แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
46

สมุนไพรเลี่ยน
ชื่อพื้นบ้านอื่น เกรียน เฮี่ยน (ภาคเหนือ) เคี่ยน เลี่ยน เลีี่ยนใบใหญ่ (ภาคกึ่งกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Melia azedarach L.
ชื่อพ้อง Melia dubia Cav.. Melia toosendan Siebola & Zucc..
ชื่อวงศ์  MELIACEAE
ชื่อสามัญ Bead tree, Bastard cedar , Perisian lilac , White cedar.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น (T/ST) ขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปกรวยหรือทรงกระบอก ค่อนข้างโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง โตเร็ว เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย แสงแดดจัด
ใบ ใบประกอบแบบขนสองชั้น ปลายคี่ เรียงสลลับที่ปลายกิ่ง ศูนย์กลางใบประกอบยาว 30-60 ซม. ใบย่อยจำนวนมาก รูปรีแกมรูปขอบขนาน เรียงตรงกันข้าม กว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 3-6 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลมหรือสอบและมักเบี้ยว ขอบของใบจะฟันเลื่อยห่างๆ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] ดอก มีดอกเป็นช่อที่ซอกรอบๆปลายกิ่ง กลีบดอกไม้ 5-6 กลีบ สีชมพูหรือขาวอมม่วงอ่อนๆเส้นผ่านศูนย์กลางดอกราว 2 ซม. เกสรเพศผู้ 10 อัน สีม่วง อยู่ติดกันเป็นหลอด ดอกมีกลิ่นหอมสดชื่น มีดอก ธ.ค.-เดือนมีนาคม
ผล รูปกลมหรือรี กว้างประมาณ 1 ซม. ยาว 2.5 ซม. เมื่อแก่เป็นสีเหลือง เมล็ดต่อเม็ด

นิเวศวิทยา
มีบ้านเกิดในเอเชียเขตร้อน จีน ทางทางเหนือของอินเดียแล้วก็ออสเตรเลีย เจอตามป่าเขาดิบและป่าเบญจพรรณทั่วภาคทุกภาคไทย
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม่ที่ปลูกได้ไม่ยาก เจริญวัยก้าวหน้าในดินปกติ แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ดหรือปักขำราก
ส่วนที่ใช้ รส และก็สรรพคุณ
ทั้งต้น รสขม แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน เป็นยาอายุวัฒนะ
เมล็ด ให้น้ำมัน ใช้ทาแก้ปวดข้อ
ใบ ให้สีเขียวใช้ย้อมผ้า
วิธีการใช้แล้วก็ปริมาณที่ใช้

  • แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน โดยใช้ต้นสด 10-20 กรัม หรือยาวราวๆ 1 ฝ่ามือ สับเป็นชิ้น ต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน วันละ 2-3 เวลา



Tags : สมุนไพร

47

สมุนไพรกะทือ
ชื่อประจำถิ่นอื่น กะทือป่า กะแวน กะแอน แฮวดำ (ภาคเหนือ) เฮียวข่า (งู-แม่ฮ่องสอน) เปลพ้อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เฮียวแดง เฮียวดำ (แม่ฮ่องสอน) กะทือ (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Zingiber zerumbet. (L.) Sm.
ชื่อพ้อง Amomum Zerumbet L. Zingiber amaricans Blume
ชื่อสกุล   ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ Wild Ginger.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (H) ที่มีลำต้นใต้ดินลักษณะเป็นเหง้า มีกลิ่นน้ำมันระเหย เนื้อในเหง้าหรือลำต้นใต้ดินมีสีขาวอมเหลืองอ่อน มีกลิ่นแรง เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง แทงหน่อออกด้านข้างแล้วก็นอกสุด ลำต้นส่วนของกาบใบที่แผ่ขยายออกแล้วห่อหุ้มซ้อนทับกันจนถึงแปลงเป็นลำต้นเทียมมีสีเขียว สูงประมาณ 2 เมตร
ใบ เป็นใบลำพัง ออกเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนและสอบเรียวเข้าพบก้านใบ ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบหรือใต้ใบมีขนสีขาวที่นาลปกคลุมก้านใบสั้น
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงสด แตกช่อจากหัวใต้ดินดโผล่พ้นดินขึ้นมา ช่อดอกที่มองเห็นเป็นทรงกระบอกสีเขียวปนแดง ปลายและโคนมนโค้ง ประกอบด้วยใบประดับประดาที่เรียงทับกันแน่น เมื่อดอกยังอ่อนจะปิดแน่น และจะขยายอ้าออกให้เห็น ดอกที่อยู่ภายในลักษณะเป็นหลอดโผล่ออกมาจากซอกใบเสริมแต่ง กลีบดอกไม้มีสีเหลืองอ่อนหรือสีขาวนวล โคนกลีบม้วนห่อส่วนปลายกลีบผายกว้างผล ลักษณะกลม โต แข็ง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. มีสีแดง เป็นแบบผลแห้งแตก

นิเวศวิทยา
พบขึ้นเป็นกอๆตามป่าดงดิบทั่วๆไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-1,000 เมตร
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์
เจริญเติบโตเจริญในดินที่ร่วนซุย ไม่ชอบน้ำนอง สามารถปลูกได้ทุกฤดู ปลูกโดยการตัดใบออกให้เหลือเกิน 15 ซม. ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือเหง้า
ส่วนที่ใช้รสรวมทั้งสรรพคุณ
ราก รสชื่นขมบางส่วน แก้ไข้ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ต่างๆแก้กลยุทธ์ขัดยอก
สมุนไพร เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน  รสชื่นขมปร่า แก้แน่นหน้าอก แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงน้ำนมให้บริบูรณ์ เป็นยาขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องอืด บำรุงธาตุ ขับฉี่ แก้เสมหะเป็นพิษ แก้บิด ขับน้ำย่อย เจริญอาหาร แก้บิดปวดเบ่ง เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ฝี ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น แก้ไข้ตัวเย็น แก้กษัย แก้อาการท้องอืด แก้โรคลม เป็นยาระบาย แก้ปัสสาวะขุ่นขัน แก้บิด บำรุงธาตุลำต้น รสชื่นขม เป็นยาแก้เบื่่ออาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้ไข้
ใบ รสชื่นขมนิดหน่อย ใช้ใบต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับเลือดเน่าในมดลูก (เลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ) ขับน้ำคาวปลา ใช้ผสมในตำหรับยาร่วม กับสมุนไพรอื่น เป็นยาแก้ไข้ป่า อีสุกอีใส เป็นยาประคบเส้นบวมช้ำ ถอนพิษไข้ แก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้อีดำอีแดง แก้หัด ไข้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้แปลงฤดู แก้ไข้เชื่องซึมผิดสำแดง
ดอกและเกสร รสชื่นขมเล็กน้อย แก้ไข้เรื้อรัง แก้ซูบซีด แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้จับสั่น แก้ซูบผอมเหลือง บำรุงธาตุ แก้ลม
วิธีใช้และจำนวนที่ใช้

  • ขับเลือดเน่าในมดลูก ขับน้ำคร่ำ โดยใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราว 20 กรัม ต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่ง กรองเอาน้ำดื่มวันละ 3 เวลา ก่อนที่จะรับประทานอาหาร 2. รักษาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดแล้วก็เจ็บท้อง โดยใช้ลำต้นจิตใจต้ดินหรือเหง้าแก่สดขนาดเท่านิ้วโป้ง 2 หัวหรือหนักราวๆ 20 กรัม ปิ้งไฟพอเพียงสุกโขลกกับน้ำปูนใสคั้นเอาน้ำกินเวลามีลักษณะอาการ



Tags : สมุนไพร

48

สมุนไพรกะตังใบ
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (กรุงเทพฯ เมืองจันท์ จังหวัดเชียงใหม่) นางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) ตองจ้วม ตองต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (จังหวัดตรัง)
         ต้นไม้ หรือ ต้นไม้ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 มัธยม ลำต้นหมดจด หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงไม่น้อยเลยทีเดียว หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร ยาว 6 ซม. ชอบสะอาด หรือมีขนประปราย หูใบร่วงง่าย ส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง แกนกลางใบยาว 10-35 ซม. หมดจด หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานปนรูปไข่ ถึงรูปหอกแกมรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกแกมรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า น้อย สมุนไพร ขอบของใบจักมน หรือจักแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบครึ้มปานกลาง ด้านล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มิลลิเมตร เกลี้ยง หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 เซนติเมตร ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. เกลี้ยง หรือมีขนน้อย ริ้วเสริมแต่งมีตั้งแต่สามเหลี่ยมออกจะกว้าง ถึงรูปสามเหลี่ยมแคบ ยาวโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่กับหลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เม็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรับประทานเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้บิด ขับเหงื่อ รวมทั้งเป็นยาเย็น แก้อาการหิวน้ำ ใบ ปิ้งไฟให้เกรียม ใช้พอกศีรษะ แก้วิงเวียน งุนงง ตำเป็นยาพอกแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และก็แก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนกินเป็นยาช่วยในการย่อย ผล กินได้

