลงได้ เพราะเหตุว่ายาบางจำพวกส่งผลทำให้ไตขับกรดยูริกออกทางฉี่ได้ลดลง อย่างเช่น แอสไพริน (Aspirin), ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ (Hydrochlorothiazide – HCTZ), ไซโคลสปอริน (Cyclosporin), เลโม้โดปา (Levodopa) เป็นต้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบียร์สด ด้วยเหตุว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการขับกรดยูริกออกทางไตหรือทางปัสสาวะ ข้างหลังการดื่มก็เลยทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง กรดยูริกก็เลยคั่งอยู่ในเลือดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ


ขั้นตอนการรักษาโรคเก๊าท์  การวิเคราะห์โรคเก๊าท์แพทย์จะมีการซักถามอาการ เรื่องราวเป็นโรคเก๊าท์ของบุคคลในครอบครัว และก็การตรวจร่างกายทั่วไป โดยแพทย์จะวินิจฉัยพื้นฐานจากอาการแสดง ซึ่งโรคเกาต์จะมีลักษณะโดดเด่นเป็นมีการอักเสบร้ายแรงของข้อหัวแม่ตีนเพียง ๑ ข้อ เกิดขึ้นกระทันหันหลังดื่มเบียร์สด หรือไวน์ กินเลี้ยง หรือกินอาหารที่มีกรดยูริกสูง ซึ่งคนเจ็บเป็นโรคเก๊าท์ชอบมีลักษณะอาการปวดข้ออย่างเฉียบพลันทีแรกพบได้บ่อยที่ข้อเท้าหรือหัวแม่ตีน โดยมีลักษณะอาการบวมเมื่อคลำดูเหมือนจะรู้สึกร้อน เวลากดเจ็บมากมายอาจมีอาการไข้นิดหน่อยถึงไข้สูงเป็นประมาณ 3-7 วัน และก็ในบางรายอาจตรวจพบตุ่มโทฟัส (Tophus) ร่วมด้วย  ส่วนการวินิจฉัยทางห้องทดลองที่แน่ชัด จำเป็นจะต้องกระทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริกในเลือด (ค่าปกติ 3-7 มก. ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร) ถ้าเกิดผลของการตรวจคลุมเครือ อาจจำต้องกระทำการเจาะดูดน้ำจากข้อที่อักเสบไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ นอกนั้น อาจต้องทำการตรวจพิเศษอื่นๆตัวอย่างเช่น การพิสูจน์เลือด เมื่อการตรวจวิเคราะห์โดยการเจาะข้อไม่อาจจะทำเป็น แพทย์บางครั้งอาจจะให้มีการเจาะเลือด เพื่อวัดระดับของกรดยูริกแล้วก็สารครีเอตินินว่าอยู่ในเกณฑ์ธรรมดาหรือไม่ แต่ว่าแนวทางนี้อาจเกิดความผิดพลาดได้ อย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายหรูหรากรดยูริกสูงเปลี่ยนไปจากปกติ แม้กระนั้นอาจไม่เป็นโรคเก๊าท์ หรือบางรายที่มีอาการของโรคก็บางทีอาจตรวจเจอระดับกรดยูริกได้ในระดับปกติ  การเจาะข้อ มักถูกใช้เป็นแนวทางหลักสำหรับการตรวจวินิจฉัย หมอจะนำเข็มเจาะรอบๆข้อที่มีอาการ เพื่อดูดเอาน้ำในข้อออกมาตรวจดูการสั่งสมของผลึกยูเรต (Urate Crystals) ภายใต้กล้องจุลทรรศน์  การอัลตราซาวด์ จะช่วยตรวจพบการสะสมของผลึกยูเรตตามข้อกระทั่งเป็นปุ่มนูนหรือก้อนที่เรียกว่า โทฟี่ (Tophi)  การเอกซเรย์ การถ่ายเอกซเรย์รอบๆข้อที่มีอาการ เพื่อตรวจตราว่าเกิดการอักเสบตามข้อไหม  การตรวจฉี่ เพื่อดูกรดยูริกที่ปนเปในน้ำปัสสาวะ

โรคเกาต์เป็นโรคหวานใจษาง่าย รักษาหายขาดได้ คือไม่กลับมาเป็นข้ออักเสบอีก ถ้าคนไข้ประพฤติตามคำแนะตำและก็รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ วิธีการรักษาโรคเก๊าท์จำเป็นต้องแบ่งเป็น 3 หลักสำคัญ ดังต่อไปนี้

  • การดูแลและรักษาข้ออักเสบ ในระยะเฉียบพลัน และเป็นนานไม่เกิน 48 ชั่วโมง อาจให้วัวสิสิน (Colchicine) 2-3 เม็ดต่อวัน ข้อจะหายปวดเร็วมากข้างใน 2-3 วัน แล้วลดยาลงเหลือ 1 เม็ดต่อวัน ข้อดีของยาเป็นไม่กัดกระเพาะเป็นแผล ข้อตำหนิคือบางทีอาจเกิดอาการท้องเดินได้แม้ขนาดของยามากขึ้นไป ซึ่งหากมีลักษณะท้องร่วงให้หยุดยานี้จนกว่าหายท้องร่วงแล้วเริ่มกินยาใหม่ในขนาดที่น้อยลง


ยาอื่นๆที่ใช้ได้แม้กระนั้นทุกตัวจะมีฤทธิ์ระคายกระเพาะอาหารมากมายบ้างน้อยบ้างสุดแท้แต่บุคคล ก็เลยสมควรรับประทานหลังรับประทานอาหารเสมอ รวมทั้งบางทีอาจกินร่วมกับยาอัลมาเจล (Almagel) หรือ อลั่มไม่ลค์ (Alum Milk) แต่จัดว่าเป็นยาค่อนข้างไม่มีอันตราย ดังเช่น ไอบลูโปรเฟน (Ibuprofen) , ไดวัวลพิแนค (diclofenac) , ท้องนาโปรเซน (Naproxen) , ซูลินแดค (Sulindac) , พนาลัยรคิซิติดอยู่ม (Prioxicam) , อินโดความรู้สิน (Indemethacin) ฯลฯ โดยให้วันละ 3-4 เม็ดกระทั่งอาการดีขึ้นกว่าเดิมก็เลยลดปริมาณยาลงจนหยุดยาไปข้างใน 4-7 วัน
ไม่สมควรใช้ยากลุ่มฟีนิวบิวตาโซน (Phenybutazone) และออกซิเฟนบิวตาโซน (Oxyphenbutazone) ด้วยเหตุว่าเสี่ยงกับการเกิดสภาวะไขกระดูกไม่สร้างเลือด (Aplastic anemia) ได้โดยไม่จำเป็น เนื่องจากมียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า และก็ใช้ได้ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว แม้กระนั้นปรากฏว่าในตลาดเมืองไทยยากลุ่มนี้ยายดีมาก เพราะเหตุว่ามักถูกจัดอยู่ในยาชุดแก้ปวดข้อแบบครบจักรวาล แถมขนาดยาที่ผลิตนั้นมากมายจนกระทั่งอยู่ในขั้นอันตรายเป็นยาหนึ่งเม็ดมีขนาดพอๆกับยาสองเม็ดของที่มาจากต่างประเทศ ก็เลยไม่น่าสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดประเทศเราก็เลยมีคนไข้โรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดมากมายแบบนี้
. การปกป้องไม่ให้ข้ออักเสบกำเริบเสิบสานอีก ยาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากเป็น โคชิซิน วันละ 1-2 เม็ดตลอดไป สำหรับคนที่ข้ออักเสบบ่อยครั้งกระทั่งไม่อาจจะทำมาหากินตามปกติได้ สำหรับผู้ที่นานๆจะมีข้ออักเสบสักครั้งให้พกยาเม็ดประจำตัว เพียงพอมีความรู้สึกว่าข้อเริ่มอักเสบให้กินยาวัวชิซิน 1 เม็ดทันที แล้วก็ซ้ำได้วันละ 2-3 เม็ดตรงเวลา 1-2 วัน ยานี้ถ้าหากกินแม้กระนั้นเนิ่นๆจะคุ้มครองป้องกันไม่ให้กำเนิดข้ออักเสบร้ายแรงขึ้นแบบสุดกำลังและทำให้หายปวดข้อได้เร็วมาก

  • การลดกรดยูริคให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อคุ้มครองการตกผลึกของยูเรท แล้วก็ไปละลายผลึกยูเรทที่ตกตะกอนดังที่ต่างๆของร่างกายให้หายไปทีละน้อยโดยเหตุนี้ยาลดกรดยูริคจำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นปีๆหรือทั้งชีวิต ดังนี้สุดแท้แต่ความรุนแรงของโรคเก๊าท์ ยาลดกรดยูริคมี 2 พวก คือ
  • พวกที่ทำให้มีการขับยูริคออกทางไตมากเพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ไตธรรมดาและไม่มีนิ่วในไต ยาที่ใช้คือ โปรเบเนซิด (Probenecid) 1-2 เม็ดต่อวัน การจัดยาจะต้องอาศัยตรวจระดับกรดยูริค ว่าต่ำลงมาอยู่ในขั้นน่าพึงพอใจไหม คนที่รับประทานยาจำพวกนี้ควรดื่มน้ำมากมายๆประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน เพื่อคุ้มครองปกป้องการเกิดนิ่วกรดยูริคในไต ยานี้ราคาแพงถูกกว่ารวมทั้งปลอดภัยกว่ายากลุ่ม 2 แต่ว่าห้ามใช้ในเป็นโรคไตวายหรือมีนิ่วในไต
  • พวกที่ตัดการผลิตของกรดยูริคในร่างกาย อาทิเช่น แอบโลพูรินอล (Allopurinol) 200-300 มก.ต่อวัน ยาตัวนี้มีอันตรายคือ กำเนิดตับอักเสบได้ แต่ที่พบได้ทั่วไปเป็น เกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรงถึงขนาดผิวหนังเป็นผื่น, พุพอง, แดงลอกหมดทั่วตัว ซึ่งมีอัตราตายสูงมาก วิธีคุ้มครองป้องกันคือ ถ้ารับประทานยาแล้วรู้สึกมีอาการคันเรียกตัวโดยยังไม่มีผื่น หรือเริ่มมีผื่นแดง แต่ว่าไม่รุนแรงจำเป็นต้องหยุดยาทันที มิฉะนั้นจะแพ้ยารุนแรงขึ้นจนเกิดภาวะดังที่กล่าวถึงแล้วได้ ซึ่งแม้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาลก็บางทีอาจปรับแต่งไม่ทัน


