แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: 1 2 [3] 4 5
31
อื่นๆ / สัตววัตถุวัว
« เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2017, 11:32:56 AM »

วัว
คำ “โค” เป็นคำที่แผลงมาจากคำไทยว่า “งัว” ส่วนคำ “โค” เป็นคำเรียกสัตว์ประเภทนี้ในภาษาบาลี (คำ“โค” นี้อาจหมายความว่าดวงตะวัน  อย่างเช่นในคำ“โคจร” ซึ่งแสดงว่า ทางเดินของดวงอาทิตย์ )
ชีววิทยาของวัว
วัวเป็นสัตว์บดเอื้อง กินต้นหญ้า มี ๔ เท้า และกีบเป็นคู่ เขากลวง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  Taurus (Linnaeus) จัดอยู่ในตระกูล Bovidae
โคบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  bos  Taurus  domesticus  Gmelin  วัวบ้านของไทยมีพัฒนาการมาจากโคป่าหรือวัวออรอกส์  (Aurochs)  ซึ่งเดี๋ยวนี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว  วัวป่าที่ยังคงพบในบ้านพวกเราคือวัวแดง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos  javanicus  (D’Alton)  รู้เรื่องว่าวัวแดงนี้คงจะสืบทอดมาจากสชโคออคอยกส์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  ต่อมาโคแดงนี้ก็เลยสืบเชื้อสายมาเป็นโคบ้านของเมืองไทย ทำให้รูปร่างและก็สีสันของโคบ้านเหมือนโคแดงมาก แม้กระนั้นรูปร่างใหญ่กว่าแล้วก็สูงขึ้นยิ่งกว่า โคแดงมีความสูงที่ไหล่ราว ๑.๗๐ เมตร หรือกว่านั้น มีเขายาวราว ๗๐ เซนติเมตร วัวแดงมีสีน้ำตาลแกมแดงเสมือนโคบ้าน ตัวผู้เมื่อแก่มากๆสีบางทีอาจแปรไป วัวแดงเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว ๒๐-๓๕ ตัว มักมีตัวภรรยาแก่ๆเป็นผู้นำฝูง แต่ละฝูงมักมีตัวผู้เพียงแค่ตัวเดียว คอยปฏิบัติหน้าที่สืบพันธุ์เมื่อตัวเมียเป็นสัด

สรรพคุณทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้นมโค (นมโค) ขี้วัว (มูลโค) รวมทั้งน้ำมูตรโค (น้ำมูตรโค) น้ำมันไขข้อโค เป็นยา
๑. น้ำนมวัว ได้จากเต้านมของวัวเพศเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำนมวัวหรือน้ำนมโคมีรสหวาน มัน เย็น มีคุณประโยชน์ปิดธาตุ แก้โรคในอก บำรุงกำลังแล้วก็เลือดเนื้อ รุ่งเรืองไฟธาตุ แพทย์แผนไทยมักใช้นมวัวเป็นน้ำกระสายยา ดังเช่น “ยาแก้ลมโกฏฐาสยาวาตา” ใน พระคัมภีร์โรคนิทาน ใช้ “นมโค” เป็นน้ำกระสายยา ดังต่อไปนี้ลมโกฏฐาสยาวาตาแตกนั้น มักให้เหม็นกลิ่นคาวคอ ให้คลื่นไส้ ให้จุกเสียด ให้สวาปามในอกถ้าจะแก้ ให้เอาใบสลอดต้มกับเกลือให้สุกแล้วผึ่งแดดให้แห้ง ๑   ชะเอมเทศ ๑  รากเจตมูลเพลิงเเดง ๑  รากโคนงแตก ๑  รากจิงจ้อใหญ่ ๑  ลำพัน ๑  พริกล่อน ๑  ดีปลี ๑  ใบหนาด ๑  การะบูร ๑  เอาเท่าเทียม ทำเปนจุณ ละลาย นมวัว ก็ได้ น้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้ รับประทานหายแล
๒. ขี้วัว ตำรายามักเรียก น้ำมูลโค แพทย์แผนไทยใช้ขี้วัวปรุงเป็นยาบำบัดโรคทั้งข้างในรวมทั้งภายนอกหลายขนาน โดยมากใช้ขี้วัวดำ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขี้วัวดำมีรสขม เย็น มีคุณประโยชน์ดับพิษร้อน พิษไข้ พิษกาฬ ลางแบบเรียนว่าขี้วัวสดและก็แห้งผสมกับใบน้ำเต้าสดและก็เหล้า ตำคั้นเอาน้ำ ทาแก้เริม ไฟลามทุ่ง งูสวัด ลมพิษ   รวมทั้งแก้พุพอง ฟกบวม ทำลายพิษ
๓. น้ำมูตรวัว แบบเรียนยามักเรียกว่า น้ำมูตรวัว  รวมทั้งมักใช้น้ำมูตรวัวดำเป็นน้ำกระสายยา ตัวอย่างเช่น ยาสตรีขนานหนึ่งใน พระคู่มือมหาโชตรัต ใช้ “มูตรวัวดำ” เป็นกระสาย   ดังต่อไปนี้ ถ้าเกิดหญิงเลือดตกทางทวารหนักทวารเบา มิออกสะดวก ให้เอาขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ผลผักชีล้อม ๑ บดละลายด้วย มูตรโคดำ กินหายแล
๔. น้ำมันไขข้อโค พระหนังสือมุจฉาปักขันทิกา ให้ยาน้ำมันทาแก้ไส้กุดไส้ลุกลามและแผลฝีเน่าขนานหนึ่ง เข้า “น้ำมันไขข้อโค”   เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้
หากไม่ฟัง   พิษนั้นกล้านักมักเผาเอาเนื้อนั้นสุก สาวเข้าไปแม้กระนั้นปลายองคชาตทุกวี่วันๆก็ดีแล้ว   ท่านให้หุงน้ำมันนี้ใส่   ดับพิษทั้งรักษาเนื้อไว้   มิให้หนุ่มเข้าไปได้ ท่านให้เอามะพร้าวงอกบนต้นเขี้ยวน้ำมันให้ได้ถ้วย ๑  ก็เลยเอาใบกระเม็ง ๑ ใบยาดูดใหม่ๆ๑  เปลือกพันพาย ๑  เปลือกจิก ๑  เปลือกกรด ๑  ห้าลำโพง ๑  ใบเทียน ๑  ใบทับทิม ๑   ใบขมิ้นอ้อย ๑ ใบเลี่ยน ๑  ยาดังนี้เอาสิ่งละถ้วย ใส่ลงกับน้ำมันมะพร้าวหุงให้อาจจะแม้กระนั้นน้ำมัน แล้วเอาน้ำมันแมวดำชาตรีจอก ๑ น้ำมันขัดไก่จอก ๑   น้ำมันไขข้อวัวจอก  ๑   ปรุงใส่ลงเถอะยอดเยี่ยมนัก  น้ำมันนี้ท่านตีค่าไว้ตำลึงทองหนึ่งใช้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แลตานทรางสรรพพิษฝีเปื่อยรุ่น   แก้มิให้เป็นด่างเป็นแผลให้อาจคืนดีคนเก่า แลแก้ไส้กุดไส้ลุกลาม  ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมาแต่หนหลังหายสิ้นอย่าฉงนสนเท่ห์เลย  ได้ทำมามากแล้ว  แบบเรียนนี้ฝรั่งเอามาแม้กระนั้นเมืองยักกัตราแล

Tags : สัตววัตถุ

32
อื่นๆ / สัตววัตถุหมีที่พบเจอในประเทศไทย
« เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2017, 08:29:21 AM »

หมีที่เจอในประเทศไทย
๑. หมีควาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier)
มีชื่อพ้อง Ursus  thibetanus  G. Cuvier
ชื่อสามัญว่า Asiatic black  bear
ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๒๐-๑.๕๐ เมตร หางยาว ๖.๕-๑๐ ซม. น้ำหนักตัว ๖๐-๑๐๐ กิโลกรัม หัวค่อนข้างแบน แคบ ปากยาวกว่าหมีสุนัข ขนรอบจมูก คาง และรอบๆเหนือตามีสีขาว ใบหูใหญ่ ขอบกลมมน ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ อกมีขนสีขาวรูปตัววี  (V)  แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่โค้ง ปลายแหลม   ไม่หดกลับ หมีควายชอบออกหากินโดยลำพังในเวลากลางคืน  ยกเว้นในฤดูสืบพันธุ์  ช่วงกลางวันมักแอบอยู่ในโพรงดิน ตามโคลนรากของต้นไม้ใหญ่หรือตามโพรงหิน ลางครั้งออกมาหากินผลไม้สุกหรือรังผึ้งในตอนกลางวัน ปีนต้นไม้เก่ง เดินด้วยขาทั้งยัง ๔ ข้าง เมื่อสู้กับศัตรูจะยืนด้วยขาหลังทั้งสองขา แล้วก็ใช้ฝ่าตีนของขาหน้าตะครุบศัตรู  อาหารที่รับประทานเป็นผลไม้ น้ำผึ้ง กวาง เก้ง หมูป่า ปลา หมีควายโตเต็มวัยพร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุราว ๓ ปี มีท้องนาน ๗-๘ เดือน  ตกลูกครั้งละ ๑-๒ ตัว คลอดในถ้ำ หรือในโพรงไม้   อายุยืนราว ๓๐ ปี พบในทุกภาคของไทย ในต่างถิ่นเจอที่เขมร เวียดนาม ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ประเทศทิเบต เกาหลี  จีน  ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน
๒. หมีสุนัข
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helarctos  malayanus  (Raffles)
มีชื่อพ้อง  Ursus  malayanus  Raffles
ชื่อสามัญว่า  Malayan  sun  bear
หมีคน ก็เรียกเป็นหมีจำพวกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑-๑.๔๐ เมตร  หางยาว ๓-๕ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๓๐-๔๐กิโลกรัม หัวกลม   ปากสั้น ตามลำตัวมีขนยาวสีดำ ทรวงอกมีขนสีขาวหรือสีขาวอมเหลืองเป็นรูปตัวยู (U) แต่ละขามี ๕ นิ้ว มีเล็บขนาดใหญ่ โค้ง ปลายแหลม ไม่หดกลับ มีเต้านม ๔ เต้ารอบๆอกรวมทั้งพุง หมีหมาถูกใจออกหากินเป็นคู่ในกลางคืน   ลางครั้งเจอในกลางวันบ้าง ปีนต้นไม้ได้แคล่วคล่องว่องไว สร้างรังนอนโดยดึงกิ่งไม้ กาบไม้   มาวางไว้ใต้ท้อง   แล้วปลดปล่อยขาห้อยคร่อมก้านไม้ไว้ โดยเอาคางเกยไว้ตรงง่ามไม้   ยืนด้วย ๒ ขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยากมองดูในระยะไกลหรือมองหาศัตรู เวลาเข้ารังควานจะส่งเสียงร้องราวกับสุนัข อาหารที่รับประทานเป็นพวกผลไม้ แมลง ผึ้ง ปลวก ใบไม้ สัตว์ขนาดเล็ก หมีหมาโตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เมื่ออายุราว ๓-๕ ปี ท้องนานราว ๙๕ วัน คลอดลูกครั้งละ ๑-๒ ตัว อายุยืนราว ๒๐ ปี เจอในทุกภาคของไทย  แม้กระนั้นพบบ่อยมากมายทางภาคใต้ ในเมืองนอกพบที่ลาว เขมร เวียดนาม เมียนมาร์ บังกลาเทศ   จีน   มาเลเชีย แล้วก็อินโดนีเชีย
ดีหมีในยาจีน
ดีหมีเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้ในยาจีน มีราคาแพงมากรวมทั้งหายาก เครื่องยานี้มีชื่อภาษาละตินตามตำรายาว่า Fel  Ursi มีชื่อสามัญว่า bear  gall  จีนเรียก สงต่าน  (สำเนียงแมนดาริน) ได้จากถุงน้ำดีของหมี ๒ จำพวกเป็นหมีควาย Selenarctos  thibetanus (G. Cuvier) และหมีสีน้ำตาล หรือ brown bear (Ursus  arctos  Linnaeus) ตระกูล Ursidae ประเภทข้างหลังไม่พบในธรรมชาติในประเทศไทย ดีหมีที่ได้จากเขตยูนนาน ส่วนใหญ่เป็นดีของหมีควาย จัดเป็นดีหมีที่มีคุณภาพดีเยี่ยมที่สุด ในทางการค้า เรียก อวิ๋นต่าน  (ดีจากยูนนาน) แต่ดีหมีที่มีขายในตลาดมักมากจากหมีที่พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยเฉพาะเขตเฮย์หลงเจียงและบริเวณจี๋หลิน จำนวนมากได้จากหมีสีน้ำตาล ในทางการค้าขายเรียก ตงต่าน  (ดีจากภาคตะวันออก) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า
รูปแบบของดีหมี
ดีหมีแห้งมีรูปร่างกลม ยาวรูปไข่  ส่วนบนเรียวรวมทั้งกลวง ส่วนล่างเป็นถุงใหญ่  ยาว ๑๐-๒๐ ซม.  กว้าง ๕-๑๐ เซนติเมตร (ข้างล่าง) เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลอมดำ หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาล เป็นเงานิดหน่อย ส่วนบนใส มองดูได้เกือบจะทะลุผิวบางรวมทั้งร่น เมื่อฉีกให้ขาดจะเห็นเป็นเส้นใย ในถุงน้ำดีมีน้ำดีที่แห้งแล้วเป็นก้อนหรือเป็นเม็ด บางครั้งก็เป็นผุยผงหรือก้อนเหนียวๆสีเหลืองทองคำ เป็นเงาเงา เปราะ ดีหมีที่มีสีเหลืองทองคำคล้ายสีอำพัน เนื้อบาง เปราะ เป็นมันเงา มักเรียก ดีหมีสีทองคำ หรือ ดีหมีสีทองแดง ชนิดทีมีสีดำหรือสีเขียวอมดำ แข็ง มีลักษณะเป็นแผ่น มักเรียก ดีหมีสีดำ  หรือ ดีหมีสีเหล็ก ส่วนจำพวกที่มีสีเขียวอมเหลืองเนื้อเปราะ มักเรียก ดีหมีสีกะหล่ำดอกเมื่อเรียกลอง  ดีหมีมีรสขมก่อน ถัดมาจะรู้สึกหวาน กลิ่นหอมหวนเย็นๆหรือ คาวเล็กน้อย อมในปากจะละลายจนถึงหมด ดีหมีที่มีคุณภาพดีควรจะมีรสขม  เย็น ไม่ติดฟัน  ก้อนน้ำดีสีเหลืองทองวาวเงา รสขมช่วงแรก  แล้วหวานตามหลัง
ของแท้หรือของที่ไม่ใช่ของจริง
เนื่องมาจากดีหมีเป็นเครื่องยาที่หายาก จึงมีของที่เป็นของปลอมขายมากมายในหลายแบบอย่าง อาทิเช่น เลียนแบบด้วยดีหมู ดีวัว หรือดีแกะ แม้กระนั้นอาจตรวจสอบดีหมีแท้ได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้
๑. วิธีการตรวจทางกายภาพ บางทีอาจทำได้ด้วยการดูลักษณะทั่วไปด้านนอก และก็ผิวและรูปร่าง ตรวจตรารูเปิดของถุงน้ำดีแล้วก็บริเวณที่ผูก มองจำนวนของน้ำดีแห้ง (ถ้าเกิดมีมากแล้วก็เต็มอาจเป็นของเลียนแบบ) ตรวจทานน้ำหนักของดี (ถ้าเกิดมีน้ำหนักมากเกินความจำเป็น อาจเป็นของปนปลอมด้วยโลหะลางอย่างเช่นตะกั่ว หรือเหล็กผสมทราย) ตรวจด้วยการเอาผงดีหมีนิดหน่อยวางบนนิ้วชี้ หยดน้ำลงไป ๑ หยด แล้วขยี้ด้วยนิ้วโป้งมือ (ถ้าหากเป็นของแท้จะมีกลิ่นหอมเย็น) น้ำดีที่เป็นของแท้จะเปราะ แตกง่าย ได้ผลึกรูปหลายเหลี่ยม   (หากเป็นของเลียนแบบจะเหนียวและแข็ง ไม่เป็นเงา) อย่างไรก็ดี กรรมวิธีการนี้จึงควรอาศัยประสบการณ์และก็ความเก่งมาก
๒. แนวทางเผาไฟ เอาเข็มเขี่ยๆผงดีหมีบางส่วน   เผาไฟ ถ้าเป็นของแท้จะปุดเป็นฟอง  แม้กระนั้นถ้าเป็นของเลียนแบบจะติดไฟหรือเยิ้มเหลว หรืออาจมีปุดเป็นฟองแต่มีกลิ่นไม่ปรารถนา
๓. แนวทางตรวจด้วยน้ำ เพิ่มน้ำลงในแก้วน้ำ ความจุราว ๓ ใน ๔ แก้ว เอาเกล็ดดีหมีน้อยใส่ลงเบาๆบนผิวน้ำ เกล็ดดีหมีนั้นจะหมุนอย่างเร็วชั่วประเดี๋ยว ขณะหมุนอยู่ก็จะละลายไปเรื่อยแล้วจมลงในน้ำ ทำให้เห็นเป็น “เส้นเหลือง” ลงสู่ตูดแก้ว เส้นเหลืองนี้ดำรงอยู่นานกว่าจะหายไป ถ้าหากที่ผิวน้ำมีฝุ่นละอองบางส่วนเมื่อใส่เกล็ดดีหมีลงบนผิวน้ำ   ผงดีหมีจะหมุนอย่างรวดเร็วและก็ผลักฝุ่นผงที่ผิวน้ำให้กระจายออก นอกเหนือจากนี้ แนวทางนี้ยังคงบางทีอาจใช้เหล้าขาวแทนน้ำ จะเกิดเส้นเหลืองให้เห็นเช่นเดียวกัน
๔. แนวทางตรวจทางเคมี ทำเป็นโดยตรวจสาระสำคัญในดีหมีซึ่งไม่พบในดีของสัตว์อื่นเป็นกรดเออร์โซเดสออกศสิวัวลิก (ursodesoxycholic acid)  ดังเช่น ด้วยแนวทางรงคเลขผิวบาง  (thin-layered  chromatography) หรือด้วยแนวทางรงคเลขของเหลวความสามารถสูง  (high  performance  liquid  chromatography  หรือ  HPLC)