Tags : สมุนไพร

49

สมุนไพรลิ้นงูเห่า
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ลิ้นงูเห่า (จันทบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus siamensis Bremek.
ชื่อสกุล  ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Lin gnu hao.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้เถาล้มลุก (HC) ลักษณะพุ่มไม้เลื้อย คล้าบต้นเสลดพังพอนตัวเมีย ลำต้นกลมสีเขียวเรียวยาว ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกหรือรูปหอกปนขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบเล็กกลม แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดกแล้วก็ดกทึบดอก มีดอกเป็นช่อกระจุก สีแดงผสมส้ม แต่ละข่อประกอบด้วยดอกย่อยอัดแน่น 10-15 ดอก ลักษณะคล้ายดอกเสลดพังพอนตัวเมีย กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูประฆังตื้นๆโคนดอกชิดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็นกลีบ 2 กลีบมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองแทงพ้นกลีบดอกไม้ ผล เมื่อแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ด

นิเวศวิทยา
เกิดดังที่รกร้างว่างเปล่าทั่วๆไป นิยมนำมาปลูกตามสถานที่ต่างๆทั้งสวนสาธารณะ วัดรวมทั้งบ้านเมือง เพื่อเป็นไม้ประดับและก็ใช้ประโยชน์ทางยา
การปลูกแล้วก็เพาะพันธุ์
เป็นไม้กลางแจ้ง ถูกใจแดดจัด น้ำไม่ขัง เจริญเติบโตได้ในดินร่วน นิยมปลูกเป็นแปลงหรือเป็นแนว ขยายพันธ์ฺด้วยการเพาะเม็ดหรือการปักชำกื่ง
ส่วนที่ใช้รสและสรรพคุณ
สมุนไพร ราก รสจืดเย็น โขลกพอกดับพิษแมลงกัดต่อย
ใบ รสจืดเย็น ตำหรือขยี้ทาแก้พิษร้อน โรคผิวหนัง พิษอักเสบรวมทั้งปวดฝี รักษาแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบ
การใช้รวมทั้งปริมาณที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาโขลกอย่างระมัดระวัง ใช้ทาและพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เป็นประจำ จนกว่าจะหาย 2. ลดอาการปวดแสบปวดร้อนของตุ่มแผลงูสวัด โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดนำมาโขลกให้ละเอียดผสมสุราโรงนิดหน่อย เอามาทารวมทั้งพอกบริเวณที่มีลักษณะร รุ่งเช้า-เย็น เป็นประจำ



Tags : สมุนไพร

50

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเสลดพังพอน[/url][/size][/b]
ชื่อท้องถิ่นอื่น  พิมเสนต้น  เสลดพังพอน  เสมหะพังพอนตัวผู้ (ภาคกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อสกุล   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขาล้นหลามบริเวณลำต้น สูงประมาณ 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อรวมทั้งโคนใบ แขนงมีสีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนแล้วก็ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ ผิวใบสะอาด พื้นใบมีสีเขียวเข้มแล้วก็มัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกึ่งกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
สมุนไพร ดอก มีดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบแต่งแต้มห่อหุ้มมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบเสริมแต่งออกมาครึ่งหนึ่ง ใบแต่งแต้มรูปกลมรี ตอนปลายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบดอกไม้สีเขียวมี 5 กลีบ กลีบดอกไม้สีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนรวมทั้งยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ด้านในผลมีเมล็ด 2-4 เมล็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้กลางแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วไป มีแต่เฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์                                    
เจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินร่วนซุย มีความชุ่มชื้น ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวโดยประมาณ 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่ตระเตรียมไว้หรือปักชำในที่กระชุ่มกระชวยก่อน เมื่อออกรากก็ดีก็เลยย้ายไปปลูกภายในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส และก็สรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น ตำกับสุราคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลฟกช้ำดำเขียวจาการกระทบชน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ดังเช่นว่า ผึ้ง ตะขาบ เป็นต้นราก รสจืดเย็น ฝนกับสุราหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
วิธีใช้และจำนวนที่ใช้

  • รักษาลักษณะของการปวดฝี ถอนพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราว 20 กรัม โขลกอย่างรอบคอบผสมกับสุราพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือบริเวณที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ โขลกให้รอบคอบคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือโขลกผสมสุราโรงนิดหน่อยด็ได้
ข้อควรรู้
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันและแก้งูกัด  และถือกันว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองภัยยันอันตรายต่างๆได้ด้วย

51

สมุนไพรกำลังกระบือ
ชื่อประจำถิ่นอื่น  กระบือเจ็ดหัว  กำลังกระบือ  ลิ้นควาย (ภาคกลาง) กะบือ (ราชบุรี) ใบท้องแดง (จันทบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Excoecaria cochinchinensis Lour.  var.  cochinchinensis
ชื่อพ้อง Excoecaria bicolor (Hassk) Zollex Hassk.
ชื่อสกุล  EUPHORBIACEAE
ชื่อสามัญ Kamlang kra bue.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (ExS) สูงโดยประมาณ 70-150 ซม. ทุกส่วนมียางขาวเสมือนน้ำนม กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วงใบ เป็นใบคนเดียว ออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกันหรือเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือขอบขนานปนไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดงผิวเป็นมัน ใบแก่ข้างบนสีเขียว ข้างล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร หูใบเป็นรูปหอกปลายแหลม
ดอก มีดอกเป็นช่อตามซอกใบรวมทั้งที่่ยอด มีทั้งดอกเพศผู้ เพศภรรยา รวมทั้งดอกสมบูรณ์เพศ บางทีก็อาจจะอยู่บนต้นเดียวกันหรือแตกต่างกันก็ได้ ดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศช่อยาวโดยประมาณ 2 เซนติเมตร ใบประดับรูปสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ รูปยาวแคบ ปลายแหลม ดอกเพศเมีย กลม มักจะออกทีละ 3 ดอก ใบเสริมแต่งเสมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมาก กลีบรองกลีบ 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม ขอบหยักเล็ฏน้อย ดอกมีสีเหลืองอมเขียวขนาดเล็กมีดอกทั้งปี ผล เป็นชนิดแก่แล้วแห้ง รู)ร่างค่อนข้างจะกลม ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เมื่อแก่แตกเป็น 3 ส่วน

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดแถบอินโดจีน นิยมนำมาปลูกทั่วๆไปเป็นไม้ประดับ
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์                                   
สามารถเจริญวัยได้ดีในดินร่วนซุยธรรมดา เพาะพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง หรือ การตอนกิ่ง
ส่วนที่ใช้รสและก็สรรพคุณ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ลำต้น รสร้อนเฝื่อน ยางจากลำาต้นเป็นพิษมาก ใช้สำหรับในการเบื่อปลา
ใบ  รสร้อนเฝื่อนฝาด รักษาโรคที่เกี่ยวกับความไม่ดีเหมือนปกติของระบบโลหิตบางจำพวก ชาวชวาใช้ใบตำเป็นยาพอกห้ามเลือด แบบเรียนยาแพทย์แผนไทยนำใบโขลกผสมกับสุรากลั่นคั้นเอาน้ำแก้สันนิบาตหน้าเพลิง ยาขับเลือดเสียและก็ขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดลูก แก้อักเสบบริเวณปากมดลูก
วิธีการใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • ขับน้ำคร่ำหลังคลอด ขับเลือดเน่า ขับเมนส์ โดยใช้ใบสด 10-15 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกอย่างระมัดระวัง ผสมกับสุราโรงนิดหน่อย คั้นเอาน้ำค่อยๆจิบ ตอนเช้า-เย็น
ข้อควรทราบ
ไม่สมควรใช้ในสตรีที่ตั้งครรภ์ เพาะถ้าใช้ในบริมาณที่มาก อาจทำให้แท้งได้
ใบสดต้นกระบือเจ็ดตัว สามารถใช้ประโยชน์ผลดีทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย เพราะมีสีแดงสดใส