ผู้เจ็บป่วยจำนวนมาก มักหลงผิดว่าหายจากโรคแล้ว เมื่อไม่มีลักษณะของการปวดข้อ ก็มักจะหยุดกินยา และจะมาเจอหมอเป็นบางโอกาส เฉพาะเวลามีอาการข้ออักเสบ พฤติกรรมเช่นนี้ มักทำให้คนป่วยเปลี่ยนเป็นโรคเกาต์จำพวกเรื้อรัง และเกิดภาวะแทรกต่างๆตามมาในที่สุด ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการบริโภคยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโรคเกาต์ให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์สด พบว่าผู้เจ็บป่วยโรคเกาต์ที่ดื่มเบียร์สดมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดลักษณะของการปวดโรคเกาต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆราวๆ 2.5 เท่า เนื่องด้วยในเบียร์สดมีพิวรีนปริมาณมากสามารถกลายเป็นกรดยูริกได้
  • ลดการทานอาหารที่มีพิวรีนสูง ตามตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงจำนวนพิวรีนในของกินที่กินได้ 100 กรัม
จากหนังสือ Normal and Therapcutic Nutrition ของ Gorinne H. Robinson 1072 จากการเล่าเรียนจำนวนพิวรีนในอาหารประเภทต่างๆโภชนาการ 13:2522
การติดต่อของโรคเก๊าท์ เนื่องด้วยโรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริก (uric acid) มากจนเกินความจำเป็น หรือมีการขับกรดยูริกที่น้อยผิดปกติของร่างกาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวโรคเก๊าท์จึงเป็นโรคที่ไม่มีการ
ติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด แต่โรคเก๊าท์ก็มีสาเหตุ จากความผิดแปลกทางชนิดกรรม โดยเหตุนี้จึงเจอผู้ป่วยที่มีต้นเหตุโรคมาจากกรรมพันธุ์ได้ เช่นกัน
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ควรจะปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางส่วนอาจมีส่วน เนื่องจากว่าช่วยให้ลักษณะของโรคดีขึ้นได้ดังนี้

  • ดื่มน้ำมากมายๆอย่างต่ำวันละ ๓ ลิตร แต่ละวัน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กำเนิดนิ่วในไตเมื่อไม่เป็นโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • ห้ามกินเหล้า เบียร์สด ไวน์ ซึ่งอาจจะทำให้โรคเกาต์กำเริบเสิบสานได้
  • หลีกเลี่ยงของกินที่มีกรดยูริกสูง ดังเช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีกทุกชนิด กะปิ น้ำสกัดจากเนื้อ ไข่แมงดา พืชผักหน่ออ่อน (ดังเช่น ถั่วงอก ยอดกระถิน ยอดแค สะเดา ชะอม หน่อไม้ แอสพารากัส ยอดผัก ฯลฯ) ผู้เจ็บป่วยจำเป็นต้องรอสังเกตว่าของกินอะไรที่ทำให้โรคกำเริบ ก็ควรหลีกเลี่ยง
  • ควรจะหลบหลีกการกินน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีความหวานมากมาย โดยยิ่งไปกว่านั้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรุกโตส
  • หลบหลีกการใช้ยาที่อาจจะเป็นผลให้โรคกำเริบ ดังเช่นว่า แอสไพริน ยาขับฉี่กรุ๊ปไทอาไซด์
  • ถ้าเกิดอ้วน ควรจะลดความอ้วนลงทีละน้อย อย่าลดฮวบฮาบ อาจจะส่งผลให้มีการสลายตัวของเซลล์อย่างเร็ว ทำให้มีกรดยูริกสูง โรคเกาต์กำเริบได้
  • ถ้าหากเจอมีตุ่มโทฟัสตามผิวหนัง ห้ามบีบแกะ หรือใช้เข็มเจาะให้แตก เพราะว่าอาจทำให้แปลงเป็นแผลเรื้อรังได้
  • เมื่อมีลักษณะอาการปวดให้ใช้น้ำอุ่นจัดๆหรือใช้น้ำแข็งประคบตรงข้อที่ปวด โดยประมาณ 20 นาที และก็เลี่ยงการลงน้ำหนักตรงข้อนั้นๆ
  • เมื่อลักษณะของการปวดทุเลาลงแล้ว ควรจะไปพบแพทย์ที่โรงหมอเพื่อตรวจยืนยันการวินิจฉัยแล้วก็รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
  • เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคเก๊าท์ควรจะทานอาหารตามหมอสั่งให้ครบรวมทั้งไปตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
การคุ้มครองตนเองจากโรคเก๊าท์

  • คนที่มีวงศาคณาญาติเป็นโรคโรคเกาต์ ควรตรวจหาระดับของกรดยูริกในเลือดเป็นระยะๆ
  • เมื่อมีลักษณะผิดปกติของข้อเกิดขึ้น ดังเช่นว่า ปวดข้อกระทันหัน บวมแดง ร้อนที่ข้อ ควรไปพบหมอเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างเร่งด่วน
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีสารพิษพิวรีนสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารทะเล เครื่องในสัตว์ รวมทั้งสัตว์ปีก
  • ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน (BMI)
  • หลีกเลี่ยงจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ หรือ น้ำอัดลมให้พอดิบพอดี
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคเก๊าท์ การใช้สมุนไพรในผู้เจ็บป่วยโรคเกาต์มีข้อมูลสนับสนุนออกจะน้อย อาจเนื่องด้วยโรคนี้เกี่ยวกับหลายต้นสายปลายเหตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะการทำงานของไต ซึ่งการใช้สมุนไพรไม่ได้เป็นการรักษาที่ต้นสายปลายเหตุ เพียงช่วยบรรเทาอาการแค่นั้น แม้กระนั้นมีข้อมูลของศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวโยงทางด้านสุขภาพที่ค่อนข้างจะน่าเชื่อถือ มีผลงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยออกมาว่าสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทุเลาอาการของโรคเก๊าท์เป็น

  • ขมิ้นชัน มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือเคอร์คิวมินมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขนาดทั่วไปที่เสนอแนะต่อวันเป็น 1.5-3.0 กรัม ถ้าหากกินขมิ้นชันแคปซูล 500 มิลลิกรัม สามารถกินได้วันละ 3-6 แคปซูล ซึ่งจะช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อและก็กระดูกที่มีลักษณะอาการปวดของโรคเก๊าท์
  • โบรมีเลน (bromelain) เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากสับปะรด มีคุณสมบัติรลดอักเสบ ลดปวดโดยขนาดกินที่แนะนำคือ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการอักเสบรวมทั้งอาการปวดของโรคเก๊าท์ได้
  • ชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) มีการเรียนรู้ในคนร่างกายแข็งแรงปริมาณ 30 รายโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มให้ได้รับสารสกัดชาเขียว 2, 4, หรือ 6 กรัมต่อวัน พบว่าหลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ กลุ่มที่บริโภคสารสกัดชาเขียว 2 กรัมต่อวันสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดได้มากที่สุดเป็นจาก 4.81 ± 0.81 มิลลิกรัมต่อดล. เป็น 4.64 ± 0.92 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ก็เลยมีการชี้แนะให้กินน้ำชาเขียวที่ไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีนวันละ 2-4 ถ้วยชา


ยิ่งไปกว่านี้ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/บรรเทาลักษณะของโรคเก๊าท์ได้อีกยกตัวอย่างเช่น เห็ดหลินจือ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของไต สร้างสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบของไต รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบหมุนเวียนเลือด หญ้าใต้ใบ มีคุณประโยชน์เป็นยาขับฉี่ สามารถขับกรดยูริคออกทางเยี่ยวได้ ไพรที่คนไทยรู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ในด้าน แก้อาการปวดปวดเมื่อยต่างๆบำรุงกำลัง รวมทั้งยังส่งผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รับรองคุณประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วยเป็นแก้ปวดเมื่อย แก้กล้ามอักเสบ เถาวัลย์เปรียง แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แก้กล้ามเนื้ออักเสบ รักษาอาการข้อหัวเข่าเสื่อม เมื่อทานเถาวัลย์เปรียงทำให้ปัสสาวะบ่อยครั้งซึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยขับกรดยูริคออกมาทางปัสสาวะได้อีกทางหนึ่ง หญ้าหนวดแมว สมุนไพรอย่างต้นหญ้าหนวดแมวที่มีสรรพคุณสำหรับการขับกรดยูริค ต้นหญ้าหนวดแมว มีเกลือโปรแตสเซียม ช่วยสำหรับในการขับฉี่และขยายหลอดไตให้กว้าง ช่วยขับกรดยูริคเหตุเพราะต้นหญ้าหนวดแมวทำให้เยี่ยวเป็นด่าง ผู้ที่รับประทายต้นหญ้าหนวดแมว จะมีการขับกรดยูริคออกมาทางฉี่เพิ่มขึ้น และทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง ทำให้กรดยูริคตกตะกอนลดลงด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.เล็ก ปริวิสุทธิ์.โรคเก๊าท์.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่.49.คอลัมน์ โรคน่ารู้.พฤษภาคม.2526
  • นศภ.ปณิดา ไทยอ่อน.โรคเก๊าท์(gout) ดูแลอย่างไรดี.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.คลังข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Choi HK, Atkinson K, Karlson EW, Willett W, Curhan G. Alcohol intake and risk of incident gout in men: a prospective study. Lancet. 2004;363:1277-81. http://www.disthai.com/
  • Neogi T. Gout. N Engl J Med 2011;364(5):443-52.
  • รศ.นพ.สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ.เกานต์.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่346.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กุมภาพันธ์.2551
  • เก๊าท์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคเกาต์ (Gout)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 823-826.
  • Neogi T, Chen C, Niu J, Chaisson C, Hunter DJ, Choi H, et al. Relation of temperature and humidity to the risk of recurrent gout attacks. Am J Epidemiol 2014;180:372-7.
  • สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์; 2555
  • Zhang Y, Chen C, Choi H, Chaisson C, Hunter D, Niu J, et al. Purine-rich foods intake and recurrent gout attacks. Ann Rheum Dis 2012;71:1448-53.
  • ผศ.นพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์.โรคเกาต์.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Zhang Y, Woods R, Chaisson CE, Neogi T, Niu J, McAlindon TE, et al. Alcohol consumption as a trigger of recurrent gout attacks. Am J Med 2006;119:800 e13-8.