คุณประโยชน์และขนาดที่ใช้
หนังสือเรียนจีนว่า ดีหมีมีรสขม ฤทธิ์เย็น ใช้เป็นยาลดไข้ แก้อาการชัก บำรุงสายตา ใช้เป็นยาเจริญอาหารแล้วก็ยาตอบแทนน้ำดี เป็นยาช่วยชีวิตผู้เจ็บป่วยที่สลบเพราะเหตุว่าไข้สูง ใช้หยอดตา ทาหัวริดสีดวงทวารหนักที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดบวม ใช้รับประทานเป็นยาแก้โรคตับอักเสบ โรคความดันเลือดสูง โรคบิดเรื้อรัง ใช้ทีละ ๐.๖-๑.๕ กรัม   โดยชงน้ำดื่ม   หรือทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ละลายน้ำบางส่วนเป็นยาใช้ภายนอก หรือใช้ทำเป็นยาตาก็ได้
ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้ดีหมีเป็นทั้งยังเครื่องยารวมทั้งกระสายยา ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่าดีหมีมีรสขม หวาน มีสรรพคุณดับพิษร้อนภายใน แก้พิษบ้าคลั่ง สติลอย เหม่อลอย บำรุงน้ำดี ขับรถยาให้แล่นทั่วตัว ใช้ดีหมีเป็นยากระจายเลือดลิ่มสำหรับบุคคลที่ซ้ำซอกเนื่องจากตกต้นไม้หรือตกจากที่สูง หรือถูกของแข็งชน ทำให้บวมช้ำ นอกเหนือจากดีหมีแล้ว แพทย์แผนไทยยังรู้จักใช้ “เขี้ยวหมี” เป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ยกตัวอย่างเช่น ยาปรับปรุงแก้ไขขนานหนึ่งใน พระหนังสือมหาโชตรัต ดังนี้ สิทธิการิยะ หากผู้ใดกันเปนไข้แลให้ร้อนด้านในให้อยากน้ำนัก แลตัวผู้เจ็บป่วยนั้นให้แข็งกระด้างดุจดังขอนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเปนเหน็บชาไปทั่วทั้งยังกายหยิกไม่เจ็บ ท่านว่าเกิดกาฬภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมห่อเหี่ยวให้เปนต่างๆนั้น   ท่านว่ารอยแดงผุดออกยังไม่สิ้นยังอยู่ในหัวใจนั้น   ถ้าเกิดจะแก้ให้เอารากกะตังบาย ๑   จันทน์ทั้ง ๒   สนเทศ ๑   ท้อม ๑   เพ่งพิศที่นาศ ๑   รากแตงโหดร้าย ๑   รากหมูปลดปล่อย ๑   หัวมหากาฬ ๑   หัวกะเช้าตรู่ผีมด ๑   รากไคร้เครือ ๑   ใบหยุด ๑   ใบภิมเสน ๑   ใบเฉพร้าหอม ๑   ใบทองพันชั่ง ๑   เขากวาง ๑   งา ๑   เขี้ยวเสือ ๑   เขี้ยวหมี ๑   เขี้ยวจระเข้ ๑   เขี้ยวหมูป่า ๑   เขี้ยวแรด ๑   กรามพญานาค ๑   เขี้ยวปลาพยูน ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้ง ๗   ผลสมอพิเภก ๑   เทียนดำ ๑   ใบสทายใจ ๑   เปลือกไข่เป็ดสด ๑   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน ๑   รวมยาดังนี้เอาเสมอภาค   ทำผง   แล้วจึงบดปั้นแท่งไว้   ฝนด้วยน้ำดอกไม้   รับประทานทั้งยังพ่น   แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวข้างต้นมานั้น   หายแล อนึ่ง “เขี้ยวหมี”   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว”   หรือ “เนาวเขี้ยว”   ดังเช่น   เขี้ยวหมูป่า   เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ   เขี้ยวแรด   เขี้ยวหมาป่า   เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวตะไข้  เขี้ยวแกงเลียงหน้าผา   และงา

Tags : สัตววัตถุ

33
อื่นๆ / สมุนไพรผลิตภัณฑ์จากพืช
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2017, 02:37:47 PM »

สมุนไพรชนิดผลผลิตจากพืช
กระทิง -น้ำมันจากเม็ด แก้ปวดตามกรรมข้อแล้วก็กระดูก
กะถุงลาย -น้ำมันจากเมล็ด แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ
กำยาน -ขับเยี่ยว บำรุงหัวใจ แก้โรคปอดแล้วก็หลอดลมอักเสบ สมานแผล
 คนทีเฉมา – ยาง ขับเลือดแล้วก็ลงให้กระจัดกระจาย
 
คำฝอย – น้ำมันจากเม็ด แก้อัมพาต
 
งิ้ว – ยาง แก้ท้องร่วง แก้เมนส์ตกหนัก บำรุงโลหิต
 
จาก -น้ำตาล สมานหัวริดสีดวงทวารหนัก
 
จำปา -ยาง แก้ริดสีดวงพลวก
 
ตาตุ่ม – ยาง แก้หนองและก็ลม ถ่ายพรรดึก กัดทำลาย
 
ตีนเป็ดน้ำ – น้ำมันเมล็ดใน แก้หวัด หิดเหา
 
ทองกวาว – ยาง แก้ท้องเสีย
 
นุ่น -น้ำมันจากเม็ด ขับฉี่ ระบายอ่อนอ่อนๆ
 

มะม่วงหิมพานต์ – ยาง ทำลายตาปลาหรือเป็นปุ่มโต แก้รัตตะปิตตะโรค
 
ว่านหางจระเข้ – ยาง ถ่าย ขับฉี่ ขับระดูแก้รัตตะปิดตาโรค
 
สบู่ขาว – ยาง แก้ปากเปื่อยพุพอง ลิ้นเป็นฝ้าเป็นละออง
 
หมีเหม็น – ยาง แก้บาดแผล แก้บอบช้ำ

34
อื่นๆ / สัตววัตถุ เม่น
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2017, 09:31:26 AM »

เม่น
เม่นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
จัดอยู่ในสกุล Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒  ชนิด  ยกตัวอย่างเช่น
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix  brachyuran  Linnaeus
ชื่อสามัญว่า  Malayan  porcupine
เม่นประเภทนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐  เซนติเมตร หางยาว ๖ – ๑๐ ซม. น้ำหนักตัว  ๓-๗ กก. ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ป้องกันภัย  หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ รอบๆลำตัว คอ และไหล่  มีขนแข็ง  สั้น  สีดำ  ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่หลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนและปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนเหมือนหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นประเภทนี้ชอบออกหากินตามลำพังในช่วงเวลากลางคืน รักสงบ เวลาพบศัตรูจะวิ่งหนี พอจวนตัวจะหยุดกึกแล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่หลังมาอย่างเร็วหากหยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ รวมทั้งถ้าเกิดศัตรูใช้ตีนตะปบก็จะโดนขนเม่นตำด้วยเหมือนกัน  ได้รับความปวดเจ็บมากมาย เมื่อศัตรูหนีจากไปแล้ว  เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่งอกขึ้นมาแทนที่ เม่นประเภทนี้รับประทานผัก หญ้าสด หน่อไม้ เปลือกไม้ ผลไม้ และกระดูกสัตว์  เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี มีท้องนาน  ๔  เดือน  ตกลุกครั้งละ  ๑ -๓  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นแรกเกิดมีขนที่อ่อน  แต่เมื่อถูกอากาศด้านนอกขนจะเบาๆแข็งขึ้น  อายุราว ๒๐ ปีพบทางภาคใต้ของเมืองไทย ในต่างชาติพบที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus  macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า  bush-tailed  porcupine
เม่นประเภทนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง  ๔๐ – ๕๐  ซม. หางยาว ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕  โล จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งและก็ปลายแหลมมากมาย  เหมือนหนาม  ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่บริเวณกึ่งกลางหลังขนแบน  มีร่องยาวอยู่ด้านบน ช่วงกลางหางไม่ค่อยมีขน แต่เป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนขึ้นดกครึ้มเป็นกระจุก มองเป็นพวง ขนดัตระหนี่ล่าวแข็งและก็คม ส่วนขนที่หัวบริเวณขา ๔ แล้วก็บริเวณใต้ท้อง แหลม แม้กระนั้นไม่แข็ง ขาออกจะสั้น ใบหูกลมและก็เล็กมากมาย เล็บเท้าเหยียดหยามตรง ทู่ รวมทั้งแข็งแรงมากมาย  เหมาะกับขุดดิน เม่นจำพวกนี้ออกหากินในเวลากลางคืน  ตอนกลางวันมักซ่อนตัวอยู่ในโพรงดิน  ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง  ใช้ขนเป็นอาวุธป้องกันภัย รับประทานหัวพืช หน่อไม้  กาบไม้  รากไม้  ผลไม้  แมลง เขาและก็กระดูกสัตว์  คลอดลูกทีละ ๓- ๕  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย  ลูกเม่นทารกมีขนอ่อนนุ่ม แต่จะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี เจอในทุกภาคของประเทศไทย ในเมืองนอกพบทางภาคใต้ของจีน แล้วก็ที่ลาว เวียดนาม  เขมร มาเลเซีย  แล้วก็อินโดนีเซีย

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง  แก้พิษรอยแดง  พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะอาหารของเม่นใช้ปรุงเป็นยากินบำรุงน้ำดี ช่วยให้ลำไส้มีกำลังบีบย่อยของกิน พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาใช้ภายนอกตัวเด็ก ดังต่อไปนี้ ภาคหนึ่งยาทาตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งปวง และก็จะจับไข้อภิฆาฏดีแล้ว  โอปักกะไม่กาพาธดีแล้ว ท่านให้เอาใบมะขวิด คราบงูเห่า หอมแดง สาบนกแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง  บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมวัว ทาตัวกุมาร ชำระความมัวหมองโทษทั้งหมดดีนัก

35
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาพะยูน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2017, 02:46:39 PM »

ปลาพะยูน
ปลาพะยูนเป็นสัตว์เลือดอุ่น อาศัยอยู่ในน้ำไม่ใช่ปลาจริงๆแต่เนื่องจากอยู่ในน้ำและก็มีรูปร่างเหมือนปลาคนประเทศไทยจึงเรียกรวมเป็น”ปลา”
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dugong dugon(MuBer)
จัดอยู่ในวงศ์ Dugongidae
ชื่อสามัญว่า dugong sea
บางถิ่นเรียกว่า พะยูน โคสมุทรหรือหมูสมุทรก็เรียก มีลำตัวเพรียว ขนาดตัววัดจากหัวถึงโคนหาง ยาว ๒.๒๐ -๓.๕๐ เมตรหางยาว ๗๕.๘๕ ซม.ตัวโตสุดกำลังหนัก ๒๘๐ ถึง ๓๘๐ กก.รูปกระสวยหางแยกเป็น๒แฉกขนานกับพื้นในแนวยาวไม่มีครีบภายหลังอยู่ตอนล่างของส่วนแม่ริมฝีปากบนเป็นก้อนเนื้อหนาลักษณะเป็นเหลี่ยมคล้ายจมูกหมูเมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีออกขาวแม้กระนั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำตาลเมื่อโตเต็มวัย เป็นประจำถูกใจอยู่รวมกันเป็นฝูงหลายๆฝูงหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่รับประทานพืชพวกหญ้าสมุทรตามพื้นทะเลชายฝั่งเป็นของกินโตเต็มที่พร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๑๒-๑๓ปีมีท้องนาน๑ปีออกลูก ทีละ ๑ ตัว เคยพบบ่อยตามชายฝั่งทะเลของเมืองไทยแต่ว่าตอนนี้เป็นสัตว์หายากและก็ใกล้สิ้นพันธุ์ยังเจอในอ่าวไทยที่จังหวัดระยองชลบุรีตราดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และก็ชายฝั่งทะเลอันดามันแถบจังหวัดภูเก็ต พังงากระบี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอซุกซุมที่สุดรอบๆอุทยานแห่งชาติหาดทรายเจ้าไหม-เกาะลิบลิ่วงจังหวัดตรังในต่างประเทศพบได้ตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกาทะเลแดงตลอดแนวริมฝั่งของห้วงสมุทรประเทศอินเดียไปจนถึง ถึงประเทศฟิลิปปินส์เกาะไต้หวันถึงภาคเหนือของทวีปออสเตรเลีย

ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งแต่เพื่ออนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้ซึ่งหายากมากมายแล้วจึงไม่ควรใช้ยานี้อีกต่อไป เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในพิกัดยาไทยที่เรียกว่า”นวขี้ยว” หรือ”เนาวเขี้ยว” ได้แก่เขี้ยวหมูเขี้ยวหมีเขี้ยวเสือ เขี้ยวจระเข้เขี้ยวเลียงเขาหิน และงาช้าง (ดูคู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม ๑น้ำกระสายยา)

36
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเพะ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 01:02:26 PM »

แพะเป็นสัตว์กินนม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra hircus Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์ Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  goat
ชีววิทยาของแพะ
แพะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแกะ  แต่มีลักษณะที่ไม่เหมือนกันที่เห็นได้ชัด  เป็น
๑.แพะมีหนวดเคราใต้คาง ส่วนแกะไม่มี
๒.แพะตัวผู้มีต่อมกลิ่นสาบที่ใต้โคนหาง กลิ่นสาบจะกระจัดกระจายจากต่อมนี้ไปทั่วตัว เรียกกันว่า “กลิ่นแพะ” ส่วนแกะไม่มีต่อมกลิ่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
๓.แพะไม่มีต่อมกลิ่นที่หว่างกีบ แต่แกะมีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวมาแล้ว
๔.แพะมักมีเขาคล้ายดาบ โค้งไปข้างหลัง แกะมักมีเขาม้วนกลับไปใต้หู แต่ก็ไม่เป็นแบบนี้เสมอไป
๕.แพะมักมีขนเป็นเส้นตรงๆ โดยมากเป็นขนสั้นๆแต่ลางจำพวกที่เลี้ยงไว้บนที่สูงอาจมีขนยาว แต่แกะมีขนม้วนดกไปตลอดตัว
 แพะบ้านที่เลี้ยงกันทั่วๆไปมีพัฒนาการมาจากแพะป่า ( wild  goat)  ซึ่งมีความสูง  ๗๐-๑๐๐  เซนติเมตร เขายาวโค้งไปข้างหลัง  ยาวราว  ๘๐-๑๓๐  เซนติเมตร  โค้งด้านบนคมและก็หยักเป็นคลื่น ตัวเมียมีเขาสั้น ยาวราว  ๒๐-๓๐  เซนติเมตร เขาโค้งนิดหน่อย เพศผู้มีหนวดเคราใต้คาง ไม่พบว่าตัวเมียมีเคราใต้คาง เจอแพร่ระบาดตามเกาะต่างๆของประเทศกรีซ ถึงประเทศตุรกี อิหร่าน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน โอมาน ประเทศปากีสถาน แล้วก็บริเวณใกล้เคียงในประเทศอินเดียในตอนนี้มีการเลี้ยงแพะบ้านกันในหลายประเทศ  บางประเทศเลี้ยงเพื่อเอาขน แต่ว่าจำเป็นต้องเลี้ยงบนที่ราบสูงที่มีอากาศหนาวเย็น บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานนม บ้างก็เลี้ยงไว้รับประทานเนื้อ ชาวอิสลามถูกใจกินเนื้อแพะมาก

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เขาแพะรวมทั้งนมแพะเป็นเครื่องยา บางขนานใช้นมแพะเป็นน้ำกระสายยาน้ำนมแพะได้จากเต้านมของแพะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า น้ำนมแพะมีรสหวาน ฝาด เย็น มีคุณประโยชน์แก้โลหิต แก้หืดไอ แก้ท้องเสีย

37
อื่นๆ / สัตววัตถุเลียผา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 05:14:56 PM »