52

เจตมูลเพลิงขาว
ชื่อพื้นบ้านอื่น  ปิดปิวขาว (ภาคเหนือ) ตั้งชู้อ้วย , โคนชุวา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เจตมูลเพลิงขาว (ภาคกึ่งกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Plumbaga zeylanica L.
ชื่อวงศ์  PLUMBAGINACEAE
ชื่อสามัญ White leadwort.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มขนาดเล็ก (US) สูงโดยประมาณ 1-1.5 เมตร กิ่งอ่อนเป็นรองและเป็นเหลี่ยมสีเขียว แตกกิ่งก้านสาขารอบๆต้นมากไม่น้อยเลยทีเดียว
ใบ เป็นใบคนเดียว ออกตรงข้ามกัน ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นน้อย ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะซึ่งคล้ายกับใบมะลิแต่ว่าจะใหญ่กว่า
ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ส่วนยอดของต้น ดอกมีสีขาว โคนหลอดจะเป็นหลอดเล็กๆแต่ส่วนปลายจะบานคล้ายจานมีอยู่ 5 กลีบ กลีบดอกจะบางมาก กลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว และก็มีขนปกคลุมอยู่ ซึ่งขนนี้จะมีต่อมเหนียวๆติดมือ
ผล ได้ผลสำเร็จแห้ง ลักษณะรูปรี ยาว กลม สีเขียวและก็มีขนเหนียวรอบผล แตกออกได้
นิเวศวิทยา
มีบ้านเกิดในอินเดีย แล้วก็เขตร้อนทั่วๆไป เกิดตามปาสดงดิบรวมทั้งป่าเบญจพรรณธรรมดา เป็นไม้ที่ถูกใจอยู่ร่มรำไร
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์
เติบโตเจริญในที่ที่มีอากาศร้อนเปียกชื้น และก็สภาพดินปกติ  แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด หรือการปักชำกิ่ง

ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมรวมทั้งสรรพคคุณ   
สมุนไพร ราก รสร้อน ใช้เป็นยาขับเมนส์ แก้ปวดข้อ ขับพยาธิ ใช้ทาแก้ขี้กลากเกลื้อน ยับยั้งลักษณะของการปวดฟัน รวมทั้งแก้ท้องเดิน ขับลมในกระเพาะอาหารรวมทั้งไส้ ขับเลือดรอบเดือน แก้ริดสีดวงทวาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
ต้น  รสร้อน แก้เลือดอันเกิดแต่กองกำเดา
ใบ รสร้อน แก้อาการน้ำดีนอกฝัก หรือแก้อพัทธปิตตะสมุฏฐาน
ดอก รสร้อน แก้อาการน้ำดีนอกฝัก หรือแก้อพัทธปิตตะสมุฏฐาน
วิธีการใช้แล้วก็จำนวนที่ใช้

  • ขับรอบเดือนหรืบขับเลือดเมนส์ โดยใช้รากสด 5-10 กรัม หรือแห้งโดยประมาณ 3-5 กรัม ล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 500 ซีซี นานราว 10 นาที แล้วกรองเอาน้ำ ดื่มวันละ 2 เวลา รุ่งเช้า-เย็น
ข้อควรจะรู้
รากมีสาร plumbagin ลำต้นมีเช่นกัน แม้กระนั้นน้อยกว่าราก
อยากได้ให้เป็นยาช่วยสำหรับในการย่อยหรือเจริญอาหาร ให้นำผงของรากเจตมูลไฟแดงมาผสมกับลูกสมอพิเภก ผงดีปลี และเกลือ อย่างละเท่าๆกัน รับประทานครั้งละ 2.5 กรัม
สตรีที่ตั้งครรภ์ห้ามกินรากของต้นนี้ เพราะว่ารากจะมีสารบางสิ่งที่ทำให้แท้งลูกได้

53

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u]เพกา[/url][/b]
ชื่อพื้นเมืองอื่น  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ  ด๊อกก๊ะ  ดุมึง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เพกา (ภาคกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์  BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ต้นขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ สูงราวๆ 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางโอกาสแตกเป็นรอยตื้นน้อย มีรูระบายอากาศเกลื่อนกลาดตามลำต้นแล้วก็แขนง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบเดี่ยวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน ทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ ขอบของใบเรียบ ออกตรงข้ามชิดกัน อยู่ราวปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่บริเวณปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบหนา มี 5 กลีบ ด้านนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ภายในสีเหลืองเลอะเทอะๆครึ่งสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบร่นขยุกขยิก บริเวณปลายกลีบดอกไม้ข้างในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดกับท่อดอกโคนก้านจะมีขน ผล เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปดาบ ห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก
เมล็ด เมล็ดแบน มีปีกบางใสจำนวนไม่ใช่น้อย

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของเมืองไทย ถูกใจขึ้นบนที่แจ้ง บริเวณป่าเขาดิบ แล้วก็ไร่ร้างธรรมดา
การปลูกแล้วก็เพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย และไม่ต้องการใส่ใจมากนัก เจริญเติบโตเจริญในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดินซึ่งร่วนซุย ควรปลูกไว้ในฤดูฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตัดชำราก
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแล้วก็สรรพคคุณ   
เปลือกราก รสฝาดขม แก้ปวดท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องเสีย ขับเหงื่อ
ราก รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวร่วง เจริญอาหาร ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ บวมช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย เปลือกต้น รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสมหะ ดับพิษเลือด เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ แล้วก็เจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ                                                     
ผลแก่หรือฝักแก่ รสขมร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ
เม็ดแก่ รสขม เป็นยาอมปรับปรุงแก้ไข ขับเมหะ ใช้เป็นองค์ประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของชาวจีนแก้ร้อนใน
การใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักประมาณ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน เช้า-เย็น 2. แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ราวๆ 1 ฝ่ามือฝนกับเหล้าโรงทาบริเวณที่บ่อยๆ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ และขับเสลด เมล็กเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของชาวจีน โดยใช้เมล็ดทีละ 0.5-1 กำมือ (หนักราว 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำราวๆ 300 มิลลิลิตร ต้มไฟอ่อนพอเพียงเดือดนานราว 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง


54
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเหลือม
« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2017, 08:36:08 AM »

