ผู้เขียน หัวข้อ: เพกา มีสรรพคุณเเละประโยชน์อย่างไรบ้าง  (อ่าน 11 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กรกฎาคม 12, 2018, 11:11:41 AM
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 157
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (วัวราช,เลย,ภาคอีสาน) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (นราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุแก ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
วงศ์             Bignoniaceae
บ้านเกิด เพกาเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีมาตั้งแต่เริ่มแรกของทวีปเอเชีย ซึ่งเจอในอินเดียรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นครั้งแรก ในขณะนี้สามารเจอได้หลายประเทศ อาทิเช่น อินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งชอบพบเพกาตามป่าเบญจพรรณ และป่าเปียกชื้นทั่วไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นสำหรับในการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่ชาวไทยแค่นั้นที่เอามาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่เจอข้อมูลในการนำมาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลางรวมทั้งเป็นไม้ ครึ่งผลัดใบไหมผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นราว 10-30 ซม. เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่แก่น้อยมีกิ่งใหญ่ตรงกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม ภายหลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระเกะระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 เซนติเมตร มีต้นเหตุจากใบที่หล่นไปแล้ว ลำต้นแล้วก็กิ่งมีรูระบายอากาศ กระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงข้ามกันอยู่รอบๆปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ปลายยาว ขอบใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบสะอาด หรือมีขนสีขาวสั้นๆด้านล่าง ท้องใบนวล ก้านใบบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง แล้วก็ก้านใบข้างล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งสิ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มิลลิเมตร ก้านใบข้าง และก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานและที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 ซม. ยื่นออกมานอกทรงพุ่มไม้ของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 เซนติเมตร กลีบดอกสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงข้างนอก หลอดกลีบดอกยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบครึ้ม ขอบย่น ไม่มีพู หรือพูแตกต่างกัน มีต่อมกระจายอยู่ด้านนอก ข้างในมีขนหนาแน่น ดอกบานช่วงกลางคืน มีกลิ่นสาบฉุน รวมทั้งหล่นรุ่งเช้า มักจะมีดอกและผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ชิดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างชัด เมื่อสำเร็จ กลีบเลี้ยงนี้จะรุ่งโรจน์เป็นเนื้อแข็งมาก ผลเป็นฝัก แบน โค้งนิดหน่อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ เหมือนรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 ซม. ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปดาบ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก เม็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 เซนติเมตร มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยให้เม็ดปลิวตามกระแสลมให้ตกห่างต้นเพื่อเพาะพันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  โดยเลือกเม็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนเอามาเพาะเม็ด เพราะหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง ถ้านำเม็ดมาเพาะในพักหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ ด้วยเหตุนี้ ก็เลยทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อย้ายต้นลงปลูกในแปลงได้สบาย โดยนำเม็ดออกมาจากฝัก รวมทั้งผึ่งแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยนำมาเพาะ  สำหรับวัสดุเพาะ ควรจะใช้ดินผสมกับสิ่งของอินทรีย์ ยกตัวอย่างเช่น ปุ๋ยมูลสัตว์ ปุ๋ยคอก แล้วก็แกลบดำ แม้กระนั้นถ้าไม่สะดวกให้ใช้เพียงแค่ปุ๋ยหมักสิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยมูลสัตว์:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ หลังจากนั้น นำเมล็ดลงกลบ รวมทั้งรดน้ำให้ชุ่ม พร้อมด้วยดูแลด้วยการรดน้ำเป็นประจำทุกๆวัน ขั้นต่ำวันละ 1 ครั้ง กระทั่งต้นจะแตกออก และก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกลงในแปลง  การปลูกเพกานิยมนำมาปลูกในต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกราวๆ 30 เซนติเมตร ก่อนที่จะรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยหมักราวๆ 3-5 กำ แล้วก็ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โดยประมาณ 1 ถือมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดเจอสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับองค์ประกอบของน้ำมันของเมล็ดเจอสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบเจอสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นพบสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากพบสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของเพราะเหตุว่านั้นมีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มก.และวิตามินบี3 2.4 มก.  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มก. วิตามินเอ 8,200 มก. แคลเซียม 13 มก., ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/สรรพคุณ  ประโยช์จากเพกานั้นโดยมากนิยมนำมารับประทานเป็นของกิน ยกตัวอย่างเช่น ฝักอ่อน อายุฝักราวๆ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักท้องถิ่นที่นิยมเอามารับประทานด้วยการลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก เมนูลาบต่างๆรวมทั้งซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อรับประทานจะมีรสขมอ่อนๆดังนี้ การปิ้งไฟ นิยมปิ้งไฟจากเตาถ่าน แต่อาจปิ้งจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน แล้วก็อ่อนตัวจนกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ แล้วหลังจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นรับประทาน    ใบ และยอดอ่อน ประชาชนนิยมเอามารับประทานดิบหรือลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และเมนูลาบต่างๆรวมทั้งเอามาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ดังนี้ ใบอ่อน และก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากสักเท่าไรนัก เพราะว่าจำเป็นจะต้องให้ยอดเติบโต แล้วก็ติด ดอกบานนิยมเอามาลวกเท่านั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความอ่อนนุ่ม และให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน และยอดอ่อน นับว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และมักจะใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้คุณประโยชน์อื่นๆนั้น อาทิเช่น แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ทั้งนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ทั้งยังในรูปไม้สด เนื่องจากแก่นไม้สดค่อนข้างจะแห้งอยู่แล้ว รวมทั้งเผาในรูปท่อนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายดายยิ่งกว่า แต่ตอนนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว เนื่องมาจาก ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น และก็หันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมเอามาตากแห้ง รวมทั้งส่งออกเมืองนอกเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ ยิ่งไปกว่านี้ชาวเขายังคงใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกนั้นเพกายังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ดังนี้  แบบเรียนยาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำดื่ม แก้ไอและขับเสลด ใช้เป็นยาระบาย เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสลด เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากกินน้ำ ฝักแก่ มีรสขมกินได้ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยเจริญอาหาร ระงับไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำแก้เจ็บท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น รวมทั้งขมน้อย เป็นยาสมานแผล ทำน้ำเหลืองให้เป็นปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษโลหิต บำรุงโลหิต แก้เสมหะจุกคอ ขับเสลด แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมบางส่วน ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยของกิน เจริญอาหาร   แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้งยัง 5    เป็นการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์รักษาแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

แบบ/ขนาดการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม ฟกช้ำดำเขียว รวมทั้ง อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทาบริเวณฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กแบบเป็นเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทาบริเวณฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือสินเธาว์    กินขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้คลื่นไส้ไม่หยุด    รับประทานแก้เสลดจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
ยิ่งไปกว่านี้ ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบมัน รากหญ้าคา รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท เอามาต้มกับน้ำดื่มทีละ 1 แก้วเล็ก ก่อนรับประทานอาหาร ตอนเช้ารวมทั้งเย็น  ช่วยแก้รวมทั้งบรรเทาอาการไอ แล้วก็ขับเสมหะโดยใช้เม็ดแก่เพการาวๆครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่ไว้ด้านในหม้อที่เพิ่มเติมน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆจนถึงเดือดราว 1 ชั่วโมง แล้วเอามาดื่มทีละ 1 แก้ว ตอนเช้า กลางวัน เย็น กระทั่งอาการจะดีขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย หญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันอย่างละเอียด แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปละลายกับน้ำข้าวถู ใช้ขนไก่ชุบพาด นำมาทาลูกอัณฑะ
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran และก็จะส่งผลลดบวมมากเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกทำให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน แล้วก็ฮีสตามีน แต่ว่าไม่เป็นผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการเล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดสอบ พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งสารภายในร่างกายที่นำไปสู่การอักเสบ คือ PGE2 และก็ NF-kB รวมทั้งยังออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการหยุดยั้งวิธีการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น รวมทั้งรากมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase แล้วก็พบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นแล้วก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase ได้เหมือนกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับในการทดสอบฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ  นอกนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งเอนไซม์ myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียและแก้ท้องเดินสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น แล้วก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์เป็นต้นว่า Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และก็ Pseudomonas aeruginosa แล้วก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราCandida albicans รวมทั้งเจอสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อ B. subtilis แล้วก็ S. aureus ได้เท่ากันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มก./มล.) แม้กระนั้นมีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC พอๆกับ 15.13 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus รวมทั้ง Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นส่วนประกอบ แล้วก็ใช้ทุเลาอาการท้องร่วงที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง แล้วก็มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกเหนือจากนั้นยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่นำไปสู่อุจจาระร่วง 6 สายพันธุ์ในหลอดทดลองหมายถึงBacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 รวมทั้ง แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร โดยสารสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และก็สารสกัดของสมุนไพรคนเดียวแต่ละประเภทที่เป็นองค์ประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านการยุบเกร็งกล้าม  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านทานการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อกระทำทดลองในหนูตะเภาที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และ histamine
ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ การเรียนรู้ใช้สารสกัดจากใบเพกาในการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH รวมทั้งยับยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มล. แล้วก็ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ของสารทั้ง 2 ตามลำดับ
ฤทธิ์ต้านโรคมะเร็ง การศึกษาทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein ในการต่อต้านเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ข้างใน 36-48 ชั่วโมง
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ มีการทดลองกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กิโลกรัม มีแถลงการณ์ว่าทำให้เกิดพิษ Dhar และก็แผนก กระทำการทดลองฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) รวมทั้งสารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มิลลิกรัม/กก. และ 1 กรัม/กิโลกรัม เป็นลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้ทำทดลองความเป็นพิษทันควันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องและกรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษเฉียบพลันในหนู รวมทั้งเมื่อทดสอบความเป็นพิษรุนแรงโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงขึ้นหมายถึง400 และก็ 800 มก./กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่ก่อให้เกิดพิษทันควันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แต่ว่านำไปสู่พิษทันควันได้เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในขนาด 800 มิลลิกรัม/โล สำหรับความเป็นพิษครึ่งหนึ่งรุนแรงของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 และ 800 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว ทุกวี่วันเป็นเวลา 30 วัน  พบว่าไม่นำไปสู่พิษฉับพลันในหนู
และก็เมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กิโล ครั้งเดียวให้หนูแรท พิจารณาพฤติกรรมภายใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบเฉียบพลันรวมทั้งความผิดปกติของอวัยวะภายใน รวมทั้งเมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 และ 4 กรัม/กิโล/วัน แก่สัตว์ทดลองต่อเนื่องกันตรงเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบครึ่งเรื้อรัง ไม่พบความแตกต่างจากปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางเลือดวิทยา แล้วก็ทางวิชาชีวเคมี รวมทั้งความเคลื่อนไหวในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคโรคมะเร็งที่มีเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) รวมทั้งรางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งในหลอดทดสอบ ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับในการทดลองความเป็นพิษแบบทันควันในสัตว์ทดสอบ
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยแนวทาง Ames’ test จากผลของการทดลองพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำการทดสอบ (2 มก./จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 และ TA100 พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับการก่อเกิดการ กลายพันธุ์ อมรศรี รวมทั้งคณะ พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยวิธี Ames’ test
การวัดความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยแนวทาง somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มล. สามารถนำมาซึ่งการก่อให้เกิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีจำนวนจุดบนปีกลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กรุ๊ปควบคุม และมีแถลงการณ์ว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อเอามาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์โอบล้อมที่เป็นกรดแล้วนำมาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
คำแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • หญิงตั้งท้องไม่ควรกินฝักอ่อนของเพกา เพราะเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะก่อให้แท้งลูกได้
  • ต้องระวังสำหรับเพื่อการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด อาทิเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจก่อให้เกิดผลใกล้กันได้ อาทิเช่น มีการระคายเคืองกระเพาะได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์. รายงานผลการวิจัยเอกสาร