แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9
31

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรหวายลิง[/url][/size][/b]
หวายลิง Flagellaria indica L.
บางถิ่นเรียก หวายลิง หวายเย็บจาก (ภาคใต้) หวายลี (สงขลา)
ไม้เถา ต้นยาวได้ถึง 20 ม. สะอาด โคนต้นเนื้อแข็ง เหนือขึ้นไปเนื้ออ่อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางต้น 2-8 มิลลิเมตร ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.5-6.5 ซม. ยาว 3-50 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ปลายสุดม้วนเป็นมือพัน ยาวตั้งแต่ 3-13 ซม. กาบใบยาว 1-7 เซนติเมตร มีสันตามยาว มีติ่งหู 2 ติ่งอยู่ที่ปลาย ก้านใบสั้น หรือ ไม่มี ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย ที่ยอดมักมีกิ่ง 2 กิ่ง ยาว 2-30 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกโดดเดี่ยวๆหรือ ติดเป็นกลุ่ม สมุนไพร มีใบประดับประดาที่มีลักษณะเป็นเกล็ดล้อมอยู่ กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวปนสีเนื้อ ยาวราวๆ 2 มม. กลีบดอกชั้นนอกยาวกว่ากลีบดอกชั้นในเล็กน้อย เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาวกว่ากลีบ 2 เท่า อับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรไม่ติดกัน รังไข่แคบ ข้างในมี 3 ช่อง มีไข่ช่องละ 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 แฉก โผล่พ้นกลีบ ผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มม. ภายในมี 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: โดยมากขึ้นจากที่ราบลุ่ม สูงยิ่งกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 ม. แล้วก็ตามป่าชายเลน ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ภาคกลางลงไปจนถึงภาคใต้
สรรพคุณ : ต้น น้ำต้มต้นรวมทั้งเหง้า รับประทานเป็นยาขับฉี่ ใบ ใบอ่อนใช้สระผม น้ำสุกใบแล้วก็ดอกกินเป็นยาขับปัสสาวะ ขับนิ่ว และแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เม็ดพิษ

Tags : สมุนไพร

32

สมุนไพรเมื่อย
เมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อย (ตราด) ม่วย (จังหวัดเชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (เชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันรวมทั้งตามข้อจะบวมพอง ใบ โดดเดี่ยว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดแตกต่างกันมาก แม้กระนั้นกว้างไม่เกิน 12 ซม. ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งดก หรือ ค่อนข้างดก เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และเพศภรรยา ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบแกนกลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างประมาณ 0.4 ซม. ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศภรรยา แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างโดยประมาณ 1 ซม. ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราว 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในชั้นสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 มัธยม เจอในทุกภาคของประเทศ เว้นเสียแต่ภาคกึ่งกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากกินแก้พิษบางจำพวก แล้วก็แก้ไข้มาลาเรีย

