แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 11
46

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการนำเชื้อ

47

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากกรรมพันธุ์อันเนื่องมาจากความแปลกของการสร้างฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดน้อยลง (thalassemia) และก็หรือสร้างฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติ (hemoglobinopathy) สำเร็จให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติรวมทั้งมีอายุสั้น (hemolytic anemia) และแตกง่าย โรคธาลัสซีภรรยามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งบิดาและก็แม่ของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีเมียแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ซึ่งจะมีผลทำให้คนไข้เกิดอาการซีดเผือดเหลืองเรื้อรังและก็มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีเมียจัดเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดในโลก สามารถเจอได้ทั่วโลก แต่เจอได้สูงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนภายในถิ่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคนี้ร้อยละ 1 และเจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือผู้ที่มียีนแฝงประมาณจำนวนร้อยละ 30-40 แล้วแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกเจอผู้เป็นพาหะร้อยละ 30.5
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคธาลัสซีเมีย มีต้นเหตุที่เกิดจากความผิดแปลกทางกรรมพันธุ์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวคือผู้ป่วย (คนที่มีอาการแสดงของโรคนี้) ต้องรับคู่ยีนที่เปลี่ยนไปจากปกติมาจากข้างพ่อและก็แม่ทั้งคู่ยีน ส่วนผู้ที่รับยีนไม่ดีเหมือนปกติมาจากฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเพียงแค่ฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยเป็นโรคนี้และก็มีสุขภาพปกติดี แม้กระนั้นจะมียีนไม่ดีเหมือนปกติแฝงอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานต่อไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีภรรยา  เพราะว่าความไม่ดีเหมือนปกติทางกรรมพันธุ์มีได้หลากหลายลักษณะ โรคนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป เช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และก็บีตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความแปลกของยีนสำหรับเพื่อการควบคุมการสร้างโปรตีนโกลบินชนิดแอลฟาและก็อนุภาคบีตาตามลำดับอีกทั้ง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นจำพวกย่อยๆได้อีกหลากหลายประเภท ซึ่งมีความร้ายแรงมากมายน้อยต่างๆนาๆ ซึ่งสำเร็จจากการจับคู่ระหว่างยีนเปลี่ยนไปจากปกติประเภทต่างๆยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดคนไหนรับการถ่ายทอดสารพันธุกรรมจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีเมีย มาจากพ่อหรือคุณแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียว ก็จัดว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีภรรยา พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่ว่าถ้าหากผู้ใดกันแน่ได้รับการถ่ายทอดสารพัดธุบาปประเภท อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีภรรยา มากจากทั้งบิดาแล้วก็มารดา ก็ถือว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีภรรยา อย่างเช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีเมีย หรือ โรคเบต้าธาลัสซีภรรยาฮีโมโกลบิน ฯลฯ
                สรุปได้ว่าเนื่องจากธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ก็เลยมีความหมายว่า พ่อหรือแม่ของคนไข้อาจเป็นโรคธาลัสซีภรรยาหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมกลุ่มนี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากบิดาหรือแม่เพียงแต่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแอบแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยคนที่เป็นธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้นจะไม่กำเนิดอาการใดๆแม้กระนั้นสามารถเป็นพาหะรวมทั้งส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
โอกาสเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียจากกรรมพันธุ์

  • หากพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างปกติสมบูรณ์ดี ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% และก็ช่องทางที่ลูกจะปกติสมบูรณ์เท่ากับ 50%
  • หากพ่อและก็แม่ต่างข้างต่างเป็นพาหะของโรค โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50%, จังหวะที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาพอๆกับ 25% และจังหวะที่ลูกจะเป็นปกติสมบูรณ์เท่ากับ 25%
  • ถ้าพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายเป็นโรคธาลัสซีภรรยา โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% แล้วก็โอกาสที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีเมียพอๆกับ 50%
  • ถ้าอีกทั้งบิดารวมทั้งแม่ต่างฝ่ายต่างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา จังหวะที่ลูกจะมีอาการป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 100%


นอกจากนี้ธาลัสซีภรรยาแต่ละจำพวกยังปรากฏเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งก่อให้เกิดความร้ายแรงของอาการในระดับที่แตกต่างอีกด้วย
อาการโรคธาลัสซีเมีย
โรคทาลัสซีเมียชนิดที่ร้ายแรงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เป็นผลมาจากยีนที่สร้างโกลบินจำพวกแอลฟาหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถสร้างโกลบินชนิดแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่จะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งสิ้น ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นทารกในท้องมารดา โดยทารกมีลักษณะบวมน้ำจากภาวะซีดเซียวรุนแรง โดยมากจะเสียชีวิตตั้งแต่ในท้อง ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือข้างหลังคลอด
เพียงเล็กน้อย เด็กทารกจะมีอาการซีด บวม พุงป่อง ตับและม้ามโต คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เด็กแรกคลอดที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวการณ์ครรภ์เป็นพิษเข้าแทรก ชอบมีการคลอดผิดปกติ และก็ตกเลือดก่อนหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะอาการร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  ส่วนมากเป็นอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียจำพวกโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) แล้วก็นิดหน่อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีสาเหตุมาจากความแตกต่างจากปกติของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกอนุภาคเบตา คนเจ็บกลุ่มนี้เมื่อทารกมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีด จะซีดเซียวตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการร้ายแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกรุ๊ปร้ายแรงปานกลาง) อาการสำคัญคือ ซีด เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแคระ น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นชายหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กรุ๊ปที่มีลักษณะรุนแรงมาก ถ้ามิได้รับการรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในเวลา 10 ปี รวมทั้ง 70% เสียชีวิตภายใน 25 ปี)  ส่วนกรุ๊ปที่อาการร้ายแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนถึงเป็นผู้ใหญ่สามารถสมรสมีบุตรหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการน้อย ส่วนมากเป็น โรคฮีโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาทาลัสซีเมีย) รวมทั้งนิดหน่อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียชนิดมีฮีโมโกลบินอี คนเจ็บมีสภาวะซีดเซียวน้อยเหลืองน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงนิดหน่อย การเติบโตค่อนข้างจะธรรมดา ลักษณะใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพค่อนข้างแข็งแรงและก็อายุยืนยาวเป็นต้นว่าคนธรรมดา
โดยทั่วไปมักไม่ต้องมาเจอแพทย์และไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับเลือดรักษา คนเจ็บจำนวนหลายชิ้นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ และก็บางทีอาจได้รับการวิเคราะห์เมื่อมาเจอหมอด้วยปัจจัยอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน คนเจ็บฮีโมโกลบินเอชบางคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเป็นไข้จากการติดเชื้อ คนป่วยจะมีอาการซีดเผือดลงอย่างเร็วแล้วก็รุนแรงกระทั่งต้องได้รับเลือด
กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีภรรยา สามัญชนไทยเป็นพาหะสูงถึงร้อยละ 35 ถ้าหากมีญาติเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งมากยิ่งขึ้น ผัวเมียที่เป็นพาหะทั้งสองอาจมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ ด้วยเหตุนั้นคนที่มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติแล้วก็อากาต่างๆดังต่อไปนี้
ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีดเซียว และก็อาจตรวจพบตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดเผือดลงอย่างเร็วเมื่อมีการไม่สบายอย่างหนัก
  • มีประวัติคนในครอบครัวตัวซีด ตับม้ามโต
  • เคยมีบุตรเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีบุตรเสียชีวิตในครรภ์เนื่องจากภาวการณ์เด็กอ่อนบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าธรรมดา (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ได้ผลบวกรวมทั้ง Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลบวก


           ถ้าหากท่านมีข้อบ่งชี้อาการข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา ก็ควรจะตรวจวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีภรรยาไหม รวมถึงคู่ที่กำลังจะสมรส และก็คิดแผนเพื่อมีบุตรหรือกำลังท้องอ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยด้วยเหมือนกัน เพื่อประเมินตนเองแล้วก็ช่องทางเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคหรือพาหะของบุตรในครรภ์
ขั้นตอนการรักษาโรคธาลัสซีภรรยา การวิเคราะห์หมอจะวินิจฉัยเบื้องต้นจากเรื่องราวผู้เจ็บป่วยมีลักษณะซีดเหลืองมาตั้งแต่เล็ก รวมทั้งอาจพบว่ามีพี่น้องประชาชนคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังต้องตรวจร่างกายของคนไข้ว่าคนเจ็บมีตับโต ม้ามโต พุงโล รูปร่างผอมและเล็กไม่สมอายุ กล้ามลีบแล้วก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว เค้าหน้าแปลก อย่างเช่น กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวเปลี่ยนไปจากปกติ ตามที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” ไหม อาการรวมทั้งลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคแม้กระนั้นมีผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาบางชนิด อาการอาจไม่รุนแรงการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความจําเป็นและก็สามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังเช่น การตรวจเลือด (complete blood count, CBC) เพื่อดูภาวการณ์ซีดเผือดค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) แล้วก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสเมียร์เลือดของคนไข้ homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E แล้วก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และก็รูปร่างแตกต่างจากปกติ(poikilocytosis) เป็นต้น ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง MCV และก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ปกติและการตรวจเจอ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีภรรยาได้

การวินิจฉัยธาลัสซีเมีย (definite diagnosis) ต้องทําโดยการตรวจพินิจพิจารณาประเภทของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติประเภท high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกจำพวกของโรคธาลัสซีภรรยาและก็ฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติให้แน่ๆ
การดูแลรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียขึ้นกับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความรุนแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกรุนแรง (severe beta-thalassemia) คือหรูหรา baseline Hb ต่ำยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal แล้วก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับในการรักษาดังนี้

  • การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะระงับการสร้างเลือด (high transfusion) รวมทั้งให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยครั้งจนกระทั่งเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบเกื้อหนุน (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กแล้วก็ตัดม้ามเมื่อม้ามโตกระทั่งเบียดอวัยวะอื่นในท้องหรือมีสภาวะม้ามทำงานมากเกินความจำเป็น
  • โรคธาลัสซีภรรยาชนิดร้ายแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) คือหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ดังเช่นคนเจ็บ β-thal/ Hb E จำนวนมาก, ผู้ป่วย β-thal/ β-thal บางราย และก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับเพื่อการรักษา ดังนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะหยุดการสร้างเลือดและก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis รวมทั้งการตัดม้ามเมื่อมีลักษณะตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทร้ายแรงน้อย (mild thalassemia) มีระดับ baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) เป็นต้นว่า Hb H disease จำนวนมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ได้แก่ ซีดเซียวมากเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกกระทันหัน ซึ่งพบบ่อยเมื่อมีการติดเชื้อโรค
  • โรคธาลัสซีเมียประเภทไม่มีอาการหรือธาลัสซีเมียแฝง (Asymptomatic) อาทิเช่น Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, แล้วก็ธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้น ไม่จําเป็นต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นจะต้องได้ทานยา ควรได้รับคําแนะนําหารือด้านพันธุศาสตร์ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบธรรมดา


การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย เหตุเพราะโรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุ์บาปหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย คนที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย สามารถดำรงชีวิตเหมือนคนธรรมดา ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาใดๆแต่ว่าคนที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียจะมีลักษณะอาการของโรคแตกต่าง บางคนตัวซีดมาก ตับม้ามโตมาก บางทีอาจจะจำต้องได้รับการให้เลือดแล้วก็ยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางบุคคลจะมีลักษณะอาการซีดเซียวไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เหตุเพราะมีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนการกระทำตนของผู้ป่วยและก็การดูแลคนป่วยโรคธาลัสซีภรรยาควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง และก็เหมาะสมกับสภาพอาการของโรคดังนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องจากว่าผู้เจ็บป่วยจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อโรคได้ง่าย รวมทั้งควรไปตรวจฟันกับหมอฟัน ทุก 6 เดือน เพราะเหตุว่าฟันจะผุง่ายดายกว่าคนปกติ
  • ไปพบหมอตามนัดทุกหน ประพฤติตามที่แพทย์แนะนำ ถ้าหากมีเรื่องที่น่าสงสัยควรหารือแพทย์
  • ไม่สมควรเปลี่ยนแปลงสถานที่รักษาเป็นประจำด้วยเหตุว่าจะทำให้การดูแลรักษาไม่ต่อเนื่อง
  • เมื่อเป็นไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ แล้วก็ให้ดื่มน้ำมากๆหากไข้สูงมากมายควรรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลและรีบไปพบหมอแม้ว่าจะไม่ใช่วันนัดหมาย เนื่องจากว่าไข้อาจเป็นเพราะการตำหนิดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ซีดเซียวลงมากหรือก่อปัญหารุนแรงได้
  • ป้องกันอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก ด้วยเหตุว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีภรรยามีภาวะซีดเซียวรวมทั้งกระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะบริหารร่างกายตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย รวมทั้งต้องระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องเพราะว่าจะเป็นโทษต่อตับและก็ม้ามที่โตได้
  • ควรจะพักผ่อนอย่างพอเพียง ในภาวะเจ็บไข้ได้ป่วยควรดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เนื่องจากว่าบางทีอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับคนที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แม้กระนั้นเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยทาลัสซีเมียที่มีสภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่สมควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ยกตัวอย่างเช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • กินยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เนื่องจากโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง เพราะร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติเพื่อมาทดแทนเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลบหลีกการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่รุนแรง


o             ให้ความรักใส่ใจ ให้กำลังใจ เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ดำเนินชีวิตตามธรรมดา ไม่หมดกำลังใจต่อการเจ็บป่วย
o             รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ มีโปรตีนสูง (ตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) และมีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้เพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้เจ็บป่วยโรคธาลัสซีเมียมีลักษณะดังต่อไปนี้ คนเจ็บโรคธาลัสซีเมียโดยปกติชอบมีการเติบโตของร่างกายน้อยกว่าธรรมดา มีภูมิคุ้มกันต่ำและความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย โดยเหตุนั้นอาหารที่เหมาะสมกับคนเจ็บธาลัสซีภรรยา เป็นของกินที่มีโปรตีนสูง ดังเช่นว่า เนื้อปลาสมุทร เนื้อไก่ ธัญพืชต่างๆดังเช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวกล้อง ข้าวบาเลย์ เป็นต้น อาหารทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดง อาทิเช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น อาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม แล้วก็วิตามินดีสูงเพื่อป้องกันสภาวะกระดูกพรุน ดังเช่นว่า ผลิตภัณฑ์นม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ ได้แก่ ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก นอกจากนั้นควรกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีรวมทั้งวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดภาวการณ์การเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย อย่างเช่น มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน เป็นต้น
การปกป้องตนเองจากโรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุดเป็น

  • ขอคำแนะนำแพทย์เพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะหรือไม่
  • สำหรับคนที่เป็นพาหะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียรุนแรง ควรจะเสนอแนะช่องทางในการคุ้มครองปกป้องไม่ให้มีลูกเป็นโรคนี้ ดังต่อไปนี้ ผู้ที่ยังมิได้สมรส ลู่ทางคือ เลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ถ้าเกิดคู่ควงเป็นพาหะด้วยกันรวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ หนทางคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีบุตร การรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวิเคราะห์ทารกในท้องว่าปกติหรือเปล่า
  • ควรชี้แนะให้ญาติ ลูกพี่ลูกน้อง ไปตรวจเลือด โดยแนวทางพิเศษว่าเป็นพาหะหรือเปล่า และขอความเห็นแพทย์ก่อนสมรส เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะควรถัดไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่พลเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรซึ่งสามารถรักษา/ทุเลาลักษณะของโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่มีสภาวะโลหิตจากเรื้อรังจากความเปลี่ยนไปจากปกติด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ในขณะนี้ไม่มีกล่าวว่ามีสมุนไพรจำพวกใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีภรรยาที่เห็นผลอย่างจริงจัง แม้กระนั้นมีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยและก็ทดสอบที่น่าดึงดูดเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีเมีย ดังต่อไปนี้
สำหรับเพื่อการทดลองทางคลินิกของขมิ้นชัน ในคนเจ็บธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากภาควิชาแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดลองให้คนไข้เบต้าธาลัสซีเมีย/ ฮีโมโกลบินอีกินแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ต่อเนื่องกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้รวมทั้งมีอีกการทดสอบสำนักงานทดลองจากแผนกแพทยศาสตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้เจ็บป่วยธาลัสซีเมียเด็กจำพวกเบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี พบว่าผู้ป่วย 5 คนภายใน 8 คน แก่ของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งในการทดลองทั้งสองครั้งไม่เจออาการข้างเคียงอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกนั้นผลการศึกษาในหลอดทดสอบของภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าเคอร์คูมินอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่ไม่ได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาจำพวกเบต้าธาลัสซีเมีย และก็ยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยแล้วก็ในเวลานี้ยังมีการทำการค้นคว้าทางคลินิกหัวข้อการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในคนเจ็บธาลัสซีภรรยา อีกหลายโรงหมอ  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้ปกป้อง/รักษาโรคธาลัสซีภรรยาได้อย่างมีคุณภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซ

48

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งโดยปกติร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีปริมาณกรดที่ย้อนมากขึ้นเรื่อยๆหรือย้อนบ่อยมากกว่าคนที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดของกินมีความไวต่อกรดมากขึ้นแม้ว่าจะมีจำนวนกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่เกินกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะอาการระคายรอบๆคอ และก็แสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ รวมทั้งมีลักษณะท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายกับลักษณะของโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนส่วนมากเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ และไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจัดจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด จึงพบว่าในตอนนี้มีผู้เจ็บป่วยมาเจอแพทย์ด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงมากขึ้น  และแม้ปลดปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังแล้วก็รักษาด้วยวิธีที่ผิดจะต้อง อาจก่อให้เกิดการเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดของกินตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกจากนั้นยังสามารถจัดชนิดและประเภทของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 ประเภท เป็น

  • โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ด้านในหลอดอาหาร ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน ส่วนใหญ่จะมีอาการของหลอดของกินเท่านั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอรวมทั้งกล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) คือโรคที่มีลักษณะอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการไหลถอยกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างไม่ปกติ ก่อให้เกิดอาการของคอและกล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่เจอได้โดยประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีลักษณะอาการของกินไม่ย่อย (Syspepsia) แล้วก็พบบ่อยทั้งในเพศหญิงและในผู้ชาย โดยพบได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงคนวัยชรา แต่พบอัตรากำเนิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และก็เจอได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีกล่าวว่าประเทศแถมตะวันตกพบโรคนี้ได้โดยประมาณ 10 - 20% ของสามัญชนอย่างยิ่งจริงๆ
ที่มาของโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีมูลเหตุที่เกี่ยวกับความผิดแปลก ของกระบวนการทำหน้าที่ของกล้ามหูรูดที่อยู่ตรงด้านล่างของหลอดของกิน (lower esophageal sphincter, LES) ในคนธรรมดาขณะกลืนอาหารหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดทางให้อาหารไหลผ่านลงสู่กระเพาะของกิน เมื่อของกินผ่านลงกระเพาะกระทั่งหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อขัดขวางไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกิน
แต่ว่าผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามหูรูดตรงด้านล่างของหลอด ของกินนี้หย่อนยานสมรรถนะ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากกว่าธรรมดา (คนทั่วไปหลังทานข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่นำไปสู่อาการ) ทำให้มีการเกิดอาการไม่ดีเหมือนปกติ แล้วก็การอักเสบของเยื่อบุหลอด ของกินได้
ส่วนปัจจัยที่ทำให้หูรูดดังที่กล่าวถึงมาแล้วดำเนินงานแตกต่างจากปกติยังไม่รู้แจ่มกระจ่าง แต่มั่นใจว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (เจอในคนแก่กว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังรุ่งเรืองไม่สุดกำลัง (เจอในทารก) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
ยิ่งไปกว่านี้การกระทำในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางชนิดมีส่วนกระตุ้นหลักการทำงานของหลอดของกินให้เกิดความแปลกได้ หรือทำให้กระเพาะหลั่งกรดในจำนวนมากขึ้น อาทิเช่น เข้านอนหลังรับประทานอาหารในทันที รับประทานอาหารปริมาณมากด้านในมื้อเดียว อยู่ในตอนท้อง การกระทำต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวการณ์กรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน
ลักษณะของโรคกรดไหลย้อน  อาการของคนเจ็บนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายโดยกรด อาทิเช่น

