แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: 1 [2] 3 4 5
16
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเร้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 01, 2017, 10:07:31 AM »

อีแร้ง
อีแร้งเป็นนกที่จัดอยู่ในสกุล Gyps มีชื่อสามัญว่า vulture ที่เจอได้ในประเทศไทยมี ๓ ชนิด ทุกชนิดจัดอยู่ในสกุล Accipitridae  อีแร้งไทยอีก ๓ ประเภทนั้น ปัจจุบันนี้หายากแล้วก็มีปริมาณน้อย ลางประเภทบางทีอาจสูญพันธ์ไปแล้ว
๑. อีแร้งเทาข้างหลังขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gyps  bengalensis (Gmelin) มีชื่อสามัญว่า white – rumped  vulture เป็นนกที่นาดใหญ่ ความยาวของสัตว์วัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๙0 เซนติเมตร ลำตัวสีดำแกมน้ำตาล หัวรวมทั้งลำคอไม่มีขนปกคลุม เป็นเพียงแต่แผ่นหนังสีคล้ำ ตอนล่างของคอมีขนเป็นวงรอบข้างหลัง สีขาว ตอนล่างและโคนหางสีขาวแจ่มแจ้ง ภายในต้นขามีแต้มสีขาว เห็นได้ชัดขณะเกาะยืน   เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม่มีแถบขาวเลย รับประทานซากสัตว์เป็นอาหาร   สร้างรังบนยอดไม้สูง ในเดือนพฤศจิกายนแล้วก็เดือนธันวาคมจนกระทั่งก.พ. ออกไข่ครั้งละ ๑ ฟอง ทั้งยัง ๒ เพศช่วยกันสร้างรังและก็กกไข่ ประเภทนี้มีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์กว้าง ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองจีน รวมทั้งทั่วภูมิภาคเอเซียอาคเนย์  ในประเทศไทยเคยเจอชุมรอบๆที่ราบ แต่ว่าปัจจุบันนี้หาดูได้ยากมากมาย   เข้าใจว่าแทบจะสิ้นพันธุ์ไปแล้ว

๒.อีแร้งปากเรียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps  indicus  (Scopoli)   มีชื่อสามัญว่า   long – billed  vulture   อีแร้งสีน้ำตาลอินเดีย  ก็เรียก  เป็นอีแร้งขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๙0  เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ขนทุกเส้นมีขอบสีจางกว่าสีพื้น   หัวแล้วก็ลำคอมีขนอุยสีน้ำตาลออกขาวปกคลุม   ท้องสีน้ำตาลอ่อน มีจะงอยปากที่เรียวกว่านกแร้งชนิดอื่นๆตัวที่อายังน้อยมีสีแก่กว่าตัวโตเต็มวัย และก็พบบ่อยที่ขนอุยหลงเหลืออยู่บนขนหัว ตามปรกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ร่วมกับอีแร้งจำพวกอื่นๆและก็ร่วมลงกินซากสัตว์ด้วยกัน   พบได้มากจิกแล้วก็แย่งซากสัตว์กันตลอดเวลา  กระบวนการทำรังและออกไข่คล้ายกับแร้งประเภทอื่นๆทำรังตอนเดือนพฤศจิกาถึงเดือนกุมภาพันธ์   ชอบอยู่ตามที่โล่ง ปริมณฑล ทำมาหากินตามลำห้วยใหญ่ๆ ในป่าเต็งรังรวมทั้งปาป่าเบญจพรรณ มีเขตผู้กระทำระจายประเภทจากประเทศอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน   ในประเทศไทยเคยพบได้มาก แม้กระนั้นตอนนี้มั่นใจว่าสิ้นพันธุ์ไปจากบ้านเราแล้ว สมุนไพร
๓.อีแร้งเทาหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps   himalaiensis  Hume   มีชื่อสามัญว่า Himalayan  griffon  vulture อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย  ก็เรียก เป็นอีแร้งขนาดใหญ่มากมาย ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๒ ซม. มีลักษณะคล้ายอีแร้งปากเรียว แต่ตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามากมาย ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียมีสีเหมือนกัน ลำตัวข้างบนมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแกมขาว ข้างล่างสีเนื้อแกมสีน้ำตาลอ่อน มีลายขีดขนาดใหญ่สีขาว ขนรอบคอยาว  สีน้ำตาล มีลายขีดสีขาว พบได้มากอยู่โดดๆหรืออยู่เป็นคู่ หรือ  ๒-๓  ตัว   ตามทุ่งโล่งหรือป่าบนภูเขา มักร่อนเป็นวงกลมตามช่องเขาหรอเทือกเขาเพื่อหาอาหาร  เป็นนกที่หลงเข้ามา หรือย้ายถิ่นมาในประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์   หายากรวมทั้งปริมาณน้อย เคยมีรายงานว่าพบในกรุงเทพฯ และก็ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบเหมาะคิรีหมู่

Tags : สมุนไพร

17

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร รวมทั้งเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและก็ประเทศอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราสรรพคุณโบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้เจ็บท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายและเรอ ด้วยเหตุนั้นน้ำขิงนอกเหนือจากที่จะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถยนต์ให้น่ารับประทานยิ่งขึ้นทั้งยังมีคุณประโยชน์ทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้ตระเตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาผิวนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้สดและแห้งทั้งยังหินอ่อนรวมทั้งขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ประกอบอาหารที่ไม่ได้อยากต้องการรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อาเจียน สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้เจ็บท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมรวมทั้งเรอ
   สมุนไพร ยาขณะที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกชนิดนั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ แล้วแต่หมอผู้วางยาจะสับเปลี่ยนให้จะต้องโรคต้องอาการ ดังนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียน ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ น้ำประสานทอง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ รับประทานหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าเกิดลมนั้นเบากำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายเท้า บรรดาลมทั้งมวลแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นนามสกุลและชื่อตระกูล ตามหลักสากลสำหรับในการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger จากที่เรียกกันในภาษาแขก ผู้รู้ทางภาษาผู้คนจำนวนมากสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็น่าจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แต่เรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในตระกูล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุยาวนานหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อ เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงผู้เดียว ออกสลับกัน รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลได้ผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดและ มีกลิ่นหอมหวน ถ้าหากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางจำพวกจะได้ชันน้ำมันที่เกือบจะบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงและก็รสเผ็ด มีชื่อเรียกด้านการค้าว่า “จินพบริน” (gingerin) ประกอบด้วยสารในกรุ๊ปจินพบรอล ( gingerol) โชโกล (shogaol) รวมทั้ง ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินพบคอยล เช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แต่ว่าหากทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก โชโกลรวมทั้งสิงเจอโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่พบในขิง แม้กระนั้นเป็นสารที่มีเหตุมาจากปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินเจอรอคอยล ด้วยเหตุนี้ จินพบรินที่ดีควรมีสารทั้งสองจำพวกนี้ในจำนวนที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ ๑-๓ ปริมาณนี้จะขึ้นกับแนวทางปลูกแล้วก็ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายอย่าง อย่างเช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อบัคเตรีที่ทำให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและก็ลำไส้  เดี๋ยวนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ดังเช่น ซิงพบโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินเจอคอยล โชโกล เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการอ้วกอาเจียน และก็ทุเลาอาการปวดเนื่องจากว่าข้อเสื่อม ทั้งอาจช่วยลดการอักเสบรวมทั้งบวมของข้อ

18
อื่นๆ / สัตววัตถุ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2017, 11:06:37 AM »

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมน้ำนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกันระหว่างช่องอกกับช่องท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทสมองมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูรุ่งเรืองดี สืบพันธุ์ข้างในจำนวนมากตัวอ่อนรุ่งโรจน์อยู่ข้างใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดังเช่นว่า เม่น ลิ่น ช้าง  โค ควาย หมี คน

19
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2017, 08:29:42 AM »

กวาง
กวาง หรือ กวางป่า เป็นสัตว์เลือดอุ่นขนาดใหญ่
มีชื่อสามัญว่า sambar  หรือ  sambar  deer
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus unicolor Kerr
จัดอยู่ในวงศ์  Cervidae  กวางม้าก็เรียก
ชีววิทยาของกวาง
กวางป่าเป็นสัตว์กีบคู่ มี ๔ กระเพาะ จัดเป็นสัตว์บดเอื้อง ตัวผู้มีเขา ตัวเมียไม่มีเขา ลำตัวสูง ๑๒0-๑๕๕ เซนติเมตร น้ำหนัก ๑๘๕-๒๖0 กิโล ขนยาว หยาบ สีน้ำตาลเข้ม บริเวณคอจะยาวและหนาแน่นกว่าที่อื่น เห็นได้ชัดในตัวผู้ลูกกวางที่เกิดใหม่ไม่มีจุดสีขาวบนลำตัว ลางตัวบางทีอาจมองเห็นจุดสีขาวลางๆที่สะโพก หางค่อนข้างจะสั้น แอ่งน้ำตาที่ศีรษะตาทั้งสองข้างมีขนาดใหญ่ยื่นออกมาเห็นได้ชัดเจน ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ แอ่งน้ำตานี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก รวมทั้งขับสารที่มีกลิ่นแรงออกมา ประสาทหู ตา รวมทั้งจมูกไวมากมาย   เพศผู้มีเขา ซึ่งผลิออกครั้งแรกเมื่ออายุ ๑.๕  ปี มีเพียงแค่ข้างรวมทั้งกิ่งเรียก เขาเทียน เมื่อเขาเทียนหลุด เขาจะแตกหน่อใหม่อีกรอบเมื่ออายุได้ ๒.๕-๓  ปี มีข้างละ ๒ กิ่ง เมื่อเขา ๒ กิ่งนี้หลุดไป จะมีเขาผลิออกขึ้นใหม่อีกเมื่ออายุราว ๔  ปี  มี ๓ กิ่ง หลังจากนั้นผลัดเขาทุกปีในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน แม้กระนั้นจะมีเพียงแค่ข้างละ  ๓  กิ่ง ไม่มากไปกว่านี้ เขากวางเป็นแท่งตันกวางป่ามักอยู่ตัวเดียวตามป่าทั่วๆไป แล้วก็ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ป่าทึบ กลางวันจะนอนนิ่งอยู่ในป่ารกทึบ หรือนอนเกลือกแช่ปลักโคน ว่ายน้ำเก่งแล้วก็กระปรี้กระเปร่า ออกหากินช่วงเย็นหรือพลบค่ำถึงเช้าตรู่  กินยอดอ่อนของพืชและผลไม้เป็นของกินฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงพฤศจิกายนถึงมกราคม ตัวผู้ดุร้ายและก็รักนวลสงวนตัวภรรยามาก  มักมีการต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย  หลังฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียจะแยกกันออกหากิน ตัวเมียมีท้องนาน ๘-๘.๕  เดือน คลอดลูกทีละ  ๑  ตัว ในช่วงต้นหน้าฝน ลูกกวางอย่านมเมื่ออายุ  ๗-๘  เดือน รวมทั้งเริ่มจากแม่ออกไปพบรับประทานเองเมื่ออายุราว ๑ ปี กวางป่าสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ  ๑.๕-๒  ปี แล้วก็เมื่อแก่ได้ ๑๘-๒0  ปีกวางป่าเจอได้ตามป่าดงดิบทั่วทุกภาคของประเทศไทย ป่าสูงและก็ป่าต่ำ ในต่างถิ่นพบที่ประเทศอินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า  จีนตอนใต้  ลาว  เวียดนาม กัมพูชา  มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ จัดเป็นสัตว์ป่าป้องกันของไทย

