แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 8
46
อื่นๆ / สัตววัตถุ กระดองตะพาบน้าจีน
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 03:02:18 PM »

กระดองตะพาบน้ำจีน
กระดองตะพาบน้ำจีนได้จากตะพาบจีน
อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Trionyx  sinensis  Wiegmann
ในตระกูล Trionychidae
มีชื่อสามัญว่า Chinese solfshelled turtie
จีนเรียก เปีย มีเลี้ยงกันมากในมลฑลหูหนาน  เหอครึ้ม  รวมทั้งเจ้อเจียง เครื่องยานี้เป็นกระดองบน (carapace) ของตะพาบจีน เรียก เปียเจี่ย  ในภาษาจีน มีชื่อเครื่องยาว่า Carapax Trionycis  มีชื่อภาษาอังกฤษว่า turtle shell เป็นเครื่องยาที่ แบบเรียนที่สาธารณรัฐประชาชนจีน (China Pharmacoppoeia) ฉบับปี ค.ศ.๒๐๐๐ รับรองไว้
สมุนไพร ตำราว่าเครื่องยานี้มีรสเค็ม เย็นน้อย เข้าสู่เส้นตับแล้วก็ม้าม มีสรรพคุณบำรุงหยิน สลายหยาง รีบเลือด กระตุ้นรอบเดือน สลายปุ่มเงื่อนบวมที่เกิดขึ้นข้างใน แล้วก็สลายไข้ ก็เลยมีข้อบ่งใช้สำหรับลักษณะของการมีไข้เหตุขาดหยิน งงงัน แล้วก็เป็นลมเป็นแล้งเหตุขาดหยิน ภาวะขาดประจำเดือน มีก้อนในท้อง และแก้ไข้มาลาเรียที่มีลักษณะอาการม้ามโตด้วย ขนาดที่ใช้ ๙-๓๐ กรัม

ขั้นตอนการปรุงยา ให้ตุ๋นด้วยน้ำไว้ราว ๓๐ นาทีก่อน แล้วจึงเพิ่มตัวยาอื่นลงไป   ยานี้ห้ามใช้กับสตรีระหว่างมีครรภ์และกับคนไข้ที่มีอาการม้าม “พร่อง” รวมถึงอาการเบื่ออาหารและท้องเสีย กระดองตะพาบน้ำจีนมรสารคอลลอยด์ (colloid) เคอราทิน (keratin) ไอโอดีน และวิตามินดี

Tags : สมุนไพร

47
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าน้ำจืด
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 12:48:16 PM »

สกุลเต่าน้ำจืด
เต่ากระอานBatagur Baske(Gray) ๕๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดใหญ่ กระดองเรียบ โค้งมน นิ้วเท้ามีพังผืดยึดเต็ม มี ๔ เล็บ จมูกค่อนข้างจะแหลม ตัวผู้มีตาสีขาว เจอตามปากแม่น้ำ ตอนนี้บางทีอาจสิ้นซากไปจากธรรมชาติแล้ว
เต่าลายตีนเป็ดCallargur borneoensis (Schlegel & Muller), ๖๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ ตัวผู้มีหัวสีแดงเด่นในฤดูผสมพันธุ์ นิ้วเท้าหน้าข้างหลังมีพังผืดยึดติดสำหรับช่วยในการว่าย พบตามปากแม่น้ำทางภาคใต้ อาจสูญพันธุ์ไปแล้ว
เต่าแดงCyclemys dentata(Gray), ๒๖ เซนติเมตร
ขอบกระดองด้านหลังกระเป๋านจะๆ กระดองหลังสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มเป็นสีดำหรือสีเขียวขี้ม้า นานับประการตามแต่เต่าแต่ละตัว เมื่อเล็กมีเกล็ดเป็นลายเส้นรัศมี แต่ว่าจะหายไปเมื่อโตขึ้น พบได้ในป่าทั้งประเทศ
เต่าหวายHeosemys grandis (Gray), ๔๘ เซนติเมตร
กระดองสีน้ำตาลเข้ม เป็นประจำมีเส้นสีครีมพิงยาวเป็นแนวกลางหลัง ขอบกระดองข้างหลังด้านหลังกระเป๋านจะๆกระดองท้องด้านท้ายมีหยักลึก พบตามแหล่งน้ำจืดชืดบนภูเขาและก็จากที่ราบ