Tags : สมุนไพร

33

สมุนไพรหญ้าเจ้าชู้
ต้นหญ้าเจ้าชู้ Chrysopogon aciculatus (Retz.) Trin.
บางถิ่นเรียก หญ้าเจ้าชู้ หญ้ากร่อน ต้นหญ้าขี้ครอก หญ้านกคุ่ม (ภาคกึ่งกลาง) ต้นหญ้าก่อน (ภาคเหนือ) ต้นหญ้ากะเตรย หญ้าขี้เตรย (ภาคใต้) หญ้าน้ำลึก (ตราด)
ไม้ล้มลุก ประเภทต้นหญ้า อายุยาวนานหลายปี ลำต้นทอดนอนไปตามพื้นดินได้ไกลๆตามลำต้นมีกาบใบแก่ๆหุ้มอยู่ ลำต้นตั้งตรง สูง 15-25 เซนติเมตร ไม่ค่อยแตกกิ่ง ใบ ชอบมีมากที่โคนต้น กาบใบยาว 1-3 เซนติเมตร กาบอันสุดท้ายยาวถึง 6 เซนติเมตร หุ้มรอบลำต้น มีลายตามยาว ครั้งคราวมีสีม่วง มีขนยาวนุ่มห่างๆที่รอยต่อระหว่างกาบใบรวมทั้งตัวใบ ตามขอบของใบตรงด้านในมีขนหนาแน่น ตัวใบ กว้าง 3-5 มิลลิเมตร ยาว 2-8 ซม. ใบข้างบนสุดลดรูปลงเหลือขนาดเล็กมา ขอบใบสากคาย ขอบจะแหลมห่างๆรอบๆโคนใบเป็นตุ่มๆรวมทั้งมีขน เนื้อใบบาง เป็นเงา ดอก ออกที่ยอดเป็นช่อกระจาย ยาว 3-6 เซนติเมตร แข็ง ตั้งตรง สีม่วงแกมแดง ช่อดอกย่อยชิดกันเป็นกระจุกที่ปลายแขนงช่อกลุ่มละ 3 ช่อ แต่มีเพียงแต่ดอกเดียวเท่านั้นที่เป็นดอกบริบูรณ์เพศ และไม่มีก้านดอก โคนดอกมีเซลล์แข็ง สมุนไพร ส่วนอีกสองดอกเป็นดอกเพศผู้ มีก้านดอก ยาวประมาณ 5 มม. มีขน ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน ยาว 3-4 มิลลิเมตร กาบช่อดอกย่อยอันล่างรูปใบหอก หลังแบน มีเส้น 2 เส้น ปลายแยกเป็น 2 ยอดแหลม ตามขอบใกล้ปลายมีขนสาก กาบช่อดอกย่อยอันบน ยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตร ลักษณะที่คล้ายท้องเรือ กาบด้านล่างของดอก (sterile lemma) ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร รูปใบหอก ปลายแหลม บางใส ขอบมีขน ส่วนกาบข้างล่างอีกอันหนึ่ง (fertile lemma) ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร บางใส แคบ ปลายมีหนามแหลม ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร กาบบนของดอก บางใส ปลายแหลม ยาว 1.6 มม. อับเรณูยาวราว 1 มิลลิเมตร สีส้ม ปลายเกสรเพศเมียมี 2 อัน เห็นแจ่มชัดยื่นออกมาจากกลางช่อดอกย่อย ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร มีขนยาวละเอียดวาว เป็นพู่เหมือนขน เม็ด รูปขอบขนาน ยาวราวๆ 2 มม.

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรับประทานแก้ท้องเดิน ต้น น้ำสุกดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ แล้วก็ทำลายพิษบางประเภท ขี้เถ้าจากต้นกินแก้ปวดข้อ เมล็ด ใช้ขับพยาธิตัวกลม

Tags : สมุนไพร

34

สมุนไพรอ้อเล็ก
อ้อเล็ก Phragmites australis Trin. ex Steud.
บางถิ่นเรียก อ๋อเล็ก อ้อลาย (ภาคกลาง) อ๋อ (ทั่วไป) อ้อน้อย (เชียงใหม่)
ไม้ล้มลุก ประเภทหญ้า อายุยาวนานหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตรง กลวง สูงได้ถึง 4 มม. เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1.2 เซนติเมตร ใบ รูปยาวแคบ หรือรูปใบหอกกว้าง กว้างราวๆ 2.5ซม. ยาวได้ถึง 60 ซม. ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ที่ยอด ยาว 50 เซนติเมตร หรือมากกว่า มีกิ่งเล็กๆหนาแน่น สีออกม่วงหรือน้ำตาล มีช่อย่อย (spikelet) จำนวนไม่ใช่น้อย โตเต็มกำลังยาวราวๆ 1.2 เซนติเมตร มีดอกย่อย 3-7 ดอก [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกด้านล่างสุดมันจะเป็นดอกเพศผู้ นอกนั้นเป็นดอกบริบูรณ์เพศ ช่อดอกย่อยติดตามศูนย์กลางห่างๆเป็นระยะ มีขนเหมือนไหมอยู่ระหว่างดอกย่อย กาบช่อดอกย่อยมีเส้นตามทางยาว 3 เส้น กาบดอกบาง หมดจด ปลายแหลม มีกลีบเกล็ด (lodicule) 2 อัน  ผล ที่ปลายมีโคนของก้านเกสรเพศเมียติดอยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นเป็นกลุ่มหนาแน่น จากที่ชื้นแล้วก็ริมฝั่งน้ำ
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มเป็นยาเย็น รับประทานขับเหงื่อ ขับเยี่ยว แก้ปวดข้อ รวมทั้งแก้คลื่นไส้