13

โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema)
โรคถุงลมโป่งพอง คืออะไร โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มของโรคปอดอุดกันเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ซึ่งโรคปอดอุดกันเรื้อรัง จะประกอบไปด้วยโรคหลอดลมอักเสบแล้วก็ถุงลมโป่งพอง โดยทั่วไปแล้วจะเจอรูปแบบของ 2 โรคนี้ด้วยกัน แต่ว่าถ้าตรวจเจอว่าปอดมีพยาธิภาวะของถุงลมที่โป่งพองออกเป็นคุณลักษณะเด่น ก็จะเรียกว่า “โรคถุงลมโป่งพอง” ซึ่งก็คือ ภาวการณ์ทุพพลภาพอย่างคงทนของถุงลมในปอด ซึ่งเป็นผลมาจากผนังถุงลมเสียความยืดหยุ่นแล้วก็เปราะง่าย ทำให้ถุงลมสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการแลกเปลี่ยนอากาศ และฝาผนังของถุงลมที่เปราะยังมีการแตกทะลุ ทำให้มีถุงลมขนาดเล็กๆหลายๆอันรวมตัวเป็นถุงลมที่โป่งพองรวมทั้งทุพพลภาพ ทำให้จำนวนผิวของถุงลมที่ยังปฏิบัติภารกิจได้ทั้งหมดทั้งปวงลดลงกว่าธรรมดา แล้วก็มีอากาศภายในปอดมากยิ่งกว่าปกติได้ผลให้ออกซิเจนจึงเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง คนเจ็บจึงมีอาการหายใจตื้นและก็กำเนิดอาการหอบง่ายตามมา
โรคนี้มักจะพบในคนวัยแก่ (ช่วงอายุ 45-65 ปี) เจอในผู้ชายได้มากกว่าสตรี และพบได้บ่อยร่วมกับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังรวมทั้งแยกออกมาจากกันยาก คนป่วยจำนวนมากจะมีประวัติการสูบบุหรี่จัด  มานานเป็น 10-20 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็มีประวัติอยู่การได้รับมลภาวะทางอากาศในจำนวนมากและก็ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย ฝุ่นผง ควัน หรือมีอาชีพทำงานในโรงงานหรือเหมืองแร่ที่หายใจเอาสารระคายเข้าไปบ่อยๆ โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่มักพบและก็เป็นต้นเหตุอันดับที่หนึ่งของการเสียชีวิตในพลเมืองทั่วทั้งโลก โดยในประเทศประเทศสหรัฐอเมริกาพบเป็นลำดับที่ 4 ของต้นสายปลายเหตุการตายของมวลชน แม้นับเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง อัตราการพบโรคเป็น18 คน ในประชากร 1,000 คน  ส่วนเหตุการณ์เดี๋ยวนี้ของถุงลมโป่งพองในประเทศไทย มีทิศทางสูงขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกันกับทั้งโลก แล้วก็เป็นเลิศในสิบ ที่มาของการตาย ของมวลชนไทย จึงนับเป็นโรคที่คือปัญหาทางสาธารณสุขของเมืองไทยอีกโรคหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดถุงลมโป่งพอง เป็นการสูบบุหรี่ แต่จากการเรียนพบว่าผู้ที่ดูดบุหรี่ได้โอกาสเป็นถุงลมโป่งพองมากยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่มากถึง 6 เท่า ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ มักมีประวัติดูดบุหรี่จัด (มากกว่าวันละ 20 มวน) นาน 10-20 ปีขึ้นไป สารพิษในบุหรี่จะเบาๆทำลายเยื่อบุหลอดลมและก็ ถุงลมในปอด ทีละเล็กทีละน้อย ใช้เวลานานนับสิบๆปี จนสุดท้ายถุงลมปอดพิการ เป็นสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการเปลี่ยนอากาศ (นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นอากาศเสียออกจากร่างกาย แล้วก็นำออกสิเจนซึ่งเป็นอากาศดีเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านทางระบบทางเท้าหายใจ) เกิดอาการหอบเมื่อยล้าง่าย และกำเนิดโรคติดเชื้อของปอดซ้ำจากจำเจ
นอกเหนือจากยาสูบซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคนี้แล้ว คนไข้ส่วนน้อยยังอาจเกิดจากต้นสายปลายเหตุอื่น อาทิเช่น มลภาวะในอากาศ การหายใจเอามลพิษในอากาศ ดังเช่น ควันจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ไอเสียรถยนต์ จะเพิ่มการเสี่ยงให้กำเนิดถุงลมโป่งพอง เพราะพบว่ามวลชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆจะมีอัตราการป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังซึ่งรวมทั้งโรคถุงลมโป่งพองได้มากกว่ามวลชนที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด มลภาวะทางอากาศจึงน่าจะมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ควันที่มีพิษหรือสารเคมีจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นหรือควันพิษที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือฝุ่นละอองจากไม้ ฝ้าย หรือกระบวนการทำเหมือง ถ้าเกิดหายใจเข้าไปในจำนวนที่มากรวมทั้งเป็นระยะเวลานาน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ทำให้เกิดถุงลมโป่งพองได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสมากขึ้นไปอีกถ้าเป็นคนที่ดูดบุหรี่ ภาวะพร่องสารต้านทริปซิน (α1-antitrypsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีป้องกันการเช็ดกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวข้องจากสารต่างๆก็เลยช่วยคุ้มครองไม่ให้ถุงลมปอดถูกสารพิษ ภาวะนี้จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ซึ่งโรคทางพันธุกรรมจำพวกนี้จำนวนมากจะเจอในคนเชื้อชาติผิวขาว มักเกิดอาการในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 40-50 ปี รวมทั้งคนเจ็บชอบไม่สูบบุหรี่ อย่างไรก็แล้วแต่ ภาวการณ์นี้ก็เจอกำเนิดได้น้อยมากคือราวๆ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งหมดทั้งปวง
ลักษณะโรคถุงลมโป่งพอง ช่วงแรกจะมีลักษณะอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง กล่าวคือจะมีลักษณะไอมีเสลดเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี คนเจ็บชอบไอหรือขากเสมหะในคอหลังจากตื่นรุ่งอรุณบ่อยๆ จนถึงนึกว่าคือเรื่องธรรดาและไม่ได้ตั้งใจรักษา ถัดมาจะเริ่มไอถี่ขึ้นตลอดวัน แล้วก็มีเสมหะไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงแรกเสลดมีสีขาว ถัดมาบางทีอาจจะแปลงเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีไข้ หรือหอบอ่อนเพลียเป็นบางครั้งจากโรคติดเชื้อแทรกซ้อน เว้นเสียแต่อาการไอเรื้อรังดังที่กล่าวมาแล้วแล้ว คนเจ็บจะมีอาการอ่อนแรงง่ายเวลาออกแรงมากมาย  อาการหอบอ่อนล้าจะค่อยๆเป็นมากขึ้น แม้กระทั้งเวลาเดินตามปกติ เวลากล่าวหรือทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยง่าย
                   แม้คนไข้ยังดูดบุหรี่ถัดไป ท้ายที่สุดอาการจะรุนแรง จนกระทั่งแม้แต่อยู่เฉยๆก็รู้สึกหอบเหนื่อย ดังนี้เพราะถุงลมปอดพิการอย่างรุนแรง ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจแลกอากาศ นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้เกิดพลังงาน คนป่วยมักมีลักษณะอาการกำเริบหนักเป็นบางครั้งบางคราว ด้วยเหตุว่ามีการติดเชื้อ (หลอดลมอักเสบ ปอด) เข้าแทรก ทำให้จับไข้ ไอมีเสลดเหลืองหรือเขียว หายใจหอบ หายใจมีเสียงดังวี้ดๆตัวเขียว จนจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงหมอ  เมื่อเป็นถึงขนาดระยะรุนแรง ผู้เจ็บป่วยมักมีลักษณะอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด รูปร่างผอมเกร็ง มีอาการหอบอ่อนแรง อยู่ตลอดเวลา มีลักษณะเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและอาจเสียชีวิตได้จากโรคแทรกซ้อน
                นอกจากนี้ ในบางรายอาจพบว่ามีริมฝีปากหรือเล็บเป็นสีคล้ำออกม่วงเทาหรือฟ้าเข้มด้วยเหตุว่าขาดออกซิเจน หรือถ้ามีลักษณะหายใจตื้นเป็นเวลานานหลายเดือนแล้วก็มีอาการที่ห่วยแตกลงอีกด้วย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง แบ่งได้ 2 กรุ๊ป คือ