Tags : สมุนไพร

20
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกระจอก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2017, 11:32:02 AM »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่เจอในประเทศไทยเป็นประเภทย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกชนิดนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ เซนติเมตร ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ปลายปีกมน หางค่อนข้างจะสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางเล็กน้อย ขาออกจะสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวด้านข้างและคอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวข้างบนและก็ปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนท้ายปีกรวมทั้งขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียมีลักษณะคล้ายกันมากมาย แต่ว่าตัวผู้มีสีแจ่มใสกว่าน้อย มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของมนุษย์ บางทีอาจเจอได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนกระทั่งที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกรับประทานเมล็ดพืชแล้วก็แมลงขนาดเล็กเป็นของกิน ทำรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำรังประกอบด้วยต้นหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก แพร่พันธุ์ได้ทั้งปี  ออกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกมาจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอตามบ้านนอกใช้นกกระจอกหมดทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ทำความสะอาด เอาพริกไทยแล้วก็กระชายยัดในตัว แล้วจึงย่างไฟ แล้วคัดออกมาตำเป็นผง อาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง กินเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ราษฎรตามบ้านนอกลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กแรกเกิด

21
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชั้นสัตว์ปีก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2017, 10:52:58 AM »

ชั้นสัตว์ปีก
ชั้นสัตว์ปีก (Class Aves) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่เป็นสัตว์เลือดอุ่นมีขน(feather) ลักษณะเป็นแผงปกคลุมตัว มีปีกซึ่งเปลี่ยนมาจากขาหน้าของสัตว์จตุบาทอื่นๆปากไม่มีฟัน กระเพาะก็เลยควรมีลักษณะเป็นกึ๋น (gizzard) ช่วยบดของกิน ปอดมีถุงลมแทรกอยู่ในกระดูกที่เป็นโพรง ทำให้หายใจได้ดียิ่งไปกว่าสัตว์อื่น ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ สืบพันธุ์ข้างใน ออกลูกเป็นไข่
สมุนไพร เป็นต้นว่า ไก่ เป็ด นกต่างๆ

22
อื่นๆ / สัตววัตถุ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2017, 11:40:58 AM »

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกั้นระหว่างช่องอกกับช่องท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทสมองมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูเจริญก้าวหน้าดี ผสมพันธุ์ด้านในจำนวนมากตัวอ่อนเจริญรุ่งเรืองอยู่ข้างใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] ยกตัวอย่างเช่น เม่น ลิ่น ช้าง  วัว ควาย หมี คน

23

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยาและก็เครื่องยา เนื่องจาก มีรสหวานมีกลิ่นหอมหวน ใช้ละลายยาเพื่อให้กินง่ายขึ้น แล้วก็มีรสชาติน่ารับประทานขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ แบบเรียนโบราณโดยมากบันทึกเสียงที่มาไว้ไม่เหมือนกัน และว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งต่างกันนั้นจะมีคุณประโยชน์ต่างกันไปด้วย ดังนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยดน้ำค้าง เป็นน้ำค้างในช่วงฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชชนิดหนึ่งที่ตำราเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร แบบเรียนโบราณพูดว่า พืชนี้พบในประเทศอินเดียแล้วก็มาเลเซียตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นพืชประเภทใดแม้กระนั้นมั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นพืชจำพวกใดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจเป็นพืชหลายหลายประเภทซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมาก ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไปแขวนทิ้งเอาไว้ กระทั่งน้ำหวานน้ำตกผลึกแล้วก็แห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยวิธีนี้ น่าจะเป็นของส่วนประกอบระหว่างฟรักโทส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย แล้วก็ เดกซ์โทรส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนกระทั่งขม มีคุณประโยชน์ชูกำลัง ทำให้เยี่ยวช่อง ทำให้ฉี่คล่อง แก้เสมหะจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้อยากดื่มน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆจนถึงงวด แล้วทิ้งเอาไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แต่ว่าถ้านำน้ำอ้อยไปตกตะกอนโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วกลายเป็นผลึกจะได้น้ำตาลที่ใช้แต่งรส ที่รู้จักกันทั่วไป แบบเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีสรรพคุณ บำรุงธาตุ และแก้ฝี ผอมเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดริมทะเล ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรวงผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรวงผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดชายหาดนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง รวมทั้งตั้งทิ้งเอาไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากยิ่งกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามชายป่า หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยแนวทางนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้โรคท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้งผาก
๔. ขันทศแขน ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบได้ทั่วไปบนใบบัวหลวง หลังฝนตกโดยน้ำฝนจะจะเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวมาแล้ว ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย และก็ องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกันกับขัณฑสกรที่ได้จากหยาดน้ำค้าง ก็เลยมีคุณประโยชน์เท่ากัน ดังนั้นขัณฑสกรหรือที่บางแบบเรียนเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีจึงเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายจำพวกสุดแต่แหล่งกำเนิด อาจมีทั้งๆที่เป็นโมโนแซ็กคาไรด์ ยกตัวอย่างเช่นน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น และ ไดแซ็กคาไรด์ ดังเช่นน้ำตาลอ้อย เวลานี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านค้าขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น บางร้านค้าเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลทรายมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวจนกระทั่งงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แม้กระนั้นร้านค้าจำนวนมากมักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่ควรใช้สำหรับในการทำยาไทยเพราะเหตุว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์ระบุ ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ เตโชธาตุ ธาตุไฟ พิการ ขนานที่ ๑ แล้วก็ ๗ดังเช่นว่าในเวลาที่๗ดังต่อไปนี้ ถ้ามีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมหญ้ารังกา รากกะค่อย เท่าเทียมทำเป็นจุล ละลายขันทศกร กินตามควรจะ แก้ธาตุไฟให้โทษแลฯ ละลายขันทศกร กินตามควรจะนั้นหมายความว่าเมื่อจะกินยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำที่สะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในตอนนี้ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศ. ๒๕๒๕ ในตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศกร คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ มีความหมายว่าก้อน และก็ ศกร (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นต้นเหตุของคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) แสดงว่า น้ำตาล บางหนังสือเรียนจึงเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้รู้ผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้ปรุงแต่งรสหวานแต่เดี๋ยวนี้ใช้ลดลงมากมายเพราะว่าหรือแทบไม่ใช้ก็แล้ว