แกงเลียงหน้าผา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า capricornis  sumatraensis (Bechstein)
จัดอยู่ในตระกูล  Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  serow
ชีววิทยาของแกงเลียงผา
แกงเลียงเขาหินเป็นสัตว์บดเอื้อง  มี ๔  กระเพาะ  รูปร่างเหมือนแพะ  ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๑.๔๐ – ๑.๕๐  เมตร  หางยาว ๑๐ – ๑๕  เซนติเมตร  น้ำหนักตัว  ๕๐ – ๗๐ กก.  ขนบนลำตัวหยาบคาย ยาว สีดำ มีขนยาวสีดำเป็นแผงอยู่ในแนวสันหลังตั้งแต่ท้ายทอยถึงโคนหาง ใบหูยาว  มีเขาตลอดตัวผู้และก็ตัวเมีย  เขาสีดำ  โค้ง  ปลายแหลม ยาว  ๑๗.๕ –  ๒๕  ซม. รอบๆโคนเขาขึ้นไปมีรอยหยักเป็นวงโดยรอบ ปลายเขากลมและเรียวโค้งไปทางด้านหลัง  ขา ๔ มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ขนบริเวณเหนือกีบสีน้ำตาล  กีบสั้น  สีดำ รอบๆหน้ามีรูต่อมน้ำมันอยู่ใต้ตา ข้างสันจมูก รวมทั้งขับน้ำมันสีขาวออกมาตลอดระยะเวลา หางสั้น เลียงผาถูกใจอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าผาหรือโคนหินชัน  มีชะง่อนผากำบังเพียงพอ  ขวยเขิน จะดุเมื่อเจ็บหรือจนตรอก  วิ่งไต่ไปตามหน้าผาได้อย่างกระชุ่มกระชวย หาเลี้ยงชีพอย่างโดดเดี่ยวในช่วงเวลาเช้าตรู่หรือตอนค่ำ กลางวันมักหลบนอนพักอยู่ตามป่าละเมาะตามชะง่อนผา หรือในถ้ำ อดน้ำได้นาน ว่ายน้เก่ง  ประสาทตา หู แล้วก็จมูก ดีมาก กินผลไม้  หญ้า ใบไม้ หน่อไม้  เป็นอาหาร  โตเต็มวัยพร้อมสืบพันธุ์เม่ออายุได้  ๓  ปี หลังสืบพันธุ์  ตัวเมียจะแยกออกไปอยู่ต่างหาก  ท้องนานราว  ๘  เดือน ออกลูกครั้งละ ๑ ตัว ลูกเลียงเขาหินอยู่กับแม่นานราว  ๑  ปีจึงจะแยกออกไปหากินตามลำพังทลาย เลียงเขาหินอายุยืนราว ๑๕   ปี เลียงผาที่พบในประเทศไทยมี  ๒ ประเภทย่อย คือ จำพวกย่อย  Capricornis  sumatraensis  sumatraensis  (Bechstein)  ซึ่งมีเท้าสีดำ เจอบริเวณเขาหินปูน  ทางภาคใต้ กับชนิดย่อย  Capricornis  sumatraensis  millneedwardsi  David  ซึ่งมีเท้าสีออกแดง เจอทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือ

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยใช้เขาเลียงหน้าผาเป็นเครื่องยา เขาเลียงผาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก  “สัตตเขา”  ดังเช่น  เขาโค  เขาควาย  เขาวัวกระทิง  เขากวาง  เขาแกะ เขาแพะ และก็เขาแกงเลียงผา นอกเหนือจากนี้ หมอพื้นเมืองลางที่ใช้ “น้ำมันแกงเลียงผา” สำหรับเตรียมยาน้ำมัน โดยผสมสมันพนาลัยอื่นๆอีกหลายแบบ  ว่าเป็นยาแก้อักเสบ  แก้ลมจับโปง (rheumatism) บำรุงข้อ บำรุงกระดูก

38
อื่นๆ / สัตววัตถุหมูหริ่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 01:29:59 PM »

หมูหริ่ง
หมูหริ่งเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่กินพืชและก็เนื้อ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arctonyx collaris  F. Cuvier
จัดอยู่ในวงศ์ Mustelidae
มีชื่อสามัญ hog badger
ชีววิทยาของหมูหริ่ง
ลำตัวและก็จมูกเหมือนหมู ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๕-๑๐๔ ซม. หางยาว ๑๒-๑๗ เซนติเมตร หูยาว ๓.๕-๔ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๗-๑๔ กก.   ขนหยาบ หางสั้น คอสีขาว เล็บยาวโค้งแหลม อุ้งเท้าใหญ่ เหมาะสำหรับการขุดคุ้ยดิน ขนตามลำตัวสีออกเหลือง เทา แล้วก็ดำ จะแปรไปตามฤดูกาล โดยมีแถบสีดำดาดลงมาจากส่วนหู ผ่านตา ๒ ข้างลงมาถึงจมูก มีแถบสีขาวจากหน้าผากลงมาถึงขอบปากบน และมีแถบสีขาวอีกจุดหนึ่งตรงแก้ม คอแล้วก็ขนที่ขอบหูสีขาว เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นตัวแรงมาก จมูกไว กระปรี้กระเปร่า เหมือนปกติถูกใจออกหากินค่ำคืน ศูนย์กลางวันซ่อนตัวตัวตามโพรงดินหรือโพรงไม้ ชอบตะกุยดินหาอาหารด้วยจมูกรวมทั้งเล็บเท้า   หมูหริ่งเป็นสัตว์ดุร้าย ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในฤดูหนาวถึงฤดูร้อน ตั้งท้องนานราว ๑๘๐ วัน คลอดลูกทีละ ๒-๔ ตัว ตอนแรกๆลูกๆจะอยู่ในโพรงดิน กระทั่งจะแข็งแรงเพียงพอจึงจะออกมาหาเลี้ยงชีพพร้อมด้วยแม่  อายุยืน ๖-๗ ปี  ของกินเป็นพวกผลไม้ หน่อไม้ หนู กิ้งก่า แมลง และไส้เดือน ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือและก็ภาคใต้ ในต่างแดนเจอที่อินเดีย จีน ประเทศพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเชีย แล้วก็อินโดนีเชีย

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ “น้ำมันหมูหริ่ง” อันเป็นน้ำมันที่ได้จากการต้มมันเปลวหมูหริ่ง เป็นยาพื้นสำหรับในการจัดแจงยาน้ำมันหรือยาขี้ผึ้ง ยกตัวอย่างเช่นในตำรับยาขนานที่ ๖๙ สีผึ้งบี้พระเส้น

Tags : สัตว

39
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเรด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2017, 10:50:37 AM »

เเรด
แรดเป็นสัตว์เลือดอุ่นกรุ๊ปหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์ Rhinocerotidae เป็นสัตว์ป่าใกล้สิ้นซาก  ทั่วทั้งโลกมีสัตว์เหล่านี้คงเหลือเพียง  ๕  ชนิด  เป็นแรดที่พบในทวีปเอเชีย  ๓  ชนิดหมายถึงกระซู่ แรดชวา แล้วก็แรดอินเดีย เจอในทวีปแอฟริกา ๒ จำพวกหมายถึงแรดขาวและแรดดำ
ชีววิทยาของแรด
๑.กระซู่
มีชื่อวิทยาสาสตร์ว่า Dicerorhinus sumatrensis (fischer)
มีชื่อสามัญว่า asian two-horned  rhinoceros  หรือ  Sumatran  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่  คือ  มีเล็บ  ๓  เล็บ  ทั้งยังเท้าหน้าแล้วก็เท้าหลัง  มี  ๒  นอ  เมื่อโตเมที่มีความสูงที่ไหล่  ๑-๑.ค๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๑  ตัน  มีหนังหนาและก็มีขนปกคลุมทั่วตัวโดยเฉพาะในตัวที่แก่น้อย  ขนนี้จะลดน้อยลงเมื่อแก่เยอะขึ้น  โดยทั่วไปลำตัวสีเทาเหมือนสีเถ้าถ่านหรือสีน้ำตาลเข้ม  ด้านหลังของลำตัวมีรอยพับของหนังเพียงพับเดียวอยู่ที่บริเวณด้านหลังของขาคู่หน้า  กระซู่  ๒  เพศมมีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๒๕  เซนติเมตร  ส่วนนอหลังมักยาวไม่เกิน  ๑๐  เซนติเมตร  หรือบางทีอาจเป็นเพียงแต่ตุ่มนูนขึ้นมาในตัวเมียกระซู่เป็นสัตว์ที่ปีนป่ายเขาเก่ง  มีประสาทรับกลิ่นดีเลิศ  หาเลี้ยงชีพตอนกลางคืน  กินใบไม้  ก้านไม้  รวมทั้งผลไม้ป่าเป็นของกิน  เป็นประจำใช้ชีวิตอย่างสันโดษ  นอกจากในฤดูผสมพันธุ์  หรือช่วงที่ตัวเมียเลี้ยงลูกอ่อน  คลอดลูกครั้งละ  ๑  ตัว  ระยะตั้งท้อง  ๗-๘  เดือน  แก่ยืน  ๓๒  ปี
กระซู่มีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์ตั้งแต่เมืองอัสสัมของประเทศอินเดีย   แล้วก็ในบังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม  มาเลเซีย  รวมทั้งอินโดนีเซีย  มักอาศัยตามชายเขาสูงที่มีหนามรกทึบ  แต่ว่าลงมาอยู่ในป่าที่ราบต่ำช่วงท้ายฤดูฝน  ซึ่งมักมีปลักแล้วก็น้ำอยู่ทั่วๆไป  ในตอนนี้กระซู่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนใน  ๑๕  ประเภทของไทย
๒. แรดชวา  (เขมรเรียกระมาด)
มีชื่อวิทยาศาสตร์  Rhioceros  sondaicus  Desmarest
มีชื่อสามัญว่า  lesser  one-horned  rhinoceros  sinv  Javan  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่ หมายถึง มีเล็บ  ๓  เล็บ  ทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง  มีนอเดียว  เมื่อโตเต็มกำลังมีความสูงที่ไหล่  ๑.๖๐-๑.๘๐  เมตร  น้ำหนักตัว  ๑.๕-๒  ตัน  มีหนังดกแล้วก็มีขนขึ้นห่างๆ ลำตัวสีเทาออกดำ  ข้างหลังของลำตัวมีรอยพับของหนัง  ๓  รอย  ตรงแถวๆศีรษะไหล่  ข้างหลังของขาคู่หน้า  และด้านหน้าของขาคู่ข้างหลัง  แรดเพศผู้มีนอเดียว  มีความยาวไม่เกิน  ๒๕  ซม.  ส่วนตัวภรรยานั้นมองเห็นเป็นเพียงแค่ตุ่มนูนขึ้นมา แรดชวาเคยเป็นสัตว์ที่ทำมาหากินอยู่รวมกันเป็นฝูง  แม้กระนั้นตอนนี้พบหากินกระโดดๆ หรืออยู่เป็นคู่ในฤดูสืบพันธุ์  รับประทานใบไม้  กิ่งไม้  แล้วก็ผลไม้ป่าที่หล่นอยู่บนพื้นดินเป็นของกิน  ตกลูกครั้งลพ  ๑  ตัว  ระยะตั้งท้องนาน  ๑๖  เดือน มีเขตการกระจายชนิดตั้งแต่ในประเทศบังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม  เขมร  มาเลเซีย  รวมทั้งอินโดนีเซีย  พบได้ทั่วไปในป่าดงดิบชื่นที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์  หรือป่าทึบริมฝั่งทะเล  โดยมากหาเลี้ยงชีพอยู่ตามป่าที่ราบ  ไม่พบอยู่ตามเทือกเขาสูง  เดี๋ยวนี้แรดชวาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนประเภทหนึ่งใน  ๑๕  จำพวกของไทย
๓. แรดอินเดีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Rhinoceros  unicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  Indian  rhinoceros
เป็นแรดใหญ่จำพวกนอเดียว  สูงราว  ๒  เมตร  หนัก  ๒-๓  ตัน  ตามตัวมีหนังหนาคล้ายโล่ที่ไหล่  ที่สะโพก  หนังเป็นปุ่มนูนกลมเห็นได้ชัด  ไม่มีขนมากนักนอกจากที่ขอบหูรวมทั้งปลายหาง  มีหนังพับผ่านข้างหลัง  ๒  แห่ง เป็น ที่ด้านหลังของไหล่และก็ที่ข้างหน้าของสะโพก  แม้กระนั้นไม่มีพับหนังข้ามคอ  หางสั้นอยู่ในหลืบพักของสะโพก  ตั้งท้องนานราว  ๑๙  เดือน  อายุยืนราว  ๕๐  ปี  แรดประเทศอินเดียอาศัยอยู่ในป่าลุ่มริมแม่น้ำ  เคยพบได้บ่อยในหุบเขาแม่น้ำสินธุ  ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา  ช่องเขาแม่น้ำพรหมบุตร  แล้วก็บริเวณตีนเขาหิมาลัยตั้งแต่ประเทศปากีสถานถึงเมืองอัสสัมอินเดีย
๔. แรดขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Ceratotherium  simum  Burchell
มีชื่อสามัญว่า  white  rhinoceros  หรือ  square-lipped  rhinoceros
มีขนาดใหญ่กว่าแรดอื่นๆ สูงราว  ๑.๖๐-๒  เมตร  ขนาดวัดจากหัวถึงโคนหาง  ๓.๖๐-๕  เมตร  หนัก  ๒.๓ – ๓  ตัน  มีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๖๐  เซนติเมตร  แม้กระนั้นบางตัวนอยาวถึง  ๑.๕๐  เมตร  หัวยาว  ปากกว้าง  หูยาวกว่าแรดดำ  รวมทั้งปลายหูแหลม  หน้าผากลาด  แล้วก็มนกว่าแรดดำ  หัวไหล่นูนเป็นก้อน  ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ  ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเขา  ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน  ยกเว้นขนที่ปลายหูรวมทั้งขนหาง  ริมฝีปากบนมีรูปร่างเหมือนสี่เหลี่ยมจัตุรัส  แรดชนิดนี้ชอบกินหน้ามากกว่าใบไม้  มีหัวยาวเพื่อก้มลงกินต้นหญ้าได้ง่าย  บนไหล่มีโหนกสูง  มีจมูกดี  แต่ตาแล้วก็หูไม่ดี  ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ราว  ๔—๕  ตัว  แม้กระนั้นบางทีอาจเจอได้ถึงฝูงละ  ๑๘  ตัว  ไม่ดุมากแรดขาวเคยอาศัยอยู่บริเวณภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา  บริเวณหุบเขาลุ่มแม่น้ำไนล์  แม้กระนั้นในขณะนี้ได้สิ้นซากไปจากรอบๆนี้  พบในแอฟริกากึ่งกลางรอบๆทะเลสาบชาดกับแม่น้ำไนล์ขาว  แล้วก็ในแอฟริกาใต้  ทางตอนใต้ของแม่น้ำออเรนจ์ไปทางทิศตะวัยตก  จนกระทั่งภาคตะวันออกของประเทศนามิเบีย  แรดขาวโตถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ  ๗-๑๐  ปี  ตั้งครรภ์นาน  ๑๘  เดือน  ตามปรกติออกลูกเพียงแต่ตัวเดียว  เมื่ออายุ  ๑ เดือนก็เดินตามแม่ได้แล้ว  อายุ   ๑  สัปดาห์เริ่มรับประทานต้นหญ้า  มีอายุยืน   ๓๐-๔๐  ปี
๖.แรดดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Diceros  bicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  hook-lipped rhinoceros  หรือ   African  black  rhinoceros
เป็นแรดที่มีรูปร่างใหญ่   เทอะทะหนังหนา  สีน้ำตาลอ่อนผสมเทาหรือเทาแก่   ตามลำตัวไม่มีขน  ยกเว้นรอบๆใบหูแล้วก็ปลายหาง  ไม่มีต่อมเหงื่อ  ตาเล็ก  ริมฝีปากบนเป็นติ่งหรือจะงอยแหลมเล็กน้อย  ยืดหดได้  ใช้รั้งกิ่งไม้เข้าปากได้  มี  ๒  นอ  นออันหน้าใหญ่ใจโตและก็ยาวกว่าอันข้างหลัง  หางสั้น  แข็ง  ใบเครื่องทอผ้าลม  ไม่มีทั้งยังฟันตัดรวมทั้งฟันเขี้ยว  เท้ามี  ๓  เล็บ  ขนาดลำตัวยาวราว  ๓.๓๐  เมตร  ความสูงถึงไหล่ราว  ๑.๗๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๒  ตัน  ตัวเมียมีเต้านม  ๒  เต้า  ตามปรกติแรดดำถูกใจอยู่ตัวคนเดียว  จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในช่วงเวลาผสมพันธุ์  ออกหากินช่วงเวลากลางคืน  ชอบหาเลี้ยงชีพตามท้องทุ่งรวมทั้งบริเวณชายเขา  เกลียดชังเข้าไปหาเลี้ยงชีพในป่าลึก  นิสัยดุ  หูและจมูกไว  แรดดำโตเป็นหนุ่มสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว  ๗  ปี  ตั้งครรภ์นาน  ๑๕-๑๖  เดือน  ออกลูกครั้งละ  ๑  ตัว  ลูกแรดกินนมแม่อยู่นานราว  ๒  ปี  และก็อยู่กับแม่นาน  ๓-๔  ปี แรดที่พบในบ้านเรามีเพียงแต่  ๒  ชนิดแรก  คือ   กระซู่และก็แรดชวา

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยเคยใช้นอแรดเข้ามาเป็นเครื่องยาในยาโบราณหลายขนาน  แต่ในปัจจุบันใช้ลดน้อยลง  เพราะว่าหายากรวมทั้งแพงแพง นอแรดเป็นสิ่งแข็งเสมือนเขาสัตว์  ตัน  ผลิออกขึ้นมาเหนือจมูกของสัตว์พวกแรด  นอแรดที่ดีจะต้องมีผิวนอกดำไหม้  สีค่อยจางไปที่โคน  จนกระทั่งเป็นสีเทาอมน้ำตาล  เนื้อในมีสีเทาปนขาว  มีจุดสีเทาดำ  แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  นอแรดมีกลิ่นหอมเย็น  ไม่คาว  มีรสเปรี้ยวเค็มเย็น  มีสรรพคุณแก้ไข้สูง  แก้พิษร้อน  แก้อาเจียนเป็นเลือด  แก้ถ่ายเป็นเลือด  เป็นยาระงับประสาท  โดยใช้บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำกิน  เป็นยาขมเจริญอาหาร  แก้อาการเกร็งเพื่อเป็นการรักษาสัตว์เหล่านี้ไว้  จึงไม่สมควรใช้หรือช่วยเหลือให้ใช้  เครื่องยาที่ใช้แทนกันได้เป็นเขาควาย  (ควาย)  แม้กระนั้นต้องใช้ในจำนวนมากกว่าหลายเท่า