เต่าหับCuora amboinensis (daudin), ๒๑ เซนติเมตร
กระดองโค้งสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเต่าน้ำจืดประเภทอื่น หัวค่อนข้างแหลม มีลายแถบสีเหลืองเป็นขอบ เต่าประเภทนี้สามารถหับหรือปิดกระดองได้มิดชิด พบได้ตามหนองสระทั่วราชอาณาจักร
เต่าบัวHieremys annandalii(Boulenger), ๕๐ ซม.
เต่าขนาดใหญ่ สีและก็รูปร่างกระดองแปรไปตามอายุ เมื่อโตเต็มที่กระดองมีสีดำ หัวสีเหลือง พบได้ทั่วทั้งประเทศในแหล่งน้ำจืดที่ค่อนข้างจะนิ่ง
เต่าจักรHeosemys spinosa(Gray), ๒๓ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองออกจะแบนและก็มีขอบแหลม แต่จะลดน้อยลงเมื่อโตขึ้น กระดองสีน้ำตาลแดง มีสันกลางข้างหลังเห็นกระจ่าง นิ้วเท้าไม่มีพังผืด พบในป่าทางภาคใต้
เต่าจันPyxidea mouhotii(Gray), ๑๗ ซม.
สมุนไพร
เต่าขนาดเล็ก กระดองโค้งสูงสีน้ำตาลปนแดง มีสัน ๓ สัน หายาก เคยมีกล่าวว่าเจอในป่าทางภาคเหนือรอบๆชายแดนไทย – ลาว
เต่าทับทิมNotochelys platynota(Gray), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดเล็ก กระดองหลังมีแผ่นเกล็ด ๖ – ๗ แผ่น แตกต่างจากเต่าจำพวกอื่นที่เจอในประเทศไทย เมื่อยังเล็กอยู่กระดองมีสีเขียวสด เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นสีน้ำตาลแดง
เต่าดำSiebenrockiella crassicollis(Gray), ๒๗ เซนติเมตร
กระดองสีดำ บางตัวมีแถบสีขาวที่แก้ม ลางถิ่นก็เลยเรียก เต่าแก้มขาว  ถูกใจซุกตัวอยู่ตามโคลนตมใต้น้ำ ทำให้มีกลิ่นเต่าเหม็นราวกับใบไม้เน่า ก็เลยมีชื่อเสียงว่า เต่าเหม็น ด้วย เจอได้ตามหนองสระทั้งประเทศ
เต่าแก้มแดงTrachemys scriptaelegans(Wied), ๒๘ ซม.
เต่าขนาดเล็ก กระดองสีเขียวแม้กระนั้นจะคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้น จุดเด่นอยู่ที่จุดสีแดงส้มข้างแก้ม เต่าจำพวกนี้นำเข้ามาเลี้ยงจนแพร่ขยายทั่วๆไปตามแหล่งน้ำจืดชืดของไทย

Tags : สมุนไพร

48
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 09:13:52 AM »

เขากวางอ่อน
เมื่อกวางผลัดเขา เขากวางแยกหลุดจากโคนเขา ผิวหนังบริเวณรอบๆตอเขาจะเจริญขึ้น มาปิดแผลข้างใน ๔-๕  วัน เลือดจะเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยง พร้อมกับมีสารประกอบแคลเซียมพอกสะสมขึ้น เขาใหม่จะคลุมด้วยหนังนุ่มๆและก็ขนสั้นๆสีน้ำตาลราวกับผ้ากำมะหยี่ เขารูปแบบนี้เรียกว่า “เขากวางอ่อน”  ซึ่งหักได้ง่าย เมื่อหักจะมีเลือดออก กวางลางตัวอาจถึงตายได้ ถ้าเลือดออกไม่หยุด ในระยะที่มีเขาอ่อน กวางจะทำมาหากินอยู่ที่โล่งแจ้งหรือที่โล่ง โดยหลบหลีกไม่เข้าไปในป่าทึบหรือป่าหนามเขากวางอ่อนเป็นเครื่องยาที่รับรองเป็นแบบเรียนยาที่ประเทศสหรัฐประชากรจีน   บางทีอาจได้จากเขาอ่อนกวาง  ๒  จำพวก  เป็น
๑.กวางดอกเหมย  (sika  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  Nippon  Temminck
๒.กวางแดง  (red  deer)   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Cervus  elaphus  Linnaeus
เขากวางอ่อนนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า pilose  antler มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu  Cervi  Pantotrichum เป็นเขากวางอ่อนที่พึ่งแตกหน่อ ภายในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็งสำหรับเพื่อการตัดเขากวางนั้น ใช้เลื่อยเอาทิ้ง โดยเริ่มตัดเขาอ่อนเมื่อกวางมีอายุตั้งแต่  ๓  ปีขึ้นไป ตัดได้ปีละ  ๑-๒  ครั้ง เมื่อตัดแล้วจำต้องนำไปแปลสภาพโดยทันที เริ่มด้วยการล้างเอาสิ่งสกปรกที่ติดมากับขนบนเขากวาง แล้วบีบเลือดที่ติดมาอีกส่วนหนึ่งส่วนใดออกไป แล้วต่อจากนั้นก็เลยใส่ลงในน้ำเดือด  ๓-๔  ครั้ง ครั้งละ  ๑๕-๒0 วินาที เพื่อขับเลือดให้หมด ต่อจากนั้นก็เลยเอามาตากหรืออบให้แห้ง นอกจากยังบางทีอาจตัดเขากวางใกล้กับกะโหลก แม้กระนั้นจะใช้กับกวางที่ป่วยหรือมีอายุมากมายแล้วเท่านั้น เขากวางอ่อนที่มีคุณภาพดีจะต้องเป็นเขาสมบูรณ์ (ขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อนไม่หัก) มีน้ำหนักค่อย ด้านล่างไม่มีรอยแยก หน้าตัดมีรูพรุนแน่น สีเหลืองเปลือกข้าว ส่วนที่มีขนหยาบคายไม่สมบูรณ์ หน้าตัดมีสีเทาคละเคล้าแดง เป็นชนิดที่มีคุณภาพรองลงมา