24
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2017, 04:47:01 PM »

กา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในตระกูล  Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ ชนิดย่อยเป็นประเภทย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับจำพวกย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของกา
สมุนไพร อีกาเป็นนกขนาดกึ่งกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ ซม. มีสีดำตลอดตัว เห็นเป็นมันเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากมายขาแข็งแรง รับประทานอาหารทุกชนิด พบได้ในทั่วทุกภาคของเมืองไทย ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนถึงเขตป่าเขา

Tags : สมุนไพร

25

เขาสัตว์อื่นที่ใช้แทนเขากุยได้
เขาชนิดอื่นที่มีคุณลักษณะคล้ายกับเขากุย ตำราว่าใช้แทนกันได้ เป็นต้นว่า
๑.กาเซลคอพอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gazella gutturosa Pallas
มีชื่อสามัญว่า goitred  gazelle
พบในเอเชียกึ่งกลาง จากทิศใต้ของทะเลสาบแคสเปียนถึงภาคตะวันตกของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ที่สม่ำเสมอไปจนถึงเขตปกครองตนเองดูโกเลียใน สัตว์ชนิดนี้เพศผู้มีต่อมใหญ่ขึ้นที่คอหอยคล้ายกับเป็นโรคคอพอก ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงฤดูสืบพันธุ์เพศผู้มีเขายาว ลู่ช้อนไปข้างหลัง ปลายงอนขึ้น ยาวราว  ๒๕  เซนติเมตร
๒.ชิ รูหรือ แอนติโลปทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pantholops  hodgsoni  Abel
มีชื่อสามัญว่า  chiru   หรือ  Tibetan   antelope
เจอในทุ่งหญ้าเนินสูงของเขตปกครองตนเองทิเบต สูงที่ไหล่ยาว ๑  เมตร  หนัก  ๒๕-๓๕ กิโลกรัม มีเขายาวมาก ชอบย้ายถิ่นที่อยู่ ในฤดูสืบพันธุ์มีฝูงตัวเมียถึง ๒0  ตัว โดยที่ตัวผู้คุมฝูงอยู่เพียงตัวเดียว สัตว์ชนิดนี้ถูกใจใช้กลีบขุดหลุม   นอนลึกๆเพื่อหลบลมเย็น
๓.กาเซลประเทศทิเบต
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Procapra  picticaudata Hodgson
มีชื่อสามัญว่า Tibetan   gazelle
สัตว์ชนิดนี้มีลักษณะของกาเซลหลายประการ หมายถึง มีขนหางสั้น ไม่มีต่อมหัวตา ไม่มีพู่ขนบนเขา มีเขาเฉพาะบุคคลผู้ ตัวเมียไม่มีลายที่หน้า ปลายเขาไม่โค้งเป็นตะขอ   และตรงปลายก้นมีแถบขาว   สัตว์จำพวกนี้สูงที่ไหล่ราว   ๖0-๖๕ ซม. หนักราว ๒0 กก. ข้างตัวสีน้ำตาลจาง และจางเป็นสีเทาในช่วงฤดูร้อน  พบตามเทือกเขาสูงในที่ราบสูงประเทศทิเบต
๔.กวางหน้าผา