งูเหลือม
งูเหลือมเป็นงูไม่มีพิษมีขนาดใหญ่แล้วก็ยาวที่สุดในโลก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า python retculatus (schneider)
จัดอยู่ในวงศ์ Boidae
วงศ์ย่อย pythoninae
มีชื่อสามัญว่า reticulated python หรือ regal python
ชีววิทยาของงูเหลือม
งูเหลือมมีลำดับตัวยาว หนา บางทีอาจยาวได้ถึง ๑๐ เมตร ใจกลางลำตัวป่องออกมีเกล็ดปกคลุม โดยทั่วไปเกล็ดมีสีเหลืองหรือสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีเกล็ดสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองเป็นขอบใน และมี เกล็ดสีน้ำตาลผสมเทาอญุ่ด้านในอีกครั้งหนึ่ง ขอบนอกของเกล็ดมีสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองทองสดกว่ารอบๆอื่น บริเวณภายในข้างลำตัวมีแถบเกล็ดสีดำ ข้างในมีเกล็ดสีขาวเป็นแถบ เกล็ดข้างลำตัว บริเวณที่ติด กับเกร็ด ท้อง มีสีดำสลับกับขาวไม่มีระเบียบ เกล็ดท้อง สีนวลหรือสีเหลืองอ่อน แถวๆศีรษะมีสีเหลืองปนน้ำตาล มีเส้นสีดำเล็กๆพาดผ่านกึ่งกลางหัว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของงูเหลือม ที่ใช้จำแนก จากงูประเภทเดียวกันชนิดอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน ( ดังเช่นงูหลาม) ดวงตาสีเหลืองหรือสีเหลืองเข้ม มีแถบสีดำเล็กๆภาพถ่านจากตาถึงมุมปาก งูเหลือมบางทีอาจ
งูเหลือม
วางขายได้ถึงเวลาละ๑๒๔ฟอง  แม่งูรอดูแลจนถึงไข่ฟักเป็นตัว ลูกงูเหลือมที่ฟักออกมาใหม่ยาวราว  ๕๕ ซม.
งูเหลือมพบได้ในทุกภาคของประเทศ ทั้งในป่าดงดิบและป่าเสีย พบบ่อยหาเลี้ยงชีพบนพื้นดิน โดยการดักรอเหยื่อ เมื่อเหยื่อผ่านเข้ามาในระยะใกล้ก็จะฉกกัด รวมทั้งม้วนตัวรัดเหยื่อจนตาย แล้วจึงกลืนรับประทานเหยื่อที่ตายแล้ว
งูหลาม
ลวดลายแถวๆศีรษะของงูเหลือม งูหลาม และงูหลามปากเป็ดงูหลาม(rook python)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าpython molunis bivittatus schiegel  เป็นงูที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้น ๓ ของโลก รองจากงูเหลือม รวมทั้งงูแอนะคอนด้า | anaconda ชื่อวิทยาศาสตร์ Eunectes murinus (Linnaeus) ในสกุล Boidel มักพบในป่าโปร่ง ท้องทุ่ง เว้นเสียแต่ทางภาคใต้ (มีเฉพาะจังหวัดชุมพร)งูนี้ มีลักษณะ อ้วน ครึ้ม ลำตัวสั้นกว่างูเหลือมมาก ยาวเต็มที่ไม่เกิน ๗ เมตร มีลวดลายแตกต่างจากงูเหลือม โดยที่ลำดับตัวมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลรวมทั้ง มีแผลสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นเหลี่ยมไม่แน่นอน เกล็ดท้องสีขาวหรือสีนวล ลักษณะเด่นอยู่ที่ลวดลายแถวๆหัว ซึ่งมีลาย3สีน้ำตาลเข้ม เป็นรูปลูกศรอยู่กลางหัว ด้านข้างหัวมีแถบสีน้ำตาลเข้มด้วยเหมือนกัน ในตามีสีน้ำตาลเข้ม งูหลามตกไข่คราวละ ๓๐-๕๐ ฟอง แม่งู รอดูแลไข่โดยใช้ลำตัวออกรอบ ลูกงูหลามที่ฟักออกมามีความยาว ราว ๕๐- ๘๐ ซม. งูหลามอีกเรียบงูหลามปากเป็ด (blood python) มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า python curtus schiegel เป็นงูที่มีขนาดเล็กที่สุดในวงศ์งูเหลือม พบในป่าดงดิบรอบๆริมน้ำ เนื่องจากว่าเป็นงูที่ถูกใจน้ำว่ายได้ มักพบงูจำพวกนี้ในน้ำ ซุกตัวอยู่ตามโคลนหรือตามพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำเพื่อดักรอเหยื่อ เจอเฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไป งูนี้มีความยาวเต็มตัวที่ราว ๒.๕ -๓ เมตร รูปร่างสั้นและดกกว่าประเภทอื่น หัวมีขนาดออกจะเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว พื้นลำตัวสีน้ำตาลอมสีส้มจนกระทั่งสีแดงคล้ำ สีจะเข้มที่สุดทางด้านบนลำตัว ข้างๆมีสีอ่อน กว่า ด้านบนลำตัวมีแถบสีน้ำตาลเหลืองหรือสีน้ำตาล ยาวบ้างสั้นบ้างไม่แน่นอนกระจัดกระจายตามสันหลัง ข้างๆลำตัวมีเกล็ดสีขาว หรือสีนวลเรียงกันแบบสลับฟันปลา ไม่เรียบร้อย ข้างล่างของเส้นนี้มีเกร็ดสีดำ ท่อนหัวมีสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นสีแก่เล็กๆลากผ่าน หัวคล้ายงูเหลือม งูหลามปากเป็ดออกไข่คราวละ ๑๐-๑๕ ฟอง ลูกหมูที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆมีความยาวราว ๓๕ซม.

คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] แพทย์แผนไทยใช้ดีงูงูเหลือมกระดูกงูงูเหลือมและก็น้ำมันงูเหลือมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ดีงูงูเหลือมเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้มากมายในยาไทยใช้แทรก เป็นกระสายยาและก็เป็นเครื่องยา ได้จากถุงน้ำดีของงูเหลือมเอามาผึ่งจนกว่าจะแห้งสนิท ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ช่วยให้ตัวยา แล่น เร็ว ดับพิษ ตานซางในเด็ก ใช้ฝนกับยาหยอดตา แก้ตาเฉอะแฉะตามัวตาฝ้าตาแดงรวมทั้งแก้ปวดตาได้ หนังสือฉันทศาสตร์อันเป็นตำราเรียนแพทย์ที่เรียบเรียงและก็แต่งลางส่วน โดยพระยาวิชยาธิบดี (กล่อม) เจ้าผู้ครองเมืองเมืองจันท์เดี๋ยวนี้เอ่ยถึงไข้ป่วง๘ ประการแล้วก็ยาบำบัด มีเรื่องมีราวที่เกี่ยวกับการใช้ดีงูเหลือมเป็นกระสายยาดังนี้ จะอภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฏเคยสำเหนียก ส้มมะขามแฉะฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมปกติบอระเพ็ด จู๋ม ขมเป็นจอม ดีงูเหลือม เผ็ดพอเพียงเอื้อม ขิง ดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกเว้นแต่ เกลือ รู้ไว้เผื่อแก้ไม่หยุดมุตร์มนุษย์เปลือกลำภู สองสิ่งรู้เหอะเค็มกร่อยอ่านเป็นประจำให้จำได้ จะได้ใช้แซก จูงยาในแบบเรียนป่วง เป็ด ประการตามตำราโบราณซึ่งท่านแต่ก่อนกล่าวเอย ภาพคัมภีร์ปฐมจินดาร์ อันเป็นแบบเรียนแม่บทของหมอแผนไทยที่ว่าด้วยแม่รวมทั้งเด็กให้ยาหลายขนานที่ใช้ดีงูงูเหลือม มีอยู่ขนานหนึ่งที่ใช้ดีงูงูเหลือมเป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาทาหละ ขนานนี้ท่านให้เอาชาดหรคุณ ๑พิมเสน ๑ใบนมจิตร์ ๑ใบมะระใบแมลงสาบดีงูเหลือม รวมยา๖ สิ่งนี้เอาส่วนเสมอกันตามเป็นผุยผงทำแท่งไว้เอาเกลือรำฝึกฝนทาหละแลยอดทราง ที่ขึ้นลิ้นนั้นหายดีนักกระดูกงูเหลือมตำราสรรพคุณ ยาโบราณว่ากระดูกงูงูเหลือมมีรสเย็น เมาเบื่อมีคุณประโยชน์ดับพิษรอยแดง แก้ปวดเมื่อยแก้ร้อนใน กระสับกระส่ายใช้เป็นเครื่องยาในไทยหลายขนาน ยกตัวอย่างเช่นยาขนานหนึ่งในพระหนังสือไกษย มีบันทึกไว้ว่า ยาแก้ลมไกษย เอาหินปูน 1 กระดูกงูงูเหลือม 1 หอยกาบเผา 1 ละลายเหล้ารับประทาน ถ้าเกิดมิฟังยานี้ แล้ว ก็เป็นกรรมของผู้นั้นตายแลอย่าฉงนเลย
๓. น้ำมันงูเหลือมตระเตรียมไว้โดยการเอาไปเปลวมัน ในตัวงูเหลือมใส่ขวดผึ่งแดดจัดจัด กระทั่งเปลวมันละลายใส่เกลือไว้ตูดขวดบางส่วนเพื่อการเหม็นเน่าแพทย์แผนไทยว่าน้ำมันงูเหลือมมีรสร้อน ใช้ทายาแก้เคล็ดลับ ขัดยอกแรงรอบฉายคาดหัวนวดเพื่อให้เอ็นอ่อนรวมทั้งหย่อนยานได้ ในคู่มือชวดารให้ยา 2 ๒ขนานที่เข้า “น้ำมันงูเหลือม” เป็นเครื่องยาด้วย ขนานหนึ่งมีบันทึกไว้ดังต่อไปนี้ ลมพวกหนึ่งเข้าในไส้ใหญ่ไส้น้อย ผูกให้ช่างมือชักที่วางแขนงอจะเปิบเข้าก็ไม่ได้ จะจับสิ่งอันใดก็ไม่ได้สมมติเรียกว่าลงตะคิว เอาน้ำมันหมู ๑ บาทหัวดองดึง ๑บาท พริกไท ๒๐ บาทใส่หม้อฝังไว้ใต้ดิน ๓ วันแล้วเอาขึ้นหุงให้อาจแต่ว่าน้ำมัน ก็เลยเอาการะบูร ๑ พิมเสน ๑ กระวาน ๑  กานพลู ๑น้ำมันงูเหลือม ๑ ใส่ลงทา ตากแดด สำหรับรมเท้าตาย หายแล ยิ่งไปกว่านั้นหนังงูเหลือมที่ฟอกดีแล้วใช้ทำรองเท้าสายรัดเอวกระเป๋าเนื้องูเหลือมกินได้ชาวจีนถูกใจรับประทานแต่หาเลี้ยงชีพยากรวมทั้งมีราคาแพง