ตำรา
ยาจีนว่า เขากวางอ่อนมีรสหวาน มีฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงชั้นดี ดังคำจีนโบราณที่ว่า “ยามเมื่อหมดเรี่ยวแรง หายาอะไรก็แล้วแต่มิได้ หากได้กินเขากวางอ่อนแล้ว หมดแรงก็ช่วยให้ฟื้นคืนได้” เขากวางอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด ชูกำลังทำให้กระดูกและก็เอ็นแข็งแรง แก้อาการหมดแรง ตาลาย หูตึง ตามัว เข่าเจ็บ แล้วก็ที่สำคัญคือ สมุนไพร  ช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ แก้โรคน้ำเชื้อไหลเองโดยไม่รู้สึกตัวบ่อยๆแก้ระดูมามากมายไม่ดีเหมือนปรกติ บำรุงครรภ์ (ทำให้เด็กในครรภ์สงบ) แก้อาการท้องเสียเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เกิดกับคนแก่ โดยธรรมดาใช้บดเป็นผง รับประทานครั้งละ ๑-๒.๕ กรัม กับน้ำสุกจะใช้ดองสุรา หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนก็ได้ เหตุเพราะเขากวางอ่อนเป็นยาบำรุงที่มีฤทธิ์ร้อน จึงห้ามใช้กับผู้ป่วยที่จับไข้ ถ่ายหรืออ้วกเป็นเลือด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงหรือแนวทางการทำงานของตับไม่ดีเหมือนปรกติก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไป

Tags : สมุนไพร

49
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่านา
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 05:03:27 PM »

เต่าท้องทุ่ง
เต่าทุ่งนา (Asian snail – eating turyle) เป็นเต่าน้ำจืดชนิดหนึ่ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Malayemys subtrijuga(Gray)
จัดอยู่ในสกุล Emydidae
เป็นเต่าขนาดกึ่งกลาง ตัวโตเต็มกำลังมีกระดองยาวราว ๒๑ เซนติเมตร กว้างราว ๑๕ ซม. รวมทั้งสูงราว ๑๐ ซม. หัวค่อนจะโตมากมายจนถึงมองไม่สมตัว หัวมีลายขาวยาวๆตลอดกาลจนถึงข้างคอ กระดองบนมีสันตามทางยาว ๓ สัน สีบนข้างหลังเป็นสีน้ำตาลดำ ขอบกระดองมีเกล็ด ช่วงท้ายกลมมน ไม่หยักแหลม ตัวอ่อนมีลายเกล็ดบนกระดองใต้ท้อวเป็นแถบดำผสมแดงแถบใหญ่ ถึงแม้ว่าเมื่อโตขึ้นจะเลือนหาย สมุนไพร  แปรไปที่ขอบกระดองสีขาวๆระหว่างนิ้วมีพังผืดกางเต็ม เพศผู้อกตันเสมือนตัวเมีย แต่มีหางยาว ใหญ่มากยิ่งกว่า เต่าประเภทนี้รับประทานลูกกุ้ง ปลา แมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นหอย เจอได้มากไม่น้อยเลยทีเดียวตามชายทุ่งสระหนองปกติในทุกภาคของประเทศ