  • อาการทางคอหอยและหลอดของกิน
  • อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก แล้วก็ลิ้นปี่ (Heartburn) ข้างหลังกินอาหาร 30-60 นาที หรือข้างหลังกินอาหารแล้วล้มตัวนอนลงราบ นั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ คาดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีอาการมากกว่า 2 ครั้งต่ออาทิตย์รวมทั้งอาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงรวมทั้งบางเวลาอาจปวดร้าวไปที่บริเวณคอได้
  • รู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัดคล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นในรุ่งอรุณ
  • รู้สึกเสมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสลดอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
  • เรอบ่อยมาก อ้วก เหมือนมีของกิน หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในทรวงอก คล้ายของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากมายไม่ปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง แล้วก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนตอนเช้า หรือมีเสียงไม่ปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในช่วงกลางคืน
  • กระแอมไอบ่อยมาก
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (หากมี) ห่วยลง หรือไม่ดียิ่งขึ้นจากการใช้ยา
  • เจ็บอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก รวมทั้งหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาเจอแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน อย่างเช่น มีลักษณะกลืนอาหารแข็งตรากตรำ เนื่องมาจากปล่อยให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังกระทั่งแคบ
  • ส่วนในเด็กแรกคลอดบางทีอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ทีแรกกำเนิดได้ เพราะว่าหูรูดส่วนล่างของหลอดของกินยังรุ่งเรืองไม่เต็มกำลัง เด็กแรกคลอดจึงมักมีอาการงอแง ร้องกวน อาเจียนบ่อยครั้ง ไอหลายครั้งค่ำคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด เบื่อข้าว น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ทารกบางรายบางทีอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งบางทีอาจกำเริบเสิบสานได้บ่อยครั้ง แต่อาการมักจะหายไปเมื่ออายุได้ราวๆ 6-12 เดือน แต่ว่าบางรายก็บางทีอาจรอคอยจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่นอาการก็เลยจะ
กรรมวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน
แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก ความเป็นมาอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดของกิน กระเพาะ และลำไส้ และอาจตัดชิ้นเนื้อในรอบๆที่ไม่ปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดของกิน รวมทั้งอาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเพิ่ม ได้แก่ วัดภาวการณ์ความเป็นกรดของหลอดของกินในขณะส่องกล้อง ทั้งนี้สังกัดดุลพินิจของหมอ ดังเช่นว่า การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง, การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์, การตรวจการบีบตัวของหลอดของกิน เป็นต้น
แต่โดยส่วนมากแล้ว หมอชอบวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็พอเพียงต่อการตัดสินโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่พบมาก เช่น อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก รวมทั้งเรอเปรี้ยวหลังทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีการกระทำที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แต่ว่าในรายที่ไม่แน่ชัดอาจต้องกระทำการตรวจพิเศษ (ซึ่งเจอได้นานๆครั้ง)
กรรมวิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การเปลี่ยนแปลงนิสัย และก็การดำเนินชีวิตประจำวัน (lifestyle modification) การดูแลและรักษาแนวทางนี้มีความหมายที่สุดสำหรับในการทำให้คนเจ็บมีลักษณะลดลง ป้องกันไม่ให้กำเนิดอาการ รวมทั้งลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ และก็คุ้มครองปกป้องไม่ให้กรดไหลย้อนกลับมาขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอและกล่องเสียงเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุว่าโรคนี้ไม่อาจจะรักษาให้หายสนิท (ยกเว้นจะผ่าตัดปรับแต่ง) การรักษาวิธีนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชาติ เพราะเป็นการรักษาที่ปัจจัย แม้ว่าผู้เจ็บป่วยจะมีอาการ หรือหายก็ดีแล้วโดยไม่ต้องกินยาและก็ตาม คนเจ็บควรปฏิบัติตนดังนี้


             ควรอุตสาหะลดหุ่น
             พยายามหลีกเลี่ยงความตึงเครียด
             เลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเหลือเกิน
             ถ้ามีลักษณะอาการท้องผูก ควรจะรักษา และก็เลี่ยงการเบ่ง
             ควรจะออกกำลังกายเป็นประจำ
             ภายหลังจากรับประทานอาหารในทันที พากเพียรเลี่ยงการนอนราบ
             หลีกเลี่ยงการกินอาหารมื้อดึก
             ทานอาหารปริมาณพอดิบพอดีในแต่ละมื้อ
             หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น กาแฟ น้ำอัดลม
             หากจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอราวๆ 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงการกระทำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นที่จะต้องใช้ยาร่วมด้วย ควรจะกินยาตามกำหนดอย่างเคร่งครัด และก็หากมีปัญหาควรจะหารือหมอหรือเภสัชกร


             ตอนนี้ยาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หมายถึงยาลดกรดในกลุ่มยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) เช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มก. วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับในการปกป้องอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยให้กินยาติดต่อกันตรงเวลา 6 - 8อาทิตย์ หรือบางทีอาจจำต้องใช้ยาเป็นเวลานานยาวนานหลายเดือนขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละราย เช่นในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นช่วงๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
             บางกรณีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย เป็นต้นว่า เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรรับประทานก่อนรับประทานอาหารโดยประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอแล้วก็กล่องเสียง การดูแลและรักษาแนวทางแบบนี้จะทำใน


             คนไข้ที่มีอาการร้ายแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างมากแล้วไม่ดีขึ้น
             ผู้ป่วยที่ไม่อาจจะกินยาที่ใช้สำหรับในการรักษาสภาวะนี้ได้
             ผู้ป่วยที่ดียิ่งขึ้นภายหลังการใช้ยา แม้กระนั้นไม่ได้อยากต้องการที่จะกินยาต่อ
             ผู้เจ็บป่วยที่กลายเป็นซ้ำบ่อยครั้งหลังหยุดยา
ทั้งนี้คนไข้ที่จะต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงแต่จำนวนร้อยละ 10 เท่านั้น การดูแลรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง ดังเช่นว่า endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy เป็นต้น

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงขึ้น ช่องทางกำเนิดโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้น
  • การกินของกินแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นรับประทานมื้อเย็นก่อนนอน เพราะเหตุว่าจำนวนอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะ รวมทั้งการนอนราบยังเพิ่มแรงกดดันในกระเพาะ อาหารรวมทั้งกรดก็เลยไหลย้อนกลับไปเข้าหลอดของกินได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (ทานอาหารมื้อใหญ่หรือจำนวนมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน (อย่างเช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกเหนือจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดแล้วก็อาหารผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด มั่นใจว่าเกิดขึ้นจากการไอและก็หอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เช่น น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางชนิด (อาทิเช่น ยาขยายหลอดลม ยาแอนติวัวลิเนอร์จิก ยาลดระดับความดันกรุ๊ปขัดขวางเบตาและก็กรุ๊ปต้านแคลเซียม ยาใช้ภายนอกงจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งเพิ่มมากขึ้น
  • แผลเพ็ปติก แล้วก็การใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้ของกินขับลงสู่ไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เพราะเหตุว่าจะทำให้มีความดันในช่องท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงมากขึ้นตามไปด้วย
  • การตั้งท้อง ด้วยเหตุว่าจะเป็นการเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารจากท้องที่ใหญ่ขึ้น
  • โรคเบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะขับเคลื่อนช้า ก็เลยทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความเคร่งเครียด เพราะว่าความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะมากเพิ่มขึ้น
  • การมีโรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะบางส่วนไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากเพิ่มขึ้น


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุมาจากความแตกต่างจากปกติของกล้ามหูรูดด้านล่างของหลอดอาหาร ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะอาหารไหลย้อนไปขึ้นไปที่หลอดอาหารแล้วก็มีการอักเสบและก็อาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ เพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • รับประทานยาให้ครบถ้วนรวมทั้งตลอดตามคำแนะนำของหมอ
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการกำเริบ แล้วพยายามเลี่ยง ตัวอย่างเช่น อาหารมัน (รวมทั้งข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) ของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ ยาสูบ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางจำพวก
  • หลีกเลี่ยงการกินของกินปริมาณมาก (หรืออิ่มจัด) รวมทั้งหลบหลีกการกินน้ำมากมายๆระหว่างทานอาหาร ควรจะกินอาหารมื้อเย็นในปริมาณ น้อย รวมทั้งขาดช่วงห่างจากเวลาเข้านอนขั้นต่ำ 3 ชั่วโมง
  • ข้างหลังทานอาหารควรจะปลดเข็มขัดและก็ตะขอกางเกงให้หละหลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรจะนั่งหลังตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลบหลีกการยกของหนักรวมทั้งการบริหารร่างกายหลังอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นออกกำลังกายและเครียดลดลง เนื่องเพราะความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการไม่ดีขึ้นได้
  • ถ้าเกิดน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรหาทางลดความอ้วน
  • ถ้ามีอาการกำเริบเสิบสานตอนไปนอน หรือตื่นรุ่งอรุณ มีลักษณะเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรจะหนุนหัวสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านหัวให้สูง หรือใช้วัสดุอุปกรณ์พิเศษ (bed wedge pillow) ใส่ใต้ที่พักผ่อนให้เอียงลาดจากหัวลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่เสนอแนะให้ใช้วิธีหนุนหมอนหลายใบให้สูง ด้วยเหตุว่าอาจจะก่อให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในท้องเพิ่มมากขึ้น ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งด/เลิก ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบหมอตามนัดหมายเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆต่ำช้าลงหรือผิดไปจากเดิม


การปกป้องตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การคุ้มครองโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจสำคัญที่จะสามารถปกป้องการเกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตของพวกเรา ดังเช่น

  • เลือกรับประทานอาหารและเสี่ยงทานอาหารโดยของกินที่ควรหลบหลีก ดังเช่น


             ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด
             ของกินทอด ของกินไขมันสูง
             อาหารรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การกินอิ่มเกินความจำเป็นจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดง่ายมากยิ่งขึ้นแล้วก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการย้อนของกรดง่ายขึ้น
  • ไม่ควรนอนหรือเอนกายหลังรับประทานอาหารโดยทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรจะรออย่างน้อย 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่อของกินเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารซะก่อน
  • งดเว้นยาสูบรวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในบุหรี่เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารแล้วก็ทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ด้วยเหมือนกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร เสื้อผ้าแล้วก็สายรัดเอวที่รัดแน่นรอบๆฝาผนังพุง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารและก็ทำให้กรดไหลย้อนกลับไป
  • ผ่อนคลายความเครียด ความเคร่งเครียดที่มากเกินความจำเป็นจะก่อให้อาการกำเริบ จำเป็นที่จะต้องหาเวลาพักผ่อนแล้วก็ออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นเหตุที่จะก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปติก ฯลฯ

    สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน / รักษาโรคกรดไหลย้อน
    ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia สกุล Rubiaceae มีรายงานการวิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญหมายถึงสโคโปเลว่ากล่าวน (scopoletin) เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดของกินจากการไหลย้อนของกรดได้ผลลัพธ์ที่ดี เท่าๆกับยามาตรฐานที่ใช้สำหรับในการรักษากรดไหลย้อนเป็นรานิติดีน (ranitidine) และแลนโสพราโซล (lansoprazole) เหตุเพราะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านทานการหลั่งของกรด ต้านทานการเกิดแผล รวมทั้งทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหาร โดยส่งผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวพันโดยตรง แล้วก็ยังมีรายงานว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” ก็เลยเหมาะสำหรับเพื่อการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาลักษณะของกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งจากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยข้างต้น รวมทั้งการที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยย่อยของกิน ทำให้อาหารไม่ตกค้าง ไม่เกิดลมในกระเพาะ ลดการเกิดแรงกดดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบขับเคลื่อนเจริญขึ้น ทำให้ของกินเขยื้อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กก้าวหน้าขึ้น
    ดังนี้สมุนไพรที่อาจใช้ร่วมกันหมายถึงขมิ้นชัน ด้วยเหตุว่าขมิ้นชันมีคุณประโยชน์สำหรับการรักษาอาการท้องอืด รวมทั้งช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้อาหารไม่หลงเหลือในกระเพาะ แล้วก็ลำไส้เล็กนานเกินไป ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้รับประทานขมิ้นชันก่อนที่จะกินอาหาร 1-2 ชั่วโมง เช้า ช่วงกลางวัน เย็น รวมทั้งก่อนนอน ขนาดรับประทานเป็น ครั้งละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มก.
    ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. วงศ์     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นเย้าหยอก ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากบาดแผลเจริญ การทดสอบในหลอดทดลอง โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มก./กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร (intragastric) ของหนูขาว ยับยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดสอบเปรียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่าได้ผลดี แต่ว่าหากสูงขึ้นเป็น 60 มก./กิโลกรัม ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบจะลดน้อยลง รวมทั้ง sodium curcuminate ยังสามารถยั้งการบีบตัวของลำไส้หนูในหลอดทดลองที่เหนี่ยวนำจากนิโคติน อะซีตำหนิลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนและก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ยิ่งไปกว่านี้ sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของไส้
    ขมิ้นสามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะ โดยกระตุ้นการหลั่งไม่วซินมาเคลือบและก็ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มก./กิโลกรัม สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาเคลือบกระเพาะ แม้กระนั้นหากใช้ในขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้
    มีการทดลองในกระต่ายเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงจำนวนน้ำย่อยรวมทั้งกรดในกระเพาะ แต่เพิ่มองค์ประกอบของมิวซิน
    ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง เป็นเป็นส่วนที่มีสาระแล้วก็ถูกนำมาใช้สำหรับในการรักษาโรคสูงที่สุด เนื่องจากว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกเหนือจากนี้ถูกจัดไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยช์จากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
    ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้          -ช่วยรักษาลักษณะของกรดไหลย้อน
    รักษาแล้วก็ปกป้องโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง  -ช่วยปกป้องแล้วก็บรรเทาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยคุ้มครองปกป้องและก็ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาลักษณะโรคโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
    ระบบผิวหนัง  -ช่วยสำหรับเพื่อการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
    ระบบแพร่พันธุ์แล้วก็ทางเดินเยี่ยว  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการเยี่ยวแสบขัด ออกร้อนในฟุตบาทปัสสาวะ
    ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงรักษาระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารภายในร่างกายแล้วก็ช่วยลดอาการของโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะ ซึ่งรวมทั้งโรคกรดไหลย้อน
    เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “โรคกรดไหลย้อน/เกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease/GERD)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 533-536.
  • โรคกรดไหลย้อน.ความรู้สู่ประชาชน.สมาคมประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว(ไทย)
  •   Nutakul W.  NMR analysis

49

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์เป็นยังไง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ยอดเยี่ยมในโรคสมองเสื่อมที่มักพบที่สุด โรคนี้ศึกษาและทำการค้นพบทีแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้รูปแบบการทำงานของสมองเสื่อมลง จนกว่ามีผลเสียต่อกิจวัตรประจำวันของผู้เจ็บป่วย ในช่วง 8 -10 ปี ภายหลังเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการดูแลรักษาคนไข้โรคอัลไซเมอร์จะมีลักษณะโรคสมองเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปร่างคิดเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของคนป่วยภาวการณ์สมองทั้งผอง จะมีลักษณะอาการหลงๆลืมๆ โดยจะลืมเรื่องที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ลืมว่าวันนี้รับประทานอาหารยามเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยเจอคนไหนกันในวันนี้ ชอบกล่าวย้ำ ถามคำถามซ้ำ เชาวน์ความหลักแหลมลดลง ความสามารถต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป และเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าประเทศอเมริการมีคนเจ็บเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) สูงถึง 5 ล้านคน แล้วก็จะเยอะขึ้นเรื่อยๆเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะเกิดกับคนแก่เป็นส่วนมาก โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่แก่ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงโดยประมาณ 1-3% บุคคลที่มีอายุมากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% รวมทั้งเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่แก่กว่า 85 ปี
ต้นเหตุของโรคอัลไซเมอร์ ต้นเหตุรวมทั้งการดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่เข้าใจดีนักในตอนนี้ งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยบ่งชี้ว่าโรคนี้มีความข้องเกี่ยวกับองค์ประกอบเหมือนคราบเปื้อนในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) รวมทั้งแทงเกิล (tangle)  แล้วก็ความแปลกที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่ามหัศจรรย์ในการควบคุมความรู้สึก แล้วก็การตอบสนอง การสื่อสารที่สำคัญต่างๆภายในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวติดต่อ สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะวัตถุประสงค์เพื่อมีการดำเนินงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความจำเป็นอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารนี้ช่วยให้มนุษย์มีความรู้สำหรับในการจำ และแม้ในสมองมีสารนี้น้อยลงมากมายจะทำให้เซลล์สมองมีปัญหาในการสื่อสาร รวมทั้งพบว่าคนไข้โรคอัลไซเมอร์หรูหราของสารอะเซติลโคลีนน้อยลงเป็นอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความรู้ความเข้าใจในการจำและก็การใช้เหตุผลของคนเจ็บน้อยลงตามไปด้วย  และยังมีสาเหตุอื่นๆอีกอาทิเช่น คนไข้โดยประมาณ 7% เกิดจากพันธุกรรม และก็สามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ตำแหน่งความผิดปกติบนโครโมโซมที่เจอกระจ่างแจ้งแล้วว่าทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, และก็ 19 คนที่มีความผิดปกติของกรรมพันธุ์กลุ่มนี้ จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าคนที่ไม่ได้มีความผิดธรรมดาทางพันธุกรรม ยิ่งไปกว่านี้พบว่าในผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดปกติคือมีสารพัดธุกรรมของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา ถ้ามีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ท้ายที่สุด

อาการของโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดชอบรู้ผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความเฒ่า หรือมีสาเหตุจากภาวะเครียด ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดคือการสูญเสียความทรงจำ เป็นเพียรพยายามจำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อไม่นานมานี้ไม่ได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนออกอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความผิดพลาดทางการรู้บางส่วน (mild cognitive impairment)
สมองเสื่อมช่วงแรก (Early dementia) อาการเริ่มแรกมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ในระหว่างที่ความจำเรื่องเก่าๆในสมัยก่อนจะยังดีอยู่ คนป่วยอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือกล่าวซ้ำเรื่องที่พึ่งเล่าให้ฟัง นอกจากนั้นยังอาจมีอาการอื่นๆอาทิเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ งงงันเรื่อง วัน เวลา สถานที่ คิดคำพูดไม่ค่อยออกหรือใช้คำไม่ถูกๆแทน มีอารมณ์ ความประพฤติปฏิบัติและลักษณะท่าทางที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจห่วยแตกลง ไม่อาจจะมีความคิดเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆกลุ่มนี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยนแปลง กระทั่งก่อให้เกิดปัญหาต่อการทำงานและก็กิจวัตรที่ทำทุกๆวัน
สมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะโรคเริ่มพัฒนาถึงขนาดถัดมา คนไข้จะยิ่งมีปัญหาด้านความจำ ผู้เจ็บป่วยมักจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือสำหรับในการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นต้นว่า การกินอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว และการเข้าห้องอาบน้ำทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงมากขึ้นอาจมีดังต่อไปนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยากเยอะขึ้นทุกครั้ง เพียรพยายามนึกชื่อเพื่อนรวมทั้งครอบครัวแม้กระนั้นคิดไม่ออก
เกิดภาวะงงรวมทั้งสูญเสียการรับทราบด้านสถานที่ เวลา และก็บุคคล ได้แก่ หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่เคยทราบวันเวลา
กระบวนการทำงานประจำวันที่มีหลายกระบวนการแปลงเป็นเรื่องยากขึ้น เช่น การแต่งตัว
มีพฤติกรรมหมกมุ่น ทำอะไรบ่อยๆหรือใจร้อน
ไม่สามารถทำความเข้าใจของใหม่ๆมีปัญหาสำหรับเพื่อการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีลักษณะอาการหลงผิด เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างวางใจ รวมถึงบางทีอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในเพศผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาติดต่อ
มีปัญหาด้านการนอน
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ดังเช่น อารมณ์ไม่คงเดิม แปรปรวนหลายครั้ง มีภาวะซึมเศร้า หรือไม่สบายใจ หงุดหงิด กระวนกระวายใจยิ่งขึ้นเรื่อย
ทำงานที่จะต้องใช้การกะระยะได้ตรากตรำ
มีอาการประสาทหลอน
โรคสมองเสื่อมระยะสุดท้าย (Advanced dementioa) ระยะที่อาการของโรคร้ายแรงขึ้นอย่างมากจนถึงนำความเศร้าเสียใจแล้วก็วิตกมาให้บุคคลใกล้ชิด ในเวลานี้คนเจ็บอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลแล้วก็ให้ความช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าส้วม
อาการหลงทางหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งห่วยลงเรื่อย
คนไข้บางทีอาจอาละวาด เรียกร้องความสนใจ และไม่ไว้เนื้อเชื่อใจผู้คนรอบกาย
กลืนและทานอาหารตรากตรำ
เปลี่ยนท่าทีหรือเคลื่อนตนเองตรากตรำ จะต้องได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูล
น้ำหนักลดน้อยลงมาก แม้จะรับประทานอาหารมากมายหรือเพียรพยายามเพิ่มน้ำหนักรวมทั้งตาม
มีลักษณะชัก
กลั้นฉี่หรืออุจจาระไม่อยู่
เบาๆสูญเสียความสามารถสำหรับเพื่อการพูดลงไปทีละเล็กทีละน้อยจนไม่อาจจะติดต่อสื่อสารได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นแล้วก็ระยะยาวอย่างร้ายแรง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแก่มากเพิ่มขึ้นโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 19%
กรรมพันธุ์ และก็ กลุ่มอาการ Down Syndrome จากการเรียนพบว่าในแฝดแม้ ถ้าฝาแฝดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้ว ฝาแฝดอีกคนหนึ่งจะมีสภาวะความเสี่ยงสูงถึง 40-50% รวมทั้งนอกเหนือจากนั้นถ้าหากว่ามีพี่น้องในครอบครัวมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะจังหวะเสี่ยงสำหรับในการเป็นเพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและก็ในคนที่เป็น Down Syndrome ถ้าหากมีอายุยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวการณ์สมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
ปัจจัยทางสภาพแวดล้อม ถึงแม้ว่ายีนจะเป็นเหตุที่บ่งบอกถึงอัลไซเมอร์ในแฝดแท้ แต่แม้กระนั้นสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เหตุเพราะพบว่าคู่แฝดนั้นบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ไม่เหมือนกันถึง 15 ปี และคนวัยชราคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้นมากยิ่งกว่าคนสูงอายุที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนประเภทหนึ่งในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการค้นคว้าระบุว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่บ่อยนัก จากการเรียนพบว่าผู้ที่ใช้ยาในกรุ๊ป NSAIDS เสมอๆ เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยอีกขั้นหนึ่งระบุว่าหลังจากใช้ NSAIDS เพิ่มขึ้นพบว่า ภาวการณ์ความเคลื่อนไหวทางด้านจิตใจและก็อารมณ์ลดน้อยลง
การใช้หรือเปล่าได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดระดูจากหลายๆกรณีการค้นคว้า พบว่าหญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับฮอร์โมนตอบแทนสามารถป้องกันหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุนี้ฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
ภาวการณ์ขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกซิเจน ในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดโรคมะเร็งโรคไส้และก็ยังมีส่วนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นส่วนประกอบ ดังเช่น วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
สภาวะเกิดสมองกระทบกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้แนะว่าการที่สมองได้รับการกระทบสะเทือนจนถึงทำให้หมดสติ จะมีผลนำมาซึ่งช่องทางเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีสาเหตุการเกิดมาจากการกระทำการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรจะปรับเปลี่ยนด้วยการเลิกสูบบุหรี่ รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้ลดน้อยลง แล้วก็ตรวจสุขภาพเสมอๆ เพื่อคุ้มครองโรคเส้นเลือดหัวใจและโรคอัลไซเมอร์ไปในคราวเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการเล่าเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของวิวัฒนาการของภาวการณ์โรคสมองเสื่อมเช่นเดียวกัน โดยพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งกว่าผู้ชายถึง 3.5 เท่าการออกกำลังกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันได้ว่า การบริหารร่างกายในคนแก่จะตอนเพิ่มความสามารถสำหรับเพื่อการเรียนรู้ (cognitive function)  นอกจากนี้ยังช่วยลดความถดถอยในการศึกษา (cognitive decline) ลงได้ โดยเหตุนี้คนที่ไม่บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอจึงได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนที่ออกกำลังกาย
แนวทางการรักษาโรคอัลไซเมอร์  ในการตรวจเบื้องต้นจะใคร่ครวญจากอาการที่คนป่วยหรือคนใกล้ชิดบอกกล่าว และก็สอบถามครอบครัวหรือคนที่อยู่รอบข้างของคนป่วยเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ความเป็นมาสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการดำรงชีวิตทุกวัน ความประพฤติปฏิบัติและลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปของคนไข้ และใช้การถามคำถามหรือทำแบบทดสอบความจำ การจัดการกับปัญหา การนับเลข หรือความถนัดทางด้านภาษา เพื่อตรวจดูรูปแบบการทำงานของสมองในแต่ละส่วนแล้วก็พิเคราะห์ว่าควรรับการตรวจเพิ่มเติมหรือส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษาถัดไปหรือไม่
ด้วยเหตุผลดังกล่าวเมื่อวินิจฉัยจากอาการได้แล้วว่าผู้ป่วยมีสภาวะของความจำไม่ดีเกิดขึ้น ขั้นถัดไปหมอต้องตรวจค้นสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองแล้วก็การเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของความจำไม่ดี และให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป เป็นต้นว่า การเจาะเลือดดูภาวการณ์ต่อมไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อดูว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองไหม เป็นต้น   ถ้าเกิดการตรวจวิเคราะห์ไม่เจอมูลเหตุอื่นๆประกอบกับอาการและก็การทดลองทางสมองและก็ภาวะจิต ตรงเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยจะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาสำหรับเพื่อการวิเคราะห์ บางทีอาจจำเป็นต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
ตอนนี้ยังไม่มีขั้นตอนการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายสนิท การดูแลและรักษาด้วยยาอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นไปได้มากมายน้อยแตกต่างกันไป แต่ว่าไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลรักษาออกได้เป็น3 แบบอย่าง เช่น
การรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลรักษาอาการสูญเสียความทรงจำ ปัจจุบันนี้มียาอยู่ 4 จำพวกที่ได้รับการยืนยันจากแผนก ผู้ตัดสินของกินและยาที่สหรัฐอเมริกา สำหรับเพื่อการประยุกต์ใช้กับคนเจ็บโรคอัลไซเมอร์เป็นDonezpezil , Rivastigmin, Galantamine, และก็ Memantine มีการเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาอาการของคนป่วยได้ แต่ก็ยังการศึกษาต่ำรับรองแจ่มแจ้ง บางการศึกษาพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการตายได้ แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้
การดูแลและรักษาอารมณ์และก็ความประพฤติปฏิบัติที่รุนแรง รวมทั้งอาการจิตหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลรักษาทางด้านจิตสังคม อย่างเช่น
การรักษาที่มุ่งเน้นการกระตุ้นสมอง ได้แก่ ศิลปะบรรเทา ดนตรีบรรเทา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตกาล ยกตัวอย่างเช่น การรวมกลุ่มทำกิจกรรมแลกเปลี่ยน แปลงประสบการณ์ในสมัยก่อน การใช้ภาพถ่าย สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่ผู้ป่วยคุ้นเคยในอดีตมาช่วยฟื้นความจำ
การให้เข้าไปอยู่ด้านในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่ดีไซน์ให้มีสภาพแวดล้อมข้างในที่เหมาะกับกรรมวิธีกระตุ้นการรับรู้รวมทั้งความรู้สึกที่มากมาย ที่เรียกว่า Multisensory integration อันตัวอย่างเช่น การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส แล้วก็การเคลื่อนไหว
การให้การดูแลผู้เจ็บป่วย เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด คนที่อยู่สนิทสนมต้องเข้าใจลักษณะของโรคต้องทำใจ เห็นด้วย แล้วก็ทรหดอดทน ไม่ละทิ้งคนป่วยไว้ผู้เดียว และก็รู้เรื่องการดำเนินของโรคว่า คนป่วยจำต้องอาศัยความช่วยเหลือเพื่อตอบสนองสิ่งที่มีความต้องการพื้นฐานมากขึ้น
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องด้วยโรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในโรคของสภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากความไม่ปกติของสมอง ดังนั้นก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์
 ผู้เจ็บป่วยที่เริ่มมีลักษณะของสูญเสียความจำควรหยุดขับรถด้วยตัวเองคนเดียว ไม่สมควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยตามลำพังหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดเป็นสิ่งจำเป็น อย่างเช่น ธุรกรรมทางการเงิน และเมื่อมีลักษณะอาการมากมายแล้วควรมีผู้ดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา
คนป่วยต้องไปพบแพทย์หรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดบ่อย เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และก็ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
คนเจ็บควรจะพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่บอกชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด แม้กระทั่งแจ่มชัด เพื่อคุ้มครองการพลัดหลงถ้าเกิดต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปผู้เดียว
ควรมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เพื่อคนไข้มีความปลอดภัยแล้วก็ลดภาระหน้าที่ต่อผู้ดูแลได้บ้าง เช่น การล็อกบ้านรวมทั้งรั้วไม่ให้ผู้เจ็บป่วยออกนอกบ้านไปคนเดียว การต่อว่าดป้ายบนเครื่องใช้สอยต่างๆด้านในภายให้กระจ่างแจ้งโดยบอกว่าเป็นอย่างไร ใช้งานอย่าง ไร การติดป้ายหน้าห้องต่างๆให้กระจ่างแจ้งว่าเป็นห้องอะไร ฯลฯ
ผู้ป่วยควรหากิจบาปทำ รวมทั้งควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้ที่ดูแลและก็ผู้ที่อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้คนไข้สม่ำเสมอ
คนไข้ควรบริหารร่างกายเท่าที่จะทำได้เพื่อมีสุขภาพที่แข็งแรงซึ่งส่งผลที่ดีไปถึงสมองได้
การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลพอเพียงสำหรับการป้องกันโรคนี้ อย่างไรก็ตามการกระทำตัวบางสิ่งบางทีอาจช่วยให้สมองมีความจำที่ดีได้ อย่างเช่น
หลีกเลี่ยงยาหรือสารที่จะก่อให้ทำให้เป็นอันตรายแก่สมอง เช่น การดื่มเหล้าจัด การสูบยาสูบ การกินยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกหัดสมอง ได้แก่ การพยายามฝึกให้สมองได้คิดเสมอๆอาทิเช่น อ่านหนังสือ แต่งหนังสือเป็นประจำคิดเลข มองเกมส์ตอบปัญหา ฝึกฝนการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆฯลฯ
บริหารร่างกายเป็นประจำ อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง อาทิเช่น เดินเที่ยว รำมวยจีน เป็นต้น
การพูดคุยกัน พบปะสนทนาคนอื่นๆเสมอๆตัวอย่างเช่น ไปวัด ไปงานสังสรรค์ต่างๆหรือเข้าชมรมคนชรา ฯลฯ
ตรวจสุขภาพรายปี หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการดูแลรักษาเป็นระยะ อย่างเช่น การตรวจหา ดูแลแล้วก็รักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น
ระแวดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม ฯลฯ
พากเพียรมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำและฝึกฝนเพื่อให้มีสมาธิอยู่ตลอดระยะเวลา
มานะไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจบาปต่างๆทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เพราะความตึงเครียดและก็อาการไม่มีชีวิตชีวาอาจก่อให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีคุณภาพสำหรับการต้านอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณลักษณะคุ้มครองป้องกันเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดสอบจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารชนิดนี้ยังช่วยลดจำนวน lipid peroxide รวมทั้งเพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin รวมทั้ง curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สโมสรกับการต้านอนุมูลอิสระแล้วก็การต้านการอักเสบ ที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม monoterpenes เป็นต้นว่า bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยับยั้งหลักการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดประเภทนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งเป็นผลมาจากสารสามเทอร์ปีนป่าย (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต่อต้านอาการเหงาหงอย (antidepressant) แล้วก็มีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการค้นพบนีจึงบางทีอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลในคนไข้อัลไซเมอร์ได้ โดยมีผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการทำความเข้าใจ (cognitive function)
ถั่ว  เว้นแต่ถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบลักษณะการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย เป็นต้นว่า แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบติดก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนยอดนิยมไปทั้งโลกมีสารในกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดเยี่ยม รวมทั้งมีสรรพคุณสำหรับในการเพิ่มสมาธิและก็ความทรงจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.


50

กรุ๊ปบุคคลคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค

  • คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ที่พบได้บ่อยคือคนป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (ได้โอกาสเป็นวัณโรคในตลอดช่วงชีวิตถึงปริมาณร้อยละ 50 หรือมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี) โรคเบาหวาน ไตวาย คนที่รับประทานยาสตีรอยด์นานๆหรือใช้ยาเคมีบรรเทา ผู้เจ็บป่วยติดเชื้อบางประเภท (อย่างเช่น ฝึกหัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ) คนที่ตรากตรำงานหนักหรือมีความเครียดสูง
  • ผู้ติดสิ่งเสพติดหรือแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่มีภาวะไม่ได้กินอาหาร คนเร่ร่อน
  • คนที่อยู่ในสถานที่แออัดคับแคบ การถ่ายเทอากาศไม่ดี อาทิเช่น คุก ศูนย์ย้ายถิ่น ฯลฯ
  • ผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับผู้เจ็บป่วยเป็นระยะยาวนาน ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกในบ้านผู้ป่วย เพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันพัก หรือห้องทำงาน
  • บุคลากรสาธารณสุขที่ให้การดูแลพยาบาลคนเจ็บ
  • คนชรา (เจออุบัติการณ์สูงในกลุ่มวัยมากยิ่งกว่า 65 ปี)
  • ทารกแรกเกิด


กระบวนการรักษาวัณโรค ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าวัณโรคโรคปอด ส่วนหนึ่งมักไม่มีอาการแสดงที่กระจ่าง การวินิจฉัยจึงควรต้องใช้หลักฐานหลายประเภทประกอบกันตั้งแต่ประวัติการสัมผัสวัณโรค อาการแสดง ดังเช่น ไข้ต่ำๆเบื่อข้าว น้ำหนักลดซึ่งไม่มีลักษณะที่เจาะจง คนเจ็บมีลักษณะอาการป่วยแล้วก็ไอนานเกิน 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป ไอออกเป็นเลือด ฟังเสียงการทำงานของปอดในขณะที่หายใจ
แล้วหลังจากนั้นหมอบางทีอาจกระทำตรวจเบื้องต้นด้วยวิธีการตรวจคัดกรองวัณโรคที่เรียกว่า “การตรวจทูเบอร์คูลิน” (Tuberculin skin test : TST) ซึ่งเป็นการตรวจทางผิวหนังที่ใช้หลักการของการโต้ตอบโดยกลไกภูมิต้านทานของร่างกายที่จะสามารถได้ผลบวกได้ระหว่าง 2-8 อาทิตย์ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยแพทย์จะกระทำฉีดยาที่เป็นโปรตีนสารสกัดจากเชื้อวัณโรค เรียกว่า “พีพีดี” (Purified protein derivative : PPD) เข้าชั้นใต้ผิวหนังรอบๆท้องแขน ต่อไปประมาณ 48-72 ชั่วโมง จะต้องกลับมาให้แพทย์หรือพยาบาลตรวจรอยฉีดยา หากบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมน้อยกว่า 10 มม. มีความหมายว่าบุคคลนั้นไม่น่าจะติดเชื้อ (ให้ผลลบ) แต่ถ้าหากบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมตั้งแต่ 10 มม.ขึ้นไป แสดงว่าบุคคลน่าจะติดเชื้อวัณโรค (ได้ผลบวก) และจะต้องทำการตรวจอื่นๆ
ทางห้องปฏิบัติการที่ช่วยวินิจฉัยวัณโรคอาทิเช่น เอ็กซเรย์ปอด ลักษณะผิดปกติที่เข้าได้กับวัณโรคปอดตัวอย่างเช่น พบการอักเสบของปอดที่ ปอดกลีบบน การย้อมเชื้อวัณโรคจากเสลด ควรจะทำในคนเจ็บทุกรายที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคเพื่อช่วย รับรองการวินิจฉัย โดยจะเก็บเสมหะรุ่งอรุณหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว 3 วันต่อเนื่องกัน จะทราบผลภายในโดยประมาณ 30 นาที แต่มีข้อเสียเป็น แนวทางลักษณะนี้มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงโดยประมาณครึ่งเดียวของผู้ป่วย เท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคในเสลดก็ยังอาจเป็นโรควัณโรคปอดได้ การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสลด ข้อดีก็คือ แนวทางแบบนี้สามารถตรวจเจอเชื้อได้มากถึง 80 - 90% ของคนเจ็บ แต่ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาประมาณสองเดือนก็เลยรู้ผล
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด หมอจะให้ยารักษาวัณโรค โดยปกติจะนิยมใช้สูตรยารับประทาน 6 เดือน 2 เดือนแรกใช้ยา 4 จำพวก เป็นต้นว่า ไอเอ็นเอช (INH) หรือไอโซไนอะสิด (Isoniazid) ไรแฟมพิซิน (rifampicin) ,ไพราซิทุ่งนาไมด์ (pyrazinamide) แล้วก็อีแทมบูทอล (ethambutol) บางรายบางทีอาจใช้ สเตรปโตไมซินชนิดฉีดแทนอีแทมบูทอล แล้วต่อด้วยยา 2 จำพวก ดังเช่นว่า ไอเอ็นเอช และก็ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน
    แพทย์จะย้ำเตือนให้ผู้ป่วยรับประทานยาให้ตามกำหนดทุกเมื่อเชื่อวัน ห้ามลืมหรือเว้นบางมื้อหรือบางวัน สั่งย้ำให้ญาติดูแลให้คนไข้รับประทานยาได้เป็นประจำ ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาไม่เป็นผล หรือจำต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรที่แรงขึ้น    ส่วนคนเจ็บที่เป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องร่วมกับวัณโรคปอด นอกเหนือจากให้ยาต่อต้านไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่องแล้ว ยังต้องให้ยารักษาวัณโรค (ซึ่งเปลี่ยนสูตรยาที่ไม่เหมือนกันออกไป) เป็นระยะเวลานาน 9 เดือน
    หมอจะนัดหมายคนเจ็บมาติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยปกติเมื่อใช้ยาได้ 2 อาทิตย์ อาการไข้แล้วก็ไอจะเริ่มดีขึ้น กินข้าวได้ แล้วก็น้ำหนักขึ้น
    แพทย์จะทำการตรวจเสมหะ (มองว่าเชื้อหายหมดหรือยัง) เป็นช่วงๆเป็นต้นว่า เมื่อรับประทานยาครบ 2 เดือน 5 เดือน และก็เมื่อหมดการใช้ยารักษา นอกจากนั้นอาจกระทำการเอกซเรย์ปอดดูว่ารอยโรคหายดีหรือยัง
    ส่วนคนที่เป็นกรุ๊ปเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีประวัติเป็นโรคตับอยู่ก่อน หรือแก่กว่า 35 ปี เมื่อรับประทานยารักษาวัณโรค ซึ่งอาจจะก่อให้ตับอักเสบได้ แพทย์จะกระทำตรวจเลือดมองระดับเอนไซม์ตับ (AST, ALT) เพื่อดูว่ามีการอักเสบของตับเกิดขึ้นหรือไม่
ดังนี้ปัญหาใหญ่เกี่ยวกับวัณโรคในประเทศไทยเป็นการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานซึ่งทำให้การดูแลและรักษาหายขาดเป็นได้ยากขึ้น รวมทั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิตได้ในเด็กรวมทั้งคนแก่ ส่วนใดส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานยาที่ไม่สม่ำเสมอของผู้ป่วยสาเหตุจากปัญหาหลายอย่าง ดังเช่น การที่ต้องกินยาเป็นระยะเวลานาน (ขั้นต่ำ 6 เดือน) ทำให้คนเจ็บที่มีลักษณะอาการบางส่วนหยุดยาหรือเปล่ามีตามนัด หรือในรายที่อาจทนผลกระทบของยามิได้ก็เลยหยุดยาเอง เป็นต้น
การติดต่อของวัณโรค เชื้อวัณโรคสามารถแพร่ระบาดได้ทางอากาศ จากคนเจ็บที่เป็นวัณโรคปอดรวมทั้งกล่องเสียง การตำหนิดเชื้อมีเหตุมาจากการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคของผู้เจ็บป่วย ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการไอหรือจาม บอกหรือร้องเพลง ฯลฯ การไอหรือจามหนึ่งครั้งสามารถสร้างละอองฝอยได้ถึงล้านละอองฝอย อนุภาคของเชื้อมีขนาดเล็กมากมายราว1-5 ไมครอน ละอองของเชื้อจึงสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานรวมทั้งไปได้ระยะทางไกล เมื่อหายใจรับละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปในระบบทางเดินหายใจที่ถุงลมของปอดรวมทั้งบางทีอาจเกิดการติดเชื้อโรคที่ปอดและแพร่เชื้อสู่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายทางต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดได้
                สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อขึ้นกับปริมาณ หรือความเข้มข้นของเชื้อกลางอากาศแล้วก็ช่วงเวลาในการสัมผัสเชื้อเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับคนเจ็บเป็นวันหรือสัปดาห์ ตัวอย่างเช่นอยู่ห้องเดียวกัน ฯลฯ วัณโรคเป็นโรคติดโรคที่มีลักษณะพิเศษคือ คนป่วยที่ติดเชื้อโรคหรือรับเชื้อเข้าไปภายในร่างกายทุกรายไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วยคือ ไม่มีอาการและก็อาการแสดงของวัณโรค เรียกว่า การตำหนิดเชื้อช่วงนี้ว่า วัณโรคอยู่ในระยะซุกซ่อน/ระยะซ่อนเร้น (latent Mycobacterium tuberculosis infection)  เมื่อบุคคลได้รับเชื้อเข้าไปภายในร่างกายแล้ว ตลอดช่วงชีวิตต่อไปเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคได้ราว ร้อยละ 10ซึ่งราวจำนวนร้อยละ 5  (หรือราว ปริมาณร้อยละ50) ได้โอกาสเป็นโรคในตอน 1-2 ปีแรก (CDC, 2011) ส่วนอีกร้อยละ 5   จะได้โอกาสเป็นโรคจากนั้นถ้าหากร่างกายมีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันปกติ ในกรุ๊ปที่มีภูมิคุ้มกันภายในร่างกายผิดพลาดจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าปริมาณร้อยละ 10
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นวัณโรค

  • กินยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องตามคำสั่งแพทย์ หากระหว่างการรักษามีอาการผิดปกติให้กลับมาพบแพทย์ทันที ห้ามหยุดยาเอง หรือเปลี่ยนที่รักษาใหม่หลังกินยา 2-3 เดือน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นแต่อาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยหายจากโรคแล้ว ต้องกินยาจนแพทย์มีความเห็นว่าหายขาดและสั่งให้หยุดยา ถ้าด่วนหยุดยาเองโรคจะกำเริบและเชื้ออาจดื้อยาที่เคยรักษาอยู่ ทำให้รักษาหายยากขึ้น
  • ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่ผู้อื่น
  • บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำลายเชื้อโรคในเสมหะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • งดสิ่งเสพติดเช่น เหล้า บุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ (อาหารมีประ โยชน์ห้าหมู่) เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ธัญพืช ผัก และผลไม้
  • ให้บุคคลใกล้ชิดเช่น คนในบ้านพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอด ซึ่งในผู้ใหญ่ ถ้าผลเอ็กซเรย์ไม่พบความผิดปกติจะถือว่าไม่เป็นวัณโรคไม่จำเป็นต้องมีการรักษา แต่ในเด็ก เล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการและเอ็กซเรย์ปอดปกติ จะต้องตรวจทูเบอร์คูลิน (tuberculin skin test หรือ TST) ซึ่งถ้าผลเป็นบวก แพทย์จึงจะให้การรักษาวัณโรค
  • ในช่วงแรกของการรักษา (โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก) จะถือเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยจึงควรแยกตัวออกให้ห่างจากผู้อื่น โดยการอยู่แต่ในบ้าน แยกห้องนอน ไม่อยู่ใกล้ชิดกับคนในบ้าน ภายในห้องควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและให้แสงแดดส่องถึง (เนื่องจากแสงแดดและความร้อนจะทำลายเชื้อวัณโรคได้ดี) หมั่นนำเครื่องนอนออกไปตากแดด และไม่ออกไปที่ที่มีผู้คนแออัด นอกจากนี้ยังควรแยกถ้วย ชาม สำรับอาหารและเครื่องใช้ออกต่างหากด้วย (หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นหรือเข้าไปในที่ชุมชน ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกเสมอ)
  • ผู้ป่วยที่ต้องทำงานกลับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ เด็กเล็ก ควรแยกตัวออกห่างจากคนเหล่านี้จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว

การป้องกันตนเองจากวัณโรค

  • ถ้ามีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีไข้ต่ำๆโดยเฉพาะตอนบ่ายๆหรือค่ำๆ เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบไปรับการตรวจรักษาโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
  • ประชาชนทั่วไป ควรตรวจร่างกายโดยการเอกซ์เรย์ปอดหรือตรวจเสมหะ (AFB) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลามมากขึ้น
  • ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้านเดียวกัน ควรกำชับให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยในช่วงที่ผู้ป่วยยังกินยารักษาวัณโรคได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือยังไม่หายจากอาการไอ ควรหลีกเลี่ยงการนอนในห้องเดียวกับผู้ป่วย และถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเสมอ รวมถึงต้องล้างมือทุกครั้งหลังการสัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งของๆผู้ป่วย
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือเป็นสมาชิกในบ้านเดียวกับผู้ป่วย แม้ว่าจะยังรู้สึกสบายดีก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจทูเบอร์คูลิน ถ้าพบว่าให้ผลเป็นบวกซึ่งแสดงว่าเป็นผู้ติดเชื้อวัณโรค
  • ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) (Beeilus Calmette Guerin)ให้ทารกแรกเกิดทุกราย วัคซีนชนิดนี้มีผลในการป้องกันวัณโรค ชนิดรุนแรงในเด็กเล็ก แต่ไม่สามารถป้องกันวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ผู้ที่เคยฉีดบีซีจีมาแล้วก็ยังมี โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้

    ซึ่งวัคซีน BCG ถูกผลิตขึ้นเมื่อ  พ.ศ. 2461 A. Calmette และ A. Guerin สองนักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันพลาสเตอร์ ก็ผลิตวัคซีนขึ้นมาเรียกว่า Bacille Calmette-Guerin (BCG) และเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2464
    สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาอาการของวัณโรค วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไมโครแบคทีเรียที่เป็นอันตรายร้ายแรงและมีการติดต่อที่เร็วมาก เพราะสามารถแพร่เชื้อทางอากาศได้ แต่ในประเทศไทยของเราถือว่าได้รับข่าวดีเป็นอย่างมากเมื่อมีคณะนักวิจัยสามารถศึกษาวิจัยต้นพบว่ามีสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคได้ถึง 14 ชนิด ดังที่มีการจัดการประชุมวิชาการกรมวิทศาสตร์การแพทย์ ณ.อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อปี 2551 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยโคโบราโดของอเมริกา ก็เพิ่งค้นพบว่า สารที่อยู่ในขมิ้นช่วยปราบวัณโรคชนิดที่ดื้อยาลงได้ โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้พบว่า ขมิ้นมีสารที่เรียกว่า แมคโครเฟลกซ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มโรคของมนุษย์สามารถขับไล่เชื้อวัณโรคได้ด้วย โดยจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มโรคให้ต่อต้านเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาให้อ่อนฤทธิ์กับการต่อสู้กับยาลง ซึ่งนักวิจัยได้ชี้แจงว่า การศึกษาทำให้เราได้พบหลักฐาน แสดงว่าสารในขมิ้นสามารถช่วยต่อต้านการอักเสบของวัณโรคชนิดที่ดื้อยาในเซลล์ของมนุษย์ได้  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักวิจัยของไทย จะสามารถนำข้อมูลการวิจัยสมุนไพรเหล่านี้มาต่อยอด เพื่อผลิตเป็นยาเพื่อมารักษาวัณโรคได้ในภายหน้า
    เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ พ.ศ.2556. สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม.2556.พิมพ์ที่สำนักกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมรารูปถัมภ์.186 หน้า
  • นพ.ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์.วัณโรค.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 323.คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง.มีนาคม 2549
  • วัณโรค-อาการ,สาเหตุ,การรักษา http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “วัณโรคปอด (Tuberculosis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 424-429.
  • วัณโรค.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วัณโรคปอด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 380.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม 2553
  • รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาสถานการณ์วัณโรคและโรคเอดส์ปี2550-2555สำ นักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.
  • กระทรวงสาธารณสุข.แนวทางระดับชาติ:ยุทธศาสตร์การผสมผสานการดำ เนินงานวัณโรคและโรคเอดส์เพื่อการควบคุมและป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่2กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา สำ นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2546
  • ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์,ถนอมวงศ์ มัณฑจิตร์ ,กำธร มาลาธรรม.การเฝ้าระวังการติดเชื้อวัณโรคของบุคลากรในทีมสุขภาพโรงพยาบาลรามาธิบดี.วารสารรามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่18ฉบับที่2.กันยายน-ธันวาคม 2555.หน้า273-286
  • Jarvis, W.    (2007). Tuberculosis. In   W.    R.   Jarvis (Ed.), Bennett & Brachman's hospital infections (pp.539-560). Philadelphia: Lippincott Williams &Wilkins.
  • วัณโรค.แผ่นพับโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน.คณะกรรมการแผ่นพันเพื่อการประชาสัมพันธ์.คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.2552.
  • เจริญ ชูโชติถาวร. (2548). โรคติดเชื้อ ใน พรรณทิพย์ ฉายากุล และคณะ (บก.), ตําาราโรคติดเชื้อ 1 (หน้า 683-719). กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง
  • Centers for Disease Control and    (2005a). Guidelinesfor  preventing  the  transmission  of  Mycobacterium tuberculosis  in  health-care  settings,  2005. Retrieved March 16,    2011, from Morbidity and    Mortality Weekly Report Web site:
  • Kumar V, Abbas AK, Fausto N, Mitchell RN (2007). Robbins Basic Pathology (8th ed.). Saunders Elsevier. pp. 516– ISBN 978-1-4160-2973-1.


51

โรคเก๊าท์ (Gout)
โรคเก๊าท์เป็นอย่างไร  โรคเก๊าท์ เป็นโรคโบราณที่มีคนบันทึกในรายงานแพทย์มานับพันปี สมัยฮิปโปโปเตมัสเคความรักส (Hippocrates) ซึ่งเป็นบิดาการแพทย์สากลของภาษากรีกเมื่อสองพันปีก่อน ก็ได้เอ่ยถึงลักษณะของโรคนี้ รวมทั้งได้เรียกชื่อเป็นคำศัพท์หมอหลายๆชื่อตามตำแหน่งของข้อที่มีลักษณะอักเสบ คำว่า เก๊าท์ (Gout) เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่แปลงมาจากภาษาลาตินว่า Gutta ซึ่งแปลว่าหยดน้ำ โดยมีผู้คาดคะเนว่า ข้ออักเสบชนิดนี้มีต้นเหตุที่เกิดจากสารพิษ "หยด" เข้าไปอยู่ในไขข้อ ซึ่งปรากฏว่าเป็นจริงในการแพทย์ตอนนี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สารพิษที่ก่อให้เกิดโรคเก๊าท์ก็คือ กรดยูริกในเลือดนั่นเอง
                ส่วนนิยามของโรคเกาต์ในขณะนี้นั้นคือ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความแปลกทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริกมากเกินจนเกิดอาการรวมทั้งภาวะแทรกซ้อนต่างๆโดยเก๊าท์ นับเป็นโรคปวดข้อเรื้อรังประเภทหนึ่งที่พบได้มากโรคหนึ่ง บางทีอาจพบได้ราว 2-4 คน ใน 1,000 คน จัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ในวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยอายุ 40-60 ปี จะเจอโรคนี้ได้โดยประมาณ 2% แล้วก็อายุ 60 ปีขึ้นไป จะเจอได้ราวๆ 4% ยิ่งอายุมากขึ้นจังหวะที่จะเป็นโรคนี้ก็เยอะขึ้นเรื่อยๆตามไปด้วย รวมทั้งพบได้ในผู้ชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนที่เจอในหญิงชอบเป็นเพศหญิงข้างหลังวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว โดยทั่วไปมักเกิดกับข้อเพียงแต่ข้อเดียว ในบางครั้งอาจเกิดกับหลายข้อได้พร้อมเพียงกันก็ได้ โรคเกาต์ ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทยซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิด 4.3 คนต่อมวลชนไทย 100,000 คน
สาเหตุของโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์มีต้นเหตุที่เกิดจากภาวการณ์กรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งเป็นภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในจำนวนที่มากเหลือเกิน (มีค่ามากยิ่งกว่า 6 – 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการสะสมผลึกเกลือโมโนโซเดียมยูเรต (monosodium urate) ในน้ำไขข้อและก็เนื้อเยื่อต่างๆเป็นต้นว่า  ข้อก็จะ ก่อให้เกิดข้ออักเสบ  ไตก็จะทำให้เกิดนิ่วในไตแล้วก็รวมทั้งไตวาย ฯลฯ
                ซึ่งกรดยูริกเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งในเลือดที่ได้มาจากการสลายตัวสารพิวรีน (Purines) ในเยื่อทั่วร่างกายรวมทั้งของกินที่กินเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริกด้วยการกรองจากไตก่อนมีการขับออกทางปัสสาวะแล้วก็อุจจาระ เมื่อมีปริมาณกรดยูริกเยอะขึ้นเรื่อยๆจากการผลิตของร่างกาย จากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง อาทิเช่น ของกินประเภทเครื่องในสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง ฯลฯ หรือไตมีความผิดธรรมดาสำหรับเพื่อการกรองสารพิวรีน มักก่อให้เกิดสภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย
                ส่วนที่มาของกรดยูริกในเลือดสูง เนื่องมาจากร่างกายสร้างกรดยูริกมากยิ่งกว่าจำนวนที่ขับถ่าย และก็จากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกเป็นปกติแม้กระนั้นจำนวนที่ขับถ่ายออกจากร่างกายน้อยกว่า ส่วนเหตุอีกประการหมายถึง ทางด้านกรรมพันธุ์จากการขาดเอนไซม์บางตัวหรือเอนไซม์บางตัวทำงานมากเหลือเกิน และประการท้ายที่สุดเป็นผลมาจากโรคบางจำพวกที่สร้างกรดยูริกเกิน ได้แก่ โรคทาลัสซีเมีย (โรคกรรมพันธุ์ที่ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่แตกต่างจากปกติรวมทั้งแตกสลายง่าย) มะเร็งเม็ดเลือดขาว การใช้ยาเคมีบำบัดรักษา หรือฉายแสงในคนไข้โรคมะเร็ง บางรายอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากไตขับกรดยูริกได้ลดลง (อาทิเช่น ภาวการณ์ไตวาย) หรือเกิดจากผลกระทบของยา ยกตัวอย่างเช่น ยาขับเยี่ยวกรุ๊ปไทอาไซด์ รวมถึงจากการดื่มสารที่มีแอลกอฮอล์ผสม ดังเช่นว่า สุรา เบียร์ ไวน์  การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการถ้าเกิดมิได้รับการดูแลและรักษาจะมีอาการข้ออักเสบโรคเกาต์ฉับพลัน ผู้ชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี เพศหญิงเริ่มเป็นอายุ 55 ปี
ลักษณะของโรคเก๊าท์ ข้ออักเสบจากโรคเก๊าท์มีลักษณะเฉพาะมาก กล่าวคือ มีลักษณะอักเสบของข้อเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงมากมายคล้ายๆกับมีฝีเกิดขึ้นที่บริเวณข้อ ซึ่งมีลักษณะอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที     ถ้าหากเป็นการปวดครั้งแรกมักจะเป็นเพียงแค่ข้อเดียว โดยข้อที่มักพบ เป็นต้นว่า นิ้วหัวแม่ตีน (ส่วนข้อเท้า ข้อหัวเข่า ก็บางทีอาจเจอในคนเจ็บบางราย) ข้อจะบวมและเจ็บมากจนถึงเดิน    ไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง ร้อนแล้วก็แดง และจะพบลักษณะเฉพาะเป็น ในช่วงเวลาที่อาการเริ่มทุเลา ผิวหนังในบริเวณที่ปวดนั้นจะลอกรวมทั้งคัน  คนป่วยมักเริ่มมีอาการปวดยามค่ำคืน และมักจะเป็นข้างหลังดื่มเหล้า เบียร์ หรือเหล้าองุ่น หรือหลังกินเลี้ยง หรือทานอาหารมากมายเปลี่ยนไปจากปกติ หรือเดินสะดุด บางครั้งอาจมีอาการขณะมีภาวะเครียดทางด้านจิตใจ เป็นโรคติดโรค หรือได้รับการผ่าตัดด้วยต้นสายปลายเหตุอื่น บางครั้งอาจมีไข้ หนาวสั่น ใจสั่น (ชีพจรเต้นเร็ว) อ่อนล้า ไม่อยากกินอาหาร ร่วมด้วย
ในการปวดข้อหนแรก ชอบเป็นอยู่เพียงแค่ไม่กี่วัน หากคนไข้ไม่ได้รับการดูแลรักษา ในระยะแรกๆอาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แม้กระนั้นต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆอาทิเช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน ตราบจนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละบ่อยมาก และระยะการปวดจะนานวันขึ้นเรื่อยๆอย่างเช่น กลายเป็น 7-14 วัน จนกระทั่งหลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ (ได้แก่ ข้อมือ ข้อศอก ข้อหัวเข่า ข้อเท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า) จนกว่าเป็นเกือบทุกข้อ
ในระยะที่มีข้ออักเสบหลายๆข้อ ผู้ป่วยมักพิจารณาได้ว่ามีปุ่มก้อนขึ้นบริเวณที่เคยอักเสบเสมอๆและก็ก้อนจะโตขึ้นเรื่อยๆเรียกว่า ตุ่มโทฟัส (tophus / tophi) จนถึงบางครั้งบางทีอาจแตกออกมีสารขาวๆเหมือนแป้งดินสอพองหรือยาสีฟันไหลออกมา แผลที่แตกออกจะหายช้ามาก และจะเป็นแผลเป็น ถัดไปข้อต่างๆจะผิดรูปรวมทั้งใช้งานไม่ได้ในที่สุด
จากอาการที่เริ่มมีข้ออักเสบหนึ่งข้อจนกระทั่งหลายๆข้อ แล้วก็มีปุ่มก้อนมักกินเวลา 5-20 ปี สุดแต่ความร้ายแรง สำหรับชาวไทยพบว่าบางคนเพียงแต่ 2-3 ปี แค่นั้นจะเริ่มมีปุ่มก้อนรวมทั้งมีลักษณะอาการไตวายได้ ด้วยเหตุดังกล่าวโรคเก๊าท์ในคนไทยจึงมีความร้ายแรงมากกว่าคนต่างประเทศมากมายทั้งที่ไม่ได้สุขกายสุขใจกว่าเขาเลยโดยประมาณร้อยละ 25 ของคนป่วยโรคเก๊าท์จะมีนิ่วของฟุตบาทเยี่ยวร่วมด้วย ซึ่งกึ่งหนึ่งจะมีประวัติของนิ่งก่อนอาการข้ออักเสบ โดยเหตุนั้นผู้เจ็บป่วยที่มีนิ่วของทางเดินฉี่จะต้องเช็คกรดยูริคทุกราย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคเก๊าท์

  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะมีบุคคลในครอบครัวป่วย
  • โรคประจำตัวหรือสภาพการณ์ของร่างกายอะไรบางอย่าง ดังเช่นว่า สภาวะอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดไม่ปกติ ไตดำเนินงานไม่ปกติ เบาหวาน โรคพร่องเอนไซม์ ความแตกต่างจากปกติของไขกระดูก โรคเส้นโลหิตเปลี่ยนไปจากปกติ
  • มีเหตุมาจากเพศ เนื่องจากเจอโรคนี้ได้ในผู้ชายมากกว่าสตรี
  • การทานอาหารทีมีสารพิวรีนมากเกินความจำเป็น อาทิเช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก กุ้งเคยหรือกะปิ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ สารสกัดจากยีสต์
  • การดื่มน้ำอัดลมเกินจำนวนที่พอดิบพอดีต่อวัน ซึ่งมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการกินน้ำอัดลมชนิดที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอาจเพิ่มการสะสมกรดยูริกในเลือดได้สูงถึง 85% ยิ่งไปกว่านี้ยังรวมถึงผลไม้รวมทั้งน้ำผลไม้บางจำพวกที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก
  • มีสาเหตุจากการได้รับบาดเจ็บที่ข้อกระดูก การกระทบกระแทกที่ข้อ
  • ผลกระทบจากการใช้ยาบางจำพวก บางทีอาจกระตุ้นให้อาการแย่ลงได้ เพราะเหตุว่ายาบางจำพวกส่งผลทำให้ไตขับกรดยูริกออกทางฉี่ได้ลดลง อย่างเช่น แอสไพริน (Aspirin), ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ (Hydrochlorothiazide – HCTZ), ไซโคลสปอริน (Cyclosporin), เลโม้โดปา (Levodopa) เป็นต้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบียร์สด ด้วยเหตุว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการขับกรดยูริกออกทางไตหรือทางปัสสาวะ ข้างหลังการดื่มก็เลยทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง กรดยูริกก็เลยคั่งอยู่ในเลือดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ


ขั้นตอนการรักษาโรคเก๊าท์  การวิเคราะห์โรคเก๊าท์แพทย์จะมีการซักถามอาการ เรื่องราวเป็นโรคเก๊าท์ของบุคคลในครอบครัว และก็การตรวจร่างกายทั่วไป โดยแพทย์จะวินิจฉัยพื้นฐานจากอาการแสดง ซึ่งโรคเกาต์จะมีลักษณะโดดเด่นเป็นมีการอักเสบร้ายแรงของข้อหัวแม่ตีนเพียง ๑ ข้อ เกิดขึ้นกระทันหันหลังดื่มเบียร์สด หรือไวน์ กินเลี้ยง หรือกินอาหารที่มีกรดยูริกสูง ซึ่งคนเจ็บเป็นโรคเก๊าท์ชอบมีลักษณะอาการปวดข้ออย่างเฉียบพลันทีแรกพบได้บ่อยที่ข้อเท้าหรือหัวแม่ตีน โดยมีลักษณะอาการบวมเมื่อคลำดูเหมือนจะรู้สึกร้อน เวลากดเจ็บมากมายอาจมีอาการไข้นิดหน่อยถึงไข้สูงเป็นประมาณ 3-7 วัน และก็ในบางรายอาจตรวจพบตุ่มโทฟัส (Tophus) ร่วมด้วย  ส่วนการวินิจฉัยทางห้องทดลองที่แน่ชัด จำเป็นจะต้องกระทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริกในเลือด (ค่าปกติ 3-7 มก. ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร) ถ้าเกิดผลของการตรวจคลุมเครือ อาจจำต้องกระทำการเจาะดูดน้ำจากข้อที่อักเสบไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ นอกนั้น อาจต้องทำการตรวจพิเศษอื่นๆตัวอย่างเช่น การพิสูจน์เลือด เมื่อการตรวจวิเคราะห์โดยการเจาะข้อไม่อาจจะทำเป็น แพทย์บางครั้งอาจจะให้มีการเจาะเลือด เพื่อวัดระดับของกรดยูริกแล้วก็สารครีเอตินินว่าอยู่ในเกณฑ์ธรรมดาหรือไม่ แต่ว่าแนวทางนี้อาจเกิดความผิดพลาดได้ อย่างเช่น ผู้ป่วยบางรายหรูหรากรดยูริกสูงเปลี่ยนไปจากปกติ แม้กระนั้นอาจไม่เป็นโรคเก๊าท์ หรือบางรายที่มีอาการของโรคก็บางทีอาจตรวจเจอระดับกรดยูริกได้ในระดับปกติ  การเจาะข้อ มักถูกใช้เป็นแนวทางหลักสำหรับการตรวจวินิจฉัย หมอจะนำเข็มเจาะรอบๆข้อที่มีอาการ เพื่อดูดเอาน้ำในข้อออกมาตรวจดูการสั่งสมของผลึกยูเรต (Urate Crystals) ภายใต้กล้องจุลทรรศน์  การอัลตราซาวด์ จะช่วยตรวจพบการสะสมของผลึกยูเรตตามข้อกระทั่งเป็นปุ่มนูนหรือก้อนที่เรียกว่า โทฟี่ (Tophi)  การเอกซเรย์ การถ่ายเอกซเรย์รอบๆข้อที่มีอาการ เพื่อตรวจตราว่าเกิดการอักเสบตามข้อไหม  การตรวจฉี่ เพื่อดูกรดยูริกที่ปนเปในน้ำปัสสาวะ

โรคเกาต์เป็นโรคหวานใจษาง่าย รักษาหายขาดได้ คือไม่กลับมาเป็นข้ออักเสบอีก ถ้าคนไข้ประพฤติตามคำแนะตำและก็รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ วิธีการรักษาโรคเก๊าท์จำเป็นต้องแบ่งเป็น 3 หลักสำคัญ ดังต่อไปนี้

  • การดูแลและรักษาข้ออักเสบ ในระยะเฉียบพลัน และเป็นนานไม่เกิน 48 ชั่วโมง อาจให้วัวสิสิน (Colchicine) 2-3 เม็ดต่อวัน ข้อจะหายปวดเร็วมากข้างใน 2-3 วัน แล้วลดยาลงเหลือ 1 เม็ดต่อวัน ข้อดีของยาเป็นไม่กัดกระเพาะเป็นแผล ข้อตำหนิคือบางทีอาจเกิดอาการท้องเดินได้แม้ขนาดของยามากขึ้นไป ซึ่งหากมีลักษณะท้องร่วงให้หยุดยานี้จนกว่าหายท้องร่วงแล้วเริ่มกินยาใหม่ในขนาดที่น้อยลง