Tags : สัตววัตถุ

40
อื่นๆ / สมุนไพรเครืองปรุง(คณาเภสัช)
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2017, 12:45:16 PM »

สมุนไพรเครื่องปรุง(คณาเภสัช)
ชนิดส่วนเดียวกันของพืชมากยิ่งกว่า ๑ ประเภทใช้ด้วยกัน เครื่องปรุงนี้ส่วนใหญ่เป็น “จุลพิกัด”โบราณแบ่งจุดพิกัดออกเป็น ๕ ชนิดหมายถึงจำพวกมีชื่อแบบเดียวกันแต่ว่าต่างถิ่นที่เกิด ประเภทมีชื่อเช่นเดียวกันผิดแผกสีกัน จำพวกมีชื่อเหมือนกันแต่ต่างขนาดกัน จำพวกมีชื่อเหมือนกันแตกต่างกันจำพวกกัน แล้วก็จำพวกมีชื่อเช่นเดียวกันแต่ต่างรสกัน

(คณาเภสัช)
ครอบอีกทั้ง ๓ – ต้น บำรุงโลหิตรวมทั้งขับลม
ครอบถัง ๓ – ใบ บ่มหนองให้แตกเร็ว
รอบทั้งยัง ๓ – ราก แก้ลมแล้วก็ดี บำรุงธาตุ แก้มุตกิด แก้ไอ แก้ไข้ผอมบางเหลือง บำรุงกำลัง
ชบาอีกทั้ง ๒ – ราก แก้ฝี แก้ฟกบวม ขับน้ำย่อยของกิน ทำให้ของกินมีรส
ตุๆมกาทั้งยัง ๒ – เถา แก้ไข้เพื่อเสลด บำรุงธาตุไฟ ให้รู้รสของกิน ขับลมผาย ทำให้อุจจาระงวด แก้ริดสีดวง
ตุมกา ๒ – ราก แก้พิษงู ถอนพิษงู
ตุมกาทั้งยัง ๓ – เปลือกต้น แก้พิษงู ถอนพิษงู
เถามวกอีกทั้ง๒ – เถา แก้ท้องร่วง แก้ลงแดง บำรุงเลือด
มะแว้ง ๒ – ผล แก้เสลด และก็ขับเสลดให้ตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสลด ขับเยี่ยว
เสม็ดทั้งยัง ๒ – ใบ แก้กลยุทธ์ยฟกบวม แก้ปวดท้อง หางกระรอกอีกทั้ง ๓ – ราก แก้พิษงูขบกัด
หางไหลทั้ง๒ – เถา ถ่ายเส้น ถ่ายลม ถ่ายเสลดและก็เลือด

41
อื่นๆ / สัตววัตถุโหรามิคสิงคี
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2017, 09:19:23 AM »

โหรามิคสิงคี
โหรามิคสิงคี หรือที่เรียกใน หนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์ว่า “โหราอำมิคสิงคี” เป็นเขากวางสุม (ให้เป็นถ่าน) คำ มิค หมายความว่า กวาง ส่วนคำ สิงคี มีความหมายว่าสัตว์มีเขาได้จากกวางเปอร์เซีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dama dama Linnaeus
ในสกุล Cervidae
มีชื่อสามัญว่า   fallow  deer
กวางอิหร่านนี้มี  ๒  ประเภทย่อย  เป็น
๑.ชนิดย่อยซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  mesopotamica  (Brooke)
มีชื่อสามัญว่า Iran  fallow  deer
๒.จำพวกย่อยที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Dama  dama  dama  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า South  Turkey  fallow  deer
กวางเปอร์เซียเป็นกวางขนาดกลาง ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางยาวราว ๑.๕0  เมตร หางยาว  ๒0-๒๕  ซม. น้ำหนักตัว  ๓0-๓๕  กรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาลแกมเหลือง มีจุดขาวอยู่กึ่งกลางข้างหลังหรือข้างลำตัว มีขนแถบสีดำทอดยาวจากกึ่งกลางหลังไปจนถึงตะโพก ข้างล่างลำตัวสีขาว ขนเรียบ บางรวมทั้งแนบติดกับลำตัว   ในฤดูหนาวขนตามลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทารวมทั้งจุดขาวตามลำตัวจะเลือนไป ขายาว ลำตัวอ้วนล่ำ หัวค่อนข้างสั้น คอหนา ตัวผู้มีลูกกระเดือกนูนออกมา บริเวณตูดวงรอบก้นมีสีขาวขอบสีดำ
กวางชนิดนี้รับประทานหญ้า ใบไม้ รวมทั้งผลไม้เป็นของกิน ถูกใจอยู่กันเป็นฝูงในฤดูร้อน เพศผู้ที่โตสุดกำลังจะแยกออกจากฝูง ทิ้งตัวภรรยาและลูก แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะกลับเข้ามาผสมพันธุ์กับตัวเมีย กวางประเภทนี้โตเต็มกำลังรวมทั้งผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ราว ๑๘  เดือน ตั้งท้องราว  ๒๓0  วัน คลอดลูกทีละ  ๑  ตัว อายุยืนราว  ๒0  ปี
เคยพบกวางเปอร์เซียในป่าโดยรอบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนรวมทั้งในตะวันออกกลาง ดังเช่น ในประเทศประเทศอิหร่านรวมทั้งอิรัก ตอนนี้อาจสิ้นพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว แต่ว่ายังคงมีเลี้ยงอยู่บ้างตามสวนสัตว์หลายที่
ตำราสรรพคุณโบราณว่า โหรามิคสิงคีเป็นยาถอนพิษ แก้ปวดตามข้อ ปวดเอว ใน ตำราพระยาพระนารายณ์  มีตำรับยาขนานหนึ่งเข้า “โหราอำมิคสิงคี”  เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยาทรงเขี่ย ให้เอาโหราเดือยไก่ โหราอมฤตย์ โหราอำมิคสิงคี โหราบอนโหราเท้าสุนักข์ โหราเขาควาย โหราใบกลม โกฏกัยี่ห้อ ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน  กานพลู พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี  มหาหิงคุ์ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว หอมแดง ชาตรี ยาดังนี้สิ่งละเฟื้อง ฝิ่นสลึง ๑  ทองคำเปลว  ๑0  แผ่น น้ำมะนาวเป็นกระสาย   บดทำแท่ง ตากในร่ม ฝนด้วยน้ำมะนาว น้ำท่า เมื่อเขี่ยแล้วนั้น ถึงเป็นฝีฟกทูมภรรยา ขึ้นเป็นเม็ดเป็นเปาเป็นปมก็หาย ถ้าหากจับไข้เจ็บ ให้สับกระหม่อมสับต้นคอ ทาหาย แก้ลมขึ้นสูงด้วย หากงูเพ่งดูม์ ตะขาบ แมลงป่องขบ ฝนด้วยน้ำมะนาวก็ได้ สุราก็ได้ ทั้งยังกินอีกทั้งยา หาย  ฯ
ผลดีทางยา
ยาไทยใช้เขากวางเป็นยาขนานหนึ่ง แบบเรียนยาคุณประโยชน์ยาโบราณ เขากวางเป็นยาเย็น ดับพิษทุกสิ่งทุกอย่าง มีสรรพคุณแก้ร้อน ทำลายพิษสำแดง หมอแผนไทยมักเอามาคั่วให้ไหม้เกรียม หรือสุมให้ดำไหม้เกรียม รวมทั้งก็เลยเอามาผสมเข้าในตำรับยา
ในพระตำราโบราณอันเป็นต้นแบบของยาแพทย์แผนไทยนั้น มีตำรับยาที่ เข้า  “เขากวาง” หลายขนาน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยาขนานหนึ่งใน  พระคู่มือมหาโชตรัต ดังนี้สิทธิการิยะ ถ้าเกิดใครกันแน่ไม่สบายแลให้ร้อนด้านในให้อยากน้ำนัก แลตัวผู้ป่วยนั้นให้กระด้าง เหมือนกับท่อนไม้แลท่อนฟืน ให้ตัวนั้นเป็นเหน็บชาไปทั่วทั้งยังกายหยิกไม่เจ็บ   ท่านว่าเกิดกาฬ  ภายในแลให้ปากแห้งคอแห้งผากฟันแห้งนมหดหู่ให้เป็นต่างๆนั้น ท่านว่ารอยแดงผุดออกยังไม่สิ้น ยังอยู่ในหัวใจนั้น ถ้าหากจะแก้ให้เอา รากกะตังบาย  ๑  จันทร์  ๒  สนเทศ  ๑  ท้อถอยม  ๑  เพ่งดูนาศ  ๑  รากแตงรุนแรง  ๑  รากหมูปล่อย  ๒  หัวมหากาฬ  ๑  หัวกะยามเช้าผีมด  ๑  รากไคร้เครือ  ๑  ใบยับยั้ง  ๑  ใบพิมเสน  ๑  ใบเฉพร้าหอม  ๑  ใบทองพันชั่งน้ำหนัก  ๑  เขากวาง ๑  งา  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวหมี  ๑   เขี้ยวจระเข้  ๑   เขี้ยวหมูป่า  ๑   เขี้ยวแรด  ๑   กรามนาคราช  ๑   เขี้ยวปลาพะยูน  ๑   เกสรดอกบัวน้ำทั้งยัง  ๗   ผลสมอพิเภก  ๑   เทียนดำ  ๑   ใบสเดา  ๑   เปลือกไข่เป็ดสด  ๑   ผลจันทร์  ๑   ดอกจันทร์  ๑   สมอไทย ๑   รากมะรุมบ้าน  ๑   รวมยาทั้งนี้เอาเสมอภาค   ทำผงแล้วจึงบดปั้นแท่งไว้ ฝนด้วยน้ำดอกไม้ ทั้งยังกินทั้งยังพ่น แก้สรรพไข้ทุกอันดังกล่าวข้างต้นมานั้น หายแล

42

สมุนไพรพิกัดเกสร
คำว่า เกสร หรือที่โบราณใช้เป็น เกษร นั้น มีความหมายที่เกี่ยวกับดอกไม้ อาจหมายถึงส่วนประกอบที่ใช้ขยายพันธุ์ของพืช ๒ ส่วน ซึ่งจัดแสดงอยู่ในวงของดอก คือเกสรผู้และก็เกสรเพศเมีย เป็นลำดับจากนอกถึงในสุดทาง จากนั้นออกมาจะเป็นกลีบดอกไม้และก็กลีบเลี้ยงตามลำดับ แต่ในความหมายที่เกี่ยวกับพิกัดยานั้นอาจถึงเกสรเพศผู้ (ดังเช่นว่า เกสรบัวหลวง) หรือดอกไม้อีกทั้งดอก (รวม กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และก็เกสรเพศเมีย) (ได้แก่ ดอกกระดังงา ดอกมะลิ เป็นต้น) หรืออาจคือช่อดอกช่อ (เช่น ดอกลำเจียก )พิกัดเกสรที่ใช้ในยาไทยมี ๓ พิกัดหมายถึงพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ พิกัดเกสรอีกทั้ง ๗ แล้วก็พิกัดเกสรทั้งยัง ๙ พิกัดเกสรทั้งยัง ๕ อาทิเช่น เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกมะลิ แล้วก็ดอกสารภี มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะรวมทั้งเลือด แก้ไข้เพ้อกังวล แก้ลมเวียนหัว แก้น้ำดี แก้ธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บํารุงท้อง เครื่องยาพิกัดนี้ ใช้มากมายในยาแก้ลมเวียนหัว ยาหอมบำรุงหัวใจ พิกัดเกสรทั้งยัง ๗ ตัวประกอบด้วยตัวยา ๕ อย่าง ในพิกัดเกสร ๕  โดยมีดอกจำปา และก็ดอกกระดังงา เพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีสรรพคุณโดยรวมบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสลดแล้วก็เลือด แก้ไข้เพพ้อกลุ้ม แก้ลมตาลาย แก้น้ำดี แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้โรคตาพิกัดเกสรทั้ง ๙ มีตัวยา ๗ อย่างในพิกัดเกสรทั้งยัง ๗ โดยมีดอกลำเจียก รวมทั้งดอกลำดวนเพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีสรรพคุณ โดยรวมแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อลม แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา
                   