35

สมุนไพรแขม
แขม Saccharum arundinaceum Retz.
บางถิ่นเรียก แขม (ทั่วไป) ตะโป (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) แตร๊ง (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) ปง (ภาคเหนือ)
ไม้ล้มลุก ชนิดหญ้า ขึ้นเป็นกอขนาดใหญ่ ลำต้นสูงได้ถึง 3 มัธยม กว่า เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2.5 ซม. ใบ รูปยาว ปลายเรียว กว้าง 2.5-5 ซม. ยาวราว 1.5 มัธยม ขอบของใบหยาบ เส้นกลางใบสีขาว กาบใบยาวถึง 40 เซนติเมตร ผิวเรียบ สะอาด ลิ้นใบขอบเป็นเยื่อตื้นๆขอบเป็นขนแข็ง หมดจด ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ไม่มีขน หรือตามกิ่งเล็กๆอาจจะมีขนเป็นเงาคล้ายเส้นไหม ช่อดอกย่อย (spikelet) มีขนยาวสีขาววาวปกคลุมช่อดอกย่อยออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งมีก้าน อีกช่อหนึ่งไม่มีก้าน กาบช่อดอกย่อยยาวเท่ากับช่อดอกย่อย กาบดอกสั้นกว่า บาง [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่สะอาด ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขนนก โผล่ข้างๆ สีม่วงแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมฝั่งน้ำทั่วไป
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกกินเป็นยาเย็น ขับฉี่ แล้วก็แก้โรคผิวหนังบางชนิด ต้น ต้มน้ำกินแกฝี หนอง

Tags : สมุนไพร

36

สมุนไพรกระทิง
กระทิงCalophyllum inophyllum L.
บางถิ่นเรียกว่า กระทิง (ภาคกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) สารภีสมุทร (ประจวบฯ) สารภี แนน (ภาคเหนือ)
      ต้นไม้ สูง 8-20 มัธยม ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ไม่มีระเบียบ ลำต้นออกจะสั้น รวมทั้งมักบิด แตกเป็นกิ่งใหญ่ๆเป็นจำนวนมากทั้งในแนวดิ่งและนอน หรือแขวนลง เปลือกเรียบสีน้ำตาลปนเทา หรือ ออกจะดำ ด้านในมีน้ำยางสีเหลืองใส ตายอดเป็นรูปกรวยคว่ำ มีขนสีน้ำตาลปนแดงกระจาย ใบ เดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรีถึงไข่กลับ กว้าง 4.5-8 ซม. ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายใบนกว้าง และก็มักหยักเว้ากึ่งกลางเล็กน้อย โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนา สะอาด เป็นมัน เส้นใบถี่มาก แล้วก็ขนานกัน ก้านใบยาว 1-2 ซม. สมุนไพร ดอก สีขาว กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ยาว 2.7-10 มิลลิเมตร ชั้นนอกรูปร่างกลมค่อนข้างหนา หมดจด ชั้นในรูปไข่กลับ เหมือนกลีบดอกไม้ กลีบดอกมี 4 กลีบ กว้าง 7-8 มม. ยาว 9-12 มิลลิเมตร รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน ขอบงอ เกสรเพศผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว รังไข่ค่อนข้างกลม สีชมพู ก้านเกสรเพศเมียยาว ผล ออกจะกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม ผิวเรียบ สีเขียว เปลือกออกจะหนา