ยาอื่นๆที่ใช้ได้แม้กระนั้นทุกตัวจะมีฤทธิ์ระคายกระเพาะอาหารมากมายบ้างน้อยบ้างสุดแท้แต่บุคคล ก็เลยสมควรรับประทานหลังรับประทานอาหารเสมอ รวมทั้งบางทีอาจกินร่วมกับยาอัลมาเจล (Almagel) หรือ อลั่มไม่ลค์ (Alum Milk) แต่จัดว่าเป็นยาค่อนข้างไม่มีอันตราย ดังเช่น ไอบลูโปรเฟน (Ibuprofen) , ไดวัวลพิแนค (diclofenac) , ท้องนาโปรเซน (Naproxen) , ซูลินแดค (Sulindac) , พนาลัยรคิซิติดอยู่ม (Prioxicam) , อินโดความรู้สิน (Indemethacin) ฯลฯ โดยให้วันละ 3-4 เม็ดกระทั่งอาการดีขึ้นกว่าเดิมก็เลยลดปริมาณยาลงจนหยุดยาไปข้างใน 4-7 วัน
ไม่สมควรใช้ยากลุ่มฟีนิวบิวตาโซน (Phenybutazone) และออกซิเฟนบิวตาโซน (Oxyphenbutazone) ด้วยเหตุว่าเสี่ยงกับการเกิดสภาวะไขกระดูกไม่สร้างเลือด (Aplastic anemia) ได้โดยไม่จำเป็น เนื่องจากมียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า และก็ใช้ได้ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว แม้กระนั้นปรากฏว่าในตลาดเมืองไทยยากลุ่มนี้ยายดีมาก เพราะเหตุว่ามักถูกจัดอยู่ในยาชุดแก้ปวดข้อแบบครบจักรวาล แถมขนาดยาที่ผลิตนั้นมากมายจนกระทั่งอยู่ในขั้นอันตรายเป็นยาหนึ่งเม็ดมีขนาดพอๆกับยาสองเม็ดของที่มาจากต่างประเทศ ก็เลยไม่น่าสงสัยเลยว่าเพราะเหตุใดประเทศเราก็เลยมีคนไข้โรคไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือดมากมายแบบนี้
. การปกป้องไม่ให้ข้ออักเสบกำเริบเสิบสานอีก ยาที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากเป็น โคชิซิน วันละ 1-2 เม็ดตลอดไป สำหรับคนที่ข้ออักเสบบ่อยครั้งกระทั่งไม่อาจจะทำมาหากินตามปกติได้ สำหรับผู้ที่นานๆจะมีข้ออักเสบสักครั้งให้พกยาเม็ดประจำตัว เพียงพอมีความรู้สึกว่าข้อเริ่มอักเสบให้กินยาวัวชิซิน 1 เม็ดทันที แล้วก็ซ้ำได้วันละ 2-3 เม็ดตรงเวลา 1-2 วัน ยานี้ถ้าหากกินแม้กระนั้นเนิ่นๆจะคุ้มครองป้องกันไม่ให้กำเนิดข้ออักเสบร้ายแรงขึ้นแบบสุดกำลังและทำให้หายปวดข้อได้เร็วมาก

  • การลดกรดยูริคให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อคุ้มครองการตกผลึกของยูเรท แล้วก็ไปละลายผลึกยูเรทที่ตกตะกอนดังที่ต่างๆของร่างกายให้หายไปทีละน้อยโดยเหตุนี้ยาลดกรดยูริคจำเป็นต้องรับประทานติดต่อกันทุกวันเป็นปีๆหรือทั้งชีวิต ดังนี้สุดแท้แต่ความรุนแรงของโรคเก๊าท์ ยาลดกรดยูริคมี 2 พวก คือ
  • พวกที่ทำให้มีการขับยูริคออกทางไตมากเพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ไตธรรมดาและไม่มีนิ่วในไต ยาที่ใช้คือ โปรเบเนซิด (Probenecid) 1-2 เม็ดต่อวัน การจัดยาจะต้องอาศัยตรวจระดับกรดยูริค ว่าต่ำลงมาอยู่ในขั้นน่าพึงพอใจไหม คนที่รับประทานยาจำพวกนี้ควรดื่มน้ำมากมายๆประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน เพื่อคุ้มครองปกป้องการเกิดนิ่วกรดยูริคในไต ยานี้ราคาแพงถูกกว่ารวมทั้งปลอดภัยกว่ายากลุ่ม 2 แต่ว่าห้ามใช้ในเป็นโรคไตวายหรือมีนิ่วในไต
  • พวกที่ตัดการผลิตของกรดยูริคในร่างกาย อาทิเช่น แอบโลพูรินอล (Allopurinol) 200-300 มก.ต่อวัน ยาตัวนี้มีอันตรายคือ กำเนิดตับอักเสบได้ แต่ที่พบได้ทั่วไปเป็น เกิดการแพ้ยาอย่างรุนแรงถึงขนาดผิวหนังเป็นผื่น, พุพอง, แดงลอกหมดทั่วตัว ซึ่งมีอัตราตายสูงมาก วิธีคุ้มครองป้องกันคือ ถ้ารับประทานยาแล้วรู้สึกมีอาการคันเรียกตัวโดยยังไม่มีผื่น หรือเริ่มมีผื่นแดง แต่ว่าไม่รุนแรงจำเป็นต้องหยุดยาทันที มิฉะนั้นจะแพ้ยารุนแรงขึ้นจนเกิดภาวะดังที่กล่าวถึงแล้วได้ ซึ่งแม้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาลก็บางทีอาจปรับแต่งไม่ทัน


ผู้เจ็บป่วยจำนวนมาก มักหลงผิดว่าหายจากโรคแล้ว เมื่อไม่มีลักษณะของการปวดข้อ ก็มักจะหยุดกินยา และจะมาเจอหมอเป็นบางโอกาส เฉพาะเวลามีอาการข้ออักเสบ พฤติกรรมเช่นนี้ มักทำให้คนป่วยเปลี่ยนเป็นโรคเกาต์จำพวกเรื้อรัง และเกิดภาวะแทรกต่างๆตามมาในที่สุด ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการบริโภคยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโรคเกาต์ให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะเบียร์สด พบว่าผู้เจ็บป่วยโรคเกาต์ที่ดื่มเบียร์สดมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดลักษณะของการปวดโรคเกาต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆราวๆ 2.5 เท่า เนื่องด้วยในเบียร์สดมีพิวรีนปริมาณมากสามารถกลายเป็นกรดยูริกได้
  • ลดการทานอาหารที่มีพิวรีนสูง ตามตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงจำนวนพิวรีนในของกินที่กินได้ 100 กรัม
จากหนังสือ Normal and Therapcutic Nutrition ของ Gorinne H. Robinson 1072 จากการเล่าเรียนจำนวนพิวรีนในอาหารประเภทต่างๆโภชนาการ 13:2522
การติดต่อของโรคเก๊าท์ เนื่องด้วยโรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริก (uric acid) มากจนเกินความจำเป็น หรือมีการขับกรดยูริกที่น้อยผิดปกติของร่างกาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวโรคเก๊าท์จึงเป็นโรคที่ไม่มีการ
ติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด แต่โรคเก๊าท์ก็มีสาเหตุ จากความผิดแปลกทางชนิดกรรม โดยเหตุนี้จึงเจอผู้ป่วยที่มีต้นเหตุโรคมาจากกรรมพันธุ์ได้ เช่นกัน
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคเก๊าท์ ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ควรจะปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางส่วนอาจมีส่วน เนื่องจากว่าช่วยให้ลักษณะของโรคดีขึ้นได้ดังนี้

  • ดื่มน้ำมากมายๆอย่างต่ำวันละ ๓ ลิตร แต่ละวัน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กำเนิดนิ่วในไตเมื่อไม่เป็นโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • ห้ามกินเหล้า เบียร์สด ไวน์ ซึ่งอาจจะทำให้โรคเกาต์กำเริบเสิบสานได้
  • หลีกเลี่ยงของกินที่มีกรดยูริกสูง ดังเช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีกทุกชนิด กะปิ น้ำสกัดจากเนื้อ ไข่แมงดา พืชผักหน่ออ่อน (ดังเช่น ถั่วงอก ยอดกระถิน ยอดแค สะเดา ชะอม หน่อไม้ แอสพารากัส ยอดผัก ฯลฯ) ผู้เจ็บป่วยจำเป็นต้องรอสังเกตว่าของกินอะไรที่ทำให้โรคกำเริบ ก็ควรหลีกเลี่ยง
  • ควรจะหลบหลีกการกินน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีความหวานมากมาย โดยยิ่งไปกว่านั้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรุกโตส
  • หลบหลีกการใช้ยาที่อาจจะเป็นผลให้โรคกำเริบ ดังเช่นว่า แอสไพริน ยาขับฉี่กรุ๊ปไทอาไซด์
  • ถ้าเกิดอ้วน ควรจะลดความอ้วนลงทีละน้อย อย่าลดฮวบฮาบ อาจจะส่งผลให้มีการสลายตัวของเซลล์อย่างเร็ว ทำให้มีกรดยูริกสูง โรคเกาต์กำเริบได้
  • ถ้าหากเจอมีตุ่มโทฟัสตามผิวหนัง ห้ามบีบแกะ หรือใช้เข็มเจาะให้แตก เพราะว่าอาจทำให้แปลงเป็นแผลเรื้อรังได้
  • เมื่อมีลักษณะอาการปวดให้ใช้น้ำอุ่นจัดๆหรือใช้น้ำแข็งประคบตรงข้อที่ปวด โดยประมาณ 20 นาที และก็เลี่ยงการลงน้ำหนักตรงข้อนั้นๆ
  • เมื่อลักษณะของการปวดทุเลาลงแล้ว ควรจะไปพบแพทย์ที่โรงหมอเพื่อตรวจยืนยันการวินิจฉัยแล้วก็รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป
  • เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคเก๊าท์ควรจะทานอาหารตามหมอสั่งให้ครบรวมทั้งไปตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
การคุ้มครองตนเองจากโรคเก๊าท์

  • คนที่มีวงศาคณาญาติเป็นโรคโรคเกาต์ ควรตรวจหาระดับของกรดยูริกในเลือดเป็นระยะๆ
  • เมื่อมีลักษณะผิดปกติของข้อเกิดขึ้น ดังเช่นว่า ปวดข้อกระทันหัน บวมแดง ร้อนที่ข้อ ควรไปพบหมอเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างเร่งด่วน
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีสารพิษพิวรีนสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารทะเล เครื่องในสัตว์ รวมทั้งสัตว์ปีก
  • ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน (BMI)
  • หลีกเลี่ยงจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ หรือ น้ำอัดลมให้พอดิบพอดี
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคเก๊าท์ การใช้สมุนไพรในผู้เจ็บป่วยโรคเกาต์มีข้อมูลสนับสนุนออกจะน้อย อาจเนื่องด้วยโรคนี้เกี่ยวกับหลายต้นสายปลายเหตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะการทำงานของไต ซึ่งการใช้สมุนไพรไม่ได้เป็นการรักษาที่ต้นสายปลายเหตุ เพียงช่วยบรรเทาอาการแค่นั้น แม้กระนั้นมีข้อมูลของศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวโยงทางด้านสุขภาพที่ค่อนข้างจะน่าเชื่อถือ มีผลงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยออกมาว่าสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทุเลาอาการของโรคเก๊าท์เป็น

  • ขมิ้นชัน มีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือเคอร์คิวมินมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขนาดทั่วไปที่เสนอแนะต่อวันเป็น 1.5-3.0 กรัม ถ้าหากกินขมิ้นชันแคปซูล 500 มิลลิกรัม สามารถกินได้วันละ 3-6 แคปซูล ซึ่งจะช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อและก็กระดูกที่มีลักษณะอาการปวดของโรคเก๊าท์
  • โบรมีเลน (bromelain) เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากสับปะรด มีคุณสมบัติรลดอักเสบ ลดปวดโดยขนาดกินที่แนะนำคือ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการอักเสบรวมทั้งอาการปวดของโรคเก๊าท์ได้
  • ชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) มีการเรียนรู้ในคนร่างกายแข็งแรงปริมาณ 30 รายโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มให้ได้รับสารสกัดชาเขียว 2, 4, หรือ 6 กรัมต่อวัน พบว่าหลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์ กลุ่มที่บริโภคสารสกัดชาเขียว 2 กรัมต่อวันสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดได้มากที่สุดเป็นจาก 4.81 ± 0.81 มิลลิกรัมต่อดล. เป็น 4.64 ± 0.92 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ก็เลยมีการชี้แนะให้กินน้ำชาเขียวที่ไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีนวันละ 2-4 ถ้วยชา


ยิ่งไปกว่านี้ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/บรรเทาลักษณะของโรคเก๊าท์ได้อีกยกตัวอย่างเช่น เห็ดหลินจือ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของไต สร้างสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบของไต รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบหมุนเวียนเลือด หญ้าใต้ใบ มีคุณประโยชน์เป็นยาขับฉี่ สามารถขับกรดยูริคออกทางเยี่ยวได้ ไพรที่คนไทยรู้จักกันดีว่ามีประโยชน์ในด้าน แก้อาการปวดปวดเมื่อยต่างๆบำรุงกำลัง รวมทั้งยังส่งผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รับรองคุณประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วยเป็นแก้ปวดเมื่อย แก้กล้ามอักเสบ เถาวัลย์เปรียง แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แก้กล้ามเนื้ออักเสบ รักษาอาการข้อหัวเข่าเสื่อม เมื่อทานเถาวัลย์เปรียงทำให้ปัสสาวะบ่อยครั้งซึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยขับกรดยูริคออกมาทางปัสสาวะได้อีกทางหนึ่ง หญ้าหนวดแมว สมุนไพรอย่างต้นหญ้าหนวดแมวที่มีสรรพคุณสำหรับการขับกรดยูริค ต้นหญ้าหนวดแมว มีเกลือโปรแตสเซียม ช่วยสำหรับในการขับฉี่และขยายหลอดไตให้กว้าง ช่วยขับกรดยูริคเหตุเพราะต้นหญ้าหนวดแมวทำให้เยี่ยวเป็นด่าง ผู้ที่รับประทายต้นหญ้าหนวดแมว จะมีการขับกรดยูริคออกมาทางฉี่เพิ่มขึ้น และทำให้ปัสสาวะเป็นด่าง ทำให้กรดยูริคตกตะกอนลดลงด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.เล็ก ปริวิสุทธิ์.โรคเก๊าท์.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่.49.คอลัมน์ โรคน่ารู้.พฤษภาคม.2526
  • นศภ.ปณิดา ไทยอ่อน.โรคเก๊าท์(gout) ดูแลอย่างไรดี.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.คลังข้อมูลยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Choi HK, Atkinson K, Karlson EW, Willett W, Curhan G. Alcohol intake and risk of incident gout in men: a prospective study. Lancet. 2004;363:1277-81. http://www.disthai.com/
  • Neogi T. Gout. N Engl J Med 2011;364(5):443-52.
  • รศ.นพ.สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ.เกานต์.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่346.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กุมภาพันธ์.2551
  • เก๊าท์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคเกาต์ (Gout)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 823-826.
  • Neogi T, Chen C, Niu J, Chaisson C, Hunter DJ, Choi H, et al. Relation of temperature and humidity to the risk of recurrent gout attacks. Am J Epidemiol 2014;180:372-7.
  • สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคเกาต์; 2555
  • Zhang Y, Chen C, Choi H, Chaisson C, Hunter D, Niu J, et al. Purine-rich foods intake and recurrent gout attacks. Ann Rheum Dis 2012;71:1448-53.
  • ผศ.นพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์.โรคเกาต์.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Zhang Y, Woods R, Chaisson CE, Neogi T, Niu J, McAlindon TE, et al. Alcohol consumption as a trigger of recurrent gout attacks. Am J Med 2006;119:800 e13-8.


52

โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema)
โรคถุงลมโป่งพอง คืออะไร โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มของโรคปอดอุดกันเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ซึ่งโรคปอดอุดกันเรื้อรัง จะประกอบไปด้วยโรคหลอดลมอักเสบแล้วก็ถุงลมโป่งพอง โดยทั่วไปแล้วจะเจอรูปแบบของ 2 โรคนี้ด้วยกัน แต่ว่าถ้าตรวจเจอว่าปอดมีพยาธิภาวะของถุงลมที่โป่งพองออกเป็นคุณลักษณะเด่น ก็จะเรียกว่า “โรคถุงลมโป่งพอง” ซึ่งก็คือ ภาวการณ์ทุพพลภาพอย่างคงทนของถุงลมในปอด ซึ่งเป็นผลมาจากผนังถุงลมเสียความยืดหยุ่นแล้วก็เปราะง่าย ทำให้ถุงลมสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการแลกเปลี่ยนอากาศ และฝาผนังของถุงลมที่เปราะยังมีการแตกทะลุ ทำให้มีถุงลมขนาดเล็กๆหลายๆอันรวมตัวเป็นถุงลมที่โป่งพองรวมทั้งทุพพลภาพ ทำให้จำนวนผิวของถุงลมที่ยังปฏิบัติภารกิจได้ทั้งหมดทั้งปวงลดลงกว่าธรรมดา แล้วก็มีอากาศภายในปอดมากยิ่งกว่าปกติได้ผลให้ออกซิเจนจึงเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง คนเจ็บจึงมีอาการหายใจตื้นและก็กำเนิดอาการหอบง่ายตามมา
โรคนี้มักจะพบในคนวัยแก่ (ช่วงอายุ 45-65 ปี) เจอในผู้ชายได้มากกว่าสตรี และพบได้บ่อยร่วมกับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังรวมทั้งแยกออกมาจากกันยาก คนป่วยจำนวนมากจะมีประวัติการสูบบุหรี่จัด  มานานเป็น 10-20 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็มีประวัติอยู่การได้รับมลภาวะทางอากาศในจำนวนมากและก็ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย ฝุ่นผง ควัน หรือมีอาชีพทำงานในโรงงานหรือเหมืองแร่ที่หายใจเอาสารระคายเข้าไปบ่อยๆ โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่มักพบและก็เป็นต้นเหตุอันดับที่หนึ่งของการเสียชีวิตในพลเมืองทั่วทั้งโลก โดยในประเทศประเทศสหรัฐอเมริกาพบเป็นลำดับที่ 4 ของต้นสายปลายเหตุการตายของมวลชน แม้นับเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง อัตราการพบโรคเป็น18 คน ในประชากร 1,000 คน  ส่วนเหตุการณ์เดี๋ยวนี้ของถุงลมโป่งพองในประเทศไทย มีทิศทางสูงขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกันกับทั้งโลก แล้วก็เป็นเลิศในสิบ ที่มาของการตาย ของมวลชนไทย จึงนับเป็นโรคที่คือปัญหาทางสาธารณสุขของเมืองไทยอีกโรคหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดถุงลมโป่งพอง เป็นการสูบบุหรี่ แต่จากการเรียนพบว่าผู้ที่ดูดบุหรี่ได้โอกาสเป็นถุงลมโป่งพองมากยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่มากถึง 6 เท่า ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ มักมีประวัติดูดบุหรี่จัด (มากกว่าวันละ 20 มวน) นาน 10-20 ปีขึ้นไป สารพิษในบุหรี่จะเบาๆทำลายเยื่อบุหลอดลมและก็ ถุงลมในปอด ทีละเล็กทีละน้อย ใช้เวลานานนับสิบๆปี จนสุดท้ายถุงลมปอดพิการ เป็นสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการเปลี่ยนอากาศ (นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นอากาศเสียออกจากร่างกาย แล้วก็นำออกสิเจนซึ่งเป็นอากาศดีเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านทางระบบทางเท้าหายใจ) เกิดอาการหอบเมื่อยล้าง่าย และกำเนิดโรคติดเชื้อของปอดซ้ำจากจำเจ
นอกเหนือจากยาสูบซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคนี้แล้ว คนไข้ส่วนน้อยยังอาจเกิดจากต้นสายปลายเหตุอื่น อาทิเช่น มลภาวะในอากาศ การหายใจเอามลพิษในอากาศ ดังเช่น ควันจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ไอเสียรถยนต์ จะเพิ่มการเสี่ยงให้กำเนิดถุงลมโป่งพอง เพราะพบว่ามวลชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆจะมีอัตราการป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังซึ่งรวมทั้งโรคถุงลมโป่งพองได้มากกว่ามวลชนที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด มลภาวะทางอากาศจึงน่าจะมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ควันที่มีพิษหรือสารเคมีจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นหรือควันพิษที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือฝุ่นละอองจากไม้ ฝ้าย หรือกระบวนการทำเหมือง ถ้าเกิดหายใจเข้าไปในจำนวนที่มากรวมทั้งเป็นระยะเวลานาน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ทำให้เกิดถุงลมโป่งพองได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสมากขึ้นไปอีกถ้าเป็นคนที่ดูดบุหรี่ ภาวะพร่องสารต้านทริปซิน (α1-antitrypsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีป้องกันการเช็ดกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวข้องจากสารต่างๆก็เลยช่วยคุ้มครองไม่ให้ถุงลมปอดถูกสารพิษ ภาวะนี้จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ซึ่งโรคทางพันธุกรรมจำพวกนี้จำนวนมากจะเจอในคนเชื้อชาติผิวขาว มักเกิดอาการในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 40-50 ปี รวมทั้งคนเจ็บชอบไม่สูบบุหรี่ อย่างไรก็แล้วแต่ ภาวการณ์นี้ก็เจอกำเนิดได้น้อยมากคือราวๆ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งหมดทั้งปวง
ลักษณะโรคถุงลมโป่งพอง ช่วงแรกจะมีลักษณะอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง กล่าวคือจะมีลักษณะไอมีเสลดเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี คนเจ็บชอบไอหรือขากเสมหะในคอหลังจากตื่นรุ่งอรุณบ่อยๆ จนถึงนึกว่าคือเรื่องธรรดาและไม่ได้ตั้งใจรักษา ถัดมาจะเริ่มไอถี่ขึ้นตลอดวัน แล้วก็มีเสมหะไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงแรกเสลดมีสีขาว ถัดมาบางทีอาจจะแปลงเป็นสีเหลืองหรือเขียว มีไข้ หรือหอบอ่อนเพลียเป็นบางครั้งจากโรคติดเชื้อแทรกซ้อน เว้นเสียแต่อาการไอเรื้อรังดังที่กล่าวมาแล้วแล้ว คนเจ็บจะมีอาการอ่อนแรงง่ายเวลาออกแรงมากมาย  อาการหอบอ่อนล้าจะค่อยๆเป็นมากขึ้น แม้กระทั้งเวลาเดินตามปกติ เวลากล่าวหรือทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันก็จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยง่าย
                   แม้คนไข้ยังดูดบุหรี่ถัดไป ท้ายที่สุดอาการจะรุนแรง จนกระทั่งแม้แต่อยู่เฉยๆก็รู้สึกหอบเหนื่อย ดังนี้เพราะถุงลมปอดพิการอย่างรุนแรง ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจแลกอากาศ นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้เกิดพลังงาน คนป่วยมักมีลักษณะอาการกำเริบหนักเป็นบางครั้งบางคราว ด้วยเหตุว่ามีการติดเชื้อ (หลอดลมอักเสบ ปอด) เข้าแทรก ทำให้จับไข้ ไอมีเสลดเหลืองหรือเขียว หายใจหอบ หายใจมีเสียงดังวี้ดๆตัวเขียว จนจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงหมอ  เมื่อเป็นถึงขนาดระยะรุนแรง ผู้เจ็บป่วยมักมีลักษณะอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด รูปร่างผอมเกร็ง มีอาการหอบอ่อนแรง อยู่ตลอดเวลา มีลักษณะเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและอาจเสียชีวิตได้จากโรคแทรกซ้อน
                นอกจากนี้ ในบางรายอาจพบว่ามีริมฝีปากหรือเล็บเป็นสีคล้ำออกม่วงเทาหรือฟ้าเข้มด้วยเหตุว่าขาดออกซิเจน หรือถ้ามีลักษณะหายใจตื้นเป็นเวลานานหลายเดือนแล้วก็มีอาการที่ห่วยแตกลงอีกด้วย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง แบ่งได้ 2 กรุ๊ป คือ