ตารางที่ ๑ เครื่องยาในพิกัดเกสร
เครื่องยา                ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของที่มาที่ไป ตระกูล   ส่วนของพืช
เกสรบัวหลวง        Nelumbo nucifera Gaertn.           Nelumbonaceae      เกสรเพศผู้
ดอกบุนนาค           Mesua ferrea L.                Guttiferae           อีกทั้งดอก
ดอกพิกุล                Mimusops elengi L.         Sapotaceae        ทั้งยังดอก
ดอกมะลิ                Jasminum sambac Ait.   Oleaceae             อีกทั้งดอก
ดอกสารภี              Mamea siamensis (T.and) Kosterm.        Guttiferae           อีกทั้งดอก
ดอกจำปา              Macnolia Champaca (L.) Baill. Ex Pierre var. champaca (ชื่อพ้อง Michelia champaca L.)        Magnoliaceae       ทั้งดอก
ดอกกระดังงา        Cananga  odorata Hook.f. & Th. Annonaceae      ดอก
ดอกลำเจียก          Pandanus odoratissimus L.f         Pandanaceae     ช่อดอกช่อ
ดอกลำดวน           Melodorum fruiticosum Lour.    Annonaceae      ทั้งยังดอก
เกสรบัวหลวง
เกสรบัวหลวงเป็นเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวงจำพวกดอกตูมทรงฉลวย กลีบไม่ซ้อน สีขาว (เรียกบุณฑริก) หรือสีชมพูเรียก (ปัทม์ โกกนุท นิลุบล ฯลฯ) บัวหลวงเป็นบัวน้ำประเภทก้านแข็ง (บัวหลวงชาติ) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn.ในสกุล Nelumbonaceae ใต้มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เครื่องยาที่เรียก เกสรบัวหลวง ได้จากเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวง ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า มีกลิ่นหอม รสฝาด ใช้แก้ไข้ แก้ธาตุพิการ บำรุงหัวใจ เกสรบัวหลวงเข้าเครื่องยาไทยในพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ เกสรทั้งยังเจ็ดและเกสร ๙
ดอกบุนนาค
ดอกบุนนาค ได้จากต้นบุนนาคอายมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mesua ferrea L.ในตระกูล Guttiferae พืชจำพวกนี้มีชื่อสามัญว่า indian rose chestnut tree ต้นบุนนาคเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕ – ๒๕ เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปเจดีย์ต่ำๆโคนต้นมีพูพอนนิดหน่อย ลำต้นเปลา เปลือกเรียบ สีน้ำตาลคละเคล้าเทารวมทั้งคละเคล้าแดง มีรอยแตกตื้นๆด้านในเปลือกมียางขาว ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปใบหอกหรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง ๑.๕-๓.๕ เซนติเมตร ยาว ๔-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบของใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีคราบเปื้อนสีขาวนวล เส้นใบถี่ เนื้อใบครึ้ม ก้านใบสั้นยาว ๔-๗ มม. ใบอ่อนสีชมพูอมเหลืองห้อยเป็นพู่ ดอกออกเดี่ยวๆหรือออกเป็นกระจุก กลุ่มละ ๒-๓ ดอก ตามง่ามใบ ดอกสีขาวหรือสีนวล มีกลิ่นหอม เมื่อบานเต็มกำลังมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๕-๑๐ ซม. กลีบเลี้ยงมี ๔ กลีบ รูปช้อน งอเป็นกระพุ้ง มี ๒ ชั้น ชั้นละ ๒ กลีบ กลีบดอกไม้มี ๔ กลีบ รูปไข่กลับ ปลายบานและก็เว้า โคนสอบ เกสรเพศผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ผลรูปไข่ แข็ง สีน้ำตาลเข้ม กว้าง ๒ ซม. ยาว ๔๐ ซม. ปลายโค้งแหลม กลีบเลี้ยงขยายโตเป็นกาบหุ้มผล ๔ กาบ มีเม็ด ๑-๒ เม็ด พืชนี้มีแก่นไม้สีแดงคล้ำ เป็นเงาเลื่อม เสี้ยนค่อนข้างจะตรง เนื้อค่อนข้างจะหยาบคายแข็ง และก็แข็งแรงดีเลิศ เลื่อยผ่าตกแต่งยาก ขัดชักเงาเจริญ ฝรั่งเรียกไม้นี้ว่า ironwood หรือ Ceylon ironwood ใช้ทำหมอนรองรางรถไฟ ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำเสา สะพาน ด้ามวัสดุ ใช้ต่อเรือ ทำกระดูกงูเรือ กงเสากระโดงเรือ ใช้ทำทุกส่วนของเกวียน ทำด้ามหอก ด้ามร่ม ทำพานท้ายหรือแล้วก็รางปืน น้ำมันที่บีบจากเมล็ดทำเครื่องแต่งหน้า หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ดอกบุนนาคมีกลิ่นหอมยวนใจ เย็น รสขมนิดหน่อย ช่วยทำนุบำรุงใจให้ช่ำชื่น ใช้แก้ไข้กาฬ แก้ร้อนในดับหิว บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด วิงเวียน หน้ามืด ลายตา แล้วก็ว่าแก้กลิ่นสาบสางในกายได้ ดอกบุนนาคเข้าเครื่องยาไทยพิกัดเกสรทั้ง ๕ และก็เกสรทั้ง ๗ และก็เกสร ๙ นอกจากนั้นส่วนอื่นของต้นบุนนาคยังใช้คุณประโยชน์ทางยาได้ เป็นต้นว่า รากใช้แก้ลมในลำไส้ เปลือกต้นมีคุณประโยชน์กระจายหนอง และกระพี้แก้เสมหะในคอ แก่นไม้ใช้แก้ลักปิดลักเปิด
ดอกพิกุล
ดอกพิกุล เป็นดอกของต้นพิกุลอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mimusops elengi L.ในสกุล Sapotaceae พืชชนิดนี้ ลางถิ่นเรียก กุน (ภาคใต้) แก้ว (ภาคเหนือ) ซางป่า (ลำพูน) ก็มีต้นพิกุลเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดรูปเจดีย์หรือกลมทึบ ใบเป็นใบคนเดียว เรียงสลับกันห่างๆรูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒-๖.๕ ซม. ยาว ๕-๑๕ เซนติเมตร วัวนมน ปลายแหลม เป็นติ่งสั้นๆขอบใบเป็นคลื่น ดอกเป็นดอกผู้เดียว หรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๖ ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี ๘ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นละ ๔ กลีบ กลีบมี ๒๔ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นนอกมี ๘ กลีบ ชั้นในมี ๑๖ กลีบ โคนเชื่อมกันเล็กน้อย หล่นง่าย มีสีนวล กลิ่นหอมเย็น กลิ่นยังคงอยู่แม้ตากแห้งแล้ว เกสรเพศผู้สมบูรณ์มี ๘ อัน รวมทั้งเกสรเพศผู้เป็นหมัน เหมือนกลีบดอกมี ๘ อัน ผลเป็นแบบมีเนื้อ รูปไข่ กว้างราว ๑.๕ เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว และก็สุกมีสีแดงแสด มีรสหวานนิดหน่อย เมื่อต้นพิกุลมีอายุมากๆแก่นไม้จะผุหรือรากจะผุ ทำให้ข้นหรือลงได้ง่าย ก็เลยไม่นิยมปลูกเอาไว้ในบริเวณบ้าน ต้นแก่ๆมักมีเชื้อราจะเดินเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้มีกลิ่นหอมยวนใจ โบราณเรียก “ขอนดอก” ซึ่งมีขายทำร้านยาสมุนไพรเป็นเนื้อไม้ที่มีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอมฝรั่งเรียก “bullet wood” เนื่องด้วยแก่นไม้มีประด่างเป็นจุดขาวๆเสมือนรอยกระสุน
ขอนดอก
เป็นเครื่องยาไทย บางทีอาจได้จากต้นพิกุล หรือต้นตะแบก(Lagerstroemia calyculata Kurz. ตระกูล Lythraceae) แก่ๆมีเชื้อราเจริญก้าวหน้าเข้าไปในเนื้อไม้ แต่ว่าโบราณว่าขอนดอกที่ได้จากต้นตะหามจะมีคุณภาพด้อยกว่า ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ขอนดอกมีกลิ่นหอมหวน รสจืด มีสรรพคุณบำรุงตับ ปอด และก็หัวใจ บำรุงทารกในท้อง (ครรภรักษา) ทำให้หัวใจชุ่มชื่น ดอกพิกุลมีกลิ่นหอมหวนเย็น เข้ายาหอม ยานัตถุ์ ยาแก้ไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้เจ็บคอและก็แก้ร้อนใน หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ รวมทั้งเกสร ๙ หรือใช้ผสมกับดอกไม้อื่นๆที่มีกลิ่นหอมเพื่อทำบุหงา เว้นแต่น้ำส่วนอื่นๆของต้นพิกุลยังใช้คุณประโยชน์ทางยาได้ตำราเรียนว่ารากพิกุลมีรส ขมเฝื่อนฝาด เข้ายาบำรุงเลือด แก้เสลด แก้ลม แก่นพิกุลมีรสขมขื่น เข้ายาบำรุงโลหิต ยาแก้ไข้ เปลือกต้นที่คุณมีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้เหงือกอักเสบ ใบพิกุลรสเบื่อฝาด เข้ายาแก้หืด แก้กามโรค
ดอกมะลิ
ดอกมะลิเป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.ในวงศ์ Oleaceae  ถ้าเกิดมีกลีบดอกชั้นเดียวเรียก มะลิลา ถ้าหากมีกลีบทับกันหลายชั้นเรียก มะลิซ้อน แม้กระนั้นดอกมะลิที่ระบุในตำราเรียนยามักนิยมใช้ดอกมะลิลา ฝรั่งเรียกดอกมะลิ jasmine หรือArabain jasmine ต้นมะลิเป็นไม้พุ่มคอยเลื้อยสูง ๑-๒ เมตร ใบเรียงตรงกันข้าม รูปไข่ ขนาดกว้าง ๓.๕-๔.๕ ซม.ยาว ๕-๗ เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ก้านใบสั้น หากเป็นชนิดดอกซ้อนมักออก ๓ ใบใน ๑ ข้อ รวมทั้งสีใบจะเข้มกว่า ดอกมีสีขาว กลิ่นหอมหวนแรง ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นเส้น ๘-๑๐ เส้น กลีบดอกไม้เป็นหลอดยาว ๑-๒ เซนติเมตร ปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบ เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๓ เซนติเมตร เกสรเพศผู้มี ๒ อัน ดอกออกตลอดทั้งปี แต่จะ ดกในช่วงฤดูร้อนและก็หน้าฝน ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ดอกมะลิมีกลิ่นหอมเย็น รสขม ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ทำให้จิตใจสดชื่น บำรุงครรภ์ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ โบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสร ๕ เกสรทั้ง ๗ และก็เกสรทั้ง ๙ หรือใช้อบในน้ำหอม ทำน้ำดอกไม้ไทย หรือใช้ผสมกับดอกไม้ประเภทอื่นๆที่มีกลิ่นหอม สำหรับทำบุหงา นอกเหนือจากนี้แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ใบมะลิสดมีรสฝาด แพทย์ตามชนบทใช้ใบสดตำกับกากมะพร้าวก้นกะลาพอกหรือทาแก้แผลพุพอง แก้แผลเรื้อรัง และก็ ยังว่าใช้ยอด ๓ ยอด ตำพอกหรือทาเพื่อลบรอยแผลเป็น รากมะลิมีรสเย็นเมา ฝนหรือต้มน้ำกิน แก้ปวดปวดหัว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้หลอดลมอักเสบ ใช้มาก (ราว ๑-๒ ข้อมือ) ทำให้สลบ ตำพอกหรือแก้เคล็ดลับขัดยอกจากการกระทบกระแทก
ดอกสารภี
ดอกสารภีได้จากต้นสารภีอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mammea siamensis (T. And) Kosterm. ในวงศ์ Guttiferae ลางถิ่นเรียก ไม่สำนึกในบุญคุณ (เมืองจันท์) สร้อยพี (ภาคใต้) ก็มี ต้นสารภีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง ๑๐-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นไม้พุ่มทึบ เปลือกต้นสีเทาดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ด มียางขาวและจะกลายเป็นสีเหลืองอ่อน กิ่งอ่อนเป็นสารสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบคนเดียว เรียงตรงกันข้ามเป็นคู่ๆแต่ละคู่สลับทิศทางกัน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง ๔-๖.๕ เซนติเมตรยาว ๑๕-๒๐ เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ ปลายใบมนหรือสอบทื่อๆอาจมีติ่งสั้นๆหรือหยักเว้าตื้นๆเนื้อใบดก ดอกออกเป็นช่อ ช่อเดียวหรือหลายช่อตามกิ่ง ดอกสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อจะโรย มีกลิ่นหอมยวนใจมากมาย กลีบเลี้ยงมี ๒ กลีบ โคนเชื่อมชิดกัน ติดทนและขยายโตตามผล กลีบดอกมี ๔ กลีบ โค้งเป็นกระพุ้ง เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๑.๕ ซม. เกสรเพศผู้มีเยอะมากๆ ผลรูปกระสวย ยาวราว ๒.๕ เซนติเมตร เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อสีเหลืองหรือสีแสดหุ้มเมล็ด
สารภีแนน
สารภีแนน เป็นชื่อถิ่นทางพายัพของพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Calophyllum inophyllum L. ในวงศ์ Guttiferae รู้จักกันในชื่ออีกหลายชื่อ ตัวอย่างเช่น สารภีสมุทร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) กากะทิง (ภาคกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) เป็นพืชที่ขึ้นริมหาด หรือปลูกเป็นไม้ประดับทั่วๆไป พืชจำพวกนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๘-๑๐ เมตร เรือนยอดที่กว้างเป็นพุ่มกลม ทึบ เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลผสมเทา ภายในมีน้ำยางสีเหลืองใส ใบเป็นใบผู้เดียว เรียงตรงกันข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๔.๕-๘ ซม. ยาว ๘-๑๕ เซนติเมตร โคนใบสอบ ปลายใบมน กว้างหรือเว้าตรงกลางเล็กน้อย ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนา เส้นใบถี่และขนานกัน ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมสดชื่น ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบมี ๕-๖ กลีบ เมื่อบานมีสัตว์เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๒.๕ เซนติเมตร เกสรเพศผู้มีสีเหลือง มีเยอะมาก ผลรูปกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕-๓ ซม. ปลายกิ่งเป็นติ่งแหลม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาล แห้งผิวร่น เปลือกออกจะครึ้ม แพทย์แผนไทยลางถิ่นใช้ดอกสารภีแนนแทนดอกสารภี ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ น้ำมันระเหยยากคีมจับได้จากเม็ดใช้ทาแก้ปวดข้อ รวมทั้งใช้เป็นยาพื้นสำหรับทำเครื่องสำอางตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่าดอกสารภีมีกลิ่นหอมยวนใจ รสขมเย็น แก้โลหิตพิการ แก้ไข้ที่เป็นพิษร้อน เป็นยาเจริญอาหาร ยาบำรุงหัวใจ รวมทั้งยาชูกำลัง โบราณจัดดอกสารภีไว้ภายในพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ เกสรทั้ง ๗ รวมทั้งเกสรอีกทั้ง ๙
ดอกจำปา
ดอกจำปา ได้จากดอกของต้นจำปาอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าmagnolia champaca (L.) Bail.ex Pierre var. Champaca ในตระกูล Magnoliaceae พืชจำพวกนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๓๐ เมตร ยอดอ่อนและก็ใบอ่อนมีขน ใบแก่เกลี้ยง ใบเป็นใบคนเดียว เรียงเวียรสลับกัน รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แคบ กว้าง ๔-๑๐ เซนติเมตร ยาว ๑๐-๒๕ ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนกลมมนหรือแหลม ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ สีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมยวนใจแรง กลีบ
จำปาดอกขาว
เนื่องจากต้นจำปามีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง คือตั้งแต่อินเดีย พม่า ไทย ไปถึงจนถึงเวียดนาม จึงอาจมีการคลายภายในโดยธรรมชาติกลายพันธุ์โดยธรรมชาติจนขนาดและสีของดอกแตกต่างกันออกไปบ้าง ที่วัดกลาง ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีต้นจำปาอายุมากต้นหนึ่ง ดอกเมื่อแรกแย้มมีสีนวล (ไม่ขาวเหมือนดอกจำปีทั่วไป) แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มเมื่อใกล้โรย (เหมือนดอกจำปาทั่วไป) ชาวบ้านเรียกต้นจำปานี้ว่า ต้นจำปาขาว เมื่อผ่านไปทางอำเภอนครชัยจะเห็นป้าย ต้นจำปาขาว ๗๐๐ ปี ต้นจำปาขาวที่ว่านี้ก็คือต้นจำปาอายุมากต้นนี้เอง ส่วนวลี ประวัติศาสตร์ ๗๐๐ปี ต้องการจะสื่อว่าบริเวณตำบลนครไทยนั้นเดิมเป็นเมืองโบราณชื่อเมืองบางยาง เป็นเมืองที่พ่อขุนบางกลางหาว ผู้เสพผู้สืบเชื้อสายจากพระชัยศิริ ราชวงศ์เชียงราย อพยพมาตั้งถิ่นฐานต้องสูงพระไพร่พลอยู่ในราว พ. ศ. ๑๗๗๘ ก่อนร่วมกับพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ยกพลตีสุโขทัยอันเป็นเมืองหน้าด่านของขอมและรับชัยชนะในราวพ. ศ. ๑๘๐๐ สถาปนาพระองค์เป็นปฐมกษัตริย์ทรงพระนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แห่งกรุงสุโขทัย
จำปาของลาว
จำปา เป็นชื่อที่ชาวไทยอีสานและชาวลาวเรียกพืชอีกชนิดหนึ่งอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Plumeria obtusa L.ในวงศ์ Apocynaceae คนไทยภาคกลางเรียก ลั่นทม ลางถิ่นอาจเรียก จำปาขาว จำปาขอม จำปาลาว หรือลั่นทมดอกขาว มีชื่อสามัญว่า pagoda tree หรือ temple tree หรือ graveyard flower (เรียกดอก) พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่มสูง ๓-๖ เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้าง ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับที่บริเวณปลายกิ่ง รูปใบพายแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ เซนติเมตร ยาว ๒๐-๓๒ เซนติเมตร ปลายและโคนมน ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม ดอกสีขาว กลางดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน กลีบรูปไข่กลับปลายมน งอลงเล็กน้อย เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘-๑๐ เซนติเมตรเกสรเพศผู้มี ๕ อัน ก้านเกสรสั้นมาก ผลเป็นฝักคู่ รูปยาวรี เมื่อแก่แตกเป็น ๒ ซีก เมล็ดมีจำนวนมาก แบน มีปีก ดวงจําปานี้เป็นดอกไม้ประจำชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นิยมปลูกตามวัดเพื่อเป็นพุทธบูชา จัดเป็นไม้มงคลผู้ไม่รู้ลางท่านเห็นว่าชื่อ ลั่นทม ออกเสียงคล้ายกับ ระทม อันหมายความว่าไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนชื่อให้พืชชนิดนี้ใหม่ว่า “ลีลาวดี” ซึ่งเป็นการไม่สมควรต้นจำปาชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพรที่เกิดทุกส่วนของต้นใช้เป็นยาได้ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า กลีบดอกจำปามีกลิ่นหอม มีรสขม ช่วยทำให้เลือดเย็น กระจายโลหิต อันร้อน ขับปัสสาวะ ขับลม แก้อ่อนเพลีย วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย บำรุงหัวใจ แก้เส้นกระตุก บำรุงน้ำดี บำรุงโลหิต ดอกจำปาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสร ทั้ง ๗ และเกสรทั้ง ๙ ลางตำราว่าดอกใช้ผสมกับใบพลูกินแก้หอบหืด และเมล็ดรสขมเป็นยาขับน้ำเหลือง นอกจากนั้นเปลือกต้นจำปามีรสเฝื่อนขม แก้คอแห้ง แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ต้มน้ำดื่มแก้โรคหนองใน ขับระดู ใบมีรสเฝื่อนขม แก้ไข้อภิญญาณ แก้โรคประสาท แก้เส้นประสาทพิการ แก้ป่วง ใช้ลนไฟพอกแก้ปวดบวม ชงน้ำร้อนดื่มแก้หืด กระพี้มีรสเฝื่อนขม ใช้ถอนพิษผิดสำแดง แก่นมีรสเฝื่อนขม เมา แก้กุฏฐัง รากมีรสเฝื่อนขม ใช้ขับเลือดเน่า เป็นยาถ่าย
ต้นจำปา ที่ซับจำปา
บริเวณที่ปัจจุบันเป็นบ้านซับจำปาตำบลซับจำปาอำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรีนั้นเดิมเป็นป่าพรุน้ำจืดที่กว้างใหญ่ไพศาลอุดมด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิดซึ่งยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานถึงแต่ในปัจจุบันถูกชาวบ้านแผ้วถางเป็นพื้นที่ทำกินโดยเฉพาะเป็นไร่มันสำปะหลังสุดลูกหูลูกตา คงเหลือแต่ป่าต้นน้ำราว ๙๖ ไร่ ที่ชาวบ้านเรียกกันสืบมาว่าประจําปลาในป่านี้มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่มากชาวบ้านเรียกพืชนั้นว่าต้องจับปลาและเรียกพื้นที่ป่าซับน้ำบริเวณนั้นว่าซับจําปาอันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านชื่อวัดและชื่อตำบลตามลำดับเมื่อเร็วๆนี้นักศึกษาที่จะศึกษาจำปาต้นนี้ ในเชิงอนุกรมวิธานพบว่าเป็นพืชในวงศ์ Magnoliaceae ชนิดใหม่ของโลกซึ่งไม่เคยมีรายงานว่าพบที่ใดมาก่อน จึงได้กำหนดชื่อพฤกษศาสตร์โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สิรินธร ตั้งเป็นชื่อบกชนิดว่า Magnolia sirindhorniar Noot.& Chalermgrin เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่ออนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้ให้แหล่งพันธุกรรมและระบบนิเวศของพืชชนิดนี้ถูกทำลายไป โดย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานชื่อไทยให้พืชชนิดนี้ให้พืชนี้ใหม่ว่า จำปีสิรินธร
ดอกกระดัง
ดอกกระดังงา เป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Cananga odorata Hook.f. &Th.ในวงศ์ Annonaceae ลางถิ่นเรียกกระดังงาไทย (ภาคกลาง) กระดังงาใหญ่ กระดังงาใบใหญ่ สบันงาต้น สบันงา (ภาคเหนือ) มีชื่อสามัญว่า ylang-ylang (เป็นภาษาตากาล็อก อ่านว่า อิลาง – อิลาง) ต้นกระดังงาเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๒๐ เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีเทาเกลี้ยงหรือสีเงิน กิ่งก้านแผ่ออกจากต้น มักลู่ลง ส่วนที่ยังอ่อนอยู่มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ห้อยลง รูปขอบขนาน กว้าง ๔ – ๙ เซนติเมตร ยาว ๗-๑๒ เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบค่อนข้างกลมมน หรือเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น ใบบาง ค่อนข้างนิ่ม สีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกรวมกันเป็นกลุ่ม ๔-๖ ดอก ก้านดอกยาว ๒-๔ เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี ๓ กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาวราว ๐.๕ เซนติเมตร มีขนปกคลุม กลีบดอกห้อยลง มี ๖ กลีบ แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นละ ๓ กลีบ ชั้นนอกรูปแคบยาว ปลายเรียวแหลม ขอบกลีบมักจะม้วนหรืออยากเป็นคลื่น ยาว ๕-๘.๕ เซนติเมตร กลีบชั้นในสั้นกว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้และรังไข่มีจำนวนมาก ผลเป็นผลกลุ่มมี ๔-๑๒ ผลย่อย ผลย่อยรูปยาวรี กว้างราว ๑ เซนติเมตร ยาว ๒.๕ เซนติเมตร มีก้านยาว ๑.๓-๒ เซนติเมตร มีสีเขียวเข้มเมื่อแก่เป็นสีดำ เมื่อกลั่นกลีบดอกแรกแย้มด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยระเหยง่าย เรียก น้ำมันดอกกระดังงา (ylang-ylang oil) กลีบดอกลนไฟใช้อบน้ำให้หอม (น้ำดอกไม้) สำหรับใช้เป็นน้ำกระสายยา ดอกแห้งผสมกับดอกไม้หอมอื่นๆสำหรับทำบุหงา ดอกกระดังงามีกลิ่นหอมเย็น ใช้ปรุงยาแก้ลมวิงเวียน ชูกำลัง ทำให้หัวใจชุ่มชื่น แก้อ่อนเพลีย กระหายน้ำ แพทย์แผนไทยจัดเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสรทั้ง๗ และเกสรทั้ง ๙ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เปลือกต้นมีรสฝาด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ท้องเสีย นอกจากนั้นเนื้อไม้มีรสขมฝาด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและแก้ปัสสาวะพิการเช่นกัน
กระดังงาสงขลา
กระดังงาสงขลา หรือ กระดังงาเบา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Canaaga odorata Hook.f.&Th var. fruticosa (Craib) J.Sincl. ในวงศ์ Annonaceae
 เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๓ เมตร แตกกิ่งเป็นพุ่มกลม ใบและดอกคล้ายต้นกระดังงามาก ต่างกันที่กระดังงาสงขลาเป็นไม้พุ่ม ใบสั้นกว่า ดอกออกเดี่ยวๆ บนกิ่งด้านตรงข้ามกับใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายแหลม กลีบดอกมี ๑๕-๒๔ กลีบ ยาว เรียว บิด และเป็นคลื่นมากกว่าดอกกระดังงา กลีบชั้นนอกยาวและใหญ่กว่ากลีบชั้นใน พืชชนิดนี้เป็นพืชถิ่นเดียวและพืชหายาก (ในธรรมชาติ) ของประเทศไทย พบครั้งแรกที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่ายออกดอกได้เกือบตลอดปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ดอกลำเจียก
ดอกลำเจียกเป็นช่อของดอกลำเจียก (Screw pine) อันมีชื่อพฤษศาสตร์ว่า Pandanus odoratissimus L.f. ในวงศ์ Pandanaceae พืชชนิดพืชนี้ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ต้นที่มีดอกเพศผู้เรียก ลำเจียก ส่วนต้นที่มีดอกเพศเมีย เรียก เตย หรือเตยทะเล มีผู้ตั้งชื่อต้นที่มีดอกตัวเมียเป็นพืชชนิดหนึ่งโดยให้ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Pandanus tectorius Sol. ex Parkinson พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่ม สูง ๕-๖ เมตร ลำต้นสีนวลหรือสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแหลมสั้นๆ กระจายอยู่ทั่วไป โคนต้นมีรากค้ำจำนวนมาก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับเป็น ๓ เกลียวที่ปลายกิ่ง ใบรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ เซนติเมตร ยาว ราว ๒ เมตร ขอบใบหยักมีหนามแข็ง ปลายหนามโค้งไปทางปลายใบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผ

43
อื่นๆ / ที่มาของสมุนไพรโกษฐ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2017, 11:24:54 AM »

สมุนไพรพิกัดโกษฐ์
โกรธเป็นพิกัดเครื่องยาหมู่หนึ่งที่ใช้มากในไทย ตำราโบราณเขียนชื่อพิกัดยาพวกนี้ไม่เหมือนกันออกไปหลายแบบ ในศิลาจารึกแบบเรียนที่วัดราชโอรสสาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (แต่ครั้งท่านยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระผู้เป็นเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) ได้โปรดเกล้าให้จารึกไว้เป็นวิทยาทาน เมื่อทรงซ่อมแซมวัดนี้ใน พุทธศักราช ๒๓๖๔ มอบให้เป็นพระราชบุญกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏชื่อพิกัดเครื่องยาไทยเดี๋ยวนี้เป็น โกด ทั้งหมดทั้งปวง เป็นต้นว่า (พิมพ์ตาอักษรที่ปรากฏในศิลาจารึก) ถ้าบุทคลใครกันแน่จับไข้เพื่อเสมหะ ปิตะ วาตะ สมุถานก็ดีแล้ว ทำให้หิวโหยหาแรงไม่ได้ ให้ระลอตเตอรี่ไป ให้ใจขุ่นหมองไม่ได้ชื่น ให้สวิงสวายหากำลังมิได้  ถ้าหากจะเอายานี้แก้ ยาชื่อมหาสมมิตร เอาโกดทั้งยังห้า เทียรทั้งห้า ตรีผลา จันทังสอง ลูกจัน ดอกจัน แขนวาน กานพูล ขิงแห้ง ดีปลี หญ้าแห้วหมู ไคร้เครือ เกษรบัวหลวง เกษรสารภี เกษรบัวเผื่อน เกษรบัวขม ดอกคำ ดอกผักตบ ดอกพิกุน เกสรบุนนาค ดอกสลิด สักขี ชลูด อบเชย ชะเอม ปัญหา ชะมดเชียง พิมเสน เอาเท่าเทียมกันทำเป็นจุณ เอาดีงูงูเหลือม เช่น้ำดอกไม้ประสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ก็ได้ น้ำตาลทรายก็ได้ น้ำค้างคืนก็ได้ รับประทานแก้รส่ำรสายแลดับพิษไข้ทั้งมวล ทำให้คลุ้มคลั่งให้เพ้อให้เชื่อมให้มัว แก้ลิ้นหยาบคางแข็ง แลชูกำลังยิ่งนักฯ
ส่วนแผ่นจารึกหนังสือเรียนที่วัดพระเชตุๆพนสะอาดมังคลาราม(วัดโพธิ์) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้จารึกไว้เพื่อเป็นวิทยาทาน คราวที่ทรงซ่อมแซมแก้ไขฟื้นฟูใหญ่เมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๗๕ แล้วก็คณะอาจารย์สถานที่เรียนหมอแผนโบราณได้เก็บพิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๕  ในแบบเรียนยาฯนี้บันทึกชื่อเครื่องยาในพักนี้เป็น โกฐ ทั้งปวง ยกตัวอย่างเช่นแผ่นจารึกที่ศาลา ๗ เสา ๖  แผ่น ๔ ดังนี้
ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ เกี่ยวกับลักษณะสันนิบาตอันเกิดขึ้นเพื่อดีรั่วนั้นเป็นคำรบ ๔  เมื่อจะบังเกิดขึ้นแก่บุคคลใดดีแล้ว ก็ทำให้ลงดุจกินยารุ มูลนั้นเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ให้เคลิ้มไปหาสติไม่ได้ แลให้หิวโหยนัก บริโภคของกินไม่อยู่ท้อง ให้สวิงสวาย ให้แน่นหน้าอกเป็นอย่างยิ่ง ให้อุทธรลั่นอยู่เป็นนิจมิได้ขาด ถ้าเเลลักษณะเป็นดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมานี้ ฯ ถ้าหากจะแก้เอาสมอทั้งยัง ๓ มะขามป้อม ผลจู๋ม จันทน์ ๒ โกญสอ โกฐเฉมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐน้ำเต้า กฤษณา กระลำพัก แก่นสน กรักขี แก่นประดู่ รากขี้กาอีกทั้ง ๒ ใบสันมีดพร้ามอน ใบคนทีสอ รากกระทกรก รากทิ้งถ่อน รากผักหวาน ว่านน้ำ ไคร้หอม เสมอภาคต้มตามแนวทางให้กิน แก้สันนิบาตอันเกิดขึ้นเพื่อปิตตะสมุฏฐานโรค พูดอีกนัยหนึ่งดีรั่วนั้นหายยอดเยี่ยมนักฯสำหรับ ตำราแพทย์แผนไทยแผนโบราณ ซึ่งรวบรวมโดยขุนโสภิตบรรณรักษ์ (อำพัน คำเล่าลือขจร) เขียนชื่อหมู่นี้เป็น โกฏ ทั้งปวง อย่างเช่นยาแก้คอแห้งในคัมภีร์เล่ม ๓ ตอนที่กล่าวถึงเสลดพิการและยาแก้ ดังต่อไปนี้ ยาแก้คอแห้งผาก แก้เสมหะเหนียว แก้คลื่นไส้ เอาโกฏ ๕ เทียน ๕ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ว่านน้ำ พรมมิ ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง ลูกราชดัด ขิง พริกไทย บดละลายน้ำท่าแทรกเกลือกิน แก้อ้วกละลายน้ำลูกยอต้มกิน
                     
