ผู้เขียน หัวข้อ: สัตววัตถุ เม่น  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 18, 2017, 09:31:26 AM
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 72
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


เม่น
เม่นเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
จัดอยู่ในสกุล Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒  ชนิด  ยกตัวอย่างเช่น
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix  brachyuran  Linnaeus
ชื่อสามัญว่า  Malayan  porcupine
เม่นประเภทนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐  เซนติเมตร หางยาว ๖ – ๑๐ ซม. น้ำหนักตัว  ๓-๗ กก. ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ป้องกันภัย  หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ รอบๆลำตัว คอ และไหล่  มีขนแข็ง  สั้น  สีดำ  ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่หลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนและปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนเหมือนหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นประเภทนี้ชอบออกหากินตามลำพังในช่วงเวลากลางคืน รักสงบ เวลาพบศัตรูจะวิ่งหนี พอจวนตัวจะหยุดกึกแล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่หลังมาอย่างเร็วหากหยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ รวมทั้งถ้าเกิดศัตรูใช้ตีนตะปบก็จะโดนขนเม่นตำด้วยเหมือนกัน  ได้รับความปวดเจ็บมากมาย เมื่อศัตรูหนีจากไปแล้ว  เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่งอกขึ้นมาแทนที่ เม่นประเภทนี้รับประทานผัก หญ้าสด หน่อไม้ เปลือกไม้ ผลไม้ และกระดูกสัตว์  เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี มีท้องนาน  ๔  เดือน  ตกลุกครั้งละ  ๑ -๓  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นแรกเกิดมีขนที่อ่อน  แต่เมื่อถูกอากาศด้านนอกขนจะเบาๆแข็งขึ้น  อายุราว ๒๐ ปีพบทางภาคใต้ของเมืองไทย ในต่างชาติพบที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus  macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า  bush-tailed  porcupine
เม่นประเภทนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง  ๔๐ – ๕๐  ซม. หางยาว ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕  โล จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งและก็ปลายแหลมมากมาย  เหมือนหนาม  ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่บริเวณกึ่งกลางหลังขนแบน  มีร่องยาวอยู่ด้านบน ช่วงกลางหางไม่ค่อยมีขน แต่เป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนขึ้นดกครึ้มเป็นกระจุก มองเป็นพวง ขนดัตระหนี่ล่าวแข็งและก็คม ส่วนขนที่หัวบริเวณขา ๔ แล้วก็บริเวณใต้ท้อง แหลม แม้กระนั้นไม่แข็ง ขาออกจะสั้น ใบหูกลมและก็เล็กมากมาย เล็บเท้าเหยียดหยามตรง ทู่ รวมทั้งแข็งแรงมากมาย  เหมาะกับขุดดิน เม่นจำพวกนี้ออกหากินในเวลากลางคืน  ตอนกลางวันมักซ่อนตัวอยู่ในโพรงดิน  ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง  ใช้ขนเป็นอาวุธป้องกันภัย รับประทานหัวพืช หน่อไม้  กาบไม้  รากไม้  ผลไม้  แมลง เขาและก็กระดูกสัตว์  คลอดลูกทีละ ๓- ๕  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย  ลูกเม่นทารกมีขนอ่อนนุ่ม แต่จะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี เจอในทุกภาคของประเทศไทย ในเมืองนอกพบทางภาคใต้ของจีน แล้วก็ที่ลาว เวียดนาม  เขมร มาเลเซีย  แล้วก็อินโดนีเซีย

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง  แก้พิษรอยแดง  พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะอาหารของเม่นใช้ปรุงเป็นยากินบำรุงน้ำดี ช่วยให้ลำไส้มีกำลังบีบย่อยของกิน พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาใช้ภายนอกตัวเด็ก ดังต่อไปนี้ ภาคหนึ่งยาทาตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งปวง และก็จะจับไข้อภิฆาฏดีแล้ว  โอปักกะไม่กาพาธดีแล้ว ท่านให้เอาใบมะขวิด คราบงูเห่า หอมแดง สาบนกแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง  บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมวัว ทาตัวกุมาร ชำระความมัวหมองโทษทั้งหมดดีนัก