  • สาเหตุด้านคนเจ็บ ตัวอย่างเช่น ลักษณะทางกรรมพันธุ์ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ขาดโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี (Enzyme) ชื่อ Alpha-one antitrypsin ซึ่งเป็นเอนไซม์ปกป้องการถูกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวเนื่องจากสารต่างๆซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้
  • ต้นเหตุด้านสภาพการณ์แวดล้อม มีความหมายสูงที่สุด เช่น
  • ควันที่เกิดจากบุหรี่ เป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดของโรคนี้ พบว่ามากยิ่งกว่าจำนวนร้อยละ 75.4 ของคนเจ็บ COPD เป็นผลมาจากยาสูบ การสูบยาสูบ เป็นต้นเหตุที่มักพบที่สุด ซึ่งรวมถึงบุหรี่ยาเส้นพื้นเมืองด้วย จำนวนและก็ช่วงเวลาที่ดูดบุหรี่มีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรค ยิ่งสูบบุหรี่มากมายแล้วก็สูบมานานยาวนานหลายปี ก็ได้โอกาสกำเนิดโรคนี้ได้มาก นอกเหนือจากนั้นคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่เอง แต่ได้รับควันที่เกิดจากบุหรี่จากผู้อื่นต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็ได้โอกาสกำเนิดโรคนี้ได้ด้วยเหมือนกัน
  • มลภาวะอีกทั้งในบริเวณบ้าน ที่ทำงาน แล้วก็ที่ส่วนรวมที่สำคัญเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงในการทำกับข้าว (biomass fuel) แล้วก็สำหรับขับเครื่องจักรต่างๆ(diesel exhaust)


กระบวนการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง การวิเคราะห์โรคถุงลมโป่งพอง หมอจะอาศัยองค์ประกอบหลายประเภท อาทิเช่น ประวัติความเป็นมาสัมผัสสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ร่วมกับ อาการ ผลการตรวจร่างกาย ภาพรังสีอก และก็รับรองการวิเคราะห์ด้วย spirometry ดังลัษณะดังกล่าวต่อไปนี้
อาการ ส่วนใหญ่ผู้เจ็บป่วยที่มาเจอแพทย์จะมีลักษณะเมื่อพยาธิสภาพขยายไปๆมาๆกแล้ว อาการที่ตรวจพบ ดังเช่นว่า หอบ อ่อนล้าซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยไอเรื้อรังหรือมีเสมหะโดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้า อาการอื่นที่เจอได้ คือ แน่น อก หรือหายใจมีเสียงหวีดร้อง
การตรวจทางรังสีวิทยา ภาพรังสีทรวงอกมีความไวน้อยสำหรับในการวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพอง แต่ว่ามี จุดสำคัญสำหรับในการแยกโรคอื่น ในคนเจ็บ emphysema บางทีอาจเจอลักษณะ hyperinflationหมายถึงกะบังลมแบน ราบแล้วก็หัวใจมีขนาดเล็กมีอากาศในปอดมากกว่าปกติ ในคนป่วยที่มี corpulmonale จะพบว่าหัวใจห้องขวา รวมทั้ง pulmonary trunk มี ขนาดโตขึ้น และ peripheral vascular marking ลดน้อยลง
การตรวจสมรรถนะปอด Spirometry มีความสำคัญในการวินิจฉัยโรคนี้มากมาย และก็สามารถจัดระดับความรุนแรงของโรคได้ด้วย โดยการตรวจ spirometry นี้ต้องตรวจเมื่อคนเจ็บมีลักษณะอาการคงเดิม (stable) และไม่มีอาการกำเริบของโรคขั้นต่ำ 1 เดือน การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะที่คนป่วยยังไม่มีอาการ  โดยแพทย์จะให้คนป่วยหายใจเข้าให้เต็มกำลัง แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างเร็วผ่านเครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometry) แล้ววัดดูค่า FEV1 (Forced expiratory volume in 1 second) ซึ่งหมายถึง ขนาดอากาศที่หายใจออกใน 1 วินาที และก็ค่า FVC (Forced vital capacity) ซึ่งก็คือ ขนาดอากาศที่หายใจออกทั้งหมดทั้งปวงจนถึงสุดอย่างเต็ม 1 ครั้ง จะพบลักษณะของ airflow limitation โดยค่า FEV1 / FVC ข้างหลังให้ยาขยายหลอดลมน้อยกว่าจำนวนร้อยละ 70 และแบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระดับ โดยใช้ค่า FEV1 ข้างหลังให้ยาขยายหลอดลม

การตรวจด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximetry) เป็นการตรวจเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ซึ่งในผู้เจ็บป่วยโรคถุงลมโป่งพองชอบมีออกสิเจนในเลือดต่ำเป็นวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้น้อยกว่าธรรมดา เพราะว่าร่างกายมิได้รับออกสิเจนอย่างเพียงพอ (โดยค่าปกติจะอยู่ที่ 96-99% ถ้าต่ำลงมากยิ่งกว่านี้ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนล้าอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ)
การตรวจค้นระดับสารทริปสินในเลือด ถ้าหากผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองมีอายุน้อยกว่า 40-50 ปี ต้นสายปลายเหตุอาจมาจากสภาวะพร่องสารต้านทริปสินซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ คนป่วยก็เลยจะต้องตรวจค้นปริมาณ α1-antitrypsin ในเลือด
การดูแลรักษา เพื่อทรงสภาพร่างกายเดี๋ยวนี้ให้เยี่ยมที่สุด แล้วก็เพื่อ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มี หลัก 4 ประการ คือ  การเลี่ยงหลีกปัจจัยเสี่ยง  การรักษา stable COPD  การวัดแล้วก็ติดตามโรค  การดูแลรักษาสภาวะกําเริบกระทันหันของโรค (acute exacerbation)

  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญหมายถึงการช่วยเหลือให้คนไข้เลิกดูดบุหรี่อย่างคงทน โดยใช้พฤติกรรมบำบัด หรือร่วมกับยาที่ใช้ช่วยเลิกบุหรี่ และหลบหลีกหรือลดมลภาวะ ตัวอย่างเช่น เลี่ยงการใช้เตาถ่านในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี เป็นต้น
  • การรักษา stable COPD การรักษาผู้ป่วยอาศัยการคาดคะเนความรุนแรงของโรคตามอาการแล้วก็ผล spirometry ส่วนต้นสายปลายเหตุอื่นที่ใช้ประกอบสำหรับเพื่อการใคร่ครวญให้การรักษา ได้แก่ ประวัติการเกิดภาวะกำเริบเฉียบพลันของโรค ภาวะแทรกซ้อน ภาวการณ์หายใจล้มเหลว โรคอื่นที่เจอร่วม และสถานะสุขภาพ  (health status) โดยรวม


การให้ข้อมูลที่สมควรเกี่ยวกับโรค รวมทั้งแนวทางรักษาแก่ผู้ป่วยรวมทั้งญาติ จะช่วยทำให้การดูแลรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมีความสามารถสำหรับในการศึกษาการใช้ชีวิตกับโรคนี้ดีขึ้น แล้วก็สามารถวางแผนชีวิตในกรณีที่โรคดำเนินไปสู่ระยะท้ายที่สุด  (end of life plan)
การดูแลรักษาด้วยยา การใช้ยามีจุดหมายเพื่อบรรเทาอาการ ลดการกำเริบ แล้วก็เพิ่มคุณภาพชีวิต ปัจจุบันยังไม่มียาจำพวกใดที่มีหลักฐานแจ้งชัดว่าสามารถลดอัตราการตาย แล้วก็ชะลออัตราการน้อยลงของสมรรถนะปอดได้ ซึ่งการรักษาดัวยยา จะมียาต่างๆดังเช่น
ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้ทำให้อาการรวมทั้งสมรรถภาพหลักการทำงานของผู้เจ็บป่วยดีขึ้น ลดความถี่รวมทั้งความรุนแรงของการกำเริบ เริ่มคุณภาพชีวิตทำให้สถานะสุขภาพโดยรวมของคนป่วยดียิ่งขึ้น แม้ว่าคนเจ็บบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมตามเกณฑ์การตรวจ spirometry ก็ตาม
ยาขยายหลอดลมที่ใช้ แบ่งออกเป็น 3 กรุ๊ป คือ β2-agonist, anticholinergic แĈะ xanthine derivative
การจัดการขยายหลอดลม เสนอแนะให้ใช้วิธีสูดพ่น  (metered-dose หรือ dry-powder inhaler) เป็นอันดับแรกเนื่องด้วยมีประสิทธิภาพสูงและก็ผลกระทบน้อย
ICS ถึงแม้การให้ยา ICS อย่างสม่ำเสมอจะไม่สามารถชะลอการลดน้อยลงของค่า FEV แต่ว่าสามารถทำให้สถานะสุขภาพดีขึ้น รวมทั้งลดการกำเริบของโรคในคนไข้กรุ๊ปที่มีอาการร้ายแรงแล้วก็ที่มีลักษณะกำเริบเสิบสานบ่อย
ยาผสม ICS แล้วก็ LABA จำพวกสูด มีหลักฐานว่ายาผสมกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายา LABA หรือยา ICS ประเภทสูดโดดเดี่ยวๆโดยเฉพาะในคนไข้ขั้นรุนแรงและมีลักษณะอาการกำเริบบ่อยๆแต่ว่าก็ยังมีความโอนเอียงที่จะกำเนิดปอดอักเสบสูงมากขึ้นเหมือนกัน
Xanthine derivatives เป็นประโยชน์แต่ว่าเป็นผลข้างเคียงได้ง่าย จะต้องใคร่ครวญเลือกยาขยายหลอดลมกรุ๊ปอื่นก่อน ดังนี้ ประสิทธิภาพของยากลุ่มนี้ได้จากการศึกษายาชนิดที่เป็น sustained-release เพียงแค่นั้น
การดูแลและรักษาอื่นๆวัคซีน เสนอแนะให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ระยะเวลาที่สมควรเป็น มี.ค. – เดือนเมษายน แม้กระนั้นอาจให้ได้ตลอดทั้งปี การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด  (pulmonary rehabilitation) มีเป้าหมายเพื่อลดอาการของโรค เพิ่มคุณภาพชีวิต แล้วก็เพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการทำงานกิจวัตร ซึ่งการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดนี้ ต้องครอบคลุมทุกปัญหาที่เกี่ยวพันด้วย ได้แก่ สภาพของกล้ามเนื้อ ภาวะอารมณ์รวมทั้งจิตใจ ภาวะโภชนาการฯลฯ ให้การบำบัดรักษาด้วยออกสิเจนระยะยาว  การรักษาโรคการผ่าตัด และ/หรือ หัตถการพิเศษ คนเจ็บที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยา และการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างเต็มที่แล้ว ยังควบคุมอาการไม่ได้ ควรส่งต่ออายุรเวชผู้เชี่ยวชาญโรคระบบการหายใจ เพื่อประเมินการดูแลและรักษาโดยการผ่าตัด อย่างเช่น
           Bullectomy
           การผ่าตัดเพื่อลดปริมาตรปอด  (lung volume reduction surgery)
           การใส่เครื่องไม้เครื่องมือในหลอดลม (endobronchial valve)
           การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงปอด
การประมาณและติดตามโรค สำหรับการประมวลผลการรักษาจะต้องมีการประเมินทั้งยัง อาการคนเจ็บ  (subjective) และผลของการตรวจ (objective) อาจประเมินทุก 1-3 เดือนตามสมควร ทั้งนี้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรคและก็เหตุทางเศรษฐสังคม
เมื่อใดก็ตามพบแพทย์ ควรจะติดตามอาการ อาการเหนื่อยหอบ ออกกำลังกาย ความถี่ของกการกำเริบของโรค อาการแสดงของการหายใจลำบาก และการวัดวิธีการใช้ยาสูด
ทุก 1 ปี ควรวัด  spirometry ในคนป่วยที่มีลักษณะเมื่อยล้ารุกรามกิจวัตรประจําวัน ควรจะวัด BODE Index, 6 minute walk distance, ระดับ oxygen saturation หรือ arterial blood gases
การดูแลรักษาภาวการณ์กำเริบกระทันหันของโรค  (acute exacerbation) การกำเริบฉับพลันของโรค คือ ภาวการณ์ที่มีลักษณะอาการเมื่อยล้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมในช่วงเวลาอันสั้น (เป็นวันถึงอาทิตย์) และ/หรือ มีปริมาณเสลดเพิ่มขึ้น หรือมีเสมหะเปลี่ยนสี (purulent sputum) โดยจะต้องแยกจากโรคหรือภาวการณ์อื่นๆตัวอย่างเช่น หัวใจล้มเหลว pulmonary embolism, pneumonia, pneumothorax
การติดต่อของโรคถุงลมโป่งพอง โรคถุงลมโป่งพองมีต้นเหตุที่เกิดจาก เยื่อบุหลอดลมและถุงลมในปอดถูกทำลายโดยสารพิษต่างๆอาทิเช่น พิษในควันบุหรี่ , มลพิษทางอาการและสารเคมี ที่เราดมกลิ่นเข้าไป เป็นระยะเวลานานแล้วก็ในปริมาณที่มาก ซึ่งโรคถุงลมโป่งพองขาดการติดต่อ จากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด แม้กระนั้นบางทีอาจพบได้ว่าเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ (ภาวการณ์บกพร่องสารต้านทริปซีน (a1-antitrypsin)) แม้กระนั้นเจอได้น้อยมาก โดยประมาณ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งสิ้น
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง

  • ติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอและใช้ยารักษาให้ครบถ้วนบริบูรณ์จากที่แพทย์กำหนด
  • เลิกยาสูบโดยเด็ดขาด
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะ อย่างเช่น ฝุ่นละออง ควัน
  • ดื่มน้ำมากๆวันละ 10-15 แก้ว เพื่อช่วยขับเสลด
  • ในรายที่เป็นระยะร้ายแรง มีลักษณะไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด ควรจะหาทางบำรุงอาหารให้ร่างกายแข็งแรง
  • ถ้าเกิดจำเป็นต้องมีถังออกซิเจนไว้ประจำบ้าน เพื่อใช้ช่วยหายใจ ทุเลาอาการหอบอ่อนล้า
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการเข้าแทรก ตัวอย่างเช่น เป็นไข้ หายใจหอบ ก็ควรรีบพาไปรักษาที่โรงหมอทันที
  • กินอาการที่มีสาระครบ  5 หมู่
  • บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด
การคุ้มครองตัวเองจากโรคถุงลมโป่งพอง

  • การคุ้มครองป้องกันที่สำคัญที่สุด คือ การไม่ดูดบุหรี่ (รวมถึงยาเส้น) และก็หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ดูดบุหรี่หรือสถานที่ที่มีควันของบุหรี่
  • คนที่ดูดบุหรี่จัด ถ้าเลิกดูดไม่ได้ ควรหมั่นไปพบหมอเพื่อรับการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเริ่มมีลักษณะอาการไอหลายครั้งทุกๆวันโดยไม่มีปัจจัยที่แจ่มชัด
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะกลางอากาศ แล้วก็รู้จักสวมหน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองจากควันรวมทั้งสารพิษที่ทำให้เป็นอันตรายต่างๆส่วนคนที่จำเป็นต้องดำเนินการในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆควรไปพบหมอเพื่อรับการตรวจ
  • หลบหลีกการใช้ฟืนหุงหรือก่อไฟข้างในที่ขาดการถ่ายเทอากาศ
  • ถ้าหากเป็นโรคหลอดลมอักเสบและก็โรคหืด จำต้องได้รับการดูแลและรักษาอย่างเอาจริงเอาจังแล้วก็กินยาอย่างเคร่งครัด
สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการของโรคถุงลมโป่งพอง

  • ขิง แก่ สุดยอดของกินบำรุงปอด ช่วยขับสารนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ มีสรรพคุณสำหรับการกำจัดนิโคตินตกค้างในปอดรวมทั้งหลอดลม ช่วยขจัดสารพิษที่เกิดจากนิโคตินในกระแสเลือด ยิ่งไปกว่านี้ยังมีคุณประโยชน์เด่นเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบทางเท้าหายใจ การเปิดหลอดลม ระบายขับความร้อน เวลากินขิงก็เลยรู้สึกเตียนโล่ง
  • กระเทียม กระเทียมเป็นยาบำรุงร่างกาย รับประทานเป็นยาแก้อักเสบในอก ในปอด แก้เสมหะ
  • ขมิ้น เป็นสมุนไพรรากฐานที่ใช้รักษาอาการอักเสบกับอวัยวะต่างๆแก้ไข้บ้าคลั่ง แก้ไข้ร้อน แก้เสมหะ อายุเวทชี้แนะให้รับประทานผงขมิ้นละลายกับน้ำผึ้ง เป็นยาบำรุงปอด สมานแผลอักเสบในปอด มีขมิ้นแคปซูลกินเช้าเย็นได้
  • ฟ้าทะลายขโมย รสขม สรรพคุณรับประทานแก้อาการอักเสบต่างๆแก้ไข้ แก้หวัด แก้ปอดอักเสบ แก้ไอ แก้เจ็บคอ
เอกสารอ้างอิง


  • สมุนไพรบำรุงปอด.สยามรัฐ
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ถุงลมปอดโป่งพอง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่361.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2552
  • Spencer S, Calverley PM, Burge PS, et al. Impact of preventing exacerbations on deterioration of health status in COPD. EurRespir J 2004; 23:698-702.
  • Calverley P, Pauwels R, Vestbo J, et al. Combined salmeterol and fluticasone in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease: a randomized controlled trial. Lancet 2003; 361:449-56
  • Eric G. Honig, Roland H. Ingram, Jr. Chronic bronchitis, emphysema, and airways obstruction, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald, Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • Calverley PM, Anderson JA, Celli B, et al. Salmeterol and fluticasone propionate and survival in chronic obstructive pulmonary disease. N Engl J Med 2007; 356:775-89.
  • โรคถุงลมโป่งพอง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์. http://www.disthai.com/
  • แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พ.ศ.2553.สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย,สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.วารสารวัณโรค โรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต.ปีที่31.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน2553.หน้า102-110
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 432-436.
  • Szafranski W, Cukier A, Ramirez A, et al. Efficacy and safety of budesonide/formoterol in the management of chronic obstructive pulmonary disease. Eur Respir J 2003; 21:74-81.
  • Lung Health Study Research Group. Effect of inhaled triamcinolone on the decline in pulmonary function in chronic obstructive pulmonary disease: Lung Health Study II. N Engl J Med 2000; 343:1902-09.
  • Mahler DA, Wire P, Horstman D, et al. Effectiveness of fluticasone propionate and salmeterol combination delivered via the Diskus device in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease. Am J Respir Crit Care Med 2002; 166:1084-91.
  • Burge PS, Calverley PM, Jones PW, et al. Randomised, double blind, placebo controlled study of fluticasone propionate in patients with moderate to severe chronic obstructive pulmonary disease: the ISOLDE trial. BMJ 2000; 320:1297-303.
  • Wongsurakiat P, Maranetra KN, Wasi C, et al. Acute respiratory illness in patients with COPD and the effectiveness of influenza vaccination: a randomized controlled study. Chest 2004; 125: 2011-20.
  • Pauwels RA. Lofdahl CG, Laitinen LA, et al. Long-term treatment with inhaled budesonide in persons with mild chronic obstructive pulmonary disease who continue smoking. European Respiratory Society Study on Chronic Obstructive Pulmonary Disease. N Engl J Med 1999; 340:1948-53.
  • Jones PW, Willits LR, Burge PS, et al. Disease severity and the effect of fluticasone propionate on chronic obstructive pulmonary disease exacerbations. Eur Respir J 2003; 21:68-73.
  • Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease. Global strategy for the diagnosis, management and prevention of chronic obstructive pulmonary disease. NHLBI/WHO workshop report. Bethesda, National Heart, Lung and Blood Institute, Date updated; November 2008.