ส่วนในหนังสือศาสตร์วัณ์ณนา – หนังสือเรียนหมอแบบเก่า
ซึ่งเรียบเรียงโดยนายสุ่ม วรกิจไพศาล ตามตำราของพระยายอดเยี่ยมศาสตร์ดำรง(หนู) ผู้เป็นพ่อ บันทึกชื่อเครื่องยาหมู่นี้เป็น โกฏฐ์ ทั้งสิ้น อย่างเช่น ยาเทพนิมิตรในเล่ม ๔ ดังต่อไปนี้ ถ้าจะเอายาชื่อเทวดานิมิตต์ขนานนี้ ท่านให้เอาโกฏฐ์สอ ๑ โกฏฐ์เชียง ๑ โกฏฐ์เขมา ๑ โกฏฐ์น้ำเต้า ๑ สมุลแว้ง ๑ อบเชย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ แก่นสน ๑ สักขี ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน ดอกลำดวน ๑ กระดังงา ๑ ดอกจำปา ๑ สิ่งละ ๓ ส่วน จันทน์ทั้งยัง ๒ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ขอนดอก ๑ แก่นพรม ๑ ชะเอมเทศ ๑ หวายตะค้า ๑ ดอกคำฝอย ๑ เลือดแรด ๑ สารส้ม ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน การบูร ๑ พริกไทย ๑ สิ่งละ ๕ ส่วน แก่นแสมสมุทร ๑๖ ส่วน เบ็ญจข้าล ตามพิกัด ทำเป็นผงแล้วเอาหญ้าแห้วหมูเป็นน้ำกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำแก่นไม้ต้มแทรกพิมเสนให้กิน แก้เลือดปกติโทษอันบังเกิดแต่ว่ากระดูกนั้นหายยอดเยี่ยมนักแล
จึงมองเห็นได้ว่าแบบเรียนยาโบราณของไทยใช้ชื่อเครื่องในหมูนี้เป็น โกด โกฐ โกฏ หรือ โกฏฐ์ ต่างกันไปตามแต่จะเขียน เรื่องยาพิกัดนี้ทุกประเภทเป็นของที่มีเกิดในต่างถิ่น และก็มีพ่อค้าต่างประเทศนำเข้ามาขายในประเทศไทยช้านานแล้ว อย่างน้อยก็ก่อนยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พุทธศักราช ๒๑๗๕ – ๒๒๓๑) ด้วยเหตุว่าในแบบเรียนหมอแผนไทยซึ่ง แบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ได้อ้างถึง ๒ เล่ม เป็นคู่มือโรคนิทาน แล้วก็ตำรามหาโชตรัต มียาที่เข้าเข้าพิกัดนี้มากมายหลายขนาน รวมทั้งใหหลายขนานในแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์เอง แม้กระนั้นชื่อเครื่องยาหมู่นี้ควรจะเขียนเป็นยังไง มีที่มาแล้วก็ความหมายเช่นไร นอกจากเครื่องยาหมู่นี้บางจำพวกคืออะไร มีแหล่งที่มายังไงอย่างเป็นข้อแม้ที่ยังหาผลสรุปมิได้
สิ่งที่ทำให้เกิดคำ โกษฐ์
โกษฐ์ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ . ๒๕๔๒ เลือกเก็บคำ โกฐ ไว้โดยนิยามดังนี้ โกฐ (โกด) น. ชื่อยาสมุนไพรประเภทหนึ่ง ได้จากส่วนต่างๆของพืช มีหลายอย่าง หนังสือเรียนยาแผนโบราณเขียนเป็น โกฎ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี (เปรียญโกฏฐ) คำ โกฐ ที่ราชบัณฑิตยสถาน (โดยนักปราชญ์ทางบาลี-สันสกฤต) เลือกเก็บไว้นั้น มีในภาษาสันสกฤตจริง แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกสมุนไพรซึ่งหมอแผนไทยเรียกโกฐกระดูก (kut หรือ kuth ) ก็เลยน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเลือกเก็บคำ โกฐ ของราชบัณฑิตยสถาน อย่างไรก็แล้วแต่ คำ โกฐ นี้แปลว่าโรคเรื้อน ส่วนคำ โกฏฐ ในภาษาบาลีแสดงว่า ไส้ ท้อง คำทั้งยัง ๒ คำนี้ ไม่น่าจะเป็นชื่อพิกัดเครื่องยาสมุนไพร นอกจาก คำที่อ่านออกเสียงว่า โกด เขียนได้อีกหลายแบบ แต่ก็บอกความหมายที่ไม่เหมือนกัน ดังเช่นว่า
โกส แปลว่า ผอบ; หมายความว่าผอมมาตราวัดความยาวพอๆกับ ๕๐๐ ชั่ว
โกฏิ แปลว่า ๑๐ ล้าน
โกษ แสดงว่า อัณฑะ
โกศแสดงว่า ที่ใส่ศพนั่ง , ที่ใส่กระดูกผี ฝัก , กระพุ้ง, คลัง คำที่ออกเสียง โกด ที่ใช้เรียกชื่อแล้วก็พิกัดเครื่องยาสมุนไพรควรเขียนยังไงนั้น คงจะสืบสาวหาที่มาของคำนี้ แล้วเขียนให้ถูก ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับคำในภาษาเดิมให้สูงที่สุด เพื่อคงจะความหมายเดิมให้เยอะที่สุด น่าสังเกตว่า เรื่องยาสมุนไพรพิกัดมีทั้งผองเป็นเครื่องยาเทศหรือเครื่องยาจีน เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันว่าเป็นของดีและใช้กันมาในประเทศบ้านเกิดและประเทศใกล้เคียง และก็คำที่ออกเสียงแบบนี้ในภาษาไทยไม่มีคำไหนที่สื่อความหมายเกี่ยวกับยาหรือการบำบัดรักษาเลย คำนี้จึงน่าจะเป็นคำในภาษาอื่น อาจเป็นภาษาจีนหรือภาษาแขก เนื่องจากว่าอายุรเวทซึ่งปรับปรุงขึ้นในชมพูทวีปและการแพทย์แผนจีนมีผลกระทบอย่างมากต่อการพัฒนาการแพทย์ทางด้านการแพทย์แล้วก็เภสัชกรรมแผนแพทย์แผนไทยมาแต่โบราณ แต่คำที่ออกเสียงตัวสะกดแม่กดนั้นไม่มีใช้ในภาษาจีน โดยเหตุนี้ คำที่ออกเสียง โกด ก็เลยคงจะมีที่มาจากภาษาพื้นเมืองใดในประเทศอินเดียหรืออิหร่านในคู่มืออายุรเวทของอินเดีย มีคำ kuth หรือ kuth root เป็นชื่อเครื่องยาชนิดหนึ่งในภาษาท้องถิ่นของดินแดนกัษไม่ระ และตำราเรียนฯว่ามีรากศัพท์มาจากคำ kusta ในภาษาอิหร่านหรือเปอร์เซีย ส่วนภาษาสันสกฤตเป็น kushta ภาษาฮินดีและก็เบงกาลีเป็น kut ภาษาดุร้ายเป็น kostum หรือ goshtam แบบเรียนยาไทยเรียกเครื่องยาชนิดนี้ว่า โกษฐ์กระดูก (costus) จึงได้บทสรุปในในขั้นแรกว่าคำ โกษฐ์ นี้คงจะมาจากภาษาอิหร่าน และก็คำนี้มีความหมายยังไง
ความหมายของคำ โกษฐ์
เมื่อคำ โกษฐ์ เป็นคำในภาษาอิหร่าน จึงจำต้องค้นหาความหมายของคำในภาษาเปอร์เซีย โดยเฉพาะคำในภาษาดังที่ได้กล่าวมาแล้วที่ใช้กับยาบำบัดโรคในคู่มืออูนานิ (Unani) แพทย์โอนามิภายหลังที่ได้เพียรพยายามค้นหาความหมายของคำนี้มาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี เมื่อเร็วๆนี้เองจึงได้เจอคำนี้ในหนังสือเก่าชื่อ หนังสือเรียนยาที่การแพทย์ทิศตะวันออกของแฮมดาร์ด (Hamdard Pharmacopoeia of Eastern Medicine) เรียบเรียงข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาทางเภสัชศาสตร์ที่หมูแฮมดาร์ด (The Pharmaceutical Advisory Council of Hamdard) มีนาย ฮะกิม อับดุล ฮาเมด (Hakim Abdul Hamed) เป็นประธาน และก็นายฮากิม โมฮัมเมด ซาอิด (Hakim Mohammed Said) เป็นบรรณาธิการ (หนังสือมิได้เจาะจงปีที่พิมพ์แล้วก็สำนักพิมพ์) ในหนังสือเรียนดังที่กล่าวมาแล้ว ๒๒๒ มียาหมวดหนึ่งเรียก kushta เขียนไว้ดังต่อไปนี้
kushta is the past participle of kushtan (Persian for to kill) kushta therefore means killed or conquered In the Tibbi terminology kushta is employed for a medicine that used in small quantities and one that is immediately effective A kushta is a blend of metallic oxides , non-metals and their compounds, or minerals The ingredients are oxidized through the action of heat-a process that is rather specialized.The preparation of kushta results in the efficacy of a medicine and, after effecting its entry into the body the kushta discharges its curative role promptly and effectively.
ก็เลยสรุปได้ว่า คำนี้เป็นคำในภาษาอิหร่าน มีความหมายว่า ฆ่า ปราบ กำจัด ทําให้หายไป เทียบเคียงเสียงเป็น kushta รวมทั้งควรจะเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่า โกษฐ์ ก็เลยจะตรงกับคำในภาษาเดิมสูงที่สุด รวมทั้งให้คำจำกัดความที่ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ คำ โกษฐ์ นี้อาจเข้ามาสู่แว่นแคว้นไทยพร้อมๆกับวัฒนธรรมอื่นๆของเปอร์เซีย และการแพทย์โบราณแห่งประเทศไทยน่าจะยืมคำนี้มาใช้เรียกเครื่องยาหลายประเภท ซึ่งแม้ว่าจะใช้เพลงจำนวนเล็กน้อย แต่ว่าก็ทรงอำนาจสำหรับในการบำบัดรักษาโรคในตอนช่วงเวลาสั้นๆ
โกษฐ์ที่ใช้ในยาไทย
แพทย์แผนไทยรู้จักในเครื่องยาจีนแล้วก็เครื่องยาเทศหลายประเภทในยาไทย การแสดงให้มองเห็นความคิดอันฉลาดมากฉลาดหลักแหลมของบรรพบุรุษไทยที่รู้จักใช้ของดีๆของต่างชาติในยาไทย เครื่องยากลุ่มนี้หลายแบบเรียก โกษฐ์ โดยจัดเป็นพิกัดตัวยาเป็น โกษฐ์ทั้งยัง ๕ โกษฐ์ อีกทั้ง ๗ โกษฐ์ อีกทั้ง ๙ และก็โกษฐ์พิเศษ นอกจากนี้ยังมีกดอีกหลายแบบที่มิได้จะเข้าไว้ในพิกัดตัวยาเรียกโกษฐ์นอกพิกัด
ตารางที่๒ เครื่องยาในพิกัดโกษฐ์
เครื่องยา                ชื่อพฤษศาสตร์ของมูลเหตุ วงศ์             ส่วนของพืช
โกษฐ์เชียง              Angelica sinensis (Oliv.) Diels      Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์สอ Angelica dahurica (Fisch. Ex Hoffm.)
Benth. Hook.f. ex France&Sav.  Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์หัวบัว            Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong                Umbelliferae     เหง้าแห้ง
โกษฐ์เฉมา    Atractylodes lancea (Thunb.) DC.              Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์จุฬาลัมพา    Artemisia annua L.           Compositae        ใบและก็เรือนยอดที่-มีดอก
โกษฐ์ก้านพร้าว     Picrorhiza kurrooa Royle ex Benh.            Scrophulariaceae             เหง้าแห้ง
โกษฐ์กระดูก          Saussurea lappa Clarke  Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์พุงปลา         Terminalia chebula Retz.               Combretaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อนรวมทั้งใบ
โกษฐ์ชฎามังษี       Nardistachys grandiflora DC.       Valerianaceae   รากรวมทั้งเหง้าแห้ง
โกษฐ์กะเกลือก        Strychnos nux-vomica L.               Loganiaceae       เม็ดแก่จัดเหง้าแห้ง
โกษฐ์กรักกรา        Pistacia chinensis Bunge spp. Integerrima (Stew. Ex Brandis) Rech.f.        Anacardiaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อน
โกษฐ์น้ำเต้า           Rheum officinale Baill. หรือ R.palmatum L. หรือ R. tanguticum (Maxim.) Maxim. Ex Regel  Polyganaceae    รากและก็เหง้าแห้ง
โกฐอีกทั้ง  ๕ (เบญจโกษฐ์)  เป็นพิกัดเครื่องยาไทยอย่างเช่น โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เฉมา แล้วก็โกษฐ์จุฬาลัมพา แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาเดี๋ยวนี้มีสรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสลด แก้โรคหืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต แล้วก็แก้ลมในกองธาตุ โกษฐ์ทั้ง ๕ นี้เป็นเครื่องยาจีนที่มีขายในประเทศไทยมาแต่โบราณ นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องยาที่ใช้มากมายทั้งในอดีตและยาไทย
โกษฐ์   ๗ (สัตตโกษฐ์)  เป็นพิกัดตัวยา มีเรื่องยา ๗ ประเภท เป็นโกษฐ์อีกทั้ง (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา รวมทั้งโกษฐ์จุฬาลัมพา ) โกษฐ์ก้านพร้าว และก็ โกษฐ์กระดูกอีก ๒ จำพวก ตำราเรียนโมคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาพักนี้มีสรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสลด แก้โรคหืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ลมในกองธาตุ แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบสะอึก แล้วก็บำรุงกระดูก
โกษฐ์ทั้งยัง  ๙ (เนาวโกษฐ์)
เป็นพิกัดตัวยา มีโกษฐ์๗ (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา รวมทั้งโกษฐ์จุฬาลัมพา โกษฐ์ก้านพร้าว โกษฐ์กระดูก) กับ โกษฐ์ชฎามังษีและก็โกษฐ์ท้อง
โกษฐ์พิเศษ
มีเครื่องยา ๓ จำพวก ตัวอย่างเช่น โกษฐ์กะเกลือก โกษฐ์กักกรา และโกษฐ์น้ำเต้า พิกัดโกษฐ์นี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้โรคในปากในคอ ขับพยาธิ แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้ในกองอติเตียนสาร แก้ริดสีดวงทวาร ขับลมในลำไส้ แก้หนองใน ขับเมนส์ร้าย เพื่อช่วยให้นักเรียนวิชาการปรุงยาแผนไทยจำชื่อโกษฐ์ทั้งหมดได้ มหากัน สิกขรชาติ ได้เขียนกลอนช่วยจำเกี่ยวกับโกษฐ์ประเภทต่างๆในพิกัดยาไทยเรียงเป็นลำดับดังนี้
เชียงสอขอหัวบัว เขมาเลวทรามลักจุฬา
ก้านพร้าวเผากระดูก พุงปลาปลูกในชฎา
กะกลิ้งและก็กรักกรา โกษฐ์น้ําเต้าตามเค้ามูล
โกษฐ์เชียง
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Angelica sinensis (Oliv.) Diels สกุล Umbelliferae คำว่า เชียง แปลได้หลายแบบ อาทิเช่น แปลว่าคนที่มาจากเมือง หรือเมือง (ที่อยู่ริมน้ำ) ก็ได้ แต่ในที่นี้หมายความว่า (มาจาก) ที่สูง มีชื่อพ้อง Angelica polymorpha Maxim. var. sinensis Oliv.จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ตังกุย มีชื่อสามัญว่า Chinese angelica พืชที่ให้โกษฐ์เชียงเป็นไม้ล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปีสูง ๔๐-๑๐๐ เซนติเมตร ร่างอวบดก ทรงกระบอก แยกเป็นรากแขนงหลายราก มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งชัน สีเขียวอมม่วง ใบหยักลึกแบบขนนกสามชั้น รูปไข่ (ตามแนวเส้นรอบนอก) ขนาดกว้าง ๒๕ เซนติเมตร ยาว ๓๐ ซม. แฉกใบมีก้านเห็นได้ชัดเจน
รูปไข่ถึงรูปใบหอก ปนรูปไข่ กว้าง ๐.๘-๒.๕ ซม. ยาว ๒-๒.๓ เซนติเมตร ขอบหยักฟันเลื่อยแบบไม่สม่ำเสมอ มักแยกเป็นแฉกย่อย ๒-๓ แฉก แผ่นใบเรียบ (เว้นเสียแต่รอบๆเส้นใบ) ก้านใบยาว ๕-๒๐ เซนติเมตร โคนแผ่นเป็นกาบแคบๆสีอมม่วง ดอกออกเป็นช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่งหรือออกข้างๆตามซอกใบ ก้านช่อยาว ๘-๑๐ ซม. ใบประดับประดามี ๐-๒ ใบ รูปแถบ มีช่อซี่ร่มย่อยขนาดไม่เท่ากัน ๑๐-๓๐ ช่อ ใบตกแต่งย่อยมี ๒-๔ ใบ รูปแถบ ยาวได้ถึง ๕ มม. ช่อซี่ร่มมีดอกย่อยสีขาว (บางครั้งสีแดงอมม่วง) ๑๓-๓๕ ดอก กลีบเลี้ยงฝ่อ รูปไข่กลับ ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเมียกลมแบน ขอบแผลปีกยื่นออก ผลได้ผลสำเร็จแบบผักชี ข้างล่างแบนข้าง รูปขอบขนานปนรูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๓-๔ ไม่ลลิเมคร ยาว ๔-๖ มม. สันด้านล่างหนาแคบ ข้างๆมีปีกบาง กว้างราวความกว้างของผล มีท่อน้ำมัน ๑ ท่อต่อ ๑ ร่อง แต่มี ๒ ท่อตรงแนวเชื่อม พืชจำพวกนี้มีเขตการกระจายจำพวกในป่าดงดิบ ตามภูเขาสูงทางภาคกลางของเมืองจีน คือบริเวณมณฑลกานซู หูเปย์ ซานซี ซื่อชวน (เสฉวน) แล้วก็หยุนดกน (ยูนนาน) พบขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๒๕๐๐-๓๐๐๐ เมตร ออกดอกในมิถานายนถึงกรกฎาคม ได้ผลในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน พืชประเภทนี้ถูกพัฒนาสายพันธุ์เป็นพืชพืชปลูกไว้ในเมืองจีนมานานนับพันปีแล้ว ปัจจุบันนี้ปลูกเป็นพืชอาสินในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งเวียดนาม
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้ง รูปแบบทรงกระบอก ปลายแยกเป็นกิ้งก้าน ๓-๕ กิ้งก้าน หรือมากยิ่งกว่า ยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาล มีรอยย่นตามแนวยาว รอยช่องอากาศตามแนวขวาง ผิวไม่เรียบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕-๔ ซม. มีแอนนูลัส ปลายมนและกลม มีร่องรอยส่วนโคนต้นแล้วก็จากใบสีม่วงหรือสีเขียวอมเหลือง รากกิ่งก้านสาขา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด ๐.๓-๑ เซนติเมตร ตอนบนหนาตอนล่างเรียวเล็ก โดยมากบิด มีแผลที่เกิดขึ้นจากรากฝอย เนื้อเหนียว รอยหักสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเหลือง เปลือกรากหนา มีร่องแลกจุดจำนวนหลายชิ้น ส่วนเนื้อรากสีจางกว่า มีวงแคมเบียมสีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมสดชื่นแรง รสหวาน ฉุน รวมทั้งขมนิดหน่อย
คนจีนนิยมใช้ โกษฐ์เชียง เป็นเครื่องยาในยาขนาดต่างๆเยอะมากๆ เป็นรองก็แต่ชะเอม (licorice) เพียงแค่นั้น จีนใช้ขวดเชียงแตกต่างเป็น รากหลักที่จีนเรียก (ตัง) กุยเท้า (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ส่วนรากกิ่งก้านสาขาน้ำจีนเรียก (ตัง) กุยบ๊วย (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาขับเมนส์ หมอแผนจีนใช้เครื่องยาประเภทนี้ในยาเกี่ยวกับโรคเฉพาะสตรี ดังเช่นว่า ยาขับเมนส์ ยาโรคตีขึ้น แก้ไข้บนกระดานไฟ เกี่ยวกับอาการเลือดออกทุกชนิด แก้หวัด แก้ท้องเฟ้อ ท้องอืด ตกมูกเลือด ขนาดที่ใช้เป็น ๓-๙ กรัม สตรีจีนนิยมใช้โกษฐ์เชียงเป็นยากระตุ้น ของลับ เพื่อปฏิบัติสามีได้ดีรวมทั้งเมื่อมีให้มีลูกดก โกษฐ์เชียงที่ขายตามร้านขายยาเครื่องยาสมุนไพรมักเป็น(ตัง) กุยบ๊วย ตำราสมบูรณ์ยาโบราณว่าโกษฐ์เชียงมีกลิ่นหอม รสหวานขม แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ทิ่มแทงสองราวข้าง โกษฐ์นี้เป็นโกษฐ์ประเภทหนึ่งในพิกัดโกษฐ์ ๕ โกษฐ์ทั้ง ๗ รวมทั้งโกษฐ์อีกทั้ง ๙ โกษฐ์เชียงน้ำมันระเหยง่ายอยู่ราวปริมาณร้อยละ ๐.๑-๐.๓ ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารเชฟโรล (safrole) สารไอโซเซฟโรล (isosafrole) สารคาร์วาคคอยล (carvacrol) เป็นต้น เว้นเสียแต่น้ำมันระเหยง่ายแล้วยังมีสารอื่นๆอีกหลายอย่าง อาทิเช่น สาร ไลกัสติไลค์ (ligustilide) กรดเฟรูลิก (ferulic acid) กรด เอ็น-วาเลอโรฟีโนน-โอ-คาร์บอกซิลิก(n-valerophenone-O-carboxylic acid)
โกษฐ์สอ
เป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Angelica dahurica (Fisch ex Hoffm.) Benth & Hook.f. ex Franch , Sav. ในวงศ์ Umbelliferaeมีชื่อพ้องหลายชื่อ อย่างเช่น Callisace dahurica Franch & Sav., Angelica macrocarpa H.Wolff, Angelica porphyrocaulis Nakai &Kitag.,Angelica tschiliensis H.Wolff คำ สอ เป็นภาษาเขมรมีความหมายว่าขาว แบบเรียนโบราณลางเล่มเรียกเครื่องยานี้ว่า โกษฐ์สอจีน จีนเรียก ป๋ายจื่อ (สำเนียงแมนดาริน) เปะจี๋ (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีชื่อสามัญว่า Dahurain angelica พืชที่ให้โกษฐ์สอเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง ๑.-๒.๕๐ เมตร รากอวบใหญ่ เนื้อแข็ง รูปกรวยยาว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๓-๕ เซนติเมตร บางทีอาจยาวได้ถึง ๓๐ ซม. หรือมากกว่า บางทีอาจแยกแขนงตรงปลาย มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งชัน อวบสั้น โคนต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๕ เซนติเมตร (หรือมากยิ่งกว่า) มีสีม่วงแต้มบางส่วน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก หรือหยักลึกแบบขน ๓ ชั้น แผ่นใบรูปไข่แกมสามเหลี่ยม (ตามแนวเส้นรอบนอก) กว้างถึง ๔๐ ซม. ยาวถึง ๕๐ เซนติเมตร แฉกใบไม่มีก้าน รูปรีแคบถึงรูปใบหอกปนรูปขอบขนาน กว้าง ๑-๔ เซนติเมตร ยาว ๔-๑๐ ซม. ปลายแหลม โคนเป็นครีบบางส่วน ขอบหยักฟันเลื่อยห่างๆก้านใบยาว โคนแผ่เป็นปีก ใบข้างบนรถยนต์รูปเหลือแค่กาบที่แทบไม่มีแผ่นใบ ดอกเป็นดอกช่อซี่ร่มย่อยขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐-๓๐ เซนติเมตร สีขาว ใบตกแต่งมี ๐-๒ ใบ คล้ายกาบ ป่องออกหุ้มช่อดอกเมื่อยังอ่อนอยู่ มีซี่ร่มย่อย ๑๘-๔๐ (หรือบางทีถึง ๗๐) มีขนสั้นๆใบแต่งแต้มย่อยมี ๑๔- ๑๖ ใบ รูปใบหอกปนรูปแถบ ยาวเกือบเท่าดอกย่อย กลีบเลี้ยงฝ่อ กลีบมี ๕ กลีบ รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเม

44

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว หญิงที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่หลัง ผิวมัน ขนดก
หญิงที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน
สาวชนิด 2 ที่อยากได้เพิ่มความเป็นผู้หญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผุดผ่อง ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เนื่องจาก กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ เหมือนฮอร์โมนเพศหญิงที่บริเวณทรวงอกของผู้หญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่ฉะนั้นเมื่อรับประทานกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับรอบๆที่มีตัวรับพอดิบพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะสตรี นำมาซึ่งการก่อให้เกิดขายกวาวเครือขาว[/url] การสั่งสมไขมัน และก็น้ำมากขึ้น ในบริเวณนั้น และ ทำให้กระชับได้รูป แล้วก็พบว่า การรับประทานต่อเนื่องอย่างต่ำ 5 ข้างขึ้นไป เซลล์ไขมันรวมทั้งกล้ามกินทรวงอกจะลดลงน้อยมาก ทั้งที่ รีเซปเตอร์รอบๆเต้านมหญิงจะมีแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มากมาย น้อย แตกต่างกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เพียงแค่นั้นซึ่งในปัจจุบันกวาวเครือขาวใน ต้นแบบขายกวาวเครือขาวรับประทาน ได้จริง และก็ต้องเป็นของจริง และก็ใหม่สดจริง บรรเทา แก้อาการเมื่อยล้า อ่อนแรงของร่างกาย ทำให้นอนสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยบำรุงสมอง ช่วยทำให้ความจำดีขึ้นสำหรับผู้ที่ผอมโซ เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวจะช่วยทำให้ดูจ้ำม่ำสมบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายมีส่วนช่วยลดและรักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกช่วงเวลาค่ำคืน)สำหรับคนที่เคยมีบุตรแล้วจะช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้น แล้วก็ช่วยลดปัญหาหน้าท้อง สะโพก ต้นขาลายได้สำหรับผู้ที่มีบุตรยาก มั่นใจว่าจะมีผลให้มีลูกง่ายมากยิ่งขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีประสิทธิภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ตอบแทนฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดระดูได้ และมีแนวโน้มว่าจะเอาไปใช้ขายส่งกวาวเครือขาวและก็รักษาอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากวิจัยพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำราเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด และก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องร่วงท้องเดิน รักษาโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ และก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน แล้วก็ยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายแบบเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายทราบถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสลด ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อึ ทราบถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อาเจียน แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการเยียวยารักษาโรคหลากหลายประเภท แบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆคือ สารจำพวกที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% และก็สาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินและแร่ ซึ่งช่วยสร้างภูไม่ต้านทางโรค ต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองแล้วก็ระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเนื่องด้วยมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคค้างไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต้านโรคมะเร็ง ปกป้องการยืนขึ้นลามของเซลล์ของมะเร็ง ช่วยปรับปรุงหลักการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดพิษ แต่ว่าด้วยเหตุว่า polysaccharide มีส่วนประกอบที่ซับซ้อนอาจจะเป็นผลให้ย่อยยากจำเป็นที่จะต้องกินวิตามินซีหรือของกินที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีประโยชน์ต่อสถาพทางร่างกายดังนี้

  • ออกซิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของเลือดดียิ่งขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ไตรเทอร์ตะกายอยด์ (Tritepenoids) มีสาระต่อสภาพร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต้านทานโรคมะเร็ง 4. ลดวัวเลสเตอคอยล ปรับไขมันภายในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ธรรมดา 5. เสริมสร้างระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นโลหิตรวมทั้งคุ้มครองป้องกันการ
ตันของไขมันข้างในเส้นโลหิต
สรรพคุณ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนนิดหน่อย ใช้ละลายเสมหะ, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้จักปัจจัย,ลดการต่อว่าเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถคุ้มครองปกป้องผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดน้อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดแล้วก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเน่า ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกและใบต้มน้ำดื่มใช้ขับลมแล้วก็ขับปัสสาวะ  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดและก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำรับประทาน แก้ลักษณะของการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้สเปิร์มแข็งแรก เนื่องด้วยการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศมากขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อได้ โดยจากการเรียนรู้ในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% รวมทั้งเมื่อเล่าเรียนเสริมเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความอยากทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณลักษณะสำหรับการคุ้มครองป้องกันและเสริมสร้างลักษณะการทำงานของต่อมหมวกไต รวมทั้งเพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะถือกำเนิดได้ช่วยทำให้ปรับหลักการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ ทั้งยังยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน และก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรุงแนวทางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานเยอะขึ้นต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความจำเป็นสำหรับในการต้านการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันการเกิดรวมทั้งการแพร่ระบาดของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล แล้วก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูหลักการทำงานของไต สำหรับคนป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง แล้วก็ทำให้สุขภาพไตดีขึ้น อีกทั้งยังลดความเสื่อมโทรมของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างหลักการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากสารพิษ แล้วก็คุ้มครองปกป้องการเกิดพังทลายพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความหลีกเลี่ยงสำหรับในการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างแนวทางการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรประจำถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษหมากัด ตำราไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการระดูมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีเมนส์ ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา กินทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ๆแก้เจ็บมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ แล้วก็ดื่ม เพื่อสภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แม้กระนั้นก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และก็ดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ คุ้มครองปกป้องโรคมะเร็งประเภทต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล และก็ต้านทานการอักเสบของแผล แม้เป็นแผลข้างในจะใช้การต้มน้ำดื่ม ถ้าหากเป็นแผลภายนอกบางทีอาจใช้อีกทั้งการต้มน้ำกิน ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นขั้นตอนสร้างเซลล์ใหม่ และการบูรณะเซลล์ที่ผุพังหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูผ่องใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และก็ช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายกวาวเครือขาว,ขายส่งกวาวเครือขาว,รับผลิตกวาวเครือขาว

45

สรรพคุณน่าอัศจรรย์ของว่านชักมดลูก

  • ขายว่านชักมดลูก มีความปลอดภัยมากกว่า กวาวเครือขาว และยังช่วยให้ทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น
  • ว่านชักมดลูก ช่วยรักษาอาการมดลูกทรุดตัว หรือมดลูกต่ำไม่เข้าที่
  • มีส่วนช่วยเสริมหรือขยายหน้าอก
  • ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ขาวนวล และมีเลือดฝาด
  • มีส่วนช่วยลดเลือนรอยเหี่ยวย่น ฝ้า และรอยดำ
  • ช่วยแก้อารมณ์แปรปรวนต่าง ๆของสตรี เช่น อารมณ์ฉุนเฉียว จิตใจห่อเหี่ยว โกรธง่าย อ่อนไหวง่าย ให้หายไป
  • ช่วยกระชับหน้าท้องที่หย่อนคล้อยหลังคลอดบุตร
  • ขายว่านชักมดลูก ช่วยกระชับช่องคลอดภายในของสตรี ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากช่องคลอดหรือในมดลูก
  • ช่วยทำให้ซีสต์หรือเนื้องอกภายในช่องคลอดฝ่อตัวลง
  • ช่วยดับกลิ่นภายในช่องคลอดของสตรีให้ลดลงหรือหายไป
  • ช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดของสตรี
  • ช่วยรักษาอาการหน่วงเสียวของมดลูกหรืออาการเจ็บท้องน้อยเป็นประจำให้ดีขึ้น
  • ขายส่งว่านชักมดลูก ช่วยแก้ปัญหาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • ช่วยรักษาอาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน หรืออาการปวดท้องอย่างรุนแรงให้มีอาการดีขึ้น
  • ช่วยแก้อาการตกขาวในสตรี ทำให้อาการดีขึ้น
  • ช่วยทำให้สตรีมีอารมณ์ทางเพศที่สมบูรณ์ ทำให้อารมณ์ทางเพศที่ขาดหายไปกลับมาเหมือนเดิม
  • ขายส่งว่านชักมดลูกมีสรรพคุณช่วยขับน้ำคาวปลา
  • ช่วยแก้พิษอาหารไม่ย่อย
  • ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร
  • ช่วยรักษาโรคไส้เลื่อน
  • ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยทอง
  • ช่วยดับกลิ่นปาก และกลิ่นตามตัว
  • ขายว่านชักมดลูก ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมและความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย
  • ช่วยปกป้องเซลล์เรตินาของตาจากอนุมูลอิสระต่าง ๆ ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมของคนวัยทอง
  • ช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน โดยช่วยป้องกันการสูญเสียแคลเซียม ช่วยรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูก
  • ช่วยรักษาซ่อมแซมระบบหลอดเลือดและหัวใจ
  • ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งตัวมากขึ้น ช่วยป้องกันอาการเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขาดความยืดหยุ่น
  • ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (P388 leukemic cell) ด้วยการไปทำลายดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็ง
  • ขายส่งว่านชักมดลูก ช่วยในการลำเลียงไขมันออกจากเนื้อเยื่อต่าง ๆ เข้าไปในตับและช่วยเสริมให้เกิดการขับคอเลสเตอรอลและกรดน้ำดีสู่ทางเดินอาหารและออกจากร่างกายพร้อมกับอุจจาระ
  • ว่านชักมดลูกมีประโยชน์ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี และช่วยเสริมให้มีการหลั่งกรดน้ำดีมากยิ่งขึ้น จึงช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
  • มีฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับจากสารพิษคาร์บอนเตตระคลอไรด์ โดยไปช่วยกระตุ้นกลไกการล้างพิษและลดการสร้างสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย
  • ช่วยปกป้องตับและไต
  • ขายว่านชักมดลูก มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีกับโรคในระบบประสาท
  • นำมาเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตยาสมุนไพรยี่ห้อต่าง ๆ ทั้งชนิดแคปซูล ชนิดผง เป็นต้น
ประโยชน์ของว่านชักมดลูก
ไม่ว่าจะเป็นแก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงให้ดีขึ้น รวมถึงช่วยแก้อาการตกขาวได้
ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น และกระชับช่องคลอดภายในของผู้หญิง กระชับหน้าท้องที่หย่อนคล้อยหลังคลอดลูก และยังทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้นด้วย
ขายว่านชักมดลูก ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในช่องคลอดหรือในมดลูกได้ และยังช่วยดับกลิ่นภายในช่องคลอดให้หายไป ช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดของผู้หญิงได้
ว่านชักมดลูกมีประโยชน์ต่ออารมณ์ของผู้หญิงที่มักจะแปรปรวน อาทิ ฉุนเฉียวง่าย โกรธง่าย จิตใจหดหู่และอ่อนไหวง่ายให้หายไป ทำให้มีอารมณ์สดใส จิตใจเข้มแข็งขึ้น
ว่านชักมดลูกทางด้านอารมณ์ทางเพศ โดยเเคปซูลว่านชักมดลูกสามารถช่วยให้ผู้หญิงที่อารมณ์ทางเพศหายไปกลับมามีเช่นเดิม ทำให้อารมณ์ทางเพศสมบูรณ์
ประโยชน์ของว่านชักมดลูกกับวัยทอง โดยว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ช่วยแก้อาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดกับผู้หญิงในวัยทองได้ เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่ค่อยหลับ ปวดหัวบ่อย มีอาการซึมเศร้า หลงลืมง่าย จอประสาทตาเสื่อมเร็ว ฯลฯ
ประโยชน์ของว่านชักมดลูกกับระบบเลือด ว่านชักมดลูกจะช่วยบำรุงหัวใจและซ่อมแซมระบบหลอดเลือด ช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็ว และยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
ขายว่านชักมดลูก[/url] [/color]มีสรรพคุณทางยาที่ใช้แก้พิษเพราะอาหารไม่ย่อย ช่วยดับกลิ่นปากและกลิ่นตัว
นอกจากนี้แล้ว ว่านชนิดนี้ยังช่วยในการรักษาอาการของผู้หญิงได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาการที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาแล้วขาดๆ หายๆ ตกขาว น้ำคาวปลา และรวมไปถึงริดสีดวงทวาร ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไป เมื่อใช้ว่านชักมดลูกรักษา โดยในปัจจุบันนี้ มีนักวิทยาศาสตร์หลายคน นำเอาว่านชักมดลูกมาแปรรูปให้เป็นยา เเคปซูลว่านชักมดลูก เพื่อสะดวกในการกิน และหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับว่านชักมดลูกก็คือ สามารถช่วยรักษาผู้หญิงที่กำลังเข้าสู่วัยทองได้ อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ผู้หญิงวัยทองส่วนใหญ่มักจะมีอาการหงุดหงิด แสบร้อนตามผิวหนัง บางคนมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด รวมไปถึงเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ซึ่งสภาวะเหล่านี้ จะนำไปสู่ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย จนอาจกลายเป็นโรคเรื้อรัง และโรคมะเร็งได้
1.ว่านชักมดลูกสด วิธีกินว่านชักมดลูกหัวสดสามารถทำได้ด้วยการนำหัวว่านมาปลอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาดให้สะอาด แล้วต่อจากนั้นเอามาต้มน้ำกิน หรือนำหัวว่านชักมดลูกไปฝนอย่างละเอียด ผสมดองกับเหล้าใช้ดื่มเพื่อแก้ปวดมดลูก
 นอกเหนือจากนี้รับผลิตว่านชักมดลูก ยังมีวิธีการทานว่านชักมดลูกแบบอื่นๆอย่างเช่น การนำว่านชักมดลูกมาตำอย่างรอบคอบเป็นผง ต่อจากนั้นนำไปผสมกับน้ำผึ้ง แล้วปั่นให้กลายเป็นยาลูกกลอน หรือนำผงของว่านที่ผสมกับน้ำผึ้งไปชงดื่มกับน้ำร้อนก่อนอาหาร 3 มื้อ
 2.ว่านชักมดลูกแบบสำเร็จรูป ในตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับว่านชขักมดลูกออกมาขายในลักษณะแบบสำเร็จรูปกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากเป็นว่านชักมดลูกในลักษณะนี้ จะมีวิธีรับประทานว่านชักมดลูกที่ถูกต้อง สมควรสำหรับคุณแนะนำเอาไว้อยู่รอบๆข้างขวดอยู่แล้ว ซึ่งสามารถทานตามคำแนะนำได้เลยรับผลิตว่านชักมดลูก
 แนวทางกินว่านชักมดลูกให้ดี ถูกตำรายาแผนโบราณ จากความคิดของเหล่านคนภายในอดีตที่ได้ทดสอบผิด ลองถูกกันมาอย่างนาน เป็นการพิสูจน์ผลอันเยี่ยมยอดของสมุนไพรไทย ที่มีคุณสมบัติสำหรับในการช่วยบรรเทา แล้วก็รักษาโรคภัยไข้เจ็บกันมาอย่างยาวนาน
ขายว่านชักมดลูก ขายส่งว่านชักมดลูก
รับผลิตว่านชักมดลูก เเคปซูลว่านชักมดลูก
สมุนไพรอื่นๆ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า คุณประโยชน์ถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยให้น้ำอสุจิแข็งแรก ด้วยเหตุว่าการกินถั่งเช่าจะทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในน้ำอสุจิได้ โดยจากการเรียนในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในน้ำเชื้อมากขึ้น 33% ทั้งยังยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% รวมทั้งเมื่อศึกษาเล่าเรียนเพิ่มอีกก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความจำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังยังมีคุณลักษณะสำหรับในการปกป้องรักษาแล้วก็สร้างเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต และเพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยทำให้แนวทางการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยปรับให้อัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกซิเจน แล้วก็เพิ่มออกสิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยปรับให้ปรุงลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆต่อต้านโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับการต้านโรคมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความหมายสำหรับเพื่อการต้านทานการเกิดมะเร็ง ป้องกันการเกิดและการแพร่ไปของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูการทำงานของไต สำหรับคนเจ็บโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไต อีกทั้งยังลดความทรุดโทรมของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลพวงจากพิษ และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นแนวทางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความหลีกเลี่ยงในการกำเนิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกมากขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในปริมาณที่พอเพียงต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ ชูกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับคนชรา แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย แก้อ่อนแรง ผอมเกร็ง นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือรับประทานทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะเป็นผลให้แท้งบุตรได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์แล้วก็มดลูกมีเลือดมาคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้รุ่งโรจน์ แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง ขยับเขยื้อนแคล่วคล่องว่องไว บำรุงโลหิต กินได้นอน ผิวหนัง
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำรายาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ แล้วก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเสียท้องร่วง รักษาโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ รวมทั้งโรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด ทราบผายธาตุ รู้ระบายทราบอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ถ่ายอุจจาระ ทราบถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อ้วก แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องเดินเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
คุณประโยชน์เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายแบบ แบ่งออกเป็น 3 จำพวกใหญ่ๆคือ สารจำพวกที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% รวมทั้งสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญยกตัวอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินและธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูไม่ต้านทางโรค ต่อต้านโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเนื่องมาจากมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคติดอยู่ไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมลักษณะการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ต้านทานโรคมะเร็ง ป้องกันการลุกลุกลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยทำให้ปรับปรุงรูปแบบการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกำจัดสารพิษ แต่ว่าเนื่องด้วย polysaccharide มีส่วนประกอบที่สลับซับซ้อนอาจจะเป็นผลให้ย่อยยากจำเป็นจะต้องรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับการดูดซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายดังต่อไปนี้

  • ออกซิเจนในเลือด 4. รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของเลือดดียิ่งขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


ไตรเทอร์ตะกายอยด์ (Tritepenoids) มีสาระต่อสุขภาพร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต้านโรคมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอคอยล ปรับไขมันในร่างกายให้ธรรมดา
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ธรรมดา 5. สร้างเสริมระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นโลหิตแล้วก็คุ้มครองการ
ตันของไขมันภายในเส้นเลือด
สรรพคุณ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนนิดหน่อย ใช้ละลายเสลด, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,ไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้สาเหตุ,ลดการติเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง สามารถคุ้มครองป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดรวมทั้งตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้ลักษณะของการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกและใบต้มน้ำกินใช้ขับลมรวมทั้งขับเยี่ยว  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกโลหิตแล้วก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้ลักษณะของการปวดตามข้อ

Tags : รับผลิตว่านชักมดลูก

หน้า: 1 2 [3] 4 5