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Nemorhaedus  goral  Hardwicke
มีชื่อสามัญว่า common  goral  หรือ Himalayan  goral
พบในประเทศไทย ตามภูเขาที่สูงชันทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง เคยเจอที่ดอยม่อนจอง จังหวัดเชียงใหม่ และก็ภาคตะวันตกของประเทศพม่าต่อกับบังกลาเทศ ตลอดไปตามแนวแนวเขาหิมาลัย ถึงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไซบีเรีย กวางเขาหินมีขนาดเล็กกว่าเลียงหน้าผา สีตามตัวเป็นสีเทาแกมน้ำตาลอ่อนๆแกมสีฟ้าซีดๆที่ใต้คอมีสีขาว ที่สันคอไม่มีขนแผง แต่มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากสันคอไปบนสันหลังจนถึงหาง กวางเขาหินต่างจากแกงเลียงเขาหินตรงที่กวางผาไม่มีรูต่อมที่อยู่ระหว่างตากับจมูก เขาแหลมโค้งไปด้านหลังคล้ายเลียงเขาหิน แม้กระนั้นเล็กกว่า มีคอดที่โคนเขาราวครึ่งเดียวของความยาวเขา กวางเขาหินเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูงราว  ๕-๖  ตัว เดินทำมาหากินตามทุ่งหญ้าในรุ่งอรุณ สมุนไพร แล้วก็เวลาเย็น บางครั้งก็นอนเล่นบนหิน พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ให้ยาที่เข้า  “เขากุย”  ไว้  ๒ ขนาน ขนานหนึ่งคือ “ยาจิตรมหาวงษ์” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังนี้ ยาชื่อจิตรมหาวงษ์  แก้คอเปื่อยยุ่ยลิ้นยุ่ยแลปากยุ่ยแลแก้ไอ ท่านให้เอา รากมะกล่ำ  ต้น ๑  รากมะกล่ำเครือ ๑  รากมะขามป้อม ๑ เนระภูเขาสี ๑  เขากวาง ๑  เขากุย  ๑  นอแรด  ๑  งาช้าง  ๑ จันทร์ทั้งคู่นี้ น้ำประสานทองสะเหม็นตุ  ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำผงบดทำแท่งไว้ ลานตาน้ำผึ้งทา หายแล
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “เขากุย” ขนานหนึ่งเป็นยาแก้ซางแห้ง ซึ่งมีบันทึกไว้  ดังต่อไปนี้ ยาแก้ทรางแห้ง คือทรางมิจฉาชีพทรางไฟ ถ้าขึ้นตาเป็นเกล็ดกระดี่  แล้วให้เป็นเลิศขึ้นพรึงไปทั้งตัวดังผด  เอาหอมแดง  ๑  รากนมแมว  ๑  รากเข็มเหลือง  ๑  พรมมิ  ๑  กระทือ  ๑  ไพล  ๑  กระเทียม  ๑  หว้านเปราะ  ๑  รากถั่วภูเขา  ๑  เขากวาง  ๑   นอแรด  ๑  เขากุย ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวไอ้เข้  ๑   เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวหมู  ๑  เขี้ยวแรด  ๑   โกศอีกทั้ง  ๕   เทียนทั้ง  ๕   การะบูร  ๑  บอแร็ก  ๑  รวมยา  ๒๘  สิ่งนี้   เอาเท่าเทียมกัน  ทำเปณจุณ เอาน้ำดอกไม้เป็นกระสาย  บดทำแท่ง ลานตาน้ำแตงกวากิน แก้ในตาต้อทั้ง  ๔  แลต้อสำหรับทรางกุมารทั้งปวง

26
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชะมดเช็ค
« เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2017, 02:14:15 PM »

ชะมดเช็ด
ชะมดเช็ด (civet  cat) เป็นสัตว์ที่มีลักษณะเหมือนมูสัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า viverricula malaccensis  (Gmelin)
จัดอยู่ในตระกูล  viverridae
มีชื่อสามัญว่า small indian civet
ชีววิทยาของชะมดเช็ด
ชะมดเช็ดเป็นชะมดที่มีขนาดเล็ก ความยาวลำตัว ๕๔-๖๓ ซม. หางยาวราว ๓๐-๔๓ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๑-๔  กก. ขนสีน้ำตาลจาง  มีลายสีดำบนข้างหลัง  ๕  ลาย เริ่มจากคอถึงโคนหาง ข้างลำตัวมีลายเป็นจุดสีดำเรียงเป็นแนวไปตามควายยาวของลำตัว หางเป็นข้อดำสลับขาว  ๕-๙  ปล้อง ปลายหางเป็นสีขาว หน้าผากแคบ ขาค่อนข้างจะสั้น มักอาศัยอยู่ตามป่ารกทั่วไป หากินบนพื้นดิน  วิ่งเร็วมากหาเลี้ยงชีพในช่วงกลางคืน  ส่วนในกลางวันนอนตามพุ่มไม้เตี้ยๆ สมุนไพร
บริเวณก้นมีต่อมกลิ่น ขับของเหลวที่มีกลิ่นฉุน โดยธรรมชาติจะขัดถูของเหลวนี้ตามตอไม้หรือกิ่งไม้ จึงเรียกชื่อสัตว์ประเภทนี้ว่า “ชะมดเช็ด”  ต่อมกลิ่นนี้มีอยู่ในเพศผู้และตัวเมีย แต่ว่าในตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า

ชะมดเช็ดผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๒ ปี ไม่มีฤดูสืบพันธุ์ ตั้งท้องนาน ๒ เดือน ออกลูกครั้งละ  ๒-๔  ตัว ออกลูกในโพรงดินตามใกล้ต้นไม้หรือตอไม้ ตัวเมียจะเลี้ยงลูกส่วนตัวผู้จะอยู่กับภรรยาเฉพาะตอนผสมพันธุ์ อายุยืนได้ถึง ๑๐ ปี  รับประทานสัตว์เล็กๆได้แก่  ไก่  นก หนู  งู  หรือผลไม้ลางชนิดเป็นของกิน   พบได้มากในทวีปเอเชียตอนใต้   ตั้งแต่  อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ไทย ลาว เขมร มาเลเซียและก็ อินโดนีเซีย

27
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2017, 08:50:01 AM »

กุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saiga tatarica Linnaeus
ในสกุล Bovidae
มีชื่อสามัญว่า saiga antelope
มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  saigae  Tataricae
เจอในที่ราบท้องทุ่งและก็ในที่สูงที่มีลมหนาวจัด และมักมีฝุ่นทรายกลาดเกลื่อนอยู่ ตั้งแต่ประเทศโปรแลนด์ไปถึงที่ราบสูงตอนใต้ของรัสเซียถึงทุ่งหญ้าที่ราบสูงในประเทศมองดูโกเลีย
ชีววิทยาของกุย
กุย เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กีบคู่ ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงก้นยาว ๑.๑0-๑.๔0 เมตร หางยาว 0.๘0-๑.๓0 เมตร  สูง  ๖0-๘0   ซม.   น้ำหนักตัว  ๒๓-๔0   โล   หัวใหญ่และก็อ้วน   ตัวเมียไม่มีเขา   เพศผู้มีเขารูปคล้ายพิณฝรั่ง   ยาว  ๒0-๒๖  ซม.   มีวงเป็นข้อนูนต่อเนื่องกันขึ้นไปจากโคนเขา   ถึงเกือบปลายเขา  ๑0-๑๖  วง   ระยะระหว่างวงนูนราว  ๒  ซม.   ปลายแหลม   สันจมูกครึ้มและก็โค้งงุ้ม   จมูกเหมือนกระเปาะพอง   มีสันตามยาว   รูจมูกเปิดออกทางด้านล่างข้างในรูจมูกมีองค์ประกอบพิเศษหลายชนิด   กระดูกเจริญดีมากและก็เรียงช้อนล้ำกัน  สมุนไพร ข้างในมีขนหนา   ต่อมและก็ร่องเมือก   สำหรับกรองฝุ่นละอองรวมทั้งทำให้อากาศที่หายใจเข้าไปอุ่นและเปียกชื้นขึ้น   มีประสาทดมกลิ่นดีมาก   นอกเหนือจากนี้ในรูจมูกยังมีถุงที่พองได้   ข้างในบุด้วยเยื่อเมือก   มีขนที่ใต้คอหนาเพื่อกันความหนาว   ในช่วงฤดูขนบนตัวจะสั้นสีน้ำตาลออกแดง   จมูกรวมทั้งหน้าผากสีน้ำตาลคล้ำกว่า   บนกระหม่อมมีลายสีออกเทา   รอบตูด   ใต้ท้อง   แล้วก็หางสีขาว   ในช่วงฤดูหนาวขนจะยาวรวมทั้งดกกว่า   มีขนรองครึ้ม   มีสีขาวเทาตลอดลำตัว   กุยมีขาเรียวยาว   ด้นหลังกีบกางออกบางส่วน   หางสั้นมาก   ใต้หางไม่มีขน สัตว์ชนิดนี้ถูกใจอยู่เป็นฝูงเล็ก   ในฤดูใบไม้ตก   มักรวมฝูงแล้วก็ย้ายถิ่นลงไป   ทางใต้ที่อบอุ่นกว่า   ในฤดูใบไม้ผลิ   (ราวเดือนเมษายน)   ตัวผู้ย้ายที่อยู่ขึ้นไปทางด้านเหนือก่อน   แล้วฝูงตัวเมียก็ย้ายที่อยู่ขึ้นไปสมทบ   เวลาวิ่งมักก้มหน้าต่ำ   แต่วิ่งได้เร็วถึงชั่วโมงละ   ๖0   กิโล   ชอบรับประทานใบไม้ตามพุ่มรวมทั้งใบหญ้า อดน้ำได้นาน

ประโยชน์ทางยา
เขากุยมีที่ใช้อีกทั้งในยาไทยแล้วก็ยาจีน จำนวนมากที่มีขายในร้านยาจีนมาจากทางภาคเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศสหรัฐประชาชนจีน มีสีขาวๆถึงสีขาวอมเหลือง ราว ๑  ใน  ๓  ถึงกึ่งหนึ่งจากโคนเขามีเนื้อกระดูกที่แข็งและแน่นเมื่อคัดออกจะทำให้เขากลวง โปร่งใส เมื่อส่องกับแสงจะเห็นข้างในครึ่งหลังเขากุยมีช่องเล็กๆ  ทอดเป็นเส้นตรงยาวไปจนถึงปลายเขา เรียก รูทะลุปลายเขา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเขากุย
การเตรียมเขากุยสำหรับใช้เป็นยาทำเป็น  ๒  แนวทาง  คือ
๑.ทำเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งทำโดยเอาเขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว แช่น้ำอุ่นไว้เป็นเวลานานพอเหมาะพอควร คัดออกจากน้ำแล้วตัดตามแนวขวางเป็นชิ้นบางๆแล้วทำให้แห้ง
๒.ทำเป็นผงละเอียด โดยใช้เขาที่เอาเนื้อกระดูกออกแล้ว นำไปบดเป็นผงละเอียด
หนังสือเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า
เขากุยเป็นยาเย็น มีรสเค็ม ใช้แก้ไข้สูง แล้วก็อาการอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงกับลักษณะของการมีไข้สูง เป็นต้นว่า หมดสติ ชัก เพ้อ บ้า ฯลฯ แก้โรคลมชัก
จีนว่ายานี้เป็นยาแก้ตับทำงานมากเหลือเกิน มีสรรพคุณกำจัดความร้อนและสารพิษต่างๆภายในร่างกาย เมื่อรับประทานเขากุยแล้วจะก่อให้ตัวเย็น รวมทั้งคุณประโยชน์นี้แรงกว่า เขากระบือราว  ๑๕  เท่า (อาจใช้เขากระบือแทนได้)

28
อื่นๆ / สัตววัตถุ พญาเเร้ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2017, 06:06:16 PM »