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าใกล้หาดทราย ในพื้นที่ที่เป็นหิน เหนือระดับน้ำทะเล 5-50 มัธยม
สรรพคุณ : ราก ยาชงรากใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ รวมทั้งใช้ล้างแผล ต้น และก็ เปลือกต้น ให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาฝาดสมานพอกหน้าอกแก้วัณโรคปอด ถ้ากินจะทำให้คลื่นไส้ เป็นยาระบาย ใช้แต่งกลิ่น ให้มีกลิ่นคล้ายผักชีฝรั่ง หรือดอก lavender หรือ สารหอม coumarin ขับเยี่ยว ใช้ข้างนอกสำหรับล้างแผนอักเสบเรื้อรัง ใบ ใช้เบื่อปลา ถ้าเกิดนำมาแช่น้ำทิ้งเอาไว้ค้างแรมจะได้น้ำที่มีสีน้ำเงิน กลิ่นหอมหวนใช้ล้างตา แก้ตาอักเสบ น้ำคั้นจากใบเป็นยาฝาดสมานภายนอกใช้กับโรคริดสีดวงทวาร เมล็ด ให้น้ำมันรวมทั้งยางอยู่รวมกัน แยกน้ำมันออกมาใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rhuematism แก้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังบางจำพวก แก้เหา น้ำมันจากเมล็ดทำให้บริสุทธิ์ กินแก้โรคหนองใน

37

สมุนไพรก้านเหลือง
ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ สูง 2-7 ม. บางทีก็อาจจะสูงได้ถึง 15 มัธยม เปลือกเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล กิ่งก้านเล็กเรียว มีขนตามปลายกิ่ง ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับรอบลำต้น รูปขอขนานรูปรี หรือ รูปไข่กลับแกมรูปรี กว้าง 3-8 เซนติเมตร ยาว 10-16 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งมน โคนใบสอบแคบหรือกลม เส้นใบมี 4-6 คู่ ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 เซนติเมตร มีดอกช่อละ 1-1.5 เซนติเมตร สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 เซนติเมตร มีดอกช่อละ 1-3 ดอก มีขนกระจายราบกับผิว สมุนไพร ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบสีขาวอมเขียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 5 อัน เชื่อมใกล้กับหลอดกลีบดอก เกสรเพศเมียเป็นหมัน มีขน ดอกเพศภรรยา มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้ แต่มีขนาดใหญ่กว่าบางส่วน เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 5 อัน รังไข่รูปไข่ มีขน ผล รูปขอบขนานปนรูปรี กว้าง 2-2.7 ซม. ยาว 3-4 เซนติเมตร สีเขียวสุกมีสีม่วงอมน้ำเงิน หรือ ค่อนข้างจะดำ มี 1 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบ หรือป่าผลัดใบชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 900 ม. พบทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคทิศตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ใบ น้ำสุกรับประทานแก้เหน็บชา