แบบเรียนคุณค่า
ยาโบราณว่า หัวเต่ามีรสจืด คาว มีคุณประโยชน์แก้ตับทรุด แก้ม้ามย้อยม้ามโต และก็แก้ฉี่ทุพพลภาพ

Tags : สมุนไพร

50
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 12:08:24 PM »

ไก่ป่า
ไก่ป่าเป็นต้นเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในสกุล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิดเมืองนอน แถบทวีปเอเชียใต้ (ศรีลังกาและก็ประเทศอินเดีย) มาทางทิศตะวันออก จนถึงหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมีเพียงแต่ประเภทเดียวคือ Gallus gallus (Linnaeus) ประเภทนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงรวมทั้งติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงบั้นท้ายมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นมันขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำและสีน้ำเงินเข้มวาว ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ ซม. ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆคือ
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่เป้นขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาทั้งสองข้างของโคนปากและคาง
๓.มีหน้าแล้วก็คอเป็นหนังเกลี้ยงๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กึ่งกลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.แข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้ ขนไม่สวย สีไม่ฉูดฉาด หน้าแข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงเล็กมาก หรือบางตัวดูเหมือนจะไม่มีเลย ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มเล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ว่าในระดับต่ำๆและระยะทางสั้นๆเป็นปกติอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้รวมทั้งตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แม้กระนั้นจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งตัวผู้จำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อครองพื้นที่แล้วก็แก่งแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว หลังสืบพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้ววางไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักประมาณ ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามก้านไม้ได้ และเมื่ออายุราวๆ ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่เจอในประเทศไทยมี ๒ จำพวกย่อย คือ
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้มากทางภาคตะวันออกรวมทั้งภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าจำพวกเมียนมาร์ (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบได้มากทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้
สรรพคุณทางยา
สมุนไพร โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นอาหารและก็เป็นยา  แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า ปัจจุบันเพิ่งทราบว่าโรคนี้มีสาเหตุจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบบ่อยในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ และเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาช้านานแล้ว แบบเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงกำลังสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีคุณประโยชน์บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตาฟาง และก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกชนิด ยิ่งกว่านั้นไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาปรุงแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราเรียนพระยาพระนารายณ์ ดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง สีผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น จึงเอาไข่ไก่ เอาแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นโดยประมาณจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบก็ดี เป็นขี้ผึ้งแดง จึงเอาสีผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากมายวนด้วยจุที่สีพอสมควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีปากขาว ปิดแก้มองดูม์ แสบร้อนให้เย็น

51
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2017, 08:51:07 AM »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในวงศ์ Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกจำพวกนี้เป็นนกขนาดกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ ซม. ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วก็ท้องสีขาว ข้างบนลำตัวสีดำ ข้างๆตรงโคนขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขารวมทั้งนิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะเปรียว มักหากินตัวเดียวกระโดดๆตามหนองที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างเร็ว มักออกหากินตอนพลบค่ำหรือรุ่งสาง ส่งเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเที่ยว ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน และกระดกหางไปด้วย ว่ายเก่ง แม้กระนั้นบินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะแขวนลง นกชนิดนี้กินสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นอาหาร เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา และก็พืชน้ำลางจำพวก ทำรังด้วยกิ่งไม้และก็ใบไม้ในรอบๆพงพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่รกทึบ ออกไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา ตัวผู้และก็ตัวเมียผลัดกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

สรรพคุณทางยา
สมุนไพร หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง และพยาธิผื่นคันต่างๆ

52
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเร้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 01, 2017, 10:07:31 AM »

อีแร้ง
อีแร้งเป็นนกที่จัดอยู่ในสกุล Gyps มีชื่อสามัญว่า vulture ที่เจอได้ในประเทศไทยมี ๓ ชนิด ทุกชนิดจัดอยู่ในสกุล Accipitridae  อีแร้งไทยอีก ๓ ประเภทนั้น ปัจจุบันนี้หายากแล้วก็มีปริมาณน้อย ลางประเภทบางทีอาจสูญพันธ์ไปแล้ว
๑. อีแร้งเทาข้างหลังขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gyps  bengalensis (Gmelin) มีชื่อสามัญว่า white – rumped  vulture เป็นนกที่นาดใหญ่ ความยาวของสัตว์วัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๙0 เซนติเมตร ลำตัวสีดำแกมน้ำตาล หัวรวมทั้งลำคอไม่มีขนปกคลุม เป็นเพียงแต่แผ่นหนังสีคล้ำ ตอนล่างของคอมีขนเป็นวงรอบข้างหลัง สีขาว ตอนล่างและโคนหางสีขาวแจ่มแจ้ง ภายในต้นขามีแต้มสีขาว เห็นได้ชัดขณะเกาะยืน   เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม่มีแถบขาวเลย รับประทานซากสัตว์เป็นอาหาร   สร้างรังบนยอดไม้สูง ในเดือนพฤศจิกายนแล้วก็เดือนธันวาคมจนกระทั่งก.พ. ออกไข่ครั้งละ ๑ ฟอง ทั้งยัง ๒ เพศช่วยกันสร้างรังและก็กกไข่ ประเภทนี้มีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์กว้าง ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองจีน รวมทั้งทั่วภูมิภาคเอเซียอาคเนย์  ในประเทศไทยเคยเจอชุมรอบๆที่ราบ แต่ว่าปัจจุบันนี้หาดูได้ยากมากมาย   เข้าใจว่าแทบจะสิ้นพันธุ์ไปแล้ว

๒.อีแร้งปากเรียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps  indicus  (Scopoli)   มีชื่อสามัญว่า   long – billed  vulture   อีแร้งสีน้ำตาลอินเดีย  ก็เรียก  เป็นอีแร้งขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๙0  เซนติเมตร ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ขนทุกเส้นมีขอบสีจางกว่าสีพื้น   หัวแล้วก็ลำคอมีขนอุยสีน้ำตาลออกขาวปกคลุม   ท้องสีน้ำตาลอ่อน มีจะงอยปากที่เรียวกว่านกแร้งชนิดอื่นๆตัวที่อายังน้อยมีสีแก่กว่าตัวโตเต็มวัย และก็พบบ่อยที่ขนอุยหลงเหลืออยู่บนขนหัว ตามปรกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ร่วมกับอีแร้งจำพวกอื่นๆและก็ร่วมลงกินซากสัตว์ด้วยกัน   พบได้มากจิกแล้วก็แย่งซากสัตว์กันตลอดเวลา  กระบวนการทำรังและออกไข่คล้ายกับแร้งประเภทอื่นๆทำรังตอนเดือนพฤศจิกาถึงเดือนกุมภาพันธ์   ชอบอยู่ตามที่โล่ง ปริมณฑล ทำมาหากินตามลำห้วยใหญ่ๆ ในป่าเต็งรังรวมทั้งปาป่าเบญจพรรณ มีเขตผู้กระทำระจายประเภทจากประเทศอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน   ในประเทศไทยเคยพบได้มาก แม้กระนั้นตอนนี้มั่นใจว่าสิ้นพันธุ์ไปจากบ้านเราแล้ว สมุนไพร
๓.อีแร้งเทาหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps   himalaiensis  Hume   มีชื่อสามัญว่า Himalayan  griffon  vulture อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย  ก็เรียก เป็นอีแร้งขนาดใหญ่มากมาย ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๒ ซม. มีลักษณะคล้ายอีแร้งปากเรียว แต่ตัวใหญ่มากยิ่งกว่ามากมาย ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียมีสีเหมือนกัน ลำตัวข้างบนมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลแกมขาว ข้างล่างสีเนื้อแกมสีน้ำตาลอ่อน มีลายขีดขนาดใหญ่สีขาว ขนรอบคอยาว  สีน้ำตาล มีลายขีดสีขาว พบได้มากอยู่โดดๆหรืออยู่เป็นคู่ หรือ  ๒-๓  ตัว   ตามทุ่งโล่งหรือป่าบนภูเขา มักร่อนเป็นวงกลมตามช่องเขาหรอเทือกเขาเพื่อหาอาหาร  เป็นนกที่หลงเข้ามา หรือย้ายถิ่นมาในประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์   หายากรวมทั้งปริมาณน้อย เคยมีรายงานว่าพบในกรุงเทพฯ และก็ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบเหมาะคิรีหมู่

Tags : สมุนไพร

53

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร รวมทั้งเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและก็ประเทศอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราสรรพคุณโบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้เจ็บท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายและเรอ ด้วยเหตุนั้นน้ำขิงนอกเหนือจากที่จะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถยนต์ให้น่ารับประทานยิ่งขึ้นทั้งยังมีคุณประโยชน์ทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้ตระเตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาผิวนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้สดและแห้งทั้งยังหินอ่อนรวมทั้งขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ประกอบอาหารที่ไม่ได้อยากต้องการรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อาเจียน สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้เจ็บท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมรวมทั้งเรอ
   สมุนไพร ยาขณะที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกชนิดนั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ แล้วแต่หมอผู้วางยาจะสับเปลี่ยนให้จะต้องโรคต้องอาการ ดังนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียน ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ น้ำประสานทอง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ รับประทานหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าเกิดลมนั้นเบากำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายเท้า บรรดาลมทั้งมวลแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นนามสกุลและชื่อตระกูล ตามหลักสากลสำหรับในการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger จากที่เรียกกันในภาษาแขก ผู้รู้ทางภาษาผู้คนจำนวนมากสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็น่าจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แต่เรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในตระกูล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุยาวนานหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อ เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงผู้เดียว ออกสลับกัน รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลได้ผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดและ มีกลิ่นหอมหวน ถ้าหากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางจำพวกจะได้ชันน้ำมันที่เกือบจะบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงและก็รสเผ็ด มีชื่อเรียกด้านการค้าว่า “จินพบริน” (gingerin) ประกอบด้วยสารในกรุ๊ปจินพบรอล ( gingerol) โชโกล (shogaol) รวมทั้ง ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินพบคอยล เช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แต่ว่าหากทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก โชโกลรวมทั้งสิงเจอโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่พบในขิง แม้กระนั้นเป็นสารที่มีเหตุมาจากปฏิกิริยาเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินเจอรอคอยล ด้วยเหตุนี้ จินพบรินที่ดีควรมีสารทั้งสองจำพวกนี้ในจำนวนที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ ๑-๓ ปริมาณนี้จะขึ้นกับแนวทางปลูกแล้วก็ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายอย่าง อย่างเช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อบัคเตรีที่ทำให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและก็ลำไส้  เดี๋ยวนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ดังเช่น ซิงพบโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินเจอคอยล โชโกล เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการอ้วกอาเจียน และก็ทุเลาอาการปวดเนื่องจากว่าข้อเสื่อม ทั้งอาจช่วยลดการอักเสบรวมทั้งบวมของข้อ

54
อื่นๆ / สัตววัตถุ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2017, 11:06:37 AM »

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมน้ำนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกันระหว่างช่องอกกับช่องท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทสมองมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูรุ่งเรืองดี สืบพันธุ์ข้างในจำนวนมากตัวอ่อนรุ่งโรจน์อยู่ข้างใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดังเช่นว่า เม่น ลิ่น ช้าง  โค ควาย หมี คน

55
อื่นๆ / สัตววัตถุ กวาง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2017, 08:29:42 AM »

กวาง
กวาง หรือ กวางป่า เป็นสัตว์เลือดอุ่นขนาดใหญ่
มีชื่อสามัญว่า sambar  หรือ  sambar  deer
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus unicolor Kerr
จัดอยู่ในวงศ์  Cervidae  กวางม้าก็เรียก
ชีววิทยาของกวาง
กวางป่าเป็นสัตว์กีบคู่ มี ๔ กระเพาะ จัดเป็นสัตว์บดเอื้อง ตัวผู้มีเขา ตัวเมียไม่มีเขา ลำตัวสูง ๑๒0-๑๕๕ เซนติเมตร น้ำหนัก ๑๘๕-๒๖0 กิโล ขนยาว หยาบ สีน้ำตาลเข้ม บริเวณคอจะยาวและหนาแน่นกว่าที่อื่น เห็นได้ชัดในตัวผู้ลูกกวางที่เกิดใหม่ไม่มีจุดสีขาวบนลำตัว ลางตัวบางทีอาจมองเห็นจุดสีขาวลางๆที่สะโพก หางค่อนข้างจะสั้น แอ่งน้ำตาที่ศีรษะตาทั้งสองข้างมีขนาดใหญ่ยื่นออกมาเห็นได้ชัดเจน ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ แอ่งน้ำตานี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก รวมทั้งขับสารที่มีกลิ่นแรงออกมา ประสาทหู ตา รวมทั้งจมูกไวมากมาย   เพศผู้มีเขา ซึ่งผลิออกครั้งแรกเมื่ออายุ ๑.๕  ปี มีเพียงแค่ข้างรวมทั้งกิ่งเรียก เขาเทียน เมื่อเขาเทียนหลุด เขาจะแตกหน่อใหม่อีกรอบเมื่ออายุได้ ๒.๕-๓  ปี มีข้างละ ๒ กิ่ง เมื่อเขา ๒ กิ่งนี้หลุดไป จะมีเขาผลิออกขึ้นใหม่อีกเมื่ออายุราว ๔  ปี  มี ๓ กิ่ง หลังจากนั้นผลัดเขาทุกปีในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน แม้กระนั้นจะมีเพียงแค่ข้างละ  ๓  กิ่ง ไม่มากไปกว่านี้ เขากวางเป็นแท่งตันกวางป่ามักอยู่ตัวเดียวตามป่าทั่วๆไป แล้วก็ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ป่าทึบ กลางวันจะนอนนิ่งอยู่ในป่ารกทึบ หรือนอนเกลือกแช่ปลักโคน ว่ายน้ำเก่งแล้วก็กระปรี้กระเปร่า ออกหากินช่วงเย็นหรือพลบค่ำถึงเช้าตรู่  กินยอดอ่อนของพืชและผลไม้เป็นของกินฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงพฤศจิกายนถึงมกราคม ตัวผู้ดุร้ายและก็รักนวลสงวนตัวภรรยามาก  มักมีการต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวเมีย  หลังฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียจะแยกกันออกหากิน ตัวเมียมีท้องนาน ๘-๘.๕  เดือน คลอดลูกทีละ  ๑  ตัว ในช่วงต้นหน้าฝน ลูกกวางอย่านมเมื่ออายุ  ๗-๘  เดือน รวมทั้งเริ่มจากแม่ออกไปพบรับประทานเองเมื่ออายุราว ๑ ปี กวางป่าสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ  ๑.๕-๒  ปี แล้วก็เมื่อแก่ได้ ๑๘-๒0  ปีกวางป่าเจอได้ตามป่าดงดิบทั่วทุกภาคของประเทศไทย ป่าสูงและก็ป่าต่ำ ในต่างถิ่นพบที่ประเทศอินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า  จีนตอนใต้  ลาว  เวียดนาม กัมพูชา  มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศฟิลิปปินส์ จัดเป็นสัตว์ป่าป้องกันของไทย

Tags : สมุนไพร

56
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกระจอก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2017, 11:32:02 AM »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่เจอในประเทศไทยเป็นประเภทย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกชนิดนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ เซนติเมตร ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ปลายปีกมน หางค่อนข้างจะสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางเล็กน้อย ขาออกจะสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวด้านข้างและคอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวข้างบนและก็ปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนท้ายปีกรวมทั้งขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียมีลักษณะคล้ายกันมากมาย แต่ว่าตัวผู้มีสีแจ่มใสกว่าน้อย มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของมนุษย์ บางทีอาจเจอได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนกระทั่งที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกรับประทานเมล็ดพืชแล้วก็แมลงขนาดเล็กเป็นของกิน ทำรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำรังประกอบด้วยต้นหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก แพร่พันธุ์ได้ทั้งปี  ออกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกมาจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอตามบ้านนอกใช้นกกระจอกหมดทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ทำความสะอาด เอาพริกไทยแล้วก็กระชายยัดในตัว แล้วจึงย่างไฟ แล้วคัดออกมาตำเป็นผง อาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง กินเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ราษฎรตามบ้านนอกลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กแรกเกิด

57
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชั้นสัตว์ปีก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2017, 10:52:58 AM »

ชั้นสัตว์ปีก
ชั้นสัตว์ปีก (Class Aves) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่เป็นสัตว์เลือดอุ่นมีขน(feather) ลักษณะเป็นแผงปกคลุมตัว มีปีกซึ่งเปลี่ยนมาจากขาหน้าของสัตว์จตุบาทอื่นๆปากไม่มีฟัน กระเพาะก็เลยควรมีลักษณะเป็นกึ๋น (gizzard) ช่วยบดของกิน ปอดมีถุงลมแทรกอยู่ในกระดูกที่เป็นโพรง ทำให้หายใจได้ดียิ่งไปกว่าสัตว์อื่น ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ สืบพันธุ์ข้างใน ออกลูกเป็นไข่
สมุนไพร เป็นต้นว่า ไก่ เป็ด นกต่างๆ

58
อื่นๆ / สัตววัตถุ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2017, 11:40:58 AM »

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกั้นระหว่างช่องอกกับช่องท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทสมองมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูเจริญก้าวหน้าดี ผสมพันธุ์ด้านในจำนวนมากตัวอ่อนเจริญรุ่งเรืองอยู่ข้างใน [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] ยกตัวอย่างเช่น เม่น ลิ่น ช้าง  วัว ควาย หมี คน

59

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยาและก็เครื่องยา เนื่องจาก มีรสหวานมีกลิ่นหอมหวน ใช้ละลายยาเพื่อให้กินง่ายขึ้น แล้วก็มีรสชาติน่ารับประทานขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ แบบเรียนโบราณโดยมากบันทึกเสียงที่มาไว้ไม่เหมือนกัน และว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งต่างกันนั้นจะมีคุณประโยชน์ต่างกันไปด้วย ดังนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยดน้ำค้าง เป็นน้ำค้างในช่วงฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชชนิดหนึ่งที่ตำราเรียนเรียก ต้นขัณฑสกร แบบเรียนโบราณพูดว่า พืชนี้พบในประเทศอินเดียแล้วก็มาเลเซียตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นพืชประเภทใดแม้กระนั้นมั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นพืชจำพวกใดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจเป็นพืชหลายหลายประเภทซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมาก ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไปแขวนทิ้งเอาไว้ กระทั่งน้ำหวานน้ำตกผลึกแล้วก็แห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยวิธีนี้ น่าจะเป็นของส่วนประกอบระหว่างฟรักโทส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย แล้วก็ เดกซ์โทรส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนกระทั่งขม มีคุณประโยชน์ชูกำลัง ทำให้เยี่ยวช่อง ทำให้ฉี่คล่อง แก้เสมหะจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้อยากดื่มน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆจนถึงงวด แล้วทิ้งเอาไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แต่ว่าถ้านำน้ำอ้อยไปตกตะกอนโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วกลายเป็นผลึกจะได้น้ำตาลที่ใช้แต่งรส ที่รู้จักกันทั่วไป แบบเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีสรรพคุณ บำรุงธาตุ และแก้ฝี ผอมเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดริมทะเล ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรวงผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรวงผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดชายหาดนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง รวมทั้งตั้งทิ้งเอาไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากยิ่งกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามชายป่า หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยแนวทางนี้มีคุณประโยชน์แก้นิ่ว แก้โรคท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้งผาก
๔. ขันทศแขน ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบได้ทั่วไปบนใบบัวหลวง หลังฝนตกโดยน้ำฝนจะจะเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวมาแล้ว ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย และก็ องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกันกับขัณฑสกรที่ได้จากหยาดน้ำค้าง ก็เลยมีคุณประโยชน์เท่ากัน ดังนั้นขัณฑสกรหรือที่บางแบบเรียนเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีจึงเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายจำพวกสุดแต่แหล่งกำเนิด อาจมีทั้งๆที่เป็นโมโนแซ็กคาไรด์ ยกตัวอย่างเช่นน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น และ ไดแซ็กคาไรด์ ดังเช่นน้ำตาลอ้อย เวลานี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านค้าขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น บางร้านค้าเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลทรายมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวจนกระทั่งงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แม้กระนั้นร้านค้าจำนวนมากมักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่ควรใช้สำหรับในการทำยาไทยเพราะเหตุว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์ระบุ ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ เตโชธาตุ ธาตุไฟ พิการ ขนานที่ ๑ แล้วก็ ๗ดังเช่นว่าในเวลาที่๗ดังต่อไปนี้ ถ้ามีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมหญ้ารังกา รากกะค่อย เท่าเทียมทำเป็นจุล ละลายขันทศกร กินตามควรจะ แก้ธาตุไฟให้โทษแลฯ ละลายขันทศกร กินตามควรจะนั้นหมายความว่าเมื่อจะกินยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำที่สะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในตอนนี้ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศ. ๒๕๒๕ ในตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศกร คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ มีความหมายว่าก้อน และก็ ศกร (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นต้นเหตุของคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) แสดงว่า น้ำตาล บางหนังสือเรียนจึงเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้รู้ผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้ปรุงแต่งรสหวานแต่เดี๋ยวนี้ใช้ลดลงมากมายเพราะว่าหรือแทบไม่ใช้ก็แล้ว

60
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีกา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2017, 04:47:01 PM »

กา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในตระกูล  Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ ชนิดย่อยเป็นประเภทย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler  กับจำพวกย่อย  Corvus  macrorhynchos  levaillantii  Lesson   มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle  crow

ชีววิทยาของกา
สมุนไพร อีกาเป็นนกขนาดกึ่งกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ ซม. มีสีดำตลอดตัว เห็นเป็นมันเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากมายขาแข็งแรง รับประทานอาหารทุกชนิด พบได้ในทั่วทุกภาคของเมืองไทย ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนถึงเขตป่าเขา

Tags : สมุนไพร

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 8