พญาแร้ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarcogyps  calvus  (Scopoli) จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับอีแร้ง
เป็นตระกูล  Accipitridae
มีชื่อสามัญว่า  red-headded vulture หรือ king vulture
อีแร้งเจ้าพระยา หรือ นกแร้งหัวแดง (ลาว) ก็เรียก นกชนิดนี้เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๘๔  ซม. ขนทั่วตัวสีดำ หัว คอ และแข็งเป็นเนื้อสีแดง มีขนอุยสีน้ำตาลออกขาว มีแถบสีขาวตรงส่วนบนของอกและก็ที่ต้นขาทั้งสอง เมื่ออายุยังน้อยขนทั่วตัวมีสีน้ำตาล ใต้ท้องสีอ่อนกว่า และก็มีลักษณะเป็นลายเกร็ด ส่วนบนมีขนสีขาวทั่วๆไป
พญานกแร้งไม่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเสมือนอีแร้งธรรมดา พบบ่อยอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ แล้วก็ลวกินซากสัตว์ร่วมกับอีแร้งอื่นๆมั่นใจว่านกชนิดนี้เป็น “เจ้าแห่งอีแร้ง” จะต้องลงกินซากสัตว์ก่อนจำพวกอื่นๆแล้วก็เลือกรับประทานเฉพาะส่วนที่มีรสชาติยอดเยี่ยม ก็เลยเรียก“พญาแร้ง” ชอบอาศัยอยู่ตามชายป่าและก็ทุ่งนา มีเขตผู้กระทำระจายชนิดกว้างมากมาย ตั้งแต่ประเทศจีน  ประเทศอินเดีย  ลงมาทางใต้จนกระทั่งแหลมมลายู ในอดีตเคยพบชุกชุมอยู่ทั่วๆไปในประเทศไทย มักสร้างรังอยู่บนต้นไม้สูง ตามป่าเขาแล้วก็นา นากแล้ว ในประเทศไทยยังพบอีแร้งดำหิมาลัย (cinereous  vulture) อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Aegypius  monachus  (Linnaeus) เป็นนกที่อพยพเข้ามายังเมืองไทยในตอนนอกฤดูผสมพันธุ์ หรืออาจเป็นนกที่หลงเข้ามา แต่ว่าเป็นนกหายากและมีปริมาณน้อยมาก

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยตามต่างจังหวัดใช้หัวอีแร้งเผา ผสมเป็นยาแก้ไข้รอยแดง ไข้พิษ กระดูกอีแร้งเผาไฟเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งใน “ยามมหานิลแท่งทอง” (มอง  คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม  ๔  เครื่องยาธาตุวัตถุ) แก่ไข้พิษ ไข้รอยดำ ส่วนหางอีแร้งรวมทั้งหางอีกาเผาไฟ หนังสือเรียนโบราณมีรสเย็น เบื่อ บดผสมกวาวเครือแก้ซางชัก และใช้รมปีศาจร้ายแม่ซื้อที่ก่อกวนเด็กที่เป็นลมซางจำพวกนี้ ถ้าหากแก้เลือดเป็นพิษให้เข้า “ดีอีแร้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ยาแก้โลหิตทำพิษ เอาดีอีแร้ง เจาะไนดี แล้วเอาพริกไทยตำยัด   ใส่ให้เต็ม ตากให้แห้ง ถ้าหากจะแก้โลหิตทำพิษ ให้ฝนกับเหล้ารับประทานหายยอดเยี่ยมฯ พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “กระดูกนกแร้ง”  เป็นเครื่องยาด้วย มีอยู่ขนานหนึ่งเข้า “ศีร์ษะอีแร้ง” เป็นยากวาดซางแดงดังนี้ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ขนานหนึ่ง   ท่านให้เอาศีร์ษะงูเห่า  ๑  ศีร์ษะนกแร้ง  ๑  ศีร์ษะกา  ๑   หอยสังข์  ๑  รากดิน  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดินถนำ  ๑  บอแร็ก  ๑  น้ำหมึกหอม  ๑  นอแรด  ๑  เขากุย  ๑  มูลหมูดุร้าย  ๑  กฤษณา  ๑  กะลำภัก  ๑  ผลจันทร์  ๑  ดอกจันทร์  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวแรด  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กรามแรด  ๑  กรามช้าง  ๑   รวมยา  ๒๒  สิ่งนี้ เอาเท่าเทียม ทำเปณจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาว กวาดได้สารพัดทรางทั้งปวงหายดีเลิศนัก

29
อื่นๆ / สมุนไพรอำพัน หมายถึงอะไร
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2017, 07:07:36 PM »

สมุนไพรอำพัน
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในตระกูลPinaceae

มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เพราะว่าเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่แสดงว่ากระแสไฟฟ้า สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  ไม่สบายใจ  หลงๆลืมๆ ควรมายากลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบงก ๑  กรุงเฉมา  ๑  อำพัน  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะกินให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกลุ้มในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังไม่ได้รับประทานหายแล

30
อื่นๆ / สัตววัตถุเสือโคร่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2017, 03:00:54 PM »