55
อื่นๆ / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 04:56:50 PM »

หมาร่า
หมาร่า เป็นแมลงชนิดต่อหรือแตน แต่ว่าทำรังรูปร่างไม่เหมือนกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวคละเคล้าทราย ติดอยู่กับกิ่งไม้หรือวัสดุอื่นภายนอกบ้านเมือง หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ทั้งนี้สุดแต่ประเภทของสุนัขร่า ซึ่งมีอยู่จำนวนมากหลายประเภท ในตระกูล sphecidae รวมทั้งตระกูล Eumenidae หมาร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ก็เลยเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่รวมกลุ่มกันเป็นแบบสังคม เสมือนต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นประเภท social  wasp
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกึ่งกลาง ทางภาคทิศตะวันออก อย่างเช่น เมืองจันท์ ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น สุนัขร่า สุนัขล้า หรือ สุนัขล้า ทางภาคตะวันตกได้แก่   กาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือเป็นต้นว่า จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกตัวอย่างเช่น บุรีรัมย์   จังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์  จังหวัดศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม จังหวัดนครพนม จังหวัดอุดรธานี กาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ สุนัขไน ส่วนตอนใต้ อย่างเช่น ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต   นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา เรียก หมาบ้า หรือ สุนัขแมงบ้า

56
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมงมุม
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 11:45:34 AM »

แมงมุม
แมงมุมเป็นชื่อเรียกสัตว์จำพวกแมงหลากหลายประเภทในวงศ์ ทุกชนิดจัดอยู่ในอันดับ  Araneae  มีชื่อสามัญว่า spider รับประทานสัตว์เป็นของกิน มีขนาดต่างๆนาๆตามแต่ชนิด  พวกที่หนขนาดเล็กอาจมีลำตัวยาวเพียงแต่ ๐.๗  เซนติเมตร ส่วนพวกที่มีขนาดใหญ่อาจมีลำตัวยาวถึง ๙ เซนติเมตร พวกที่พบตามบ้านเรือนรวมทั้งก่อความเลอะเทอะรกมักเป็นแมงมุมที่อยู่สกุล Pholcus หลายอย่าง (วงศ์  pholcidae )
แมงกับแมลง
ในทางกีฏวิทยา คำ “แมง” กับ “แมลง” สื่อความหมายแตกต่างกัน แล้วก็มักเรียกสับสนกัน คำ “แมง”ใช้เรียกชื่อสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังหลายประเภท ซึ่งเมื่อเติบโตเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ ท่อนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่ง กับส่วนท้องอีกส่วนใดส่วนหนึ่ง มีขา ๘  หรือ ๑๐ ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก ได้แก่ แมงมุม  แมงป่อง แมงดาทะเล ส่วนคำ “แมลง” ใช้เรียกชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายอย่าง ซึ่งเมื่อเติบโตเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนอย่างเห็นได้ชัดหมายถึงท่อนหัว ส่วนอก รวมทั้งส่วนท้อง  มีขา ๖ ขา เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังเพียงแต่พวกเดียวที่มีปีก อาจมีปีก ๑ หรือ ๒ คู่  หรือเปล่ามีปีกเลยก็ได้ เป็นสัตว์ที่มีมากมายชนิดที่สุดในโลก ดังเช่นว่า แมลงสาบ แมลงวัน
ชีววิทยาของแมงมุม
แมงมุมมีลำตัวแบ่งออกเป็น  ๒  ส่วน  ส่วนหัวกับส่วนอกชิดกันเป็นส่วนเดียวปกคลุมด้วยแผ่นแข็งอีกทั้งข้างหลังและข้างล่าง มีตาเล็กๆข้างละหลายตา ลางประเภทอาจมีได้ถึง  ๘  ตา อยู่ใกล้ๆกัน  (เว้นเสียแต่แมงมุมลางจำพวกที่ไม่มีตา ซึ่งมักเป็นแมงมุมที่อาศัยอยู่ในที่มืด เป็นต้นว่าในถ้ำ)  ที่ปากมีเขี้ยวเป็นอวัยวะคู่  มีรูปร่างเหมือนปากคีบหรือคีมคีบใช้คีบ  จับ  หรือยึดเหยื่อเป็นของกินได้  ประกอบด้วยบ้องฐานปล้องเดียว ส่วนปลายอาจมีรูปล่อยพิษซึ่งเชื่อมต่อถึงต่อมพิษที่ฐานปาก  นอกจากที่ปากยังมีอวัยวะคู่ทรงเหมือนขา แต่ว่าสั้นกว่าและมักแบนกว่า (มักรุ่งเรืองดีและก็เห็นได้ชัดในเพศผู้ที่ยังไม่โตเต็มที่รวมทั้งในตัวเมีย) แมงมุมไม่มีหนวด  มีขา ๔ คู่  ที่ขามักมีส่วนประกอบพิเศษให้ใช้ถักใยได้ ยกตัวอย่างเช่น มีแผ่นแบนอยู่ระหว่างง่ามเล็บ ส่วนท้องอาจกลมหรือยาวสุดแท้แต่จำพวกของแมงมุมที่ปลายมีท่อเป็นรูเปิดสำหรับปล่อยใยได้  บริเวณข้างล่างของส่วนท้องปล้องที่  ๒  และ ๓ มีอวัยวะทำหน้าที่เป็นจมูกสำหรับหายใจ ซึ่งมักเป็นช่อง ภายในมีแผ่นบางๆเรียงซ้อนกันเหมือนกระดาษหนังสือ แมงมุมส่วนใหญ่ที่ชาวไทยมองเห็นนั้น  มักเป็นชนิดถักใยขวางทางผ่านของสัตว์เพื่อจับกินเป็นอาหาร เมื่อมีสัตว์มาติดใยแล้วก็ดิ้นรน  แรงกระเทือนจะไปถึงตัวแมงมุมเจ้าของรัง แมงมุมซึ่งมีสายตาไม่ดีก็จะติดตามแนวทางของแรงกระเทือนนั้นเข้าหาเหยื่อ กัดเหยื่อ แล้วก็ปล่อยน้ำพิษทำให้เหยื่อสลบ  ก่อนที่จะรับประทานเป็นของกิน
แมงมุมในประเทศไทย
แมงมุมที่พบในประเทศไทยมีมากมาย  จัดอยู่ในหลายสกุล  แต่ทุกสกุลจัดอยู่ในชั้นเดียวกัน เป็น Araneae  ชนิดที่พบในประเทศไทยนั้น  ส่วนมากไม่มีพิษร้ายถึงกับกัดคนให้เจ็บปวดหรือตายได้  ยกตัวอย่างเช่น
๑.แมงใย หรือ ตัวหยากไย่  เป็นแมงมุมที่เจอตามบ้านที่พักและถักใยจนกระทั่งดูสกปรกแล้วก็รก  มักเป็นพวกที่จัดอยู่ในสกุล  Pholcus หลายชนิด (ตระกูล Pholcidae )  แมงมุมพวกนี้มักมีลำตัวสีน้ำตาลหรือสีเทาทึบ หลังท้องสีมักเข้ม ลางจำพวกมีลาย ส่วนมากมีลำตัวยาว ๔-๕  มิลลิเมตร ขายาวกว่าลำตัวมากมาย เป็นยาวราว ๕-๖ ซม.  ทำให้มองเกะกะและเปราะบาง  จึงมีชื่อสามัญว่า  daddy  long-leg  spider  คนไทยลางถิ่น เรียก แมงมุมขี้เถ้า ด้วยเหตุว่าถักใยทำให้รกรวมทั้งมีฝุ่นละอองหรือเถ้าถ่านมาติด หยากไย่ที่แมงมุมพวกนี้ถักทอเอาไว้ภายในบ้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องครัว  หรือที่อยู่ใกล้เตาไฟ ซึ่งมีเขม่าไฟหรือขี้เถ้าติดอยู่ด้วยกัน หมอโบราณใช้เป็นเครื่องยา เรียก หญ้ายองไฟ
๒.แมงมุมทำหลาว เป็นแมงมุม พวกที่ถักใยนอกบ้าน  พบบ่อยตามแปลงพืชหรือตามเรือกสวนไร่นา  เป็นแมงมุมที่จัดอยู่ในสกุล  Tetragnatha  หลายประเภท  (วงศ์ Tetragnathidae ) ซึ่งประชาชนเรียก แมงมุมทำหลาว  ด้วยเหตุว่าเมื่อตระหนกตกใจ  แมงมุมเหล่านี้จะวิ่งไปหลบอยู่หลังใบไม้  ยื่นขา ๒ คู่แรกไปด้านหน้า ขาคู่ที่ ๔ ยื่นไปข้างหลังอยู่ในระดับเดียวกับลำตัว ขาคู่ที่ ๓ ใช้ยึดเกาะยืนตั้งฉากกับลำตัว มองเหมือนคนที่จัดแจงพุ่งหลาวลงน้ำ แมงมุมเหล่านี้ดักจับเพลี้ยจักจั่นรับประทานเป็นของกิน จัดเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ต่อเกษตรกร
๓.แมงมุมก๋า หรือ ตัวก๋า มีชื่อวิทยาศาสตร์  Heteropodae  venatoria  (Linnaeus ) จัดอยู่ในตระกูล Sparassidae  มีชื่อสามัญว่า  banana  spider ( เนื่องจากพบได้บ่อยแมงมุมก๋านี้ในโรงเก็บของเก็บกล้วย ) เป็นแมงมุมขาดกึ่งกลาง ตัวผู้ลำตัวยาว ๑.๕-๒  ซม.  ตัวเมียมีลำตัวยาว  ๒.๕-๓ เซนติเมตร ขายาว ๕-๖ เซนติเมตร หัวกระทรวงอุตสาหกรรมขา รวมทั้งท้องสีน้ำตาล  ตาสีคล้ำ  ที่หลังอกมีแถบสีดำหนาพาดตามขวางข้างหน้า และแถบเป็นง่ามคล้ายรูปตัววี (V) ด้านปลายอีก ๑ แถบที่สันหลังท้องมีเส้นสีน้ำตาลแก่พาดมาถึงกึ่งกลาง  บางทีอาจพบจุดสีน้ำตาลแก่เป็นลายข้างๆ ข้างละ ๔-๕ จุด  มีขนสีน้ำตาลอ่อนรอบๆหน้าแล้วก็ขา  ทำให้มองน่าสยดสยอง แมงมุมจำพวกนี้ไม่ถักใย  ออกหากินโดยการจับเหยื่อโดยตรง  พบอาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือนหรือตามคลังสินค้า เป็นแมงมุมที่มีสาระ  เพราะเหตุว่าชอบกินแมลงสาบ
๔.แมงมุมมดแดง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Myrmarachne  formicaria  Linnaeus  จัดอยู่ในสกุล  Salticidae เป็นแมงมุมชนิดที่มีรูปร่างเอาอย่างสัตว์อื่น  พบบ่อยรวมทั้งมีชุกตามจังหวัดชายหาด  ได้แก่  ชลบุรีหรือจังหวัดระยอง มีรูปร่าง   ขนาด  รวมทั้งสีสันใกล้เคียงกับมดแดง  และถูกใจอาศัยปะปนอยู่กับมดแดง แต่ว่าแตกต่างกันตรงที่เมื่อแมงมุมเหล่านี้กระโจน  จะถักใยทิ้งตัวเพื่อย้ายที่ได้  เมื่อดูอย่างถี่ถ้วนตั้งใจจริง จะพบว่าจำนวนขาแล้วก็ลักษณะอื่นๆแตกต่างจากมดแดง

ผลดีทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้ “ต้นหญ้ายองไฟ”รวมทั้ง “แมงมุมตายซาก” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้
๑.หญ้ายองไฟ  หมอแผนไทยรู้จักใช้ใยแมงมุมแมงมุมเหนือเตาไฟในห้องครัวของบ้านไทยในบ้านนอกแต่ก่อน (เตาไฟใช้ฟืนใช้ถ่าน)  ใยแมงมุมแมงมุมที่มีเขม่า เถ้าถ่าน  และฝุ่นเกาะอยู่ด้วยนี้ หมอโบราณเรียก  หญ้ายองไฟ  ลางหนังสือเรียนเรียกเป็น  ใยแมงมุมไฟ  หรือ  หยากไย่ไฟ  ก็มี  ใช้เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง
สมุนไพร ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า  ต้นหญ้ายองไฟมีรสเค็ม  เฝื่อนฝาด  มีคุณประโยชน์แก้โลหิต  ฟอกโลหิต  กระจายโลหิตอันเป็นลิ่มเป็นก้อน  ขับโลหิตเมนส์
แบบเรียนยาไทยหลายขนานเข้า “หญ้ายองไฟ”  เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง  ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยา  ๒  ขนาน ขนานแรกเป็นยาแก้กษัยอันเกิดเพื่อโชธาตุชื่อ “สันตัปปัคคี” ซึ่งบันทึกไว้ในพระคู่มือไกษย  ดังนี้ ขนานหนึ่งเล่า  หากมันให้จุกเสียดปวดขบเปนกำลัง  ให้เอาพริกเทศ  ๑๐๘  เม็ด  พริกล่อน  ๑๐๘  เม็ด  ผักกะดูดซึมเอาอีกทั้งต้นรากใบลูกเอาสิ่งละ ๑ บาท  ต้นหญ้าไซย้อย  ๑  ต้นหญ้าไซแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท  ต้นหญ้ายองไฟ  ๑  บาท  ไพลแห้ง  ๑  บาท  ตำเปนผง  ละลายน้ำสุราน้ำส้มซ่าน้ำขิงน้ำมะนาวน้ำกระเทียมก็ได้  สับเปลี่ยนให้ชอบโรคนั้นเถอะ อีกขนานหนึ่งเป็นยาขับโลหิตของสตรีซึ่งมีบันทึกไว้ภายใน  พระคู่มือมหาโชตรัต ดังนี้ อนึ่งเอาสหัศคุณเทศ ๑   แก่นแสมทเล  ๑  หญ้ายองไฟ  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  บดละลายเหล้ากิน  ใหขับโลหิตดีนักแล ตำรับยาลางขนาน  เจ้าของตำรับบางทีอาจเขียนตัวยาไว้เป็นปัญหาให้ตีความหมายกันเอาเอง  เป็นต้นว่า  ยาแก้บิดขนานหนึ่ง  เจ้าของยาให้ตำรับยาไว้ว่า “ลุกใต้ดิน  รับประทานท่า  อยู่หลังคา  ขี้คารู  คู่อ้ายบ้า”  ซึ่งก็คือ “รากเจตมูลเพลิงเเดง  ๑  ผักเป็ด ๑  ต้นหญ้ายองไฟ ๑  คนติดยาฝิ่น  ๑  เหล้าเป็นน้ำกระสาย”
๒. แมงมุมตายซาก  หมอแผนไทยใช้แมงมุมที่ตายแล้วซากแห้งสนิท  ไม่เหม็นและไม่ขึ้นรา  เป็นเครื่องยาในยาไทยโบราณหลายขนาน  ตัวอย่างเช่น  “ยานากพด”  ซึ่งมีบันทึกเอาไว้ภายในพระตำราปฐมจินดาร์  ดังต่อไปนี้ ยาชื่อนากพด  ท่านให้เอาใบหนาด  ๑  พริกไท  ๑  เบี้ยจั่นเผา  ๑  ขิง ๑  รังสุนัขร่าเผา  ๑  แมงมุมตายซาก  ๑  ลำพัน  ๑  รวมยา  ๗  สิ่งนี้เอาเสมอภาค  บดทำแท่งไว้  แก้ทรางทั้งหมด  แก้ละอองพระบาท  แก้ตะพั้น  ทั้งรับประทานอีกทั้งชะโลมดีนัก