 

53

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นอย่างไร  ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนขยายของลำไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) ไส้ติ่งมีรูปร่างเหมือนถุงยาวๆขนาดเท่านิ้วก้อย ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ อยู่ตรงรอบๆท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและก็ยาว มีขนาดกว้างเพียงแค่ 5-8 มิลลิเมตร และมีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร (ในคนแก่) ข้างในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ผนังด้านในของไส้ติ่งมีเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ ซึ่งเป็นเยื่อเกิดการอักเสบได้ง่าย โดยเนื้อเยื่อนี้จะมีการเพิ่มปริมาณมากช่วงวัยรุ่น ก็เลยเจอไส้ติ่งอักเสบกำเนิดได้บ่อยมากในวัย รุ่น ไส้ติ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ทำหน้าที่สำหรับการย่อยแล้วก็ซึมซับของกิน เพราะเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อเกิดการอักเสบจึงทำให้เนื้อผนังไส้ติ่งเน่าตายรวมทั้งเป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วทันใจได้
ไส้ติ่งอักเสบเป็น อาการบวมและติดเชื้อโรคของไส้ติ่งนับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและอันตราย ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่ง ด่วน ด้วยเหตุว่าหากว่าทิ้งเอาไว้นาน ไส้ติ่งที่อักเสบมักแตกกระจายเชื้อโรคสู่ท้อง และบางทีอาจเป็นสา เหตุร้ายแรงกระทั่งติดเชื้อโรคในกระแสเลือดจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
โดยการเสียชีวิตโดยมากของโรคไส้ติ่งอักเสบเป็นผลมาจากสภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบรวมทั้งสภาวะช็อค โรคไส้ติ่งอักเสบได้รับการอธิบายเป็นครั้งแรกโดย Reginald Fitz ในปี พ.ศ. 2429 เดี๋ยวนี้ได้รับการยินยอมรับว่าเป็นเยี่ยมในต้นเหตุของลักษณะของการปวดท้องร้ายแรงทันควันที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลกรวมทั้ง โรคไส้ติ่งอักเสบยังเจอเป็นสาเหตุลำดับหนึ่งของโรคเจ็บท้อง ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเร่งด่วน บ่อยครั้งที่ศึกษาค้นพบว่าคนเจ็บปลดปล่อยให้มีลักษณะอาการเจ็บท้องนานหลายวันและก็หลังจากนั้นจึงค่อยมาโรงพยาบาล  ซึ่งมักจะพบว่าเป็นถึงขั้นไส้ติ่งแตกแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนถึงคนแก่ และยังรวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ แต่จะมักพบในช่วงอายุ 10-30 ปี (เจอได้น้อยในผู้สูงวัย เหตุเพราะไส้ติ่งตีบแฟบมีเยื่อหลงเหลือน้อย แล้วก็ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี เพราะว่าโคนไส้ติ่งยังค่อนข้างจะกว้าง) ในผู้หญิงแล้วก็ผู้ชายได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน แล้วก็มีการคาดทำนองว่าในตลอดกาลของมนุษย์จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ราว 7% ในปีๆหนึ่งจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1 ใน 1,000 คน
สาเหตุของโรคไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ มีต้นเหตุมาจากมีภาวการณ์อุดกันของรูไส้ติ่ง ส่วนการอุดกันนั้นส่วนหนึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่รู้สาเหตุแจ่มกระจ่าง แต่ส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากมีเศษอุจจาระแข็งๆเรียกว่า "นิ่วอุจจาระ" (fecalith) ชิ้นเล็กๆตกลงไปอุดกั้นอยู่ข้างในรูของไส้ติ่ง แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรูไส้ติ่งจำนวนน้อยเกิดการเจริญก้าวหน้าแพร่พันธุ์แล้วก็รุกล้ำเข้าไปในผนังไส้ติ่ง จนมีการอักเสบตามมา แม้ปล่อยไว้เพียงแต่ไม่กี่วัน ฝาผนังไส้ติ่งก็เกิดการเน่าตายแล้วก็แตกทะลุได้ และก็ปัจจัยที่พบได้รองลงมาคือ มีต้นเหตุมาจากเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ผนังไส้ติ่งที่ครึ้มตัวขึ้นตามการอักเสบต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย นอกจากนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากสิ่งปลอมปน (อาทิเช่น เมล็ดผลไม้), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญคือ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิตืดหมู) หรือก้อนเนื้องอก หรือบางคราวก็อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อที่ระบบทางเท้าหายใจส่วนบน ที่นำมาซึ่งการทำให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย รวมถึงต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นกระทั่งไปปิดกั้นไส้ติ่ง และก็ทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด ในคนป่วยบางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)  ซึ่งมักจะพบได้ในคนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง แล้วก็บางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่หมอไม่รู้มูลเหตุเลยก็ได้
อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ อาการสำคัญของโรคไส้ติ่งอักเสบนั้นเป็น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องที่มีลักษณะตลอดรวมทั้งปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้าเกิดมิได้รับการดูแลและรักษาก็มักจะปวดอยู่นานนับเป็นเวลาหลายวัน จนผู้ป่วยทนปวดไม่ไหวต้องพาส่งโรงหมอ ซึ่งอาการของไส้ติ่งอักเสบนั้นบางทีอาจแบ่งได้สองประเภท เป็นชนิดตรงไปตรงมาแล้วก็จำพวกไม่ไม่อ้อมค้อมดังต่อไปนี้ ชนิดไม่อ้อมค้อมเริ่มแรกอาจปวดแน่นตรงลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะ บางบุคคลอาจปวดบิดเป็นตอนๆรอบๆสะดือ คล้ายลักษณะของการปวดแบบท้องเดิน บางทีอาจเข้าส้วมบ่อยครั้ง แต่ว่าถ่ายไม่ออก (แต่ว่าบางคนอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือ ถ่ายเหลวร่วมด้วย)ถัดมาจะมีลักษณะอาการอ้วก อ้วก เบื่อข้าวร่วมด้วย อาการปวดท้องชอบไม่ดีขึ้น แม้ว่าจะรับประทานยาพาราใดๆ ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมง ลักษณะของการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดระยะเวลา และก็จะเจ็บเยอะขึ้นเมื่อมีการขยับเขยื้อนตัว หรือเวลาเดินหรือไอจาม ผู้เจ็บป่วยจะนอนนิ่งๆหากเป็นมากคนเจ็บจะนอนงอขา เอียงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น  เมื่อถึงขั้นที่มีอาการอักเสบของไส้ติ่งแน่ชัด มีแนวทางตรวจอย่างง่ายๆเป็น ให้ผู้เจ็บป่วยนอนหงายแล้วก็ใช้มือกดลงลึกๆหรือใช้กำปั้นทุบเบาๆตรงบริเวณไส้ติ่ง (ท้องน้อยข้างขวา)คนเจ็บจะรู้สึกเจ็บมากมาย (เรียกว่า อาการกดเจ็บ) คนไข้อาจมีไข้ต่ำๆ(อุณหภูมิ 37.7-38.3 องศาเซลเซียส) ส่วนชนิดไม่ตรงไปตรงมานั้นอาจเริ่มต้นจากมีลักษณะปวดเริ่มที่ท้องข้างล่างขวาตั้งแต่ต้น ท้องเดิน รวมทั้งมีการดำเนินโรคที่ยาวนานค่อยๆเป็น ค่อยๆไปกว่าจำพวกตรงไปตรงมา แม้ไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะอาจจะเป็นผลให้มีอาการปัสสาวะบ่อยครั้ง แม้ไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ข้างหลังลำไส้เล็กช่วงท้ายอาจมีอาการคลื่นไส้รุนแรงได้ บางรายบางทีอาจรู้สึกเจ็บปวดเบ่ง

ส่วนผู้ป่วยในกลุ่มที่เป็นเด็ก หรือสตรีมีท้อง อาจมีอาการบางอย่างที่แตกต่างจากคนโดยทั่วไปทั่วไป ดังต่อไปนี้

  • ในกลุ่มคนเจ็บที่เป็นเด็ก เด็กที่แก่ต่ำว่า 2 ปี ลงไป จะมีลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดเป็น อาเจียนมากมาย ท้องอืด ถ้าหากใช้มือกดรอบๆพุงจะรู้สึกเจ็บ ส่วนเด็กที่แก่มากยิ่งกว่า 2 ปีขึ้นไปจะเริ่มบ่งบอกอาการได้ ซึ่งอาการก็จะไม่แตกต่างจากคนทั่วๆไป
  • ในกลุ่มคนป่วยที่เป็นสตรีมีท้อง เพราะว่าอวัยวะต่างๆที่ถูกดันให้สูงมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ไส้ติ่งของสตรีมีท้องจะเคลื่อนไปอยู่ที่บริเวณพุงส่วนบน ซึ่งถ้าหากมีลักษณะอาการไส้ติ่งอักเสบจะทำให้ปวดรอบๆท้องส่วนบนด้านขวาแทน นอกเหนือจากนั้นอาจมีลักษณะของการปวดบีบที่ท้อง มีก๊าซในกระเพาะ หรืออาการแสบร้อนที่กึ่งกลางอก บางรายบางทีอาจเจออาการท้องเสีย หรือท้องผูกควบคู่กัน


ผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบถ้าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาโดยการผ่าตัดด้านใน 24-36 ชั่วโมงหลังมีการอักเสบ ไส้ติ่งจะขาดเลือดแปลงเป็นเนื้อเน่าและตาย ในที่สุดผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยจะแตกทะลุ หนองและก็สิ่งสกปรกด้านในลำไส้จะไหลออกมาในช่องท้อง ทำให้เปลี่ยนเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และก็ถ้าเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดก็จะเกิดการติดโรคในกระแสเลือด ก่อให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
กรรมวิธีการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่มีปัญหาในการวิเคราะห์ให้ที่ถูกค่อนข้างมากมาย คนเจ็บบางรายได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคนี้ แม้กระนั้นเมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ คนป่วยบางรายแม้ว่าจะไปพบหมอแต่ว่าก็ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคอื่น จนถึงไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับการดูแลรักษาวิเคราะห์ที่ถูก เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบดูเหมือนจะทุกรายชอบวินิจฉัยโรคนี้ได้หลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว ในเด็กตัวเล็กๆและผู้เจ็บป่วยชราพบว่าบางทีอาจกำเนิดปัญหารุนแรง หากได้รับการวินิจฉัยและก็รักษาโรคชักช้าเพราะว่ามีภูมิคุ้มกันต่ำ
                การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ การวินิจฉัยโรคในคนไข้ส่วนมากอาศัยลักษณะทางสถานพยาบาล (clinical menifestation) เป็นอาการและก็การตรวจพบเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการรวมทั้งการสืบค้นทางรังสีวิทยา (radiologic investigation) หรือการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆมีความสำคัญน้อย มีคุณประโยชน์เฉพาะในคนป่วยบางรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลกำกวมเพียงแค่นั้นโดยมีวิธีการวินิจฉัยดังต่อไปนี้

  • การวินิจฉัยลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ คือ
  • ลักษณะของการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ทีแรกๆชอบปวดบริเวณสะดือ หรือบอก ไม่ได้เด่นชัดว่าปวดที่รอบๆใดแต่ว่าระยะต่อมาลักษณะของการปวดจะแจ่มชัดที่ท้องน้อยด้านขวา (right lower quadrant-RLQ)
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจพบร่วมด้วยคือ


                          - อ้วก คลื่นไส้ อาการนี้พบได้ในคนป่วยดูเหมือนจะทุกราย
                          - ไข้ ชอบเกิดภายหลังจากเริ่มอาการปวดท้องแล้วระยะหนึ่ง
                          - ไม่อยากกินอาหาร
                          - ท้องร่วง เจออาการในคนเจ็บบางราย ชอบกำเนิดภายหลังจากไส้ติ่งแตกทะลุ หรือ อธิบาย ได้จากไส้ติ่งอักเสบที่อยู่ตำแหน่งใกล้กับลำไส้ใหญ่ส่วน sigmoid หรือ rectum

  • ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยลักษณะของไส้อุดตันได้
  • การตรวจร่างกาย เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรค
  • การกดเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness) แทบจะทั้งหมดจะมี maximal tenderness ที่ RLQ แล้วก็อาจมี guarding รวมทั้ง rebound tenderness ด้วย ในคนไข้ไส้ติ่งแตกทะลุ tenderness และก็ guarding มักตรวจเจอบริเวณกว้างขึ้นหรือพบทั่วรอบๆท้องน้อยข้างล่าง 2 ข้าง จากการมี pelvic peritonitis ในรายที่เป็นก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักลูบคลำได้ก้อนที่ RLQ
  • การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) ถือได้ว่าเป็นผลดีมาก จะพบว่ากดเจ็บที่ทางขวาของ cul-de-sac แม้กระนั้นไม่นิยมทำในเด็กเล็กเพราะว่าแปลผลตอบแทนตรากตรำ ในเด็กผู้หญิงอาจมีประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจาก twisted ovarian cyst เพราะเหตุว่าบางทีอาจลูบคลำได้ก่อน ส่วนในรายที่สงสัยว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจาก pelvic inflammatory disease นอกเหนือจากการที่จะได้ประวัติการร่วมเพศแล้วการตรวจด้านใน (per vagina examination - PV) จะให้คุณประโยชน์มาก
  • การตรวจอื่นๆบางทีอาจให้ผลบวกในการตรวจ ตัวอย่างเช่น


                          - Rovsing sign
                          - Obturator sign
                          - Psoas sign

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ไม่ค่อยมีความจำเป็นมากเท่าไรนักในคนไข้ส่วนใหญ่ โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวินิจฉัยได้อยู่แล้ว แม้กระนั้นจะทำเป็นพื้นฐานเพื่อการดูแลระหว่างการรักษาต่อไป อาทิเช่น
  • complete blood count พบได้ทั่วไปว่า เม็ดเลือดขาวสูงขึ้นยิ่งกว่าธรรมดาและมี shift to the left
  • การตรวจเยี่ยว ไม่ค่อยเป็นประโยชน์มากนักสำหรับการวินิจฉัยแยกโรค แต่ว่าช่วยแยกโรคอื่น ได้แก่ มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอาจจะต้องระลึกถึงนิ่วในท่อไต
  • การตรวจพิเศษ ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลระบุชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบทันควัน การตรวจพิเศษเพิ่มเติมอีกก็ไม่จำเป็น แม้กระนั้นในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่แน่ชัดนั้น การตรวจพิเศษอาจมีผลดีในการวิเคราะห์แยกโรค อาทิเช่น
  • การถ่ายภาพรังสีของช่องท้อง บางทีอาจเจอเงาของ fecalith หรือ localized ileus ที่ RLQ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography) ของท้อง หรือ barium enema ไม่มีความจำเป็นในผู้เจ็บป่วยส่วนใหญ่ แม้กระนั้นบางทีอาจช่วยในการวินิจฉัยโรคในผู้เจ็บป่วยบางรายที่มีปัญหาสำหรับการวินิจฉัยโรค


ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแค่นั้น เนื่องจากว่าจะช่วยรักษาอาการและก็ช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในขณะนี้คือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เพราะว่าเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ในทันที เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่รุนแรงนัก แม้รุนแรงถึงกับขนาดไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะว่านอกเหนือจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังต้องชำระล้างข้างในช่องท้อง แล้วก็ใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยแพทย์จะพิเคราะห์ผ่าตัดรักษาดังต่อไปนี้

  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ เสนอแนะให้การรักษาโดยใช้การ ผ่าตัดโดยด่วน ภายหลังการเตรียมคนเจ็บให้พร้อมรวมทั้งสมควรต่อการให้ยาสลบและการผ่าตัด
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่แน่ชัดว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แม้กระนั้นมีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่าบางทีก็อาจจะเป็นโรคนี้ ควรรับตัวไว้พินิจอาการในโรงพยาบาล เพื่อติดตามประเมินลักษณะทางคลินิกต่อเป็นช่วงๆโดยงดน้ำรวมทั้งอาหาร และไม่ให้ยาปฎิชีวนะ เมื่อลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชี้แจ่มชัดขึ้นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบรุนแรง จะได้นำคนเจ็บไปกระทำการผ่าตัดรักษาอย่างทันเวลา
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลระบุชัดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ไม่แตกทะลุ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาปฏิชีวนะอีกทั้งก่อนและก็ข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นหมอผู้ดูแลอาจตรึกตรองให้ยายาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดก็ได้ เมื่อผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยาต่อ
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าไส้ติ่งแตกทะลุกระจ่างแจ้ง นิยมให้ยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ถ้าหากผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งไม่แตกทะลุ ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยายาปฏิชีวนะต่อข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นหากพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุก็ให้ยาปฏิชีวนะต่อ
  • ในรายที่การตรวจร่างกายบ่งชี้ว่ามี peritonitis ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการแตกของไส้ติ่งอักเสบ ในเด็กมักมีลักษณะ generalized peritonitis ส่วนคนแก่จะเป็น pelvic peritonitis ก่อนนำคนป่วยไปกระทำผ่าตัดควรที่จะใช้แนวทางรักษาแบบจุนเจือให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมสำหรับการให้ยาสลบแล้วก็การผ่าตัด ดังเช่นการให้ intravenous fluid ที่สมควรให้เพียงพอซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ดูว่าผู้ป่วยมีเยี่ยวออกก็ดีแล้ว ให้ยาปฎิชีวนะที่สมควร ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายน้อยลงถ้าเกิดจับไข้สูง ถ้าเกิดท้องเฟ้อมากมายควรใส่ nasogastric tube ต่อ suction บางทีอาจใช้เวลาในการเตรียมคนเจ็บ 3-4 ชั่วโมงก่อนนำผู้ป่วยไปผ่าตัด
  • กรณีที่ไส้ติ่งแตกทะลุระหว่างการผ่าตัด หรือไส้ติ่งไม่แตกทะลุ แม้กระนั้นร้ายแรงถึงขั้น gangrenous appendicitis ชี้แนะให้ยายาปฏิชีวนะระหว่างการผ่าตัด และต่อเนื่อง 1-3 วันสุดแต่พยาธิภาวะ
  • ในรายที่มีลักษณะมาหลายวันและก็การตรวจร่างกายพบว่ามีก้อนที่ RLQ ที่ระบุว่าน่าจะเป็น appendiceal phlegmon หรือ abscess ควรจะรักษาโดยแนวทางจุนเจือโดยให้ยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างใหญ่ หากผู้ป่วยสนองตอบดีต่อการรักษา เป็นต้นว่า ลักษณะของการปวดท้อง ก้อนเล็กลง ให้รักษาต่อโดยวิธีช่วยเหลือ แล้วก็นำคนไข้ไปทำ elective appendectomy ต่อไป 6 สัปดาห์ - 3 เดือน แต่ถ้าเกิดการดูแลและรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดังกล่าวข้างต้นมิได้รับการตอบสนองที่ดีอาจต้องผ่าตัดเลย ถ้าหากพยาธิสภาพรุนแรงมากมาย บางทีอาจทำเพียงระบายหนอง แม้กระนั้นถ้าหากพยาธิสภาพไม่รุนแรง และก็สามารถตัดไส้ติ่งออกได้เลย ก็เสนอแนะให้ทำ


กรุ๊ปอาการที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ มีอาการปวดท้องที่มีลักษณะไม่ราวกับอาการปวดโรคกระเพาะ ท้องเดิน หรือปวดเมนส์ ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้ ควรจะรีบไปพบหมอ ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

  • ปวดรุนแรง หรือปวดติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป
  • กดหรือเคาะเจ็บตรงรอบๆที่ปวด
  • คลื่นไส้หลายครั้ง กินอะไรก็ออกหมด
  • มีอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่นหวิว ใจสั่น
  • เป็นไข้สูง หรือหนาวสั่น
  • ใบหน้าซีดเซียวเหลือง
  • กินยาบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับรุนแรงขึ้น
  • ผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการท้องผูกร่วมด้วย ถ้าหากพบว่ามีลักษณะอาการเจ็บท้องรุนแรงกว่าธรรมดา ก็ห้ามรับประทานยาถ่าย หรือทำการสวนทวาร


การติดต่อของโรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง จากสิ่งปลอมปนต่างๆทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบติดเชื้อรวมทั้งแตกในที่สุด ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนป่วยแต่ละคน และไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ให้คนข้างๆแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ  เนื่องจากว่าโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคเร่งด่วน จำต้องไปพบหมอโดยทันที ที่ห้องรีบด่วนของโรงพยาบาลเพื่อทำผ่าตัดและไม่ควรจะกินยาระบายหรือสวนอุจจาระ เมื่อมีลักษณะท้องผูกร่วมด้วย เนื่องจากอาจจะทำให้ไส้ติ่งอักเสบนั้นแตกเร็วขึ้น