เสือโคร่ง
เสือโคร่งเป็นสัตว์ประเภทแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รับประทานเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris (Linnaeus) จำพวกที่เจอในประเทศไทยเป็นชนิดย่อย Panthera tigris corbetti (Mazak) จัดอยู่ในวงศ์ Felidae เสือลายพาดกลอน ก็เรียก
ชีววิทยาของเสือโคร่ง
เสือโคร่งเมื่อโตเต็มที่มีความยาวลำตัวราว ๒๑๐ ซม. หางยาวราว ๑๐๕ ซม. สูงราว ๙๕ เซนติเมตร (วัดจากหัวไหล่) น้ำหนักตัว ๑๐๐-๒๑๐ กิโลกรัม ตัวผู้ที่โตเต็มที่บางทีอาจหนักได้ถึง ๓๐๐ กิโล มีเล็บแหลมคม แอบซ่อนได้ มีเขี้ยวบน ๒ เขี้ยว ข้างล่าง ๒ เขี้ยว หน้าสั้น มีหนวดแข็ง ตากลมโต แวววับ ขมเรียกตัวเป็นเส้นเล็กละเอียด สีเหลืองปนเทา หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลแดง ท้องสีขาว มีแถบลายดำพาดข้ามหลังลงมาด้านข้างลำตัวตลอดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง หางมีข้อสีดำสลับเหลือง ปลายหางสีดำ ข้างหลังใบหูมีสีดำ และมีจุดสีนวลใหญ่เห็นได้ชัด เสือโคร่งเป็นสัตว์ขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำหรือแช่น้ำมากมาย ปีนต้นไม้ได้ อาศัยในป่าได้แทบทุก สมุนไพร ชนิดที่มีของกิน น้ำ และแหล่งหลบแบบอย่างพอเพียง ได้แก่ ถ้ำ หลืบหิน ขอนไม้ใหญ่ ป่าที่รกทึบ ออกล่าเหยื่อตั้งแต่ตอนเย็นไปจนกระทั่งเช้า ของกินที่กินได้แก่ กวาง เก้ง หมูป่า โค ควาย และก็สัตว์อื่นๆเสือโคร่งชอบอยู่โดดเดี่ยว ยกเว้นตัวเมียที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน เหมือนเคยตัวเมียเป็นสัดทุก ๕๐ วัน แล้วก็เป็นสัดอยู่นาน ๕ วัน ตกลูกครอกละ ๑-๗ ตัว ท้องนาน ๑๐๕-๑๑๐ วัน เสือโคร่งในธรรมชาติ แก่ได้ ๒๐-๒๕ ปี เคยมีผู้ทำนองว่า ในประเทศไทยมีเสือโคร่งคงเหลือในธรรมชาติไม่เกิน ๕๐๐ ตัว พบในเทือกเขาตะทุ่งนาวศรี แนวเขาเพชรบูรณ์ เขาใหญ่ และในป่าดงดิบทางภาคใต้ ในเมืองนอกเจอได้ตั้งแต่ในไซบีเรียไปจนถึงทะเลสาบแคสเปียน ในประเทศอินเดียรวมทั้งภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ ในเกาะสุมาตรา ชวา แล้วก็บาหลี เสือโคร่งที่เลี้ยงกันทั่วๆไปในประเทศไทยเป็นเสือโคร่งเบงกอล อันเป็นเสือโคร่งชนิดย่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris (Linnaeus) เจอที่ประเทศอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ และพม่า ชนิดย่อยนี้ตัวโตกว่าเสือโคร่งประเภทย่อยที่พบในธรรมชาติในไทย
คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้ส่วนต่างๆของเสือโคร่งเกือบทุกส่วนเป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเสือโคร่ง เขี้ยว กระดูก หนัง ดีเสื้อ เอ็นเสือ ตาเสือ ไตเสือ และเนื้อเสือ แม้กระนั้นที่ใช้มากมายมี
๑. น้ำมันเสือ หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำมันเสือมีรสเผ็ด ใช้ต้มผสมกับเหล้า กินแก้อ้วกอ้วก แก้ผมหงอกก่อนวัย ใน ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ มียาขนานหนึ่ง เป็นขนานที่ ๖๙ สีปากบี้พระเส้น เข้า “น้ำมันเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย
๒. เขี้ยวเสือ โบราณว่ามีรสเย็น มีคุณประโยชน์ดับไข้พิษ ไข้รอยแดง แก้พิษร้อน พิษอักเสบ พิษตานซาง เขี้ยวเสือเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ดังเช่นว่า เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวหมาป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวตะไข้ เขี้ยวเลียงเขาหิน แล้วก็งาช้าง
๓. กระดูกเสือ ตำรายาโบราณว่ามีรสเผ็ดคาว เป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงไขข้อรวมทั้งเนื้อหนัง แก้ปวดบวมตามข้อ แก้โรคปวดข้อ เป็นยาระงับประสาท แก้โรคลมหวน แก้ปวดตามข้อ หัวเข่า กระดูก บำรุงกระเพาะอาหาร ยาขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์ไกษย ชื่อ “ยาเนาวหอย” เข้า “กระดูกเสือเผา” เป็นเครื่องยาด้วย

กระดูกเสือในยาจีน
กระดูกเสือเป็นเครื่องยาที่ใช้ในยาจีน หายากและราคาแพงแพง มีชื่อเครื่องยาในภาษาละตินว่า Os Tigris จีนเรียก หูกู่ (แมนดาริน) ได้จากกระดูกแห้ง (ทุกชิ้น) ของเสือโคร่ง Panthera tigris (Linnaeus) ตำราเรียนยาจีนว่า กระดูกเสือมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น มีสรรพคุณไล่ “ลม” รวมทั้งแก้ปวด ก็เลยใช้รักษาโรคลมจับโปง แล้วก็มีคุณประโยชน์เพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกและกล้มเนื้อ ใช้แก้อาการเพลียของกระดูกและกล้ามเนื้ออันเป็นผลมาจากตับและก็ไต “พร่อง” ขนาดที่ใช้คือวันละ ๓-๖ กรัม โดยมักตระเตรียมเป็นยาเม็ดลูกกลอน ยาผง และยาดองเหล้า ก่อนนำกระดูกเสือมาใช้เป็นเครื่องยา จำต้องละเนื้อออกให้หมด ตากให้แห้ง แล้วเลื่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆหรืออาจเอากระดูกชิ้นเล็กๆมาทอดด้วยน้ำมันไม่มีจะกินแล้วทำให้เย็นก่อนนำมาใช้ ด้วยเหตุว่ากระดูกเสือเป็นเครื่องยาหายากและก็ราคาแพงแพง จึงมีของปลอมขายในตลาดมากมาย ส่วนใหญ่เป็นกระดูกโค
๔. นมเสือ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่ามีรสมันร้อน มีสรรพคุณบำรุงกำลังแก้โรคหืด ดับพิษร้อน มียาหยอดตาขนานหนึ่งใน พระหนังสือปฐมจินดาร์ เข้า “น้ำนมเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ นมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงเพศผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเสมอภาค บดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้าง หยอดแก้สารพัดสารพันตานทรางทั้งหมดขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าสรรพคุณลิกานั้น สำหรับแก้ตานโจร เหล่านี้ต่อไป

หน้า: 1 [2] 3 4 5