38

สมุนไพรโพกริ่ง
โพกริ่ง Hernandia nymphaeifolia (Presl) Kubitzki
บางถิ่นเรียกว่า โพกริ่งโกงพะเหม่า (สุราษฎร์) โปง (กระบี่)
      ไม้ต้น สูง 10-20 ม.เปลือกสีเทาเป็นเงา ไม่มีหูใบ ใบ ลำพัง ออกเวียนสลับ รูปไข่กว้าง 9-28 เซนติเมตร ยาว 12-33 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบกลม ตัด หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ขนหมดจด ข้างบนเป็นเงา เส้นใบมี 5-9 เส้น ก้านใบยาว 6-20 เซนติเมตร ใกล้กับแผ่นใบแบบใบบัว แต่ว่าค่อนข้างมาทางโคนใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด หรือ ที่ยอด ช่อดอกยาว (รวมก้านดอก) 20-30 เซนติเมตร ขนละเอียดปกคลุม มีใบตกแต่งและใบเสริมแต่งย่อยติดทน มีดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกจะติดเป็นกรุ๊ปๆละ 3 ดอก ดอกเพศเมียอยู่กึ่งกลาง มีดอกเพศผู้อยู่ประชิดข้าง ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ มีขนละเอียดปกคลุมภายนอก สีออกเขียวหรือออกน้ำตาล กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้เป็นหมัน 4 อัน รูปกลม สีเหลืองอมส้ม รังไข่มีช่องเดียว ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร สีชมพู ก้านดอกสั้น มีฐานรองรับเป็นรูปถ้วย หรือ รูประฆัง เมื่อดอกได้รับการผสมฐานนี้จะโตขึ้น ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ กลีบดอกไม้ 3 กลีบ ลักษณะก็จะคล้ายดอกเพศเมีย แต่เล็กกว่าบางส่วน เกสรเพศผู้มี 3 อัน อยู่ตรงกันข้ามกับกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศผู้มีต่อม 2 ต่อมติดอยู่ที่โคน อับเรณูมี 2 ช่อง ผล กลม หรือ รี กว้างราว 20 มม. ยาวราวๆ 25 มม. มีใบเสริมแต่งสีเขียวใสติดอยู่ เมื่อแก่จะแตกที่ปลาย เม็ด ค่อนข้างกลม มีเนื้อคล้ายฟองน้ำห่อหุ้มอยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นตามหาดทราย พบทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ราก ใช้เคี้ยวรับประทานแก้พิษบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น พิษจากการกินปู หรือ ปลาที่เป็นพิษ ต้น ยางที่ใช้เป็นยาถูผิวหนังเพื่อกำจัดขน น้ำต้มเปลือกกินเป็นยาถ่าย ใบ ใบอ่อนกินเป็นยาถ่าย เม็ด รับประทานเป็นยาถ่าย แม้กระนั้นน้ำมันที่สกัดได้จากเม็ดเป็นพิษ

39

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรสะระแหน่ญี่ปุ่น[/url][/size][/b]
สะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น Mentha arvensis L. var. piperascens Malinv.
บางถิ่นเรียกว่า สะระแหน่ญี่ปุ่น ต้นน้ำมันหม่อง ไม่ประเทศญี่ปุ่น (จ.กรุงเทพฯ)
  ไม้ล้มลุก อายุยาวนานหลายปี ต้นสูง 20-40 ซม. มีขนเรี่ยราย ใบ ลำพัง ออกตรงข้ามรูปไข่ รูปไข่ค่อนข้างแคบ หรือ รูปขอบขนาน กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 2-5 เซนติเมตร ปลายโคนสอบ ขอบจักเป็นฟันเลื่อย มีต่อมเป็นจุดๆรวมทั้งมีขนทั้งยังด้านบนรวมทั้งด้านล่าง ก้านใบยาว 3-10 มม. ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกสั้น ก้านดอกย่อยสั้นกว่ากลีบเลี้ยง สะอาด  สมุนไพร หรือมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 2.5-3 มม. ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก มักจะมีขนยาวที่คอหลอด ที่แฉกมีขนรูปสามเหลี่ยมแคบๆปลายเรียวแหลม กลีบดอกไม้สีขาว หรือชมพูอ่อน เชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 4-5 มิลลิเมตร ปลายหลอดแยกเป็น 4 แฉกเท่าๆกัน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรตรง ยาวเท่าๆกัน อับเรณูเป็น 2 พู เรียงขนานกัน ผล ขนาดเล็ก รูปรีแบนบางส่วน ยาว 0.7 มิลลิเมตร ฐานสอบป้านๆและเป็นสามเหลี่ยม

นิเวศน์วิทยา
: สามารถปลูกได้ในดูเหมือนจะทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบน้ำมากมายแต่ว่าไม่แฉะ ถูกใจแสงสว่างมาก อุณหภูมิที่สมควรอยู่ระหว่าง 25๐-30­๐ C
สรรพคุณ : ใบ กินได้ใช้แต่งรสของกิน เป็นต้นว่า ใส่ยำต่างๆใบแห้งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคพอกแก้ปวดข้อ รับประทานเป็นยาเย็น ขับลม บำรุงธาตุ ขับรอบเดือน ขับเหงื่อ ขับฉี่ รวมทั้งบำรุงปลายประสาท สกัดให้น้ำมันไม่นต์มี menthol 80-90% ทั้งต้น ขยี้ทาขมับ แก้ปวดหัว สูดดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม กินแก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ

Tags : เห็นหลินจือ

40

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเทียนดอก[/url][/color][/size][/b]
ชื่อพื้นบ้านอื่น  เทียนดอก , เทียนไทย , เทียนบ้าน , เทียนสวน (ภาคกึ่งกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Impatiens balsamina L.
ชื่อวงศ์  BALSAMINACEAE
ชื่อสามัญ Garden balsam.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) ลำต้นจะอวบน้ำแล้วก็มีขนเล็กน้อย สูงประมาณ 30-50 ซม. ลำต้นเอียงไม่ตั้งตรง เปราะง่าย
ใบ เป็นใบลำพัง แตกออกตามก้านของลำต้น ลักษณะใบมนรีหรือรูปเรียวรี ปลายใบแหลมเรียว ขอบใบเป็นจะละเอียด โคนใบจะมนสอบเข้าหาก้านใบ ผิวเนื้อใบสาก หยาบ เห็นเส้นกิ่งก้านสาขาใบได้ชัด สีของใบ จะเริ่มจากสีเขียวอ่อนไปจนถึงสีเขียวแล้วก็สีเขียวเข้ม
ดอก เป็นดอกคนเดียว จะออกติดกันช่อหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมี 2-3 ดอก ดอกมีหลายสี เช่น สีชมพู สีแดง สีส้มแล้วก็สีขาว มีดอกตรงส่วนยอดของลำต้น กลีบดอกจะอยู่ซ้อนๆกันเป็นวงกลมผล ผลรูปรี ปลายแหลมยาว มีสีเขียว ผลเมื่อแก่เต็มกำลังก็จะแตกหรือดีดตัวออกเป็นเม็ดเม็ด ลักษณะกลมเล็ก คล้ายเม็ดดอกบานเย็น
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ถูกใจอยู่ในที่ร่มรำไร รังเกียจแดดจ้าแต่จะต้องอยู่ในที่มีแสงไฟเพียงพอ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือนหรือตามสวนยาจีนทั่วๆไป

การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย เจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย ขยายาพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดปักชำหรือตัดไปแช่น้ำให้รากออกแล้วก็ค่อยนำไปปลูกลงดิน
ส่วนที่ใช้รสและสรรพคคุณ
ราก รสเฝื่อนฝาดเมา ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวดกระดูก แก้ช้ำบวม แก้ตกขาว แก้แท้งลูก
ลำต้น รสเฝื่อนฝาด ขับลม ทำให้เอ็นคลายตัว ทำให้เลือดเดินสะดวก แก้ปวด แก้เหน็บชา แก้แผลเน่า
ใบ รสเฝื่อนฝาด สลายลม ฟอกโลหิต แก้บวม แก้ปวดตามข้อ แก้แผลมีหนองเรื้อรัง
สมุนไพร ดอก รสเฝื่อนฝาด สลายลม ฟอกโลหิต ลดบวม แก้ปวดข้อปวดเอว  เป็นยาเย็นบำรุงร่างกาย ทาแผลน้ำร้อนลวก แผลผุพอง
ดอกรวมทั้งใบ รสเฝื่อนเย็น พอกกันเล็บถอด
เมล็ด รสขม กระจัดกระจายเลือด ขับเสลดข้นๆขับเมนส์ แก้พิษงู แก้แผลติดเชื้อโรคอักเสบเรื้อรัง แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้บวม แก้โรคตับแข็ง
วิธีการใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • รักษาโรคผิวหนัง แก้ลักษณะของการปวดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บขบ โดยใช้ใบสดรวมทั้งดอกสีขาว 10-20 กรัม เอามาโขลกให้ละเอีียดทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลทา 5-7 วัน
ข้อควรจะทราบ
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน จำเป็นที่จะต้องระวังการเปื้อนเปรอะเสื้อผ้ารวมทั้งร่างกายส่วนอื่นๆ