57
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 11:11:26 AM »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในสกุล Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (พายัพและอีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนน้อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตสุดกำลัง ๖๐-๗๕ เซนติเมตร (มีรายงานว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว และก็เป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของท่อนหัว ลำตัวด้านบนโค้งลงเล็กน้อย ส่วนเรือท้องแบน ข้างๆของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแต่ว่าสีเทาถึงสีเทาปนน้ำตาล ข้างหลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว และอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ด้านข้างของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาปนดำ (ขนาดรวมทั้งรูปร่างไม่สม่ำเสมอ) พิงขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายเหล่านี้บางทีอาจพิงขวางลำตัวติดต่อกันจากรอบๆครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   แต่ สีและลายนี้เปลี่ยนแปลงไปตามถิ่นที่อยู่และฤดู หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและเฉียงลง มุมปากลึกและยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนเล็กน้อย ฟันที่ขากรรไกรบนรวมทั้งล่างเป็นซี่เล็กมาก ติดกันเป็นแผ่นแล้วก็แหลมคม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานส่วนหน้าแล้วก็เพดานส่วนใน ฟันที่ฟันกรามรวมทั้งเพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ บริเวณบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้ขยับเขยื้อนอยู่บนบกแล้วก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน  ส่วนบนรวมทั้งด้านข้างหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบข้างหลังแล้วก็ครีบก้นยาวแทบถึงโคนครีบหาง ครีบข้างหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบตูดมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารและครีบตูด ครีบหูอยู่ข้างๆของลำตัวถัดจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาคละเคล้าสีน้ำตาลดำ และครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแนวเดียว แต่มีรอยหักลงไปตรงรอบๆเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ข้างบนและก็ข้างๆของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่ว่าเกล็ดที่แถวๆหัวแข็งกว่าเกล็ดที่รอบๆลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   อดทน   หากินตั้งแต่ระดับพื้นดินจนถึงผิวน้ำ ถูกใจอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบๆที่มีพรรณไม้น้ำให้ซ่อนตัวได้ ปลาช่อนผสมพันธุ์กันในฤดูฝน  โดยที่ตัวผู้และก็ตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยเหลือกันกัดหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งออกไข่ ต่อจากนั้นตัวเมียก็ออกไข่ แล้วเพศผู้ฉัดน้ำอสุจิเข้าผสม ตัวผู้ทำหน้าที่คอยดูแลลูก  ชาวบ้านเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีพ่อปลาช่อนซุ่มตัวคอยระวังอยู่ ปลาช่อนกินปลาเล็กและเนื้อสัตว์อื่นเป็นของกิน เป็นปลาที่พบได้มากในทุกภาคของประเทศไทย

ผลดีทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแต่โบราณ แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ชอบกับธาตุทั้งหมด ทำให้มีการเกิดเสมหะ ปิดตะหยุดวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีคุณประโยชน์ชูกำลัง แก้เหน็ดเหนื่อย แก้เด็กตัวร้อน นอนตกใจ   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยรอยแผล   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง รวมทั้งเกล็ด มีรสจืด  คาว นำมาซึ่งลมเบ่งเวลาคลอด พระหนังสือโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ น้ำตานั้น  แตกทุพพลภาพให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย ถ้าจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากจัญไร ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเสมอภาค  ต้มรับประทาน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หินผา ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้ามีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  คนไข้นั้นก็ยังไม่ตาย  หากไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระคัมภีร์ธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นหยาบคางแข็ง  รวมทั้งชักให้สั่นไปอีกทั้งกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑  กรามแรด ๑ ยาทั้งนี้ขั้วให้ไหม้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  โกศกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  บอแร็ก  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภู  ๑  รากตำลึงตัวผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายนั้นให้เอาน้ำชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน รับประทานแก้ยัด แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง ทั้งยังรับประทานทั้งยังซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหาดีเลิศนัก

58
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปูทะเล
« เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 01:32:55 PM »

ปูทะเล
ปูทะเลเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ที่เจอในประเทศมีอย่างต่ำ ๓ จำพวก ทุกประเภทจัดอยู่ในวงศ์  Portunidae เป็น
๑.ปูดำ หรือ ปูแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla serrata (forsskal) ประเภทนี้พบตามป่าชายเลนทั่วไป
๒.ปูขาว หรือ ปูทองหลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla oceanic dana ประเภทนี้พบตามพื้นสมุทรทั่วๆไป
๓.ปูเขียว หรือ ปูทองคำโหลง หรือ ปูลาย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla transquebarica Fabricius
ชนิดนี้เจอตามพื้นทะเลทั่วไปทั้ง ๓ ชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันด้านสีรวมทั้งหนามที่ขอบกระดองและก็สภาพถิ่นอาศัย จนถึงนักวิชาการลางสำนักจัดเป็นประเภทเดียวกันหมด คือ Scylla serrata  (Forsskal)
ชีววิทยาของปูทะเล
ปูทะเลอาจมีกระดองขนาดกว้างได้ถึง ๒๐ เซนติเมตร มีลำตัวที่แบ่งได้ ๒ ส่วนเป็นส่วนหัวที่เชื่อมรวมกับอกมีกระดองเป็นเปลือกหุ้มอยู่ข้างบน  กับส่วนท้องที่พับแนบติดกับลำตัวทางข้างล่าง ราษฎรเรียกส่วนนี้ว่า จับปิ้ง ซึ่งในตัวผู้จะเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ ส่วนในตัวเมียจะแผ่กว้างออกเป็นรูปโค้งกลม มีขา ๕ คู่ คู่แรกแปรไปเป็นก้ามใหญ่ ใช้จับเหยื่อแล้วก็ป้องกันภัย และก็ตัวผู้ใช้จับกุมภรรยาเวลาผสมพันธุ์ ขาคู่ที่ ๒-๕ มักมีปลายแหลม ใช้สำหรับคลานหรือเดิน ส่วนขาสุดท้ายของปูทะเลจะแบนเป็นกรรเชียง ช่วยสำหรับเพื่อการว่าย ปูทะเลหายใจโดยเหงือกซึ่งมีลักษณะเหมือนฟองน้ำ  ประชาชนเรียก  นมปู  เห็นได้เมื่อเปิดกระดองออก  ปูทะเลอาจสลัดก้ามทิ้งได้  โดยสร้างก้ามใหม่ขึ้นมาเมื่อลอกคราบคราวถัดไป  ตามปรกติหลังจากการลอกคราบเปื้อนเพียงแค่ ๒ รั้ง ก้ามปูอาจมีขนาดใหญ่เท่าเดิมได้  การลอกคราบของปูเป็นกรรมวิธีช่วยเพิ่มขนาด  ภายหลังปูรับประทานอาหารและสะสมไว้เพียงพอแล้ว  ก็จะสลัดเปลือกเดิมทั้งผองทิ้งไป  แล้วสร้างเปลือกใหม่ขึ้นมาแทน  ปูที่แก่น้อยนั้นลอกคราบบ่อยครั้ง  แต่ว่าจะเบาๆห่างขึ้นเมื่อปูโตเต็มที่แล้ว ฤดูผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในตอนตุลาคมถึงธันวาคม ในระยะนี้ปูทะเลมีไข่มาก ก่อนการสืบพันธุ์นั้น ตัวผู้อุ้มตัวเมียไว้เพื่อคอยจนถึงตัวเมียลอกคราบ ภายหลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะปลดปล่อยไข่ออกมาไว้กระจับปิ้ง ใช้รยางค์ของส่วนท้องโอบไข่เอาไว้ ไข่ในช่วงแรกมีสีเหลืองอ่อนๆแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น จนกระทั่งเป็นสีส้มรวมทั้งสีน้ำตาล ตามลำดับ แล้วหลังจากนั้นไข่ก็เลยฟักเป็นตัวอ่อน ดำรงชีวิตเป็นแพลงก์ตอนลอยไปกับน้ำทะเล แล้วลอกคราบเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นตัวอ่อนอีกระยะหนึ่ง ก็เลยจะจมลงสู่พื้นทะเลเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นปูขนาดเล็กต่อไป

คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] แพทย์แผนไทยใช้ “ก้ามปูทะเลเผา” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งสำหรับเพื่อการประกอบยาหลายขนาน ได้แก่ ยาใช้ภายนอกแก้แผลอันมีต้นเหตุมาจากไส้ขาดไส้ลุกลาม กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดลักษณะของการปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก ซึ่งบึนทึกไว้ภายใน พระหนังสือมุจฉาปักขันทิกา ดังนี้ หากไม่หาย  ให้ร้อนหนัก ท่านให้เอา ก้ามปูสมุทรเผา ๑ ฝาหอยโข่งเผา ๑ รากลำโพงแดง  ๑  รากขัดมอน  ๑  ฝางเสน  ๑  โปตัสเซี่ยมไนเตรด ๑ เปลือกจิกที่นา ๑ ผลจิกที่นา  ๑  เอาเสมอ  บดด้วยน้ำลายจรเข้เป็นกระสาย  หายแล ยาแก้อยากดื่มน้ำแก้ร้อนข้างในอันทำให้หอบขนานหนึ่ง  ซึ่งบันทึกไว้ในพระหนังสือธาตุวิภังค์ เข้าเครื่องยาที่เรียก “ก้ามปูสมุทรเผาไฟ” ด้วย  ยาขนานนี้หนังสือเรียนว่าใช้ “ทั้งยังรับประทานอีกทั้งพ่น”  ดังนี้ ขนานหนึ่งแก้ระหายน้ำให้ร้อนภายในแลให้หอบ  ท่านให้เอาสังข์หนามเผาไฟ ๑  รากบัวหลวง ๑  ฝุ่นผงจีน  ๑  รังสุนัขร่าเผาไฟ  ๑  ชาดก้อน  ๑ ดอกพิกุล ๑  ดอกสาระภี  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  เกสรบัวหลวง ๑ การบูร ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากคันทรง ๑ ก้ามปูสมุทรเผาไฟ ๑ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน บดเปนแท่ง ละลายน้ำดอกไม้สด รับประทานทั้งยังพ่น แก้ร้อนแก้ระหายน้ำ เหงื่อตกก็หายแล

