ผู้เขียน หัวข้อ: สัตววัตถุ เเรด  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 13, 2017, 10:50:37 AM
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 72
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


เเรด
แรดเป็นสัตว์เลือดอุ่นกรุ๊ปหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์ Rhinocerotidae เป็นสัตว์ป่าใกล้สิ้นซาก  ทั่วทั้งโลกมีสัตว์เหล่านี้คงเหลือเพียง  ๕  ชนิด  เป็นแรดที่พบในทวีปเอเชีย  ๓  ชนิดหมายถึงกระซู่ แรดชวา แล้วก็แรดอินเดีย เจอในทวีปแอฟริกา ๒ จำพวกหมายถึงแรดขาวและแรดดำ
ชีววิทยาของแรด
๑.กระซู่
มีชื่อวิทยาสาสตร์ว่า Dicerorhinus sumatrensis (fischer)
มีชื่อสามัญว่า asian two-horned  rhinoceros  หรือ  Sumatran  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่  คือ  มีเล็บ  ๓  เล็บ  ทั้งยังเท้าหน้าแล้วก็เท้าหลัง  มี  ๒  นอ  เมื่อโตเมที่มีความสูงที่ไหล่  ๑-๑.ค๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๑  ตัน  มีหนังหนาและก็มีขนปกคลุมทั่วตัวโดยเฉพาะในตัวที่แก่น้อย  ขนนี้จะลดน้อยลงเมื่อแก่เยอะขึ้น  โดยทั่วไปลำตัวสีเทาเหมือนสีเถ้าถ่านหรือสีน้ำตาลเข้ม  ด้านหลังของลำตัวมีรอยพับของหนังเพียงพับเดียวอยู่ที่บริเวณด้านหลังของขาคู่หน้า  กระซู่  ๒  เพศมมีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๒๕  เซนติเมตร  ส่วนนอหลังมักยาวไม่เกิน  ๑๐  เซนติเมตร  หรือบางทีอาจเป็นเพียงแต่ตุ่มนูนขึ้นมาในตัวเมียกระซู่เป็นสัตว์ที่ปีนป่ายเขาเก่ง  มีประสาทรับกลิ่นดีเลิศ  หาเลี้ยงชีพตอนกลางคืน  กินใบไม้  ก้านไม้  รวมทั้งผลไม้ป่าเป็นของกิน  เป็นประจำใช้ชีวิตอย่างสันโดษ  นอกจากในฤดูผสมพันธุ์  หรือช่วงที่ตัวเมียเลี้ยงลูกอ่อน  คลอดลูกครั้งละ  ๑  ตัว  ระยะตั้งท้อง  ๗-๘  เดือน  แก่ยืน  ๓๒  ปี
กระซู่มีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์ตั้งแต่เมืองอัสสัมของประเทศอินเดีย   แล้วก็ในบังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม  มาเลเซีย  รวมทั้งอินโดนีเซีย  มักอาศัยตามชายเขาสูงที่มีหนามรกทึบ  แต่ว่าลงมาอยู่ในป่าที่ราบต่ำช่วงท้ายฤดูฝน  ซึ่งมักมีปลักแล้วก็น้ำอยู่ทั่วๆไป  ในตอนนี้กระซู่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนใน  ๑๕  ประเภทของไทย
๒. แรดชวา  (เขมรเรียกระมาด)
มีชื่อวิทยาศาสตร์  Rhioceros  sondaicus  Desmarest
มีชื่อสามัญว่า  lesser  one-horned  rhinoceros  sinv  Javan  rhinoceros
เป็นสัตว์กีบคี่ หมายถึง มีเล็บ  ๓  เล็บ  ทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง  มีนอเดียว  เมื่อโตเต็มกำลังมีความสูงที่ไหล่  ๑.๖๐-๑.๘๐  เมตร  น้ำหนักตัว  ๑.๕-๒  ตัน  มีหนังดกแล้วก็มีขนขึ้นห่างๆ ลำตัวสีเทาออกดำ  ข้างหลังของลำตัวมีรอยพับของหนัง  ๓  รอย  ตรงแถวๆศีรษะไหล่  ข้างหลังของขาคู่หน้า  และด้านหน้าของขาคู่ข้างหลัง  แรดเพศผู้มีนอเดียว  มีความยาวไม่เกิน  ๒๕  ซม.  ส่วนตัวภรรยานั้นมองเห็นเป็นเพียงแค่ตุ่มนูนขึ้นมา แรดชวาเคยเป็นสัตว์ที่ทำมาหากินอยู่รวมกันเป็นฝูง  แม้กระนั้นตอนนี้พบหากินกระโดดๆ หรืออยู่เป็นคู่ในฤดูสืบพันธุ์  รับประทานใบไม้  กิ่งไม้  แล้วก็ผลไม้ป่าที่หล่นอยู่บนพื้นดินเป็นของกิน  ตกลูกครั้งลพ  ๑  ตัว  ระยะตั้งท้องนาน  ๑๖  เดือน มีเขตการกระจายชนิดตั้งแต่ในประเทศบังกลาเทศ  พม่า  ไทย  เวียดนาม  เขมร  มาเลเซีย  รวมทั้งอินโดนีเซีย  พบได้ทั่วไปในป่าดงดิบชื่นที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์  หรือป่าทึบริมฝั่งทะเล  โดยมากหาเลี้ยงชีพอยู่ตามป่าที่ราบ  ไม่พบอยู่ตามเทือกเขาสูง  เดี๋ยวนี้แรดชวาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนประเภทหนึ่งใน  ๑๕  จำพวกของไทย
๓. แรดอินเดีย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Rhinoceros  unicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  Indian  rhinoceros
เป็นแรดใหญ่จำพวกนอเดียว  สูงราว  ๒  เมตร  หนัก  ๒-๓  ตัน  ตามตัวมีหนังหนาคล้ายโล่ที่ไหล่  ที่สะโพก  หนังเป็นปุ่มนูนกลมเห็นได้ชัด  ไม่มีขนมากนักนอกจากที่ขอบหูรวมทั้งปลายหาง  มีหนังพับผ่านข้างหลัง  ๒  แห่ง เป็น ที่ด้านหลังของไหล่และก็ที่ข้างหน้าของสะโพก  แม้กระนั้นไม่มีพับหนังข้ามคอ  หางสั้นอยู่ในหลืบพักของสะโพก  ตั้งท้องนานราว  ๑๙  เดือน  อายุยืนราว  ๕๐  ปี  แรดประเทศอินเดียอาศัยอยู่ในป่าลุ่มริมแม่น้ำ  เคยพบได้บ่อยในหุบเขาแม่น้ำสินธุ  ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา  ช่องเขาแม่น้ำพรหมบุตร  แล้วก็บริเวณตีนเขาหิมาลัยตั้งแต่ประเทศปากีสถานถึงเมืองอัสสัมอินเดีย
๔. แรดขาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Ceratotherium  simum  Burchell
มีชื่อสามัญว่า  white  rhinoceros  หรือ  square-lipped  rhinoceros
มีขนาดใหญ่กว่าแรดอื่นๆ สูงราว  ๑.๖๐-๒  เมตร  ขนาดวัดจากหัวถึงโคนหาง  ๓.๖๐-๕  เมตร  หนัก  ๒.๓ – ๓  ตัน  มีนอ  ๒  นอ  นอหน้ายาวราว  ๖๐  เซนติเมตร  แม้กระนั้นบางตัวนอยาวถึง  ๑.๕๐  เมตร  หัวยาว  ปากกว้าง  หูยาวกว่าแรดดำ  รวมทั้งปลายหูแหลม  หน้าผากลาด  แล้วก็มนกว่าแรดดำ  หัวไหล่นูนเป็นก้อน  ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ  ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเขา  ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน  ยกเว้นขนที่ปลายหูรวมทั้งขนหาง  ริมฝีปากบนมีรูปร่างเหมือนสี่เหลี่ยมจัตุรัส  แรดชนิดนี้ชอบกินหน้ามากกว่าใบไม้  มีหัวยาวเพื่อก้มลงกินต้นหญ้าได้ง่าย  บนไหล่มีโหนกสูง  มีจมูกดี  แต่ตาแล้วก็หูไม่ดี  ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ราว  ๔—๕  ตัว  แม้กระนั้นบางทีอาจเจอได้ถึงฝูงละ  ๑๘  ตัว  ไม่ดุมากแรดขาวเคยอาศัยอยู่บริเวณภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา  บริเวณหุบเขาลุ่มแม่น้ำไนล์  แม้กระนั้นในขณะนี้ได้สิ้นซากไปจากรอบๆนี้  พบในแอฟริกากึ่งกลางรอบๆทะเลสาบชาดกับแม่น้ำไนล์ขาว  แล้วก็ในแอฟริกาใต้  ทางตอนใต้ของแม่น้ำออเรนจ์ไปทางทิศตะวัยตก  จนกระทั่งภาคตะวันออกของประเทศนามิเบีย  แรดขาวโตถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ  ๗-๑๐  ปี  ตั้งครรภ์นาน  ๑๘  เดือน  ตามปรกติออกลูกเพียงแต่ตัวเดียว  เมื่ออายุ  ๑ เดือนก็เดินตามแม่ได้แล้ว  อายุ   ๑  สัปดาห์เริ่มรับประทานต้นหญ้า  มีอายุยืน   ๓๐-๔๐  ปี
๖.แรดดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Diceros  bicornis  Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า  hook-lipped rhinoceros  หรือ   African  black  rhinoceros
เป็นแรดที่มีรูปร่างใหญ่   เทอะทะหนังหนา  สีน้ำตาลอ่อนผสมเทาหรือเทาแก่   ตามลำตัวไม่มีขน  ยกเว้นรอบๆใบหูแล้วก็ปลายหาง  ไม่มีต่อมเหงื่อ  ตาเล็ก  ริมฝีปากบนเป็นติ่งหรือจะงอยแหลมเล็กน้อย  ยืดหดได้  ใช้รั้งกิ่งไม้เข้าปากได้  มี  ๒  นอ  นออันหน้าใหญ่ใจโตและก็ยาวกว่าอันข้างหลัง  หางสั้น  แข็ง  ใบเครื่องทอผ้าลม  ไม่มีทั้งยังฟันตัดรวมทั้งฟันเขี้ยว  เท้ามี  ๓  เล็บ  ขนาดลำตัวยาวราว  ๓.๓๐  เมตร  ความสูงถึงไหล่ราว  ๑.๗๐  เมตร  น้ำหนักราว  ๒  ตัน  ตัวเมียมีเต้านม  ๒  เต้า  ตามปรกติแรดดำถูกใจอยู่ตัวคนเดียว  จะอยู่เป็นคู่เฉพาะในช่วงเวลาผสมพันธุ์  ออกหากินช่วงเวลากลางคืน  ชอบหาเลี้ยงชีพตามท้องทุ่งรวมทั้งบริเวณชายเขา  เกลียดชังเข้าไปหาเลี้ยงชีพในป่าลึก  นิสัยดุ  หูและจมูกไว  แรดดำโตเป็นหนุ่มสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว  ๗  ปี  ตั้งครรภ์นาน  ๑๕-๑๖  เดือน  ออกลูกครั้งละ  ๑  ตัว  ลูกแรดกินนมแม่อยู่นานราว  ๒  ปี  และก็อยู่กับแม่นาน  ๓-๔  ปี แรดที่พบในบ้านเรามีเพียงแต่  ๒  ชนิดแรก  คือ   กระซู่และก็แรดชวา

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยเคยใช้นอแรดเข้ามาเป็นเครื่องยาในยาโบราณหลายขนาน  แต่ในปัจจุบันใช้ลดน้อยลง  เพราะว่าหายากรวมทั้งแพงแพง นอแรดเป็นสิ่งแข็งเสมือนเขาสัตว์  ตัน  ผลิออกขึ้นมาเหนือจมูกของสัตว์พวกแรด  นอแรดที่ดีจะต้องมีผิวนอกดำไหม้  สีค่อยจางไปที่โคน  จนกระทั่งเป็นสีเทาอมน้ำตาล  เนื้อในมีสีเทาปนขาว  มีจุดสีเทาดำ  แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  นอแรดมีกลิ่นหอมเย็น  ไม่คาว  มีรสเปรี้ยวเค็มเย็น  มีสรรพคุณแก้ไข้สูง  แก้พิษร้อน  แก้อาเจียนเป็นเลือด  แก้ถ่ายเป็นเลือด  เป็นยาระงับประสาท  โดยใช้บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำกิน  เป็นยาขมเจริญอาหาร  แก้อาการเกร็งเพื่อเป็นการรักษาสัตว์เหล่านี้ไว้  จึงไม่สมควรใช้หรือช่วยเหลือให้ใช้  เครื่องยาที่ใช้แทนกันได้เป็นเขาควาย  (ควาย)  แม้กระนั้นต้องใช้ในจำนวนมากกว่าหลายเท่า

Tags : สัตววัตถุ