41

สมุนไพรอบเชยญวณ
อบเชยญวณ Cinnamomum camphora (L.) Presl.
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยญวณ (ทั่วไป) พรมเส็ง (งู-แม่ฮ่องสอน)
      ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 ม. ทรงพุ่มกว้าง ทึบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 ม. เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย เปลือกกิ่งสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ ไม่มีขน เนื้อไม้สีน้ำตาลปนแดง ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นน้อย เนื้อใบค่อนข้างจะครึ้ม ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นเงา ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราว 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และตามเส้นกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาวราวๆ 5 ซม. สีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกย่อยยาว 1-2 มม. กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบ รูปรี ภายนอกเกลี้ยง ก้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วงๆละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 และก็วงที่ 2 หันเข้าภายใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออก ด้านนอก ก้านเกสรค่อนข้างใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน ต่อมรูปไข่กว้างและก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถบละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิด 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อันอยู่ด้านในสุด รูปร่างเหมือนลูกศร มีขนแม้กระนั้นไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาว ประมาณ 1 มิลลิเมตร ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ผล รูปไข่ หรือกลม ยาว 6-10 มิลลิเมตร สุกสีม่วงดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผล

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้อีกทั้งในเขตอบอุ่นรวมทั้งเขตร้อน
คุณประโยชน์ : ต้น กลั่นแก่นไม้จะได้ camphor หรือ การบูรธรรมชาติ ใช้ผสมเป็นยาเพื่อปกป้องแมลงบางชนิด เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางชนิด ฆ่าเชื้อโรคบางประเภท ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด และขับลม ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวดแล้วก็เป็นยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน

42

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, จังหวัดชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (จังหวัดลำปาง) ตังสีพนาลัย (พิษณุโลก) ทังบประมาณวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-ยะลา) ม้น (ตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (จันทบุรี) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (กาญจนบุรี ราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. แขนงมีสีเทา ใบ โดดเดี่ยว ออกเรียงสลับ มักจะออกเป็นกรุ๊ปหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือออกจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ข้างบนหมดจดวาว ข้างล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ด้านล่างเห็นได้ชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 1-2.5 เซนติเมตร มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 ซม. มีขน ใบประดับมี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มม. มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนกระทั่งเหลือ 1-2 กลม หรือเปล่าเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศเมีย กลีบรวมลดรูปกระทั่งไม่มี หรือเหลือเพียงน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิววาว ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้น และก็ป่าดงดิบทั่วไป
คุณประโยชน์ : ราก เป็นยาฝาดสมาน และก็ยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องเสีย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำหรือนม ทาแก้แผลอักเสบ รวมทั้งเป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมาก ใช้เป็นยาฝาดสมาน แล้วก็แก้อาการระคายเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกรอยแผลเล็กๆน้อยๆผล กินได้และก็ให้น้ำมัน เป็นยาเช็ดนวดแก้ปวด rheumatism  เม็ด ตำเป็นยาพอกฝี

Tags : สมุนไพร

43

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา สลด (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-จันทบุรี) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามกิ่งไม้มีขนสีน้ำตาล ใบ โดดเดี่ยวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างจะเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 ซม. ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นบางส่วน ข้างบนสีเขียวเข้มวาว มีขนเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบรวมทั้งเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ด้านล่างเป็นคราบเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างมองเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มม. ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น สมุนไพร กลีบรวมเชื่อมชิดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ อีกทั้งถ้วยแล้วก็กลีบติดทนจนได้ผล ผล รูปไข่หรือออกจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ เจอทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นเจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

44
อื่นๆ / สัตววัตถุอีเเอ่นกินรัง
« เมื่อ: ธันวาคม 17, 2017, 06:30:47 PM »

อีแอ่นกินรัง
อีแอ่นรับประทานรังเป็นอีแอ่นอย่างน้อย ๓ ชนิด
ในสกุล Collocalia
สกุล Apodidae คือ
๑.อีแอ่นรับประทานรัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  fuciphaga  (Gmelin)
มีชื่อสามัญว่า  edible – nest  swiftlet ประเภทนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/url]
๒.อีแอ่นรับประทานรังก้นขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  germani  Oustalet
มีชื่อสามัญว่า Germain’s  swiftlet ชนิดนี้ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆเช่นเดียวกับประเภทแรก