Tags : สมุนไพร

59
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาร้า
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2017, 06:32:39 PM »

ปลาร้า
ปลาร้าเป็นอาหารทำด้วยปลาหมักกับเกลือ ปลาที่ใช้มากมายเป็นปลาสร้อยและปลากระดี่ แต่ว่าบางทีอาจใช้ปลาช่อนได้ ทำเป็นโดยการเอาปลามาล้างน้ำให้สะอาด ขอดเกล็ดออก ตัดศรีษะแล้วเอาไส้ออก แล้วล้างให้สะอาด ถ้าปลาตัวโตก็ให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตามอยาก ผสมกับเกลือใช้เกลือ ๑ ส่วนต่อปลา ๒ ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันดี บรรจุในไห อัดให้แน่น เอาไม้ไผ่ขัดตรงปากไห หมักไว้ ๒-๓ วัน แล้วจึงคัดแยกออกมาล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งไว้ให้หมาด ผสมกับรำข้าวหรือข้าวคั่วที่บดละเอียด เพิ่มเกลือเม็ดละเอียดๆอีกน้อย ใส่ในไห อัดให้แน่นเหมือนกันกับครั้งแรก หมักไว้ ๑-๒ เดือน ก็จะได้ปลาแดก ปลาแดกที่เพิ่มเติมรำข้าวลงไป เรียก ปลาร้ารำ (ใช้ปลา ๑ ส่วนต่อปลา ๒0 ส่วน โดยความจุ) ส่วนปลาร้าที่เติมข้าวคั่วลงไปเรียก ปลาร้าข้าว (ใช้ข้าวสารที่คั่วให้เป็นสีน้ำตาลแล้วบดอย่างละเอียด ๑ส่วนต่อปลา ๔0 ส่วนโดยปริมาตร)
กรุ๊ป{ตุบาท
กลุ่มจตุๆบาท (Superclass Tetrapoda) เป็นกรุ๊ปสัตว์ที่มี ๔ ขา อาจเป็นแขน ขา หรือรยางค์ ลางประเภทรยางค์บางทีอาจลดรูปลง เหลือแค่ร่องรอยให้มองเห็น  (เป็นต้นว่า งู) หัวใจ มี ๓-๔ ห้อง หายใจด้วยปอด ลางชนิดอาจหายใจอีกทั้งทางปอดรวมทั้งทางผิวหนัง (ดังเช่นว่า กบ) เส้นประสาทสมองมี ๑0-๑๒ คู่ แบ่งออกเป็น ๔ชั้น คือ ชั้นสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน ชั้นสัตว์ปีก และชั้นสัตว์กินนม
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/url] ชั้นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (class Amphibia) สัตว์ชั้นนี้มักถูกเรียกไม่ถูกเป็น “สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ” คำ amphibian  มาจากคำว่า amphi มีความหมายว่าร่วมกัน หรือทั้งคู่ กับคำ bios หมายความว่าชีวิต หมายความว่าการมีชีวิตอยู่สองแบบ เป็นทั้งบนบกและก็ในน้ำ ไม่ใช่ครึ่งเดียวอยู่บนบก อีกครึ่งอยู่ในน้ำ สัตว์ชั้นนี้มีชีวิตในระยะแรกตั้งแต่ระยะไข่จนถึงตัวอ่อนอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก ต่อมาจึงเปลี่ยนรูปร่างขึ้นไปอยู่บนบก หายใจทางปอดและ/หรือทางผิวหนัง ผิวหนังไม่มีเกล็ด มีต่อมสร้างเหมือกให้ผิวหนังเปียกชื้นแล้วก็ลื่น หัวใจมี ๓ ห้อง บน๒ ห้อง ล่าง ๑ ห้อง เป็นสัตว์เลือดเย็น (คือไม่สามารถที่จะควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ด้วยตัวเอง อุณหภูมิจะแปรไปตามสิ่งแวดล้อม) ผสมพันธุ์ด้านนอก ผิวหนังของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกรวมทั้งเปียกชื้น ไม่สามารถเก็บความชื้นเอาไว้ได้นาน มีต่อมและก็เส้นเลือดฝอยเยอะๆ ผิวหนังที่มีลักษณะบางแล้วก็เปียกชื้นแบบนี้ ช่วยทำหน้าที่แลกเปลี่ยก๊าซ สัตว์เหล่านี้ก็เลยควรต้องอยู่ใกล้น้ำ มีเพียงแค่ส่วนน้อย

วงจรชีวิตของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
วงจรชีวิตของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเริ่มจากเพศผู้รวมทั้งตัวเมียที่โตเต็มวัยจับคู่กันออกไข่และน้ำกามออกมาผสมกัน ไข่ของสัตว์เหล่านี้มักมีวุ้นใสห่อหุ้มอยู่ด้านนอกเพื่อป้องกันอันตรายอันบางทีอาจกำเนิดกับสิ่งที่มีชีวิตด้านใน เมื่อฟักออกเป็นตัวอ่อน เรียก ลูกอ๊อด จะหายใจด้วยเหงือก ในระหว่างการเติบโตจะมีการสร้างอวัยวะต่างๆยกตัวอย่างเช่น ปาก ช่องหู ขา ส่วนหางแล้วก็เหงือกนั้นหายไปก่อนจะขึ้นมาอยู่บนบกด้วยรูปร่างที่ราวกับตัวคุณพ่อคุณแม่ เท่านั้นที่สามารถปรับพฤติกรรมให้อยู่ได้ในที่แล้ง เป็นต้นว่า ในทะเลทราย แม้กระนั้นจำนวนมากเมื่ออยู่กลางแดดหรือในที่แห้ง ก็จะตายในเวลาไม่นานนัก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายชนิด ดังเช่น คางคก ควรโคร่ง

60
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2017, 02:29:02 PM »

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ต้องโคร่ง กระทาหอพักง กระหอพักง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของควรโคร่ง
ต้องโคร่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับคางคกบ้าน แต่ว่าตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่แตกต่างจากคางคกบ้าน หลายแบบ ที่สำคัญคือ ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา รวมทั้งอยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง ยุบ กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกตรงกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากน้อยไม่เหมือนกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วไป ตามส่วนบนของตัว ใต้ฝ่าเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมากมาย ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖เซนติเมตร ต้องโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าดงร่มเย็นชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อรอกินแมลงที่มาเล่นแสงสว่าง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของเมืองไทย ลงไปจนถึงนานเลเซียรวมทั้งเกาะ สุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อชาติของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ราษฎรทางภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีควรโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ถ้าเกิดใครทำร้ายต้องโคร่ง ผู้นั้นหรือญาติโกโหติกา ก็จะเจอซวย ด้วยเหตุนั้นเจ้าของบ้านก็เลยมักปลดปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เปรียบเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทหนึ่ง ปลดปล่อยให้ทำมาหากินแมลงที่มาเล่นแสงในบ้าน ไม่มีผู้ใดกล้าก่อกวน ทำร้าย หรือรังแก หนังควรโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเหมือนหนังคางคก โจรเคยใช้หนังต้องโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและก็ยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้ดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือสลบไป โจรก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดังตั้งใจ แนวทางการแก้พิษนั้นให้กินน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝ่าฝืนได้สม่ำเสมอ หมอแผนไทยใช้หนังควรโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนหลับใช้บำบัดรักษาโรคโรคกุฏฐัง
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นอย่างไร
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่เรียนความเชื่อมโยง โดยตรงในแง่มุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆยกตัวอย่างเช่นความเชื่อถือเรื่องสัตว์กับโชคลาง การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องตามความจริง ด้วยเหตุว่าสัตว์กลุ่มนี้บางชนิดหรือเปล่าได้แม้กระนั้นคลานไม่ได้ อย่างเช่นงูต่างๆลางจำพวกเคลื่อนโดยการเลือกคลานเพียงแค่นั้น ไม่เลื้อย อย่างเช่น เต่า ไอ้เข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่สามารถใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องข้างล่างแยกกันไม่สนิท ยกเว้นจระเข้ ส่วนพวกนี้ออกลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายประเภท ดังเช่นงูต่างๆจระเข้ ตุ๊กแก ตะพาบน้ำ และก็เต่า

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9