  • การปฏิบัติตัวก่อนที่จะมีการผ่าตัดไส้ติ่ง ผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้


o    เมื่อมีอาการของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบหมอคนไข้จะต้องงดเว้นอาหารและน้ำไว้ด้วยเพื่อจัดเตรียมสำหรับการผ่าตัดฉุกเฉิน
o   ในเรื่องที่มีลักษณะเจ็บท้องแต่ว่าคนไข้ยังไม่เคยรู้มูลเหตุ ห้ามกินยาพารา แม้กระนั้นควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวิเคราะห์ก่อน เพราะเหตุว่ายาพาราจะไปบังลักษณะของการปวดทำให้แพทย์แยกโรคได้ลำบาก
o  งดการใช้ครีมรวมทั้งเครื่องสำอางทุกประเภท รวมทั้งทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อหมอพิจารณาอาการไม่ดีเหมือนปกติจากการขาดออกซิเจนได้

  • การปฏิบัติตัวข้างหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยต้องทำลุกจากเตียง เพื่อลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น งดของกินและน้ำข้างหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา แล้วก็เวลาไอหรือจามให้ใช้มือประคับประคองแผลไว้ด้วยเพื่อคุ้มครองปกป้องแผลที่เย็บแยกออก แม้ถ้าแผลยังไม่แห้งดีอย่าเพิ่งอาบน้ำ แต่ว่าให้ใช้กรรมวิธีเช็ดตัวแทน นอกเหนือจากนี้เป็นการรับประทานยาดังที่หมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นย้ำการทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะเหตุว่าจะช่วยทำให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกจากเป็น การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งพักให้พอเพียง


การปกป้องตัวเองจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ในทุกวันนี้ยังไม่ครั้งการศึกษาและทำการค้นพบแนวทางปกป้องอาการไส้ติ่งอักเสบ เหตุเพราะไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการกระทันหันที่ไม่สามารถหาปัจจัยที่แน่ชัดได้ แต่ว่ามีข้อสังเกตว่า พลเมืองที่นิยมกินอาหารพวกผักผลไม้มากมาย (เป็นต้นว่า ชาวแอฟริกา) จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่ทานผักผลไม้น้อย (ตัวอย่างเช่น ฝรั่ง) ก็เลยมีการแนะนำให้อุตสาหะทานผักผลไม้ให้มากๆทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งส่งผลดีต่อการคุ้มครองป้องกันโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน และยังมั่นใจว่าอาจปกป้องไส้ติ่งอักเสบ แล้วก็โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
นอกจากนี้มีการเรียนที่ค้นพบว่า สภาวะท้องผูกมีส่วนสโมสรกับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบจะมีจำนวนครั้งสำหรับเพื่อการขี้ต่อสัปดาห์น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งยังพบว่า คนไข้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่รวมทั้งมะเร็งลำไส้ตรงชอบเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเอามาก่อน อีกทั้งยังมีผลการศึกษาหลายงานที่ศึกษาค้นพบว่า การกินอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนสำหรับเพื่อการทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องงกัน/ทุเลาโรคไส้ติ่งอักเสบ เนื่องด้วยการดูแลรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบต้องรักษาโดยใช้การผ่าตัดเพียงแค่นั้นแล้วก็ในตอนนี้ยังไม่มีการรับรองว่าสมุนไพรจำพวกไหนที่จะช่วยปกป้องหรือ บรรเทา/รักษา โรคไส้ติ่งอักเสบได้ รวมทั้งยังไม่มีรายงานการค้นคว้าวิจัยชิ้นไหนที่รายงานว่าสมุนไพรจำพวกไหนสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันหรือ / รักษาโรคไส้ติ่งอักเสบได้
เอกสารอ้างอิง

  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป     หน้า 525-527.
  • Fitz RH (1886). "Perforating inflammation of the vermiform appendix with special reference to its early diagnosis and treatment". Am J Med Sci(92): 321–46.(อังกฤษ)
  • ไส้ติ่งอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • Adamis D, Roma-Giannikou E, Karamolegou K (2000). "Fiber intake and childhood appendicitis". Int J Food Sci Nutr51: 153–7. (อังกฤษ)
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ไส้ติ่งอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่301.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2547
  • SCHWARTZ, Principle of Surgery , McGRAW HILL
  • Wangensteen OH, Bowers WF (1937). "Significance of the obstructive factor in the genesis of acute appendicitis". Arch Surg34: 496–526. (อังกฤษ)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ(APPENDICITIS).แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย.


54

สมุนไพรส้านใบเล็ก
ส้านใบเล็ก Dillenia ovate Wall. Ex Hook.f. & Th.
ส้านใบเล็ก (จังหวัดปัตตานี) ไข่เน่าดง ตานกกด (เลย) ปล้อ (ส่วย-สุรินทร์) มะโตน (จังหวัดชลบุรี) ส้านกวาง (ใต้) ส้านโดยเด (นครพนม) แส้น (จังหวัดตรัง).
   ไม้ใหญ่ ขนาดกึ่งกลางถึงกับขนาดใหญ่ สูง 8-30 ม. ไม่ผลัดใบ ลำต้นเป็นปุ่มปม เปลือกสีแดงอ่อน หรือ สีน้ำตาล แล้วก็ล่อนออกเป็นแผ่นๆกิ่งอ่อนมีขน เรือนยอดเป็นพุ่มไม้กลมทึบ สีเขียวเข้ม ปลายกิ่งห้อยห้อยลง. ใบ รูปไข่ป้อมมน หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 6-14 ซม. ยาว 9-28 ซม. โคนใบมนกว้างๆบางคราวเบี้ยว ปลายใบมน เนื้อใบหนา ข้างหลังใบมีขนนุ่ม ท้องใบมีขนสากๆเส้นใบมี 15-20 คู่ ปลายเส้นใบบางครั้งก็อาจจะอยู่ข้างในขอบของใบ หรือ ยื่นพ้นขอบของใบออกไปบ้าง ธรรมดาขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 2-3.5 เซนติเมตร มีขนนุ่มๆแน่น. ดอก สีเหลืองลด ออกคนเดียวๆตามปลายกิ่ง หรือ ค่อนไปทางปลายกิ่งเมื่อบานเต็มกำลังกว้าง 15-20 ซม. สมุนไพร กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่ กลีบนอก 2 กลีบ ใหญ่มากยิ่งกว่าอีก 3 กลีบน้อย กลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ขนาดราว 3 เท่าของกลีบรองกลีบ ตกง่าย เกสรผู้เยอะมาก เรียงเป็น 2 ชั้น รังไข่มี 10 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อนมากไม่น้อยเลยทีเดียว ปลายท่อรังไข่แบออก; ก้านดอกสั้น มีขนนุ่ม. ผล กลม ซับน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลางราว 6 เซนติเมตร ผลแก่สีเหลือง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก และก็ตะวันออกเฉียงใต้ เหนือระดับน้ำทะเล 50-1,000 ม.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาฝาดสมาน แล้วก็แก้ท้องเดิน . ดอก กลีบรองกลีบดอกใช้แต่งรสของกิน  ผล ผลสุกกินได้

55

สมุนไพรรสสุคนธ์
รสสุคนธ์ Tetracera loureiri (Fin. & Gagnep.) Pierre ex Craib
บางถิ่นเรียก รสสุคนธ์ มะตาดเครือ รสสุคนธ์ขาว เครื่องหอม เสาวรส (กรุงเทพฯ) เถากะปดโป้ใบเลื่อม (ประจวบคีรีขันธ์) บอระคน อรคนธ์ (ตรัง) โกหกคาย โป้ปดเลื่อน (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) โป้ปดน้ำมัน (ปัตตานี) ปะละ สะปัลละ (มลายู-นราธิวาส) บริเวณปด (นครศรีธรรมราช).
ไม้เถา เนื้อแข็งขนาดกลาง. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปรี กว้าง 4-7 เซนติเมตร ยาว 7-16 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบจะ โคนใบเรียวแหลม เส้นใบมี 7-10 คู่ เรียงขนานกัน ใบสากข้างบนและก็ข้างล่าง สีเขียวเข้ม ใบแห้งสีออกน้ำตาล ก้านใบยาว 5-10 มม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] รวมทั้งปลายกิ่ง ช่อยาว 4-15 เซนติเมตร มีใบประดับประดารูปยาวแคบอยู่ที่โคนก้านดอก ก้านดอกเล็ก ยาว 3-5 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบมี 5 กลีบ รูปรี โค้ง ขอบกลีบมีขน ติดทน กลีบดอกไม้ 5 กลีบ สีขาว บาง รูปราวกับกลีบรองกลีบ แต่ร่วงง่าย เกสรผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรเล็กเหมือนด้าย แต่ว่าปลายมีขนาดโตกว่าโคน อับเรณูติดอยู่ที่ปลายยอด รังไข่รูปไข่ ออกจะเบี้ยว เกลี้ยง ภายในมี 1 ช่อง มีไข่อ่อน 10-12 หน่วย เรียงเป็น 2 แถว ท่อรังไข่ยาวเล็กราวกับด้าย. เมล็ด รูปไข่ มี 1-2 เม็ด มีเนื้อห่อหุ้ม เมื่อสุกเนื้อหุ้มมีสีแดง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าละเมาะ ป่าผลัดใบ รวมทั้งปลูกเป็นไม้ประดับ.
คุณประโยชน์ : ดอก ใช้เข้ายาหอมเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อาการเป็นลมเหน็ดเหนื่อย โดยปกติจะใช้ควบไปกับดอกรสสุคนธ์แดง

Tags : สมุนไพร

56

สมุนไพรมะตาด
มะตาด Dillenia indica Linn.
บางถิ่นเรียกว่า มะตาด (กึ่งกลาง) ส้มปรุ ส้านกวาง ส้านท่า ส้านใหญ่ ส้านป้าว (จังหวัดเชียงใหม่) แส้น (นครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง).
  ไม้ยืนต้น ขนาดกึ่งกลางถึงกับขนาดใหญ่ สูง 10-20 มัธยม ไม่ผลัดใบ ลำต้นงอ เปลือกดก สีเทา หรือ น้ำตาลทรายแดง ลอกออกเป็นแผ่นบางๆเรือนยอดเป็นพุ่มกลมครึ้ม มีขนตามกิ่งอ่อน เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน. ใบ รูปไข่ปนรูปหอก หรือ รูปไข่กลับรีๆกว้าง 7-12 เซนติเมตร ยาว 15-30 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างบาง ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย โคนใบเรียว หรือ มน ท้องใบมีขนประปราย เส้นแขนงใบตรง มี 30-40 คู่ ก้านใบยาว 4-5 เซนติเมตร โคนก้านใบแบออกเป็นกาบหุ้มกิ่ง. ดอก ใหญ่ สีขาว ออกคนเดียวๆตามง่ามใบ สมุนไพร ก้านดอกยาว 3-5 เซนติเมตร มีขนสาก กลีบรองกลีบดอกโค้งเป็นรูปช้อน อุ้มน้ำ กลีบดอกสีขาว บาง รูปไข่กลับ หล่นง่าย รังไข่มี 20 ช่อง. ผล กลมใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบชื้น และป่าพรุ ใกล้ๆริมน้ำธรรมดา.
สรรพคุณ : ราก ใช้เข้าเครื่องยา ช่วยถอนพิษไข้ เปลือก และก็ ใบ น้ำสุกกินเป็นยาฝาดสมาน ระบาย และลดไข้  ผล กินได้ มีรสเปรี้ยว ช่วยบำรุงรักษาร่างกาย ลดไข้ เป็นยาระบาย และก็แก้เจ็บท้อง ผลหมูสหวานอมเปรี้ยว น้ำคั้นผสมน้ำตาล กินเป็นยาเย็น ลดไข้ แก้ไอ และก็ขับเสมหะ  น้ำยางจากผลดิบ ใช้สระผมได้

Tags : สมุนไพร

57

สมุนไพรพญารากดำ
พญารากดำ Diospyros variegate Kurz
พญารากดำ (จังหวัดสุโขทัย) น้ำจ้อย (จังหวัดปราจีนบุรี) พลับดำ (จังหวัดกาญจนบุรี) มะเขือดุร้าย อีดำ (กำแพงเพชร).
   ไม้ต้น ขนาดกึ่งกลาง มากถึง 20 มัธยม เปลือกสีดำ แตกเป็นสะเก็ด กิ่งอ่อนหมดจด หรือ แทบเกลี้ยง. ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปขอบขนาน หรือ รูปหอกกลับ กว้าง 5-11 เซนติเมตร ยาว 15-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ทู่ มน หรือ ป้าน ขอบของใบเป็นคลื่นเล็กน้อย โคนใบแหลมทื่อๆสอบแคบ และก็บางเวลามน เนื้อใบดก แล้วก็สะอาด 2 ด้าน เส้นใบมี 8-12 คู่ คดไปๆมาๆ ด้านบนเป็นร่อง ด้านล่างนูนเห็นแจ่มชัด; ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. เกลี้ยง. ดอก ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกมักเกิดโรครา ทำให้มองเห็นเป็นกรุ๊ปใหญ่. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และก็ตามกิ่ง ก้านดอกยาว 2-4 มม. สะอาด กลีบรองกลีบดอกไม้ชิดกันเป็นรูปถ้วย ยาว 3-4 มม. ปลายแยกเป็น 4 แฉก เมื่อยังอ่อนอยู่มีขนนุ่มทางภายนอก สมุนไพร ขนจะเบาๆหลุดหล่นไปเมื่อแก่ ด้านในหมดจด กลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นรูปแจกันทรงสูง ยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 4 แฉก กลีบดอกไม้และถ้วยดอกยาวเท่าๆกัน หมดจด 2 ด้าน เกสรผู้มี 14-18 อัน สะอาด รังไข่ฝ่อมีขนสาก. ดอกเพศเมีย ออกผู้เดียวๆตามง่ามใบ ก้านดอกยาวประมาณ 5 มม. สะอาด กลีบรองกลีบดอกไม้ครึ่งด้านล่างเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ครึ่งบนแยกเป็น 4 แฉก มีขนสากทั้ง 2 ด้าน กลีบมีลักษณะราวกับดอกเพศผู้ แต่ใหญ่มากยิ่งกว่า เกสรผู้ฝ่อมี 9 อัน หมดจด รังไข่รูปป้อม มีขนแน่น ภายในแบ่งเป็น 8 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว มีขนยาวๆแน่น. ผล กลม ปลายมน มีติ่งแหลมเล็กๆวัวนมน เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 1.5 เซนติเมตร (ผลอ่อน) ผิวแข็งมาก มีขนสีน้ำตาลปนแดงทั่วๆไป เมื่อแก่ขึ้นขนจะค่อยๆหลุดร่วงไป; กลีบขั้วผลจะแยกกันประมาณครึ่งเดียวของความยาวทั้งปวง กลีบพับกลับ ขอบกลีบเป็นคลื่นแม้กระนั้นไม่จีบ มีครีบพอเห็นชัด ก้านผลยาวประมาณ 5 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบแล้ง แล้วก็ป่าผลัดใบผสม เหนือระดับน้ำทะเล 100-700 ม. ทางภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ และอาจมีทางภาคใต้ของไทย.
คุณประโยชน์: ราก น้ำต้มรากรับประทานแก้เหน็บชา โรคทางเท้าปัสสาวะ น้ำเหลืองเสีย แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เมื่อยล้า ทำให้เจริญอาหาร และแก้ร้อนใน

Tags : สมุนไพร

58

สมุนไพรระงับพิษ
ระงับพิษ Breynia glauca Craib
ชื่อพ้อง B. subterblanca Fischer
บางถิ่นเรียกว่า หยุดพิษ ดับพิษ (จังหวัดเชียงใหม่) จ้าสีเสียด (ลำพูน) ปริก (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 7.5 ม. ไม่มีขน กิ่งอ่อนค่อนข้างจะแบน ถัดมาจะกลม. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่แกมรูปหอก โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ; ปลายใบแหลม หรือ มน ปลายสุดเป็นติ่งแข็งเล็กๆกว้าง 1.5-3.0 เซนติเมตร ยาว 2.5-7.0 เซนติเมตร เนื้อใบครึ้มและแข็ง ข้างบนสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างสีขาวนวล เส้นใบเล็กมาก มี 5-6 คู่ เห็นไม่ชัด ก้านใบยาว 2-3 มม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และแยกเพศ. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาวประมาณ 4 มม. กลีบรองกลีบเชื่อมชิดกันคล้ายลูกข่าง ยาว 2 มม. เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบดอกไม้เชื่อมชิดกันเป็นปลอด ยาว 2 มม. เป็น 3 เหลี่ยม ปลายแยกเป็น 6 แฉก ท่อรังไข่ 3 อัน ตั้งตรง แต่ละอันปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล รูปกลม แบน กว้างราวๆ 8 มิลลิเมตร ยาว 5 มม. แก่จัดสีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นจากที่ลุ่มในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และที่รกร้างทั่วๆไป.
สรรพคุณ : แก้ไข้ กระแทกพิษ (ในประมวลสรรพคุณยาไทยของสมาคมหมอแผนโบราณ มิได้ระบุว่าใช้ส่วนไหนของพืช).

Tags : สมุนไพร

59

สมุนไพร[/i]ทองหลางฝรั่ง[/b]
ทองหลางฝรั่ง Hura crepitans Linn.
บางถิ่นเรียก ทองหลางฝรั่ง (จังหวัดกรุงเทพ) โพทะเล โพฝรั่ง โพศรี (บุรีรัมย์) โพศรีมหาโพ (กึ่งกลาง).
ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ สูงได้ถึง 13 มัธยม ใบ ผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ กว้าง 5-12 ซม. ยาว 5-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ จะตื้นๆโคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ มีเส้นกิ้งก้านใบเยอะมากๆ สีอ่อน ข้างบนหมดจด ด้านล่างตามเส้นกลางใบมีขนยาว ก้านใบยาว 4-20 ซม. ปลายใบมีก้านใบมีต่อม 2 ต่อม หูใบ รูปไข่ ยาว 9-15 มิลลิเมตร ดอก แยกเพศแต่ว่าผู้อยู่บนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อที่ยอด ก้านช่อยาว 2.5-8 เซนติเมตร ช่อดอกยาว 2.5-6 เซนติเมตร สมุนไพร  มีดอกหลายชิ้น   กลีบรองกลีบ รูปถ้วย ยาว 2-3 มิลลิเมตร ขอบเรียบ หรือ หยักนิดหน่อย เกสรผู้ 11-30 อัน ติดกันเป็นแท่งสีแดง โดยเรียงเป็นวง 2-3 วง. ดอกเพศเมีย ออกคนเดียวๆใกล้กับช่อดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1.25-1.75 เซนติเมตร ต่อมาจะยาวได้ถึง 6 ซม. กลีบรองกลีบดอกไม้รูปครึ่งวงกลม ล้อมรังไข่ ยาว 4-6 มิลลิเมตร ขอบกลีบเรียบ รังไข่ด้านในมี 11-14 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่เป็นแท่ง ปลายท่อเป็นรูปใบบัวเล็กๆหรือ รูปกรวย สีม่วงเข้ม มีหยักมนๆ11-14 หยัก กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ผล กลมแป้น ห้อยลง ปลายแหลมเป็นต้องอย มีสันตามยาว แข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-9 เซนติเมตร ยาว 4-5 ซม. เมล็ด แบน.

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในอเมริกา ปลูกเป็นไม้ประดับ.
คุณประโยชน์ : ใบ น้ำสุกใบรับประทานแก้ปวดเรื้อรัง เม็ด ใช้เป็นยาถ่ายและก็ทำให้อาเจียน

Tags : สมุนไพร

60

สมุนไพรหญ้าไม้กวาด
ต้นหญ้าไม้กวาด Thysanolaena maxima (Roxb.) Kuntze
บางถิ่นเรียก ต้นหญ้าไม้กวาด ต้นหญ้ายูง (จังหวัดยะลา) โคนโลภก๋ง (ภาคเหนือ) เค้ยหลา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เลาแล้ง (จังหวัดสุโขทัย) ต้นหญ้ากาบ ไผ่ใหญ่ (เลย)
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ไม้ล้มลุก จำพวกต้นหญ้า อายุยาวนานหลายปี สูงราว 4 ม. ต้นกลม ใบ ออกจะกว้าง กว้าง 4-7 ซม. ยาว 30-55 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบบ้าน ขอบของใบจักละเอียด เนื้อใบค่อนข้างครึ้ม กาบใบสะอาด นอกจากตามขอบตอนบนมีขนสั้น กาบใบกลมตอนปลายเป็นก้านสั้นๆซึ่งมีสีแดงเข้ม ลิ้นใบที่ระหว่างรอยต่อข้างในของกาบใบแล้วก็แผ่นใบเป็นเยื่อบางๆยาวราวๆ 2 มิลลิเมตร ปลายตัด ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีขนาดใหญ่ ปลายช่อโค้งลง ยาวโดยประมาณ 50 เซนติเมตร ช่อดอกย่อย (spikelet) มีก้าน มักอยู่เป็นคู่ กาบช่อย่อย (glume) 2 อันคล้ายคลึงกัน รูปไข่ อันบนยาวแล้วก็บางมากกว่าอันข้างล่าง แต่ละช่อย่อยมีดอกย่อย 2 ดอก พบน้อยที่มี 3 ดอก ดอกล่างเป็นดอกไม่มีเพศ มีแม้กระนั้นกาบด้านล่างรวมทั้งมีขนใกล้ๆขอบ ดอกบนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ กาบข้างล่าง (lemma) มีสันตามทางยาว 3 สัน ขอบอีกทั้ง 2 ด้าน บางใส และก็มีขนค่อนข้างแข็ง กาบบน (palea) มีเส้นสันตามยาว 2 เส้น เนื้อบางใส เกสรเพศผู้มี 2 อัน เกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉก เป็นขุย ผล รูปไข่ ยาวประมาณ 0.6 มม. สีน้ำตาลปนแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามเชิงเขา หรือ บนเขาสูง 300-3,000 ม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกใช้อมล้างคอเมื่อมีไข้ ดอก ช่อดอกใช้ทำไม้กวาด

Tags : สมุนไพร

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 11