๓.อีแอ่นรังดำ หรือ อีแอ่นหางสี่เหลี่ยม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia  maxima  Hume
ชื่อสามัญว่า  black – nested  swiftlet   ประเภทนี้ทำรังด้วยขนยาวราว  ๖0  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมจำนวนร้อยละ  ๔0 อีแอ่นในสกุล  Colocalia   ที่เจอในประเทศไทยมี  ๕  ประเภท  เว้นแต่  ๓  ประเภทข้างต้นแล้ว   ที่เหลืออีก  ๒  ประเภทเป็น
๔.อีแอ่นท้องขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Colocalia  esculenta  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า  glossy  swiftlet   ประเภทนี้ทำรังด้วยหญ้าและก็พืชต่างๆ  มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงนิดหน่อย

45

สมุนไพรพิลังกาสา
ชื่อพื้นบ้านอื่น  ผักจำ  ผักจ้ำแดง (เชียงใหม่ เชียงราย) พิลังกาสา (ภาคกึ่งกลาง) ตีนจำ (เลย)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Ardisia polycephala Wall. ex A.DC.
ชื่อสกุล  MYRSINACEAE
ชื่อสามัญ Philangkaasaa.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มครึ่งไม้ต้นขนาดเล็ก (S/ST) ขนาดย่อม มีความสูงราวๆ 2-3 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบต้น แม้กระนั้นไม่เท่าไรนัก ลักษณะลำต้นสีเทา ผิวตะปุ่มตะป่ำ
สมุนไพร ใบ เป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับกันเป็นคู่ๆตามข้อต้น ลักษณะใบรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ ใบหนาดกทึบ แล้วก็ใหญ่ มีสีเขียววาว
ดอก มีดอกเป็นช่อ อยู่ตามปลายกิ่ง หรือตามส่วนยอด ดอกสีขาวชำเลืองม่วง เป็นกรุ๊ปใหญ่
ผล ขนาดเท่าเม็ดนุ่น เป็นพวงช่อใหญ่สีม่วงแดง เมื่อแก่สีเข้มจนเกือบดำ

นิเวศวิทยา
กำเนิดดังที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเบญจพรรณธรรมดา นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับและบังร่มเงา่ก้าวหน้า ตามสวนสาธารณะ
การปลูกรวมทั้งเพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง เจริญวัยได้ในดินที่ร่วนซุยที่มีอินทรียวัตถุมาก แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด
ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคคุณ
ราก รสเฝื่อนฝาดเปรีี้ยว แก้กามโรค หนองใน พอกปิดแผลทำลายพิษงูกัด ใช้กากพอกแผล
ต้น   รสฝาด แก้โรคเรื้อน โรคผิวหนัง
ใบ รสเฝื่อนร้อน แก้ตับทุพพลภาพ แก้ปอดดทุพพลภาพ
ดอก รสเฝื่อนฝาด ฆ่าเชื้อโรค
ผล รสร้อนฝาดอ่อนโยน แก้ไข้ ท้องเสีย โรคเรื้อน กุฏฐัง
วิธีใช้แล้วก็จำนวนที่ใช้

  • แก้โรคผิวหนัง หรือ โรคเรื้้อน กุฏฐัง โดยใช้ผลสด 10-15 กรัม นำมาตำให้ถี่ถ้วน ผสมสุราโรงเล็กน้อย ใช้ทาและพอกบริเวณที่เป็นวันละ 2 เวลา ตอนเช้าเย็น หรือบางทีอาจจะใช้เปลือกต้น 1 ฝ่ามือ หรือ หนักประมาณ 20 กรัม สับเป็นขิ้นแล้วโขลกให้ละเอียดผสมเหล้าโรงเล็กน้อยคั้นเอาน้ำทาและก็พอกด้วยกากวันละ 2 เวลา


หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9