  • สาเหตุด้านคนเจ็บ ตัวอย่างเช่น ลักษณะทางกรรมพันธุ์ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ขาดโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี (Enzyme) ชื่อ Alpha-one antitrypsin ซึ่งเป็นเอนไซม์ปกป้องการถูกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวเนื่องจากสารต่างๆซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้
  • ต้นเหตุด้านสภาพการณ์แวดล้อม มีความหมายสูงที่สุด เช่น
  • ควันที่เกิดจากบุหรี่ เป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดของโรคนี้ พบว่ามากยิ่งกว่าจำนวนร้อยละ 75.4 ของคนเจ็บ COPD เป็นผลมาจากยาสูบ การสูบยาสูบ เป็นต้นเหตุที่มักพบที่สุด ซึ่งรวมถึงบุหรี่ยาเส้นพื้นเมืองด้วย จำนวนและก็ช่วงเวลาที่ดูดบุหรี่มีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรค ยิ่งสูบบุหรี่มากมายแล้วก็สูบมานานยาวนานหลายปี ก็ได้โอกาสกำเนิดโรคนี้ได้มาก นอกเหนือจากนั้นคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่เอง แต่ได้รับควันที่เกิดจากบุหรี่จากผู้อื่นต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็ได้โอกาสกำเนิดโรคนี้ได้ด้วยเหมือนกัน
  • มลภาวะอีกทั้งในบริเวณบ้าน ที่ทำงาน แล้วก็ที่ส่วนรวมที่สำคัญเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงในการทำกับข้าว (biomass fuel) แล้วก็สำหรับขับเครื่องจักรต่างๆ(diesel exhaust)


กระบวนการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง การวิเคราะห์โรคถุงลมโป่งพอง หมอจะอาศัยองค์ประกอบหลายประเภท อาทิเช่น ประวัติความเป็นมาสัมผัสสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ร่วมกับ อาการ ผลการตรวจร่างกาย ภาพรังสีอก และก็รับรองการวิเคราะห์ด้วย spirometry ดังลัษณะดังกล่าวต่อไปนี้
อาการ ส่วนใหญ่ผู้เจ็บป่วยที่มาเจอแพทย์จะมีลักษณะเมื่อพยาธิสภาพขยายไปๆมาๆกแล้ว อาการที่ตรวจพบ ดังเช่นว่า หอบ อ่อนล้าซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยไอเรื้อรังหรือมีเสมหะโดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้า อาการอื่นที่เจอได้ คือ แน่น อก หรือหายใจมีเสียงหวีดร้อง
การตรวจทางรังสีวิทยา ภาพรังสีทรวงอกมีความไวน้อยสำหรับในการวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพอง แต่ว่ามี จุดสำคัญสำหรับในการแยกโรคอื่น ในคนเจ็บ emphysema บางทีอาจเจอลักษณะ hyperinflationหมายถึงกะบังลมแบน ราบแล้วก็หัวใจมีขนาดเล็กมีอากาศในปอดมากกว่าปกติ ในคนป่วยที่มี corpulmonale จะพบว่าหัวใจห้องขวา รวมทั้ง pulmonary trunk มี ขนาดโตขึ้น และ peripheral vascular marking ลดน้อยลง
การตรวจสมรรถนะปอด Spirometry มีความสำคัญในการวินิจฉัยโรคนี้มากมาย และก็สามารถจัดระดับความรุนแรงของโรคได้ด้วย โดยการตรวจ spirometry นี้ต้องตรวจเมื่อคนเจ็บมีลักษณะอาการคงเดิม (stable) และไม่มีอาการกำเริบของโรคขั้นต่ำ 1 เดือน การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะที่คนป่วยยังไม่มีอาการ  โดยแพทย์จะให้คนป่วยหายใจเข้าให้เต็มกำลัง แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างเร็วผ่านเครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometry) แล้ววัดดูค่า FEV1 (Forced expiratory volume in 1 second) ซึ่งหมายถึง ขนาดอากาศที่หายใจออกใน 1 วินาที และก็ค่า FVC (Forced vital capacity) ซึ่งก็คือ ขนาดอากาศที่หายใจออกทั้งหมดทั้งปวงจนถึงสุดอย่างเต็ม 1 ครั้ง จะพบลักษณะของ airflow limitation โดยค่า FEV1 / FVC ข้างหลังให้ยาขยายหลอดลมน้อยกว่าจำนวนร้อยละ 70 และแบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระดับ โดยใช้ค่า FEV1 ข้างหลังให้ยาขยายหลอดลม

การตรวจด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximetry) เป็นการตรวจเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ซึ่งในผู้เจ็บป่วยโรคถุงลมโป่งพองชอบมีออกสิเจนในเลือดต่ำเป็นวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้น้อยกว่าธรรมดา เพราะว่าร่างกายมิได้รับออกสิเจนอย่างเพียงพอ (โดยค่าปกติจะอยู่ที่ 96-99% ถ้าต่ำลงมากยิ่งกว่านี้ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนล้าอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ)
การตรวจค้นระดับสารทริปสินในเลือด ถ้าหากผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองมีอายุน้อยกว่า 40-50 ปี ต้นสายปลายเหตุอาจมาจากสภาวะพร่องสารต้านทริปสินซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ คนป่วยก็เลยจะต้องตรวจค้นปริมาณ α1-antitrypsin ในเลือด
การดูแลรักษา เพื่อทรงสภาพร่างกายเดี๋ยวนี้ให้เยี่ยมที่สุด แล้วก็เพื่อ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มี หลัก 4 ประการ คือ  การเลี่ยงหลีกปัจจัยเสี่ยง  การรักษา stable COPD  การวัดแล้วก็ติดตามโรค  การดูแลรักษาสภาวะกําเริบกระทันหันของโรค (acute exacerbation)

  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญหมายถึงการช่วยเหลือให้คนไข้เลิกดูดบุหรี่อย่างคงทน โดยใช้พฤติกรรมบำบัด หรือร่วมกับยาที่ใช้ช่วยเลิกบุหรี่ และหลบหลีกหรือลดมลภาวะ ตัวอย่างเช่น เลี่ยงการใช้เตาถ่านในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี เป็นต้น
  • การรักษา stable COPD การรักษาผู้ป่วยอาศัยการคาดคะเนความรุนแรงของโรคตามอาการแล้วก็ผล spirometry ส่วนต้นสายปลายเหตุอื่นที่ใช้ประกอบสำหรับเพื่อการใคร่ครวญให้การรักษา ได้แก่ ประวัติการเกิดภาวะกำเริบเฉียบพลันของโรค ภาวะแทรกซ้อน ภาวการณ์หายใจล้มเหลว โรคอื่นที่เจอร่วม และสถานะสุขภาพ  (health status) โดยรวม


การให้ข้อมูลที่สมควรเกี่ยวกับโรค รวมทั้งแนวทางรักษาแก่ผู้ป่วยรวมทั้งญาติ จะช่วยทำให้การดูแลรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีความสามารถสำหรับในการศึกษาการใช้ชีวิตกับโรคนี้ดีขึ้น แล้วก็สามารถวางแผนชีวิตในกรณีที่โรคดำเนินไปสู่ระยะท้ายที่สุด  (end of life plan)
การดูแลรักษาด้วยยา การใช้ยามีจุดหมายเพื่อบรรเทาอาการ ลดการกำเริบ แล้วก็เพิ่มคุณภาพชีวิต ปัจจุบันยังไม่มียาจำพวกใดที่มีหลักฐานแจ้งชัดว่าสามารถลดอัตราการตาย แล้วก็ชะลออัตราการน้อยลงของสมรรถนะปอดได้ ซึ่งการรักษาดัวยยา จะมียาต่างๆดังเช่น
ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้ทำให้อาการรวมทั้งสมรรถภาพหลักการทำงานของผู้เจ็บป่วยดีขึ้น ลดความถี่รวมทั้งความรุนแรงของการกำเริบ เริ่มคุณภาพชีวิตทำให้สถานะสุขภาพโดยรวมของคนป่วยดียิ่งขึ้น แม้ว่าคนเจ็บบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมตามเกณฑ์การตรวจ spirometry ก็ตาม
ยาขยายหลอดลมที่ใช้ แบ่งออกเป็น 3 กรุ๊ป คือ β2-agonist, anticholinergic แĈะ xanthine derivative
การจัดการขยายหลอดลม เสนอแนะให้ใช้วิธีสูดพ่น  (metered-dose หรือ dry-powder inhaler) เป็นอันดับแรกเนื่องด้วยมีประสิทธิภาพสูงและก็ผลกระทบน้อย
ICS ถึงแม้การให้ยา ICS อย่างสม่ำเสมอจะไม่สามารถชะลอการลดน้อยลงของค่า FEV แต่ว่าสามารถทำให้สถานะสุขภาพดีขึ้น รวมทั้งลดการกำเริบของโรคในคนไข้กรุ๊ปที่มีอาการร้ายแรงแล้วก็ที่มีลักษณะกำเริบเสิบสานบ่อย
ยาผสม ICS แล้วก็ LABA จำพวกสูด มีหลักฐานว่ายาผสมกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายา LABA หรือยา ICS ประเภทสูดโดดเดี่ยวๆโดยเฉพาะในคนไข้ขั้นรุนแรงและมีลักษณะอาการกำเริบบ่อยๆแต่ว่าก็ยังมีความโอนเอียงที่จะกำเนิดปอดอักเสบสูงมากขึ้นเหมือนกัน
Xanthine derivatives เป็นประโยชน์แต่ว่าเป็นผลข้างเคียงได้ง่าย จะต้องใคร่ครวญเลือกยาขยายหลอดลมกรุ๊ปอื่นก่อน ดังนี้ ประสิทธิภาพของยากลุ่มนี้ได้จากการศึกษายาชนิดที่เป็น sustained-release เพียงแค่นั้น
การดูแลและรักษาอื่นๆวัคซีน เสนอแนะให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ระยะเวลาที่สมควรเป็น มี.ค. – เดือนเมษายน แม้กระนั้นอาจให้ได้ตลอดทั้งปี การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด  (pulmonary rehabilitation) มีเป้าหมายเพื่อลดอาการของโรค เพิ่มคุณภาพชีวิต แล้วก็เพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการทำงานกิจวัตร ซึ่งการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดนี้ ต้องครอบคลุมทุกปัญหาที่เกี่ยวพันด้วย ได้แก่ สภาพของกล้ามเนื้อ ภาวะอารมณ์รวมทั้งจิตใจ ภาวะโภชนาการฯลฯ ให้การบำบัดรักษาด้วยออกสิเจนระยะยาว  การรักษาโรคการผ่าตัด และ/หรือ หัตถการพิเศษ คนเจ็บที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยา และการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างเต็มที่แล้ว ยังควบคุมอาการไม่ได้ ควรส่งต่ออายุรเวชผู้เชี่ยวชาญโรคระบบการหายใจ เพื่อประเมินการดูแลและรักษาโดยการผ่าตัด อย่างเช่น
           Bullectomy
           การผ่าตัดเพื่อลดปริมาตรปอด  (lung volume reduction surgery)
           การใส่เครื่องไม้เครื่องมือในหลอดลม (endobronchial valve)
           การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงปอด
การประมาณและติดตามโรค สำหรับการประมวลผลการรักษาจะต้องมีการประเมินทั้งยัง อาการคนเจ็บ  (subjective) และผลของการตรวจ (objective) อาจประเมินทุก 1-3 เดือนตามสมควร ทั้งนี้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรคและก็เหตุทางเศรษฐสังคม
เมื่อใดก็ตามพบแพทย์ ควรจะติดตามอาการ อาการเหนื่อยหอบ ออกกำลังกาย ความถี่ของกการกำเริบของโรค อาการแสดงของการหายใจลำบาก และการวัดวิธีการใช้ยาสูด
ทุก 1 ปี ควรวัด  spirometry ในคนป่วยที่มีลักษณะเมื่อยล้ารุกรามกิจวัตรประจําวัน ควรจะวัด BODE Index, 6 minute walk distance, ระดับ oxygen saturation หรือ arterial blood gases
การดูแลรักษาภาวการณ์กำเริบกระทันหันของโรค  (acute exacerbation) การกำเริบฉับพลันของโรค คือ ภาวการณ์ที่มีลักษณะอาการเมื่อยล้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมในช่วงเวลาอันสั้น (เป็นวันถึงอาทิตย์) และ/หรือ มีปริมาณเสลดเพิ่มขึ้น หรือมีเสมหะเปลี่ยนสี (purulent sputum) โดยจะต้องแยกจากโรคหรือภาวการณ์อื่นๆตัวอย่างเช่น หัวใจล้มเหลว pulmonary embolism, pneumonia, pneumothorax
การติดต่อของโรคถุงลมโป่งพอง โรคถุงลมโป่งพองมีต้นเหตุที่เกิดจาก เยื่อบุหลอดลมและถุงลมในปอดถูกทำลายโดยสารพิษต่างๆอาทิเช่น พิษในควันบุหรี่ , มลพิษทางอาการและสารเคมี ที่เราดมกลิ่นเข้าไป เป็นระยะเวลานานแล้วก็ในปริมาณที่มาก ซึ่งโรคถุงลมโป่งพองขาดการติดต่อ จากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด แม้กระนั้นบางทีอาจพบได้ว่าเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ (ภาวการณ์บกพร่องสารต้านทริปซีน (a1-antitrypsin)) แม้กระนั้นเจอได้น้อยมาก โดยประมาณ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งสิ้น
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

  • ติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอและใช้ยารักษาให้ครบถ้วนบริบูรณ์จากที่แพทย์กำหนด
  • เลิกยาสูบโดยเด็ดขาด
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะ อย่างเช่น ฝุ่นละออง ควัน
  • ดื่มน้ำมากๆวันละ 10-15 แก้ว เพื่อช่วยขับเสลด
  • ในรายที่เป็นระยะร้ายแรง มีลักษณะไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด ควรจะหาทางบำรุงอาหารให้ร่างกายแข็งแรง
  • ถ้าเกิดจำเป็นต้องมีถังออกซิเจนไว้ประจำบ้าน เพื่อใช้ช่วยหายใจ ทุเลาอาการหอบอ่อนล้า
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการเข้าแทรก ตัวอย่างเช่น เป็นไข้ หายใจหอบ ก็ควรรีบพาไปรักษาที่โรงหมอทันที
  • กินอาการที่มีสาระครบ  5 หมู่
  • บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด
การคุ้มครองตัวเองจากโรคถุงลมโป่งพอง

  • การคุ้มครองป้องกันที่สำคัญที่สุด คือ การไม่ดูดบุหรี่ (รวมถึงยาเส้น) และก็หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ดูดบุหรี่หรือสถานที่ที่มีควันของบุหรี่
  • คนที่ดูดบุหรี่จัด ถ้าเลิกดูดไม่ได้ ควรหมั่นไปพบหมอเพื่อรับการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเริ่มมีลักษณะอาการไอหลายครั้งทุกๆวันโดยไม่มีปัจจัยที่แจ่มชัด
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะกลางอากาศ แล้วก็รู้จักสวมหน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองจากควันรวมทั้งสารพิษที่ทำให้เป็นอันตรายต่างๆส่วนคนที่จำเป็นต้องดำเนินการในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆควรไปพบหมอเพื่อรับการตรวจ
  • หลบหลีกการใช้ฟืนหุงหรือก่อไฟข้างในที่ขาดการถ่ายเทอากาศ
  • ถ้าหากเป็นโรคหลอดลมอักเสบและก็โรคหืด จำต้องได้รับการดูแลและรักษาอย่างเอาจริงเอาจังแล้วก็กินยาอย่างเคร่งครัด
สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการของโรคถุงลมโป่งพอง

  • ขิง แก่ สุดยอดของกินบำรุงปอด ช่วยขับสารนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ มีสรรพคุณสำหรับการกำจัดนิโคตินตกค้างในปอดรวมทั้งหลอดลม ช่วยขจัดสารพิษที่เกิดจากนิโคตินในกระแสเลือด ยิ่งไปกว่านี้ยังมีคุณประโยชน์เด่นเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบทางเท้าหายใจ การเปิดหลอดลม ระบายขับความร้อน เวลากินขิงก็เลยรู้สึกเตียนโล่ง
  • กระเทียม กระเทียมเป็นยาบำรุงร่างกาย รับประทานเป็นยาแก้อักเสบในอก ในปอด แก้เสมหะ
  • ขมิ้น เป็นสมุนไพรรากฐานที่ใช้รักษาอาการอักเสบกับอวัยวะต่างๆแก้ไข้บ้าคลั่ง แก้ไข้ร้อน แก้เสมหะ อายุเวทชี้แนะให้รับประทานผงขมิ้นละลายกับน้ำผึ้ง เป็นยาบำรุงปอด สมานแผลอักเสบในปอด มีขมิ้นแคปซูลกินเช้าเย็นได้
  • ฟ้าทะลายขโมย รสขม สรรพคุณรับประทานแก้อาการอักเสบต่างๆแก้ไข้ แก้หวัด แก้ปอดอักเสบ แก้ไอ แก้เจ็บคอ
เอกสารอ้างอิง


  • สมุนไพรบำรุงปอด.สยามรัฐ
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ถุงลมปอดโป่งพอง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่361.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2552
  • Spencer S, Calverley PM, Burge PS, et al. Impact of preventing exacerbations on deterioration of health status in COPD. EurRespir J 2004; 23:698-702.
  • Calverley P, Pauwels R, Vestbo J, et al. Combined salmeterol and fluticasone in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease: a randomized controlled trial. Lancet 2003; 361:449-56
  • Eric G. Honig, Roland H. Ingram, Jr. Chronic bronchitis, emphysema, and airways obstruction, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald, Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • Calverley PM, Anderson JA, Celli B, et al. Salmeterol and fluticasone propionate and survival in chronic obstructive pulmonary disease. N Engl J Med 2007; 356:775-89.
  • โรคถุงลมโป่งพอง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์. http://www.disthai.com/
  • แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พ.ศ.2553.สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย,สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.วารสารวัณโรค โรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต.ปีที่31.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน2553.หน้า102-110
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 432-436.
  • Szafranski W, Cukier A, Ramirez A, et al. Efficacy and safety of budesonide/formoterol in the management of chronic obstructive pulmonary disease. Eur Respir J 2003; 21:74-81.
  • Lung Health Study Research Group. Effect of inhaled triamcinolone on the decline in pulmonary function in chronic obstructive pulmonary disease: Lung Health Study II. N Engl J Med 2000; 343:1902-09.
  • Mahler DA, Wire P, Horstman D, et al. Effectiveness of fluticasone propionate and salmeterol combination delivered via the Diskus device in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease. Am J Respir Crit Care Med 2002; 166:1084-91.
  • Burge PS, Calverley PM, Jones PW, et al. Randomised, double blind, placebo controlled study of fluticasone propionate in patients with moderate to severe chronic obstructive pulmonary disease: the ISOLDE trial. BMJ 2000; 320:1297-303.
  • Wongsurakiat P, Maranetra KN, Wasi C, et al. Acute respiratory illness in patients with COPD and the effectiveness of influenza vaccination: a randomized controlled study. Chest 2004; 125: 2011-20.
  • Pauwels RA. Lofdahl CG, Laitinen LA, et al. Long-term treatment with inhaled budesonide in persons with mild chronic obstructive pulmonary disease who continue smoking. European Respiratory Society Study on Chronic Obstructive Pulmonary Disease. N Engl J Med 1999; 340:1948-53.
  • Jones PW, Willits LR, Burge PS, et al. Disease severity and the effect of fluticasone propionate on chronic obstructive pulmonary disease exacerbations. Eur Respir J 2003; 21:68-73.
  • Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease. Global strategy for the diagnosis, management and prevention of chronic obstructive pulmonary disease. NHLBI/WHO workshop report. Bethesda, National Heart, Lung and Blood Institute, Date updated; November 2008.



 

14

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นอย่างไร  ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนขยายของลำไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) ไส้ติ่งมีรูปร่างเหมือนถุงยาวๆขนาดเท่านิ้วก้อย ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ อยู่ตรงรอบๆท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและก็ยาว มีขนาดกว้างเพียงแค่ 5-8 มิลลิเมตร และมีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร (ในคนแก่) ข้างในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ผนังด้านในของไส้ติ่งมีเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ ซึ่งเป็นเยื่อเกิดการอักเสบได้ง่าย โดยเนื้อเยื่อนี้จะมีการเพิ่มปริมาณมากช่วงวัยรุ่น ก็เลยเจอไส้ติ่งอักเสบกำเนิดได้บ่อยมากในวัย รุ่น ไส้ติ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ทำหน้าที่สำหรับการย่อยแล้วก็ซึมซับของกิน เพราะเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อเกิดการอักเสบจึงทำให้เนื้อผนังไส้ติ่งเน่าตายรวมทั้งเป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วทันใจได้
ไส้ติ่งอักเสบเป็น อาการบวมและติดเชื้อโรคของไส้ติ่งนับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและอันตราย ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่ง ด่วน ด้วยเหตุว่าหากว่าทิ้งเอาไว้นาน ไส้ติ่งที่อักเสบมักแตกกระจายเชื้อโรคสู่ท้อง และบางทีอาจเป็นสา เหตุร้ายแรงกระทั่งติดเชื้อโรคในกระแสเลือดจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
โดยการเสียชีวิตโดยมากของโรคไส้ติ่งอักเสบเป็นผลมาจากสภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบรวมทั้งสภาวะช็อค โรคไส้ติ่งอักเสบได้รับการอธิบายเป็นครั้งแรกโดย Reginald Fitz ในปี พ.ศ. 2429 เดี๋ยวนี้ได้รับการยินยอมรับว่าเป็นเยี่ยมในต้นเหตุของลักษณะของการปวดท้องร้ายแรงทันควันที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลกรวมทั้ง โรคไส้ติ่งอักเสบยังเจอเป็นสาเหตุลำดับหนึ่งของโรคเจ็บท้อง ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเร่งด่วน บ่อยครั้งที่ศึกษาค้นพบว่าคนเจ็บปลดปล่อยให้มีลักษณะอาการเจ็บท้องนานหลายวันและก็หลังจากนั้นจึงค่อยมาโรงพยาบาล  ซึ่งมักจะพบว่าเป็นถึงขั้นไส้ติ่งแตกแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนถึงคนแก่ และยังรวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ แต่จะมักพบในช่วงอายุ 10-30 ปี (เจอได้น้อยในผู้สูงวัย เหตุเพราะไส้ติ่งตีบแฟบมีเยื่อหลงเหลือน้อย แล้วก็ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี เพราะว่าโคนไส้ติ่งยังค่อนข้างจะกว้าง) ในผู้หญิงแล้วก็ผู้ชายได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน แล้วก็มีการคาดทำนองว่าในตลอดกาลของมนุษย์จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ราว 7% ในปีๆหนึ่งจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ใน 1,000 คน
สาเหตุของโรคไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ มีต้นเหตุมาจากมีภาวการณ์อุดกันของรูไส้ติ่ง ส่วนการอุดกันนั้นส่วนหนึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่รู้สาเหตุแจ่มกระจ่าง แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากมีเศษอุจจาระแข็งๆเรียกว่า "นิ่วอุจจาระ" (fecalith) ชิ้นเล็กๆตกลงไปอุดกั้นอยู่ข้างในรูของไส้ติ่ง แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรูไส้ติ่งจำนวนน้อยเกิดการเจริญก้าวหน้าแพร่พันธุ์แล้วก็รุกล้ำเข้าไปในผนังไส้ติ่ง จนมีการอักเสบตามมา แม้ปล่อยไว้เพียงแต่ไม่กี่วัน ฝาผนังไส้ติ่งก็เกิดการเน่าตายแล้วก็แตกทะลุได้ และก็ปัจจัยที่พบได้รองลงมาคือ มีต้นเหตุมาจากเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ผนังไส้ติ่งที่ครึ้มตัวขึ้นตามการอักเสบต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย นอกจากนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากสิ่งปลอมปน (อาทิเช่น เมล็ดผลไม้), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญคือ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิตืดหมู) หรือก้อนเนื้องอก หรือบางคราวก็อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อที่ระบบทางเท้าหายใจส่วนบน ที่นำมาซึ่งการทำให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย รวมถึงต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นกระทั่งไปปิดกั้นไส้ติ่ง และก็ทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด ในคนป่วยบางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)  ซึ่งมักจะพบได้ในคนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง แล้วก็บางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่หมอไม่รู้มูลเหตุเลยก็ได้
อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ อาการสำคัญของโรคไส้ติ่งอักเสบนั้นเป็น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องที่มีลักษณะตลอดรวมทั้งปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้าเกิดมิได้รับการดูแลและรักษาก็มักจะปวดอยู่นานนับเป็นเวลาหลายวัน จนผู้ป่วยทนปวดไม่ไหวต้องพาส่งโรงหมอ ซึ่งอาการของไส้ติ่งอักเสบนั้นบางทีอาจแบ่งได้สองประเภท เป็นชนิดตรงไปตรงมาแล้วก็จำพวกไม่ไม่อ้อมค้อมดังต่อไปนี้ ชนิดไม่อ้อมค้อมเริ่มแรกอาจปวดแน่นตรงลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะ บางบุคคลอาจปวดบิดเป็นตอนๆรอบๆสะดือ คล้ายลักษณะของการปวดแบบท้องเดิน บางทีอาจเข้าส้วมบ่อยครั้ง แต่ว่าถ่ายไม่ออก (แต่ว่าบางคนอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือ ถ่ายเหลวร่วมด้วย)ถัดมาจะมีลักษณะอาการอ้วก อ้วก เบื่อข้าวร่วมด้วย อาการปวดท้องชอบไม่ดีขึ้น แม้ว่าจะรับประทานยาพาราใดๆ ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมง ลักษณะของการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดระยะเวลา และก็จะเจ็บเยอะขึ้นเมื่อมีการขยับเขยื้อนตัว หรือเวลาเดินหรือไอจาม ผู้เจ็บป่วยจะนอนนิ่งๆหากเป็นมากคนเจ็บจะนอนงอขา เอียงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น  เมื่อถึงขั้นที่มีอาการอักเสบของไส้ติ่งแน่ชัด มีแนวทางตรวจอย่างง่ายๆเป็น ให้ผู้เจ็บป่วยนอนหงายแล้วก็ใช้มือกดลงลึกๆหรือใช้กำปั้นทุบเบาๆตรงบริเวณไส้ติ่ง (ท้องน้อยข้างขวา)คนเจ็บจะรู้สึกเจ็บมากมาย (เรียกว่า อาการกดเจ็บ) คนไข้อาจมีไข้ต่ำๆ(อุณหภูมิ 37.7-38.3 องศาเซลเซียส) ส่วนชนิดไม่ตรงไปตรงมานั้นอาจเริ่มต้นจากมีลักษณะปวดเริ่มที่ท้องข้างล่างขวาตั้งแต่ต้น ท้องเดิน รวมทั้งมีการดำเนินโรคที่ยาวนานค่อยๆเป็น ค่อยๆไปกว่าจำพวกตรงไปตรงมา แม้ไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะอาจจะเป็นผลให้มีอาการปัสสาวะบ่อยครั้ง แม้ไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ข้างหลังลำไส้เล็กช่วงท้ายอาจมีอาการคลื่นไส้รุนแรงได้ บางรายบางทีอาจรู้สึกเจ็บปวดเบ่ง

ส่วนผู้ป่วยในกลุ่มที่เป็นเด็ก หรือสตรีมีท้อง อาจมีอาการบางอย่างที่แตกต่างจากคนโดยทั่วไปทั่วไป ดังต่อไปนี้

  • ในกลุ่มคนเจ็บที่เป็นเด็ก เด็กที่แก่ต่ำว่า 2 ปี ลงไป จะมีลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดเป็น อาเจียนมากมาย ท้องอืด ถ้าหากใช้มือกดรอบๆพุงจะรู้สึกเจ็บ ส่วนเด็กที่แก่มากยิ่งกว่า 2 ปีขึ้นไปจะเริ่มบ่งบอกอาการได้ ซึ่งอาการก็จะไม่แตกต่างจากคนทั่วๆไป
  • ในกลุ่มคนป่วยที่เป็นสตรีมีท้อง เพราะว่าอวัยวะต่างๆที่ถูกดันให้สูงมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ไส้ติ่งของสตรีมีท้องจะเคลื่อนไปอยู่ที่บริเวณพุงส่วนบน ซึ่งถ้าหากมีลักษณะอาการไส้ติ่งอักเสบจะทำให้ปวดรอบๆท้องส่วนบนด้านขวาแทน นอกเหนือจากนั้นอาจมีลักษณะของการปวดบีบที่ท้อง มีก๊าซในกระเพาะ หรืออาการแสบร้อนที่กึ่งกลางอก บางรายบางทีอาจเจออาการท้องเสีย หรือท้องผูกควบคู่กัน


ผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบถ้าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาโดยการผ่าตัดด้านใน 24-36 ชั่วโมงหลังมีการอักเสบ ไส้ติ่งจะขาดเลือดแปลงเป็นเนื้อเน่าและตาย ในที่สุดผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยจะแตกทะลุ หนองและก็สิ่งสกปรกด้านในลำไส้จะไหลออกมาในช่องท้อง ทำให้เปลี่ยนเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และก็ถ้าเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดก็จะเกิดการติดโรคในกระแสเลือด ก่อให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
กรรมวิธีการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่มีปัญหาในการวิเคราะห์ให้ที่ถูกค่อนข้างมากมาย คนเจ็บบางรายได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคนี้ แม้กระนั้นเมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ คนป่วยบางรายแม้ว่าจะไปพบหมอแต่ว่าก็ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคอื่น จนถึงไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับการดูแลรักษาวิเคราะห์ที่ถูก เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบดูเหมือนจะทุกรายชอบวินิจฉัยโรคนี้ได้หลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว ในเด็กตัวเล็กๆและผู้เจ็บป่วยชราพบว่าบางทีอาจกำเนิดปัญหารุนแรง หากได้รับการวินิจฉัยและก็รักษาโรคชักช้าเพราะว่ามีภูมิคุ้มกันต่ำ
                การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ การวินิจฉัยโรคในคนไข้ส่วนมากอาศัยลักษณะทางสถานพยาบาล (clinical menifestation) เป็นอาการและก็การตรวจพบเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการรวมทั้งการสืบค้นทางรังสีวิทยา (radiologic investigation) หรือการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆมีความสำคัญน้อย มีคุณประโยชน์เฉพาะในคนป่วยบางรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลกำกวมเพียงแค่นั้นโดยมีวิธีการวินิจฉัยดังต่อไปนี้

  • การวินิจฉัยลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ คือ
  • ลักษณะของการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ทีแรกๆชอบปวดบริเวณสะดือ หรือบอก ไม่ได้เด่นชัดว่าปวดที่รอบๆใดแต่ว่าระยะต่อมาลักษณะของการปวดจะแจ่มชัดที่ท้องน้อยด้านขวา (right lower quadrant-RLQ)
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจพบร่วมด้วยคือ


                          - อ้วก คลื่นไส้ อาการนี้พบได้ในคนป่วยดูเหมือนจะทุกราย
                          - ไข้ ชอบเกิดภายหลังจากเริ่มอาการปวดท้องแล้วระยะหนึ่ง
                          - ไม่อยากกินอาหาร
                          - ท้องร่วง เจออาการในคนเจ็บบางราย ชอบกำเนิดภายหลังจากไส้ติ่งแตกทะลุ หรือ อธิบาย ได้จากไส้ติ่งอักเสบที่อยู่ตำแหน่งใกล้กับลำไส้ใหญ่ส่วน sigmoid หรือ rectum

  • ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยลักษณะของไส้อุดตันได้
  • การตรวจร่างกาย เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรค
  • การกดเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness) แทบจะทั้งหมดจะมี maximal tenderness ที่ RLQ แล้วก็อาจมี guarding รวมทั้ง rebound tenderness ด้วย ในคนไข้ไส้ติ่งแตกทะลุ tenderness และก็ guarding มักตรวจเจอบริเวณกว้างขึ้นหรือพบทั่วรอบๆท้องน้อยข้างล่าง 2 ข้าง จากการมี pelvic peritonitis ในรายที่เป็นก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักลูบคลำได้ก้อนที่ RLQ
  • การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) ถือได้ว่าเป็นผลดีมาก จะพบว่ากดเจ็บที่ทางขวาของ cul-de-sac แม้กระนั้นไม่นิยมทำในเด็กเล็กเพราะว่าแปลผลตอบแทนตรากตรำ ในเด็กผู้หญิงอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจาก twisted ovarian cyst เพราะเหตุว่าบางทีอาจลูบคลำได้ก่อน ส่วนในรายที่สงสัยว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจาก pelvic inflammatory disease นอกเหนือจากการที่จะได้ประวัติการร่วมเพศแล้วการตรวจด้านใน (per vagina examination - PV) จะให้คุณประโยชน์มาก
  • การตรวจอื่นๆบางทีอาจให้ผลบวกในการตรวจ ตัวอย่างเช่น


                          - Rovsing sign
                          - Obturator sign
                          - Psoas sign

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ไม่ค่อยมีความจำเป็นมากเท่าไรนักในคนไข้ส่วนใหญ่ โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวินิจฉัยได้อยู่แล้ว แม้กระนั้นจะทำเป็นพื้นฐานเพื่อการดูแลระหว่างการรักษาต่อไป อาทิเช่น
  • complete blood count พบได้ทั่วไปว่า เม็ดเลือดขาวสูงขึ้นยิ่งกว่าธรรมดาและมี shift to the left
  • การตรวจเยี่ยว ไม่ค่อยเป็นประโยชน์มากนักสำหรับการวินิจฉัยแยกโรค แต่ว่าช่วยแยกโรคอื่น ได้แก่ มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอาจจะต้องระลึกถึงนิ่วในท่อไต
  • การตรวจพิเศษ ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลระบุชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบทันควัน การตรวจพิเศษเพิ่มเติมอีกก็ไม่จำเป็น แม้กระนั้นในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่แน่ชัดนั้น การตรวจพิเศษอาจมีผลดีในการวิเคราะห์แยกโรค อาทิเช่น
  • การถ่ายภาพรังสีของช่องท้อง บางทีอาจเจอเงาของ fecalith หรือ localized ileus ที่ RLQ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography) ของท้อง หรือ barium enema ไม่มีความจำเป็นในผู้เจ็บป่วยส่วนใหญ่ แม้กระนั้นบางทีอาจช่วยในการวินิจฉัยโรคในผู้เจ็บป่วยบางรายที่มีปัญหาสำหรับการวินิจฉัยโรค


ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแค่นั้น เนื่องจากว่าจะช่วยรักษาอาการและก็ช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในขณะนี้คือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เพราะว่าเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ในทันที เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่รุนแรงนัก แม้รุนแรงถึงกับขนาดไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะว่านอกเหนือจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังต้องชำระล้างข้างในช่องท้อง แล้วก็ใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยแพทย์จะพิเคราะห์ผ่าตัดรักษาดังต่อไปนี้

  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ เสนอแนะให้การรักษาโดยใช้การ ผ่าตัดโดยด่วน ภายหลังการเตรียมคนเจ็บให้พร้อมรวมทั้งสมควรต่อการให้ยาสลบและการผ่าตัด
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่แน่ชัดว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แม้กระนั้นมีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่าบางทีก็อาจจะเป็นโรคนี้ ควรรับตัวไว้พินิจอาการในโรงพยาบาล เพื่อติดตามประเมินลักษณะทางคลินิกต่อเป็นช่วงๆโดยงดน้ำรวมทั้งอาหาร และไม่ให้ยาปฎิชีวนะ เมื่อลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชี้แจ่มชัดขึ้นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบรุนแรง จะได้นำคนเจ็บไปกระทำการผ่าตัดรักษาอย่างทันเวลา
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลระบุชัดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ไม่แตกทะลุ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาปฏิชีวนะอีกทั้งก่อนและก็ข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นหมอผู้ดูแลอาจตรึกตรองให้ยายาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดก็ได้ เมื่อผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยาต่อ
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าไส้ติ่งแตกทะลุกระจ่างแจ้ง นิยมให้ยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ถ้าหากผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งไม่แตกทะลุ ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยายาปฏิชีวนะต่อข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นหากพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุก็ให้ยาปฏิชีวนะต่อ
  • ในรายที่การตรวจร่างกายบ่งชี้ว่ามี peritonitis ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการแตกของไส้ติ่งอักเสบ ในเด็กมักมีลักษณะ generalized peritonitis ส่วนคนแก่จะเป็น pelvic peritonitis ก่อนนำคนป่วยไปกระทำผ่าตัดควรที่จะใช้แนวทางรักษาแบบจุนเจือให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมสำหรับการให้ยาสลบแล้วก็การผ่าตัด ดังเช่นการให้ intravenous fluid ที่สมควรให้เพียงพอซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ดูว่าผู้ป่วยมีเยี่ยวออกก็ดีแล้ว ให้ยาปฎิชีวนะที่สมควร ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายน้อยลงถ้าเกิดจับไข้สูง ถ้าเกิดท้องเฟ้อมากมายควรใส่ nasogastric tube ต่อ suction บางทีอาจใช้เวลาในการเตรียมคนเจ็บ 3-4 ชั่วโมงก่อนนำผู้ป่วยไปผ่าตัด
  • กรณีที่ไส้ติ่งแตกทะลุระหว่างการผ่าตัด หรือไส้ติ่งไม่แตกทะลุ แม้กระนั้นร้ายแรงถึงขั้น gangrenous appendicitis ชี้แนะให้ยายาปฏิชีวนะระหว่างการผ่าตัด และต่อเนื่อง 1-3 วันสุดแต่พยาธิภาวะ
  • ในรายที่มีลักษณะมาหลายวันและก็การตรวจร่างกายพบว่ามีก้อนที่ RLQ ที่ระบุว่าน่าจะเป็น appendiceal phlegmon หรือ abscess ควรจะรักษาโดยแนวทางจุนเจือโดยให้ยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างใหญ่ หากผู้ป่วยสนองตอบดีต่อการรักษา เป็นต้นว่า ลักษณะของการปวดท้อง ก้อนเล็กลง ให้รักษาต่อโดยวิธีช่วยเหลือ แล้วก็นำคนไข้ไปทำ elective appendectomy ต่อไป 6 สัปดาห์ - 3 เดือน แต่ถ้าเกิดการดูแลและรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดังกล่าวข้างต้นมิได้รับการตอบสนองที่ดีอาจต้องผ่าตัดเลย ถ้าหากพยาธิสภาพรุนแรงมากมาย บางทีอาจทำเพียงระบายหนอง แม้กระนั้นถ้าหากพยาธิสภาพไม่รุนแรง และก็สามารถตัดไส้ติ่งออกได้เลย ก็เสนอแนะให้ทำ


กรุ๊ปอาการที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ มีอาการปวดท้องที่มีลักษณะไม่ราวกับอาการปวดโรคกระเพาะ ท้องเดิน หรือปวดเมนส์ ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้ ควรจะรีบไปพบหมอ ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

  • ปวดรุนแรง หรือปวดติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป
  • กดหรือเคาะเจ็บตรงรอบๆที่ปวด
  • คลื่นไส้หลายครั้ง กินอะไรก็ออกหมด
  • มีอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่นหวิว ใจสั่น
  • เป็นไข้สูง หรือหนาวสั่น
  • ใบหน้าซีดเซียวเหลือง
  • กินยาบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับรุนแรงขึ้น
  • ผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการท้องผูกร่วมด้วย ถ้าหากพบว่ามีลักษณะอาการเจ็บท้องรุนแรงกว่าธรรมดา ก็ห้ามรับประทานยาถ่าย หรือทำการสวนทวาร


การติดต่อของโรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง จากสิ่งปลอมปนต่างๆทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบติดเชื้อรวมทั้งแตกในที่สุด ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนป่วยแต่ละคน และไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ให้คนข้างๆแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ  เนื่องจากว่าโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคเร่งด่วน จำต้องไปพบหมอโดยทันที ที่ห้องรีบด่วนของโรงพยาบาลเพื่อทำผ่าตัดและไม่ควรจะกินยาระบายหรือสวนอุจจาระ เมื่อมีลักษณะท้องผูกร่วมด้วย เนื่องจากอาจจะทำให้ไส้ติ่งอักเสบนั้นแตกเร็วขึ้น

  • การปฏิบัติตัวก่อนที่จะมีการผ่าตัดไส้ติ่ง ผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้


o    เมื่อมีอาการของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบหมอคนไข้จะต้องงดเว้นอาหารและน้ำไว้ด้วยเพื่อจัดเตรียมสำหรับการผ่าตัดฉุกเฉิน
o   ในเรื่องที่มีลักษณะเจ็บท้องแต่ว่าคนไข้ยังไม่เคยรู้มูลเหตุ ห้ามกินยาพารา แม้กระนั้นควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวิเคราะห์ก่อน เพราะเหตุว่ายาพาราจะไปบังลักษณะของการปวดทำให้แพทย์แยกโรคได้ลำบาก
o  งดการใช้ครีมรวมทั้งเครื่องสำอางทุกประเภท รวมทั้งทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อหมอพิจารณาอาการไม่ดีเหมือนปกติจากการขาดออกซิเจนได้

  • การปฏิบัติตัวข้างหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยต้องทำลุกจากเตียง เพื่อลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น งดของกินและน้ำข้างหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา แล้วก็เวลาไอหรือจามให้ใช้มือประคับประคองแผลไว้ด้วยเพื่อคุ้มครองปกป้องแผลที่เย็บแยกออก แม้ถ้าแผลยังไม่แห้งดีอย่าเพิ่งอาบน้ำ แต่ว่าให้ใช้กรรมวิธีเช็ดตัวแทน นอกเหนือจากนี้เป็นการรับประทานยาดังที่หมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นย้ำการทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะเหตุว่าจะช่วยทำให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกจากเป็น การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งพักให้พอเพียง


การปกป้องตัวเองจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ในทุกวันนี้ยังไม่ครั้งการศึกษาและทำการค้นพบแนวทางปกป้องอาการไส้ติ่งอักเสบ เหตุเพราะไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการกระทันหันที่ไม่สามารถหาปัจจัยที่แน่ชัดได้ แต่ว่ามีข้อสังเกตว่า พลเมืองที่นิยมกินอาหารพวกผักผลไม้มากมาย (เป็นต้นว่า ชาวแอฟริกา) จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่ทานผักผลไม้น้อย (ตัวอย่างเช่น ฝรั่ง) ก็เลยมีการแนะนำให้อุตสาหะทานผักผลไม้ให้มากๆทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งส่งผลดีต่อการคุ้มครองป้องกันโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน และยังมั่นใจว่าอาจปกป้องไส้ติ่งอักเสบ แล้วก็โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
นอกจากนี้มีการเรียนที่ค้นพบว่า สภาวะท้องผูกมีส่วนสโมสรกับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจะมีจำนวนครั้งสำหรับเพื่อการขี้ต่อสัปดาห์น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งยังพบว่า คนไข้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่รวมทั้งมะเร็งลำไส้ตรงชอบเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเอามาก่อน อีกทั้งยังมีผลการศึกษาหลายงานที่ศึกษาค้นพบว่า การกินอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนสำหรับเพื่อการทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องงกัน/ทุเลาโรคไส้ติ่งอักเสบ เนื่องด้วยการดูแลรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบต้องรักษาโดยใช้การผ่าตัดเพียงแค่นั้นแล้วก็ในตอนนี้ยังไม่มีการรับรองว่าสมุนไพรจำพวกไหนที่จะช่วยปกป้องหรือ บรรเทา/รักษา โรคไส้ติ่งอักเสบได้ รวมทั้งยังไม่มีรายงานการค้นคว้าวิจัยชิ้นไหนที่รายงานว่าสมุนไพรจำพวกไหนสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันหรือ / รักษาโรคไส้ติ่งอักเสบได้
เอกสารอ้างอิง

  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป     หน้า 525-527.
  • Fitz RH (1886). "Perforating inflammation of the vermiform appendix with special reference to its early diagnosis and treatment". Am J Med Sci(92): 321–46.(อังกฤษ)
  • ไส้ติ่งอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • Adamis D, Roma-Giannikou E, Karamolegou K (2000). "Fiber intake and childhood appendicitis". Int J Food Sci Nutr51: 153–7. (อังกฤษ)
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ไส้ติ่งอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่301.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2547
  • SCHWARTZ, Principle of Surgery , McGRAW HILL
  • Wangensteen OH, Bowers WF (1937). "Significance of the obstructive factor in the genesis of acute appendicitis". Arch Surg34: 496–526. (อังกฤษ)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ(APPENDICITIS).แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย.


15

สมุนไพรส้านใบเล็ก
ส้านใบเล็ก Dillenia ovate Wall. Ex Hook.f. & Th.
ส้านใบเล็ก (จังหวัดปัตตานี) ไข่เน่าดง ตานกกด (เลย) ปล้อ (ส่วย-สุรินทร์) มะโตน (จังหวัดชลบุรี) ส้านกวาง (ใต้) ส้านโดยเด (นครพนม) แส้น (จังหวัดตรัง).
   ไม้ใหญ่ ขนาดกึ่งกลางถึงกับขนาดใหญ่ สูง 8-30 ม. ไม่ผลัดใบ ลำต้นเป็นปุ่มปม เปลือกสีแดงอ่อน หรือ สีน้ำตาล แล้วก็ล่อนออกเป็นแผ่นๆกิ่งอ่อนมีขน เรือนยอดเป็นพุ่มไม้กลมทึบ สีเขียวเข้ม ปลายกิ่งห้อยห้อยลง. ใบ รูปไข่ป้อมมน หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 6-14 ซม. ยาว 9-28 ซม. โคนใบมนกว้างๆบางคราวเบี้ยว ปลายใบมน เนื้อใบหนา ข้างหลังใบมีขนนุ่ม ท้องใบมีขนสากๆเส้นใบมี 15-20 คู่ ปลายเส้นใบบางครั้งก็อาจจะอยู่ข้างในขอบของใบ หรือ ยื่นพ้นขอบของใบออกไปบ้าง ธรรมดาขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 2-3.5 เซนติเมตร มีขนนุ่มๆแน่น. ดอก สีเหลืองลด ออกคนเดียวๆตามปลายกิ่ง หรือ ค่อนไปทางปลายกิ่งเมื่อบานเต็มกำลังกว้าง 15-20 ซม. สมุนไพร กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่ กลีบนอก 2 กลีบ ใหญ่มากยิ่งกว่าอีก 3 กลีบน้อย กลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ขนาดราว 3 เท่าของกลีบรองกลีบ ตกง่าย เกสรผู้เยอะมาก เรียงเป็น 2 ชั้น รังไข่มี 10 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อนมากไม่น้อยเลยทีเดียว ปลายท่อรังไข่แบออก; ก้านดอกสั้น มีขนนุ่ม. ผล กลม ซับน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลางราว 6 เซนติเมตร ผลแก่สีเหลือง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก และก็ตะวันออกเฉียงใต้ เหนือระดับน้ำทะเล 50-1,000 ม.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาฝาดสมาน แล้วก็แก้ท้องเดิน . ดอก กลีบรองกลีบดอกใช้แต่งรสของกิน  ผล ผลสุกกินได้

หน้า: [1] 